Home Novel Novel Action I shall seal the heaven Chapter 1107

I shall seal the heaven Chapter 1107

ตอนที่ 1107

เป้าหมายคืออันดับหนึ่งในลำดับขั้น!

ใบหน้าของผู้ฝึกตนนั้นบิดเบี้ยวไปมา และเสียงแผดร้องด้วยความเจ็บปวดก็ดังก้องออกไปในทั่วทุกทิศทาง คนทั้งหมดที่ได้ยินเสียงนี้ต่างก็สั่นสะท้านไปจนถึงแก่นกาย แทบไม่อาจจินตนาการได้ว่าจะเป็นความเจ็บปวดเช่นใดกันแน่ เป็นสิ่งที่แทบไม่อาจจะอธิบายออกมาได้

อย่างมากที่สุดก็อาจจะบอกว่า รู้สึกราวกับว่ามีมือข้างหนึ่งกำลังล้วงเข้าไปในสมอง และควานหาไปรอบๆ อย่างรุนแรง โลหิตพ่นกระจายออกมาจากปากของมัน และทันใดนั้นร่างกายก็แน่นิ่งตกตายไป

ถึงแม้ว่ามันจะตายไปแล้ว แต่ซากศพก็ยังคงเกาะติดอยู่กับมือของเมิ่งฮ่าว ไม่ได้ตกลงไปบนพื้นแต่อย่างใด

หลังจากที่ผ่านไปสองสามอึดใจ ดวงตาเมิ่งฮ่าวก็สาดประกายขึ้น

“หลินชง…? เจ้าเปลี่ยนให้ผู้ติดตามทั้งสี่กลายเป็นตัวเองเพื่อตบตาข้า!” เมิ่งฮ่าวลดมือลง และซากศพของผู้ฝึกตนนั้นก็ตกลงไปบนพื้น ก่อนที่ร่างนั้นจะทันได้กระทบพื้น เมิ่งฮ่าวก็พุ่งห่างออกไปไกลมากแล้ว

เขาส่งสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ออกไปเป็นวงกว้าง ทำการค้นหาร่างจริงของหลินชง วิชาเวทของมันแปลกเป็นอย่างยิ่ง และเมิ่งฮ่าวก็ไม่อาจจะค้นพบจุดอ่อนของมัน สี่เงาร่างที่เหลืออยู่พุ่งออกไปยังทิศทางที่แตกต่างกันอย่างรวดเร็ว สิ่งที่แปลกอีกอย่างหนึ่งก็คือว่ากลิ่นอายของพวกมันทั้งหมดกำลังจางหายไปอย่างช้าๆ คงอีกไม่นานพวกมันก็จะหายสาบสูญไปจากสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเมิ่งฮ่าวโดยพร้อมเพรียงกัน

แผนการเดิมของหลินชงคือต้องไม่มีกลิ่นอายให้เมิ่งฮ่าวตรวจพบได้แม้แต่น้อย ถ้าเขาใช้เวลาค้นหา อย่างมากที่สุดเขาก็จะค้นพบสี่ผู้ฝึกตนที่มันสับเปลี่ยนร่างกายด้วย

อย่างไรก็ตามหลินชงไม่เคยคาดคิดว่าเมิ่งฮ่าวจะมายังชนเผ่าที่สี่ได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ แทนที่จะข้ามผ่านชนเผ่าอื่นๆ ไป เขากลับมุ่งหน้าตรงมายังวิหารกลาง

ทำให้แผนการของมันต้องผิดพลาดขึ้นมา!

แต่เรื่องทั้งหมดก็สามารถแก้ไขได้ตราบเท่าที่เวลาผ่านไปนานพอ เมิ่งฮ่าวแค่นเสียงเย็นชา ตบไปที่ถุงสมบัติ และภูติเกราะดำจำนวนมากก็บินออกมา เขาสั่งให้พวกมันพุ่งออกไปในทั่วทุกทิศทาง จนคล้ายกับเป็นสายฟ้าสีดำ กระจายกลิ่นอายอันน่ากลัวออกมา

ภายใต้การควบคุมจากสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเมิ่งฮ่าว พวกมันกระจายตัวออกไปไล่ล่า ในขณะที่เมิ่งฮ่าวไม่ต้องทำอะไร เขาไม่ได้ติดตามไปด้วย เพียงแค่ลอยตัวอยู่ในกลางอากาศเหนือชนเผ่าที่สี่ อยู่ห่างจากหลินชงทุกคนที่กำลังหลบหนีจากไปด้วยระยะทางที่เท่าๆ กัน

วิธีการนี้ของเขาเป็นการตัดสินว่าใครคือหลินชงตัวจริง เขาเพียงแค่รอดูในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น เมื่อภูติเกราะดำได้ครอบครองร่างของคนทั้งสี่เหล่านั้น สำเร็จหรือล้มเหลวไม่ใช่เรื่องสำคัญ ด้วยวิธีการเช่นนี้ทำให้เขารับรู้ได้ถึงร่องรอยบางอย่าง

ในที่สุดเขาก็มองขึ้นไป

“พบแล้ว!” เมิ่งฮ่าวกล่าวพร้อมกับร่างที่แวบหายไป

ในเวลาเดียวกันนั้น ตรงจุดที่ใกล้กับเขตชายแดนของชนเผ่าที่สี่และชนเผ่าที่สาม หลินชงมีสีหน้าที่ดูน่าเกลียดอย่างถึงที่สุด มันถูกห้อมล้อมด้วยภูติเกราะดำที่กำลังกรีดร้องอยู่สิบกว่าตัว พวกมันทั้งหมดพยายามจะครอบครองร่างกายของมัน

“สิ่งเหล่านี้คืออะไรกัน!?”

หลินชงมีพื้นฐานฝึกตนที่แข็งแกร่ง แต่ในตอนนี้พลังของมันลดลงไปเกือบหกในสิบส่วน สำหรับภูติเกราะดำ วิธีการยึดครองร่างกายของพวกมันแปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่ง ถ้าล้มเหลวพวกมันก็จะกลายเป็นสัมผัสศักดิ์สิทธิ์อันแหลมคมโจมตีไป

ทำให้หลินชงต้องพบเจอกับความยุ่งยากที่จะรับมือได้ ความรู้สึกถึงวิกฤตอันร้ายแรงพุ่งขึ้นมา และมันก็เริ่มสั่นสะท้านอยู่ภายในใจ

ขณะที่รู้สึกได้ถึงความตายที่ใกล้เข้ามาเริ่มเข้มข้นมากขึ้น ร่างมันก็เริ่มสั่นไปมาอย่างรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม

“ข้าจะไม่มาตายในที่แห่งนี้!!”

จิตใจมันเต็มไปด้วยความโศกเศร้าเสียใจ ส่งสายลมอันรุนแรงพัดออกไป เพื่อทำให้ภูติเกราะดำที่ดูเหมือนว่าไม่อาจจะสังหารไปได้ ให้บินห่างออกไป จากนั้นก็กัดฟันแน่น ถึงแม้ว่ามันจะอยู่ในช่วงที่อ่อนแอ แต่ก็ปลดปล่อยเวทผู้ยิ่งใหญ่ออกมาอีกครั้ง!

กะโหลกศักดิ์สิทธิ์เศร้าเสียใจสีทองเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาอยู่ตรงหน้ามัน ไม่ได้ใช้เพื่อโจมตีไปยังภูติเกราะดำ แต่พยายามค้นหาวิธีการเพื่อหลุดพ้นออกไปจากสถานการณ์ในตอนนี้!

ใบหน้าหลินชงซีดขาว ขณะที่มันตระหนักว่าไม่มีทางหลบหนีจากไปได้

“เป็นไปไม่ได้! สวรรค์ไม่เคยตัดเส้นทางทั้งหมดไป! ต้องมีความหวังอยู่ในทุกสถานการณ์!” ดวงตามันสาดประกายขึ้นด้วยความดุร้าย กัดลงไปที่ปลายลิ้นเล็กน้อย ทำให้ร่างกายแห้งเหี่ยวลงไปอย่างรวดเร็ว เส้นผมของมันกลายเป็นสีขาวโพลนในทันที

มันทุ่มออกมาจนสุดตัว ยอมสละแม้กระทั่งอายุขัยอันยาวนานของมัน เพื่อทำให้เวทผู้ยิ่งใหญ่เปิดเผยให้เห็นถึงเส้นทางการหลบหนี

เกิดเป็นเสียงกระหึ่มขึ้น และร่างของหลินชงก็แห้งเหี่ยวลงไปอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดมันก็พบเห็นสิ่งที่กำลังค้นหาอยู่ในกะโหลกศักดิ์สิทธิ์เศร้าเสียใจ หลังจากที่มองเห็น มันก็ต้องอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง หัวเราะอย่างบ้าคลั่งออกมา ฟาดฝ่ามือลงไปบนหน้าอกของตนเองอย่างดุร้าย โลหิตจำนวนมากพุ่งออกไป จากนั้นก็สาดกระจายลงไปบนพื้นดิน

เสียงหัวเราะของมันยิ่งดังมากขึ้นไปเรื่อยๆ ขณะที่หมุนคว้างไปรอบๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น จากนั้นมันก็กดนิ้วลงไปบนหน้าผาก ทำให้เกิดเป็นแรงสั่นสะเทือนวิ่งผ่านไปทั่วร่าง ฉับพลันนั้นสายตามันก็เริ่มพร่าเลือนไป แต่ก็เริ่มแจ่มใสขึ้นมาอีกครั้งอย่างรวดเร็ว มันมองไปยังกะโหลกศักดิ์สิทธิ์เศร้าเสียใจ และตระหนักว่าตอนนี้ความทรงจำบางส่วนของมันกำลังหายสาบสูญไปจากก่อนหน้านี้ ด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดเป็นอย่างยิ่งมันมุ่งหน้าออกไปยังที่ห่างไกล

ไม่นานนักมันก็ถูกห้อมล้อมด้วยกลุ่มภูติเกราะดำอีกครั้ง ในเวลาเดียวกันนั้น ลำแสงที่ยืดยาวสายหนึ่งได้ปรากฏขึ้นในอากาศที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลมากนัก กระจายเป็นรังสีสังหารออกมา

“หลินชง!” เมิ่งฮ่าวร้องตวาดขึ้น ด้วยเสียงที่ดังกระหึ่มราวกับเป็นเสียงฟ้าผ่า เต็มไปด้วยพลังแห่งสวรรค์ ทำให้หลินชงสั่นสะท้านไปทั้งร่าง สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเขาได้รับการส่งเสริมจากกระแสลมปราณสองในสิบส่วนของอาณาจักรสายลม ทำให้เสียงของเขากลายเป็นเสียงฟ้าคำรามจากสวรรค์ และรอบๆ ตัวก็กลายเป็นทะเลสาบแห่งสายฟ้า

หลินชงแทบจะหูหนวกไปด้วยเสียงของเมิ่งฮ่าว จิตใจมันหมุนคว้าง และโลหิตก็พ่นกระจายออกมาจากปาก หลังจากที่สร้างร่างนี้ขึ้นมาได้อีกครั้ง มันก็มีพื้นฐานฝึกตนเพียงแค่หกในสิบส่วนจากดั้งเดิมเท่านั้น ทำให้ยากที่จะใช้เวทผู้ยิ่งใหญ่ออกมาได้ อันที่จริงการสูญเสียอายุขัยอันยืนยาวและพลังชีวิตไปด้วยวิธีที่มันเพิ่งจะใช้ออกไปเมื่อครู่นี้ ทำให้พื้นฐานฝึกตนของมันลดลงไปมากขึ้นกว่าเดิม จนกระทั่งเหลือเพียงแค่สามในสิบส่วนจากความแข็งแกร่งดั้งเดิมเท่านั้น

ไม่ว่าก่อนหน้านี้มันจะแข็งแกร่งมากแค่ไหน ด้วยพื้นฐานฝึกตนเช่นนี้ ก็เหมือนกับเป็นเปลวเทียนที่ส่องแสงริบหรี่อยู่ในสายลม แค่เสียงของเมิ่งฮ่าวก็ทำให้จิตใจมันต้องสั่นสะท้าน และทำให้โลหิตพ่นกระจายออกมาจากปาก ไม่มีอะไรที่มันจะสามารถต่อสู้กลับไปได้

สิ่งที่มันทำได้ทั้งหมดนั้นก็คือแผดร้องอย่างน่าอนาถใจออกมา และมองขึ้นไปด้วยสีหน้าที่ไม่ยินยอมพร้อมใจ

มันรู้สึกเกลียดชังหานชิงเหลย และเกลียดชังความจริงที่ว่ามันโลภมาก ที่จะไปแย่งชิงตราประทับของชนเผ่าที่แปดมา ทำให้ผลสุดท้ายต้องพังทลายลงไปโดยสิ้นเชิง

มันยังรู้สึกเกลียดชังโชคชะตาอีกด้วย ความรวดเร็วที่เมิ่งฮ่าวไล่ติดตามมา ทำให้แผนการทุกอย่างของมันต้องพังทลายลงไป สิ่งที่มันต้องการทั้งหมดก็คือแค่อีกครึ่งชั่วยามเท่านั้น และมันก็จะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยใดๆ

แต่ในตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างได้เปลี่ยนไป และไม่มีอะไรที่มันสามารถจะทำได้อีก

“สวรรค์ต้องการกำจัดข้า? ข้าไม่ยินดีที่จะตายไปด้วยเงื้อมมือของเจ้า, เมิ่งฮ่าว!” หลินชงเริ่มหัวเราะออกมา เป็นเสียงหัวเราะที่แหลมเล็กและดังก้องออกไป

“เจ้าอยากจะรู้เกี่ยวกับสวี่ชิง ถ้าเช่นนั้น…ก็เข้ามา!”

มันแผดร้องขณะที่ลอยตัวอยู่ในกลางอากาศ

“ควาญวิญญาณข้าถ้าเจ้าต้องการ ขุดคุ้ยข้อมูลออกมาจากสมองของข้า! แล้วจะอย่างไร!?”

“ข้าแค่ต้องการให้เจ้ามอบความตายที่มีเกียรติแก่ข้า!”

มันอยู่ในลำดับขั้น เป็นผู้แข็งแกร่งอันดับสองรองจากผู้ฝึกตนลำดับขั้นแห่งขุนเขาแรกเท่านั้น

มันคือดวงตะวันอันเจิดจ้าแห่งขุนเขาที่สี่ และเป็นบุคคลที่มีความภาคภูมิใจในตนเอง ถึงแม้ว่ามันจะต้องตายไป มันก็ต้องการจะตายไปอย่างมีเกียรติ!

เมิ่งฮ่าวพุ่งตรงไปราวกับเป็นสายฟ้า โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขายื่นมือออกวางลงไปบนศีรษะของหลินชง

เมิ่งฮ่าวไม่เชื่อในสิ่งที่หลินชงเคยพูดมาเกี่ยวกับสวี่ชิง เขาต้องการเห็นมันด้วยตนเอง!

เขาปลดปล่อยเวทควาญวิญญาณออกมา ให้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของตัวเองไหลเข้าไปในสมองของหลินชง ภาพจากในอดีตของหลินชงวิ่งผ่านเข้ามาในจิตใจ จนกระทั่งในที่สุด เขาก็มองเห็นสวี่ชิง!

นางมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับก่อนที่จะผ่านเข้าไปในการถือกำเนิดขึ้นมาใหม่ นางไม่ใช่หญิงสาวที่งดงามมากที่สุดในโลก แต่ใบหน้าของนางได้ตรึงแน่นอยู่ในจิตใจของเมิ่งฮ่าวไปตราบชั่วนิรันดร์

หลินชงสั่นสะท้านจากความเจ็บปวดอย่างที่ยากจะอธิบายออกมาได้ มันกัดฟันแน่น ไม่ยอมร้องไห้คร่ำครวญออกมาแม้แต่น้อย ดวงตามันเริ่มพร่าเลือนไป และร่างกายกำลังสั่นไปมา อย่างไรก็ตาม สติสัมปชัญญะของมัน…ก็ยังคงเรียกร้องความมีเกียรติ!

ไม่นานต่อมา เมิ่งฮ่าวก็ยกมือขึ้น และโลหิตก็พ่นกระจายออกมาจากปากของหลินชง สีหน้ามันกลายเป็นความว่างเปล่า และร่างกายก็ยังคงสั่นสะท้านไปมา จิตใจมันหายไป แต่ก็เห็นได้ชัดว่ามีเพียงสิ่งเดียวที่ยังเหลืออยู่…คือเกียรติของมัน

เมิ่งฮ่าวไม่กล่าวอะไรออกมา ตอนนี้เขารู้แล้วว่าตอนที่หลินชงบอกว่าสวี่ชิงจะตายไปถ้ามันตกตาย เป็นเรื่องโกหกหลอกลวง อันที่จริงเมิ่งฮ่าวได้ข้อสรุปมาก่อนหน้านี้แล้วว่าเรื่องเช่นนี้เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

เขามองไปยังหลินชง จากนั้นก็ดึงมือกลับมา และแตะไปที่หน้าผากของมัน พลังมหาศาลไหลผ่านเข้าไปในร่างมัน กวาดล้างพลังชีวิตที่ยังเหลืออยู่ของมันไป หลินชงสั่นไปทั้งร่าง และในช่วงเวลาสั้นๆ ดวงตามันก็เริ่มเจิดจ้าและแจ่มใสขึ้น จากนั้นก็หลับตาลง…และตายไป

ซากศพของมันตกลงไปบนพื้น แต่ถุงสมบัติของมันถูกเมิ่งฮ่าวหยิบฉวยไป ที่ด้านในเป็นตราประทับของชนเผ่าที่สี่

“ชิงเอ๋อร์…ท่านกลายเป็นศิษย์ของตี้จ้างต้าจุน แห่งขุนเขาที่สี่แล้ว…” เมิ่งฮ่าวพึมพำ

“รอข้าก่อน ชิงเอ๋อร์ เมื่อไหร่ที่ข้าออกไปจากอาณาจักรสายลมแห่งนี้ ข้าจะไปหาท่าน!” จากนั้นเขาก็หมุนตัวและหายลับไปพร้อมกับประกายแสงที่แวบขึ้นมา

เมิ่งฮ่าวออกไปจากชนเผ่าที่สี่ พุ่งผ่านกลับไปยังเขตวิหารกลาง และเข้าไปในชนเผ่าที่เก้า ทันใดนั้นแรงสั่นสะเทือนก็วิ่งผ่านไปทั่วร่าง และเขาก็หันหน้ามองกลับไปยังชนเผ่าที่สี่

“มีบางสิ่งแปลกๆ เกิดขึ้น! ข้าสังหารผู้ฝึกตนลำดับขั้นแห่งขุนเขาที่สี่ไปแล้ว จากกฎธรรมชาติของอาณาจักรสายลม ข้าควรจะได้รับรางวัลในการทำลายสถิติใช่หรือไม่…?”

เขาเลิกคิดไปถึงสวี่ชิงชั่วคราว ทำการทบทวนถึงเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับหลินชงในทันที สุดท้ายดวงตาก็ต้องเบิกกว้างขึ้น

เมิ่งฮ่าวตบไปที่ถุงสมบัติ และหยิบเอาตั๋วสัญญาออกมา หลังจากที่มองไปอย่างละเอียด เขามั่นใจว่ามันคือตั๋วสัญญาณของหลินชง และจากนั้นก็ยิ้มออกมาในทันที

“คนผู้นี้คู่ควรที่จะอยู่ในลำดับขั้นจริงๆ หานชิงเหลยมีแผนการของมัน และหลินชงก็มีเล่ห์เหลี่ยมด้วยเช่นกัน ดูเหมือนว่าการจะสังหารพวกมันไปจริงๆ จะไม่ใช่เรื่องง่ายแต่อย่างใด”

“ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ยังไม่ตายไป, หลินชง แต่เจ้าก็ไม่มีโอกาสที่จะสร้างชื่ออยู่ในอาณาจักรสายลมนี้ได้อีกแล้ว เจ้าถูกบังคับให้ต้องหลบซ่อนตัวไปจากข้า ไม่กล้าที่จะโผล่หน้าออกมาแม้แต่น้อย!”

“ข้าอาจจะไม่สามารถค้นหาและสังหารเจ้าไปได้ แต่ข้าก็กำจัดจิตใจเจ้าไปแล้ว ข้าได้เพาะเงามืดไว้ที่นั่น เพื่อให้มั่นใจว่าข้าจะกลายเป็นจิตมารภายในใจของเจ้า!”

“เจ้าไม่ใช่คนแรก และจะไม่ใช่คนสุดท้ายด้วยเช่นกัน อาณาจักรสายลม…คือสถานที่ข้า, เมิ่งฮ่าวจะมีชื่อเสียงขึ้นมาในเก้าขุนเขาทะเลอันยิ่งใหญ่! ข้าจะมีชื่อเสียงอยู่ในลำดับขั้น!”

“เมื่อข้าออกไปจากที่แห่งนี้ ข้าจะกลายเป็น…บุคคลอันดับหนึ่งในลำดับขั้น!”

เขาไม่ได้กลับไปยังชนเผ่าที่สี่ เพื่อทำการค้นหาหลินชงอีกครั้ง ความเป็นตายของหลินชงไม่เกี่ยวข้องกับเขาอีกต่อไป

ด้วยศักดิ์ฐานะของสวี่ชิงในขุนเขาที่สี่ตอนนี้ นางไม่ใช่คนที่จะถูกข่มเหงได้อย่างง่ายดาย

เมิ่งฮ่าวแวบฝ่าอากาศพุ่งตรงไปยังภูเขาป๋ายเฟิง หลังจากที่เขาฝึกตนมานานหลายปี มีแต่ช่วงการต่อสู้นี้เท่านั้นที่เขาได้สร้างเป็นรูปแบบสะกดข่มจนเป็นเอกลักษณ์ของตนเองขึ้นมา!

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: