I Shall Seal The Heaven Chapter 112

0 Comments

ตอนที่ 112

ทุกสิ่งเปลี่ยนไป

“นั่น…นั่นคือคุนเผิง!” ฉู่อวี้เยียนร้องออกมา “ในทวีปหนานซาน, คุนเผิงต้องเกิดมาจากทะเลเทียนเหอเท่านั้น เมิ่งฮ่าว, ปล่อยข้าออกไป จากกลิ่นอายความตายที่กระจายออกมา เห็นได้ชัดว่ามันกำลังจะตาย และมันกำลังมุ่งหน้าตรงไปยังถ้ำกำเนิดใหม่ สายลมนี้กำลังกวาดทุกสิ่งทุกอย่างไปด้วย!”

“เจ้าปล่อยข้าก่อน” เขาพูดเสียงเย็นชา สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของแกนอสูร ภายในเสาแห่งเต๋าของเขา

“เจ้า!” ฉู่อวี้เยียนพูด กัดฟันแน่น ขณะที่นางกำลังจะพูดอะไรออกมา

แต่ทันใดนั้น สายลมก็เพิ่มความรุนแรงมากขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตา เสียงกึกก้องก็ดังออกไปทั่วพื้นดิน ยอดเขาสูงมากมายนับไม่ถ้วน แตกออกเป็นเสี่ยงๆ และแหลกสลายร่วงลงไป จากสายลมอันรุนแรงนั้น

ส่งผลให้เศษหินดินทรายลอยว่อนไปมา ทันใดนั้น คุนเผิงก็เปลี่ยนทิศทาง มันรู้สึกถึงพลังของแกนอสูรภายในร่างของเมิ่งฮ่าว แสงอันลี้ลับก็เริ่มส่องประกายออกมาจากดวงตาของมัน มันส่งเสียงร้องดังก้องไปทั่วอากาศ มุ่งหน้าตรงมายังทิศทางของฉู่อวี้เยียน และเมิ่งฮ่าว

ท้องฟ้ามืดลง ขณะที่สายลมอันรุนแรงราวพายุพัดมา กวาดทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นไป ราวกับว่าทุกๆ สิ่ง ที่เป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ เป็นสมบัติของคุนเผิง และ เป็นของมันเพียงผู้เดียวเท่านั้น!

ลมหมุนบิดเป็นเกลียวพร้อมกับการมาถึงของคุนเผิง ภูเขาถล่มลงมา ต้นไม้ถูกดึงออกไปทั้งราก โดยพลังอันน่าตกใจ!

สายลมกวาดเมิ่งฮ่าว และฉู่อวี้เยียนขึ้นไป ตะเกียงน้ำมันที่ลอยอยู่ข้างกายฉู่อวี้เยียนสั่นอย่างรุนแรง และดับลงไป ทันทีที่มันดับลง เส้นใยแห่งแสงซึ่งโอบล้อมเขาอยู่ก็หายไป

พลังของแกนอสูรปะทุขึ้นมาอีกครั้งภายในร่างเขา เหมือนกับวันที่ทายาทมังกรปีกวารีได้ปรากฎขึ้นในครั้งแรก ภายในศีรษะของเมิ่งฮ่าว ปรากฎเป็นภาพเมื่อครั้งโบราณขึ้นมา

ภายในภาพจินตนาการนั้น มังการปีกวารี และคุนเผิง กำลังต่อสู้กันอยู่!

ตูม!

เมิ่งฮ่าวรู้สึกราวกับว่า คลื่นลูกใหญ่มหึมาเพิ่งจะกระแทกลงมาบนจิตใจ เขาหมุนคว้างลอยขึ้นไปยังลมหมุน และรู้สึกราวกับว่ากำลังถูกบดขยี้ โลหิตกระจายออกมาจากปาก ราวกับว่าวที่หลุดออกจากสายป่าน ร่างของเขาหมุนไปมาสูงขึ้นไปในอากาศ ขณะที่ถูกดูดขึ้นไป

ในช่วงท้ายสุดก่อนที่เขาจะหมดสติไป เขาส่งพลังลมปราณสุดท้ายไปลากเอากระบี่ไม้ และธวัชสายฟ้ากลับมา จากนั้นก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย

ฉู่อวี้เยียนก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายเช่นเดียวกัน ขณะที่นางเริ่มถูกดูดขึ้นไป นางกระอักโลหิตออกมา ร่างยังคงถูกพันไว้ด้วยแหสีดำ นางลอยขึ้นไปด้านบนตามมาด้วยตะเกียงน้ำมัน

ใบหน้าซีดขาว และเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง สายลมอันรุนแรงจากคุนเผิงกระแทกมาที่นาง ทำให้ต้องกระอักโลหิตออกมาอีก จากนั้นก็หมดสติไป

เมิ่งฮ่าว และฉู่อวี้เยียน ต่างก็เป็นผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ แม้จะเป็นเช่นนั้น เมื่อลมพายุที่ถูกสร้างขึ้นมาจากคุนเผิงดูดร่างของพวกเขาขึ้นไป ทั้งสองก็ไร้พลังที่จะต่อต้านอย่างสิ้นเชิง

โชคดีที่พวกเขาไม่เหมือนกับภูเขา ซึ่งเชื่อมต่อกับพื้นดินอย่างแน่นหนา ทำให้มันต้องแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เมื่อต่อต้านกับลมพายุเช่นนั้น

คนทั้งสองราวกับช่อของต้นหลิวที่ถูกดึงออกมา ไร้พลังที่จะต่อต้านใดๆ พวกเขาบาดเจ็บจากการกระแทกของลมพายุอันรุนแรง และหมดสติไป แต่ก็ไม่ได้ถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ ลมพายุโอบพวกเขาไว้แน่น และพัดพาไปยังที่ห่างไกล

ลมพายุนี้ยังคงกวาดผ่านไปทั่วแคว้นตงหลายอีกหลายวัน หลังจากที่คุนเผิงบินผ่าน ก่อนที่ในที่สุดก็จางหายไป

เมิ่งฮ่าวลืมตาขึ้น

ความเจ็บปวดทั่วร่าง ทำให้ดวงตาของเขาค่อยๆ หรี่ขึ้นมา ขณะที่มันเปิดขึ้น ความเจ็บปวดทั้งหมดครอบคลุมไปทั่วตัว ทำให้ร่างสั่นสะท้าน รู้สึกแย่ราวกับว่าเขากำลังถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ

ความเยือกเย็นค่อยๆ เต็มอยู่ในดวงตา ความเจ็บปวดครั้งนี้หนักหนาจนน่าตกใจ แต่จริงๆ แล้วก็ไม่สามารถเปรียบเทียบได้กับช่วงเวลาที่พิษในร่างกำเริบ ต้องขอบคุณมัน ที่ทำให้เขาคุ้นเคยกับความเจ็บปวดเช่นนี้

เขาพยายามลุกขึ้นมานั่งอย่างช้าๆ หอบหายใจ มองลงไปตามร่างกาย เสื้อผ้าฉีกขาด รอยแผลถลอก ฟกช้ำมีอยู่ทั่วร่าง บาดแผลมากมายจนนับไม่ถ้วน บางแผลก็ลึกลงไปมาก ผิวหนังบางแห่งก็หายไป ถ้าเขาไปชนกับก้อนหินที่อยู่บริเวณนั้น ก็จะทำให้เกิดความเจ็บปวดจนลึกลงไปถึงกระดูก

เขาอ้าปากหอบหายใจ ขณะที่สำรวจร่างกาย เมื่อทำเช่นนั้น ดวงตาก็เบิกกว้าง รู้สึกว่าร่างกายอ่อนแอมาก ในความเป็นจริง เขารู้สึกคล้ายกับตอนที่อยู่บนเขาต้าชิง เมื่อหกหรือเจ็ดปีก่อนเป็นอย่างมาก

“พลังฝึกตนของข้า…” เมิ่งฮ่าวพยายามที่จะโคจรพลังลมปราณในทันที เขาถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เมื่อพบว่ามันยังคงมีอยู่ แต่จากนั้นก็ต้องขมวดคิ้ว เมื่อเขาไม่สามารถใช้งานมันได้แม้แต่น้อย ราวกับว่ามันถูกขวางกั้นจากพลังที่แข็งแกร่งบางอย่าง

ในตอนนี้เอง ขณะที่เขามองไปยังเสื้อผ้าที่ฉีกขาด ก็พบว่าเขาไม่มีถุงสมบัติติดอยู่กับตัวเลย ดูเหมือนว่ามันได้ปลิวไปพร้อมกับลมพายุอันบ้าคลั่งนั้น

สีหน้าเขาสลดลง ยกมือขึ้นสอดลึกเข้าไปในอกเสื้อ เมื่อเขาดึงออกมา ก็มีถุงแห่งจักรวาลอยู่ในมือ นี่เป็นถุงที่แตกต่างจากถุงสมบัติทั่วไป ดังนั้นเมิ่งฮ่าวจึงมักจะซุกเก็บไว้ในเสื้อยาว ลมพายุนั้นจึงไม่สามารถทำอะไรมันได้

“โชคดีที่ข้าเก็บของเกือบทุกอย่างไว้ในถุงแห่งจักรวาลนี้” เมิ่งฮ่าวพึมพำ “รวมถึงกระบี่ไม้ และธวัชสายฟ้า มิเช่นนั้นคงต้องสูญเสียอย่างน่ากลัวในครั้งนี้” เขาพยายามที่จะเปิดมันออก แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามอย่างไร ก็ไม่สามารถทำได้ เขาถอนหายใจ มองไปรอบๆ

ท่ามกลางความมืดมิด หมอกสีดำลอยไปมา ก้อนหินแปลกๆ มีอยู่ทั่วพื้นดินบริเวณนั้น รวมถึงซากกระดูกของนก และสัตว์ป่าจำนวนมากมาย ไม่มีใครรู้ว่าพวกมันได้เน่าเปื่อยผุผังอยู่ที่นี้มานานเท่าไหร่ ก่อนที่จะกลายเป็นกองกระดูกที่ขาวโพลนเช่นตอนนี้? เมิ่งฮ่าวเริ่มประหลาดใจมากขึ้น

ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนจะเลวร้ายยิ่ง เมื่อหลังจากนั้น เมิ่งฮ่าวสังเกตเห็นกระดูกบางส่วนก็เป็นของมนุษย์ เขามองขึ้นไปยังท้องฟ้า แต่สิ่งที่สามารถเห็นได้ทั้งหมดนั้นก็คือ กลุ่มหมอกที่ม้วนตัวไปมา

“นี่คือที่ไหน…?” ความเคร่งขรึม และเศร้าใจ ปรากฎบนใบหน้าของเขาขณะที่นั่งอยู่ที่นั่น ความรู้สึกถึงอันตรายที่ใกล้เข้ามาท่วมท้นอยู่ในจิตใจ

“ข้าสงสัยนักว่า การเปลี่ยนแปลงของพลังฝึกตนของข้า เกิดจากลมพายุนั้น…หรือจากสถานที่นี้” เวลานานผ่านไป ก่อนที่เขาจะรวบรวมเรี่ยวแรง เพื่อกัดฟันจนแน่นและลุกขึ้นยืน พยุงตัวด้วยก้อนหินที่อยู่ใกล้ๆ นั้น เขาเริ่มเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ

เวลาผ่านไปชั่วธูปไหม้หมดไปหนึ่งดอก เมื่อเมิ่งฮ่าวหยุดชะงักลง เบื้องหน้าเขาเป็นผนังก้อนหินสีดำ ผนังหินนั้นสูงจนหายลับตาไปในสายหมอก ทำให้ไม่สามารถมองเห็นจุดสูงสุดของมันได้

เมิ่งฮ่าวมองไปด้านหลัง ณ จุดนี้ ดูเหมือนว่าเขากำลังอยู่ในก้นของหุบเหว ที่ลึกมากอย่างแน่นอน

“พายุที่เกิดจากคุนเผิง หอบข้าลอยมาตกอยู่ในก้นเหวเป็นแน่ ใครจะรู้ว่าที่ข้าอยู่นี้ เป็นส่วนไหนของแคว้นตงหลาย? ข้าต้องฟื้นฟูพลังฝึกตนให้ได้ก่อน ถึงจะสามารถออกจากที่นี่ได้” เขาพิงไปที่ผนังหน้าผา จากนั้นก็นั่งยองๆ ลงไป เพื่อรวบรวมเรี่ยวแรงให้มากกว่านี้

เวลาผ่านไป โดยที่ไม่สามารถมองเห็นท้องฟ้า จึงเป็นการยากที่จะบอกว่าเป็นเวลาใดแล้ว อย่างช้าๆ ร่างกายเริ่มแข็งแรงมากขึ้น เขาพยายามที่จะเปิดถุงแห่งจักรวาลอีกครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จ

ในที่สุด เขาก็ต้องยอมแพ้โดยไม่มีทางเลือก ลุกขึ้นยืน มองไปรอบๆ จนกระทั่งมองเห็นต้นไม้ ที่มีกิ่งก้านยาวประมาณแขนของเขา จึงใช้มันเป็นไม้เท้าช่วยพยุงตัว เริ่มต้นเดินต่อไป

“ถ้านี่เป็นก้นเหว มันก็ต้องมีจุดที่สิ้นสุด” เขากล่าว มองไปรอบๆ ทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆ ตัวเขาเงียบสงบ ไม่มีแม้แต่เสียงเพียงเล็กน้อย สิ่งเดียวที่เขาได้ยินก็คือ เสียงหัวใจของตัวเองเต้น เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ตัดสินใจที่จะสำรวจพื้นที่บริเวณนั้นให้ทั่ว จนกว่าจะพบทางออก

เขาเดินไปช้าๆ ความระมัดระวังตัวปรากฎอยู่บนใบหน้า สถานที่นี้ให้ความรู้สึกน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง และเขาก็ไม่แน่ใจว่า จะมีอันตรายอะไรซุกซ่อนอยู่ แต่ยังไงก็ต้องค้นหาให้ทั่ว ถ้ามีอันตรายใดๆ ซ่อนอยู่จริง ก็คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามวิถีของมัน

เวลาผ่านไปประมาณสองชั่วยาม ร่างกายของเมิ่งฮ่าวก็ค่อยๆ ฟื้นตัวอย่างช้าๆ เขาได้บรรลุขั้นพื้นฐานลมปราณ หลังจากที่สำเร็จวงจรอันยิ่งใหญ่ ของขั้นรวบรวมลมปราณอย่างสมบูรณ์ ดังนั้นร่างกายของเขา จึงแข็งแรงมากกว่าก่อนหน้านี้

แต่จิตใจเริ่มห่อเหี่ยวลงเมื่อเวลานานผ่านไป เขายังคงไม่สามารถหาทางออกจากที่นี้ได้ จริงๆ แล้ว ก้อนหินแปลกๆ ที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น ก็ดูเหมือนจะมีอยู่อย่างหนาแน่นมาก

อีกครึ่งชั่วยามผ่านไป ทันใดนั้น เขาก็หยุดเดินในทันที ดวงตาส่องประกายแปลกๆ ออกมา ขณะที่มองตรงไปที่เบื้องหน้า และรอยยิ้มอันเย็นชา ก็เผยอขึ้นมาตรงมุมปาก

ด้านหน้าขึ้นไป มีคนนอนอยู่บนก้อนหินแปลกประหลาดก้อนหนึ่ง ชุดยาวสีขาวฉีกขาดรุ่งริ่งเผยให้เห็นผิวเนื้อที่ขาวผ่องนวลเนียน เส้นผมยาวสยายยุ่งเหยิงไปรอบๆ…ฉู่อวี้เยียน

นางนอนหมดสติอยู่ที่นั่น ด้านข้างเป็นแหสีดำขนาดเล็ก

ดวงตาของเมิ่งฮ่าวสาดประกาย ขณะที่เข้าไปใกล้อย่างช้าๆ เอานิ้วไปอังอยู่ที่ปลายจมูก จากนั้นก็สัมผัสไปที่หน้าท้องของนาง ให้ความรู้สึกที่น่ารื่นรมย์กับผิวหนังอันอ่อนนุ่ม เขากดลงไปที่หน้าท้องของนางอย่างรุนแรง จากนั้นก็ก้าวเท้าไปด้านข้าง หยิบเอาแหสีดำขึ้นมาพับเก็บเอาไว้

“นางยังไม่ตาย พลังฝึกตนก็ยังมีอยู่ แต่ถูกสะกดเอาไว้ นางไม่มีทางที่จะใช้พลังลมปราณได้” ดวงตาเขาหดแคบลง มองไปที่ฉู่อวี้เยียนเป็นเวลานาน หัวเราะขึ้นมา “ข้ารู้ว่าเจ้าตื่นแล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องแกล้งทำเป็นสลบไป”

ฉู่อวี้เยียนยังคงไม่ขยับตัว เมิ่งฮ่าวส่งเสียงแค่นอย่างเย็นชา ใช้กิ่งไม้ยาวในมือกระทุ้งไปที่นาง

ดวงตาของนางเปิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จ้องมาที่เขาอย่างเย็นชา

เมิ่งฮ่าวส่งยิ้มให้นาง ด้วยดวงตาที่เฉยชา ทันใดนั้น เขาก็คิดได้ว่าหุบเหวนี้น่าเบื่อเป็นอย่างยิ่ง เขาจ้องไปทั่วทั้งร่างของฉู่อวี้เยียน

มองส่วนเว้าส่วนโค้งอันประณีตงดงาม ผิวกายขาวผ่องที่ปรากฎออกมา จากรอยฉีกขาดของเสื้อผ้า และขอบของชุดเอี๊ยมชั้นในสีแดงของนาง ทั้งหมดนี้ทำให้นางดูสวยงามเป็นอย่างยิ่ง

ใบหน้าของนางทันใดนั้นก็แดงซ่านขึ้นมาในทันที และดวงตาก็เต็มไปด้วยโทสะ ขณะที่จ้องมาที่เขาด้วยความอาฆาต นางพยายามดิ้นรนที่จะลุกขึ้นมา

แต่ก็ต้องอ้าปากหอบหายใจด้วยความเจ็บปวดออกมา เสียงหอบหายใจของนาง ซึ่งได้ยินอย่างชัดเจน ในหุบเหวที่เงียบสงบแห่งนี้ ส่งผลให้เกิดความรู้สึกแปลกๆ

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฮ่าวก็หัวเราะออกมา

“เจ้าหัวเราะอันใด สกปรกน่ารังเกียจ, ไร้ยางอายนัก!”

เมิ่งฮ่าวยกมือขึ้น และตบลงไปบนใบหน้าของนาง ด้วยดวงตาเย็นชา “หุบปาก”

“เจ้า!!” สีหน้าของนางซีดขาว เมื่อรอยฝ่ามือปรากฎขึ้นบนใบหน้าที่สวยงามนั้น เมิ่งฮ่าวได้ตบไปอย่างโหดร้าย ทำให้ร่างของนางสั่นสะท้าน ในตลอดชีวิตของนาง ไม่มีใครกล้าที่จะตบตีนาง แม้แต่หวังเถิงเฟย ก็ยังปฏิบัติต่อนางราวกับแขกผู้ทรงเกียรติ

เสียงตบอีกเสียงก็ดังขึ้น เมื่อเมิ่งฮ่าวตบนางอีกครั้งที่ตำแหน่งเดิม

“ข้าบอกให้เจ้าหุบปาก” เขาพูดเสียงเยือกเย็น “หวังเถิงเฟย อาจจะปฏิบัติต่อเจ้าราวอัญมณีอันล้ำค่า แต่สำหรับข้า, เจ้าไม่มีค่าอะไรเลย”

นางขบฟันแน่น และจ้องไปที่เขาด้วยสายตาอันน่ากลัว ด้วยการที่พลังฝึกตนของนางถูกสะกดไว้ ทำให้นางเหมือนกับมนุษย์ธรรมดา

ทันใดนั้นฉู่อวี้เยียนก็รู้สึกถึงอันตรายพุ่งขึ้นมาอยู่ภายใน ครั้งหนึ่ง นางเป็นผู้สูงส่ง และเป็นผู้ถูกเลือกอันยิ่งใหญ่ แต่ตอนนี้นางได้ตกลงมาไกลมาก, ห่างไกลลงมา ตอนนี้ นางเป็นเพียงหญิงสาวอ่อนแอธรรมดา ที่รอความเมตตาปราณีจากเมิ่งฮ่าวเท่านั้น

Categories:
siripak

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: Battle Sun Chapter 41
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Battle Sun Chapter 40
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Battle Sun Chapter 39
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: