Home Novel Novel Action I shall seal the heaven Chapter 1132

I shall seal the heaven Chapter 1132

ตอนที่ 1132

ละอายจนกลายเป็นโทสะ

เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว ด้วยเหตุผลบางอย่าง ทำให้เขาไม่ชอบหญิงสาวเสวี่ยเอ๋อร์นี้ขึ้นมาในทันที นางอาจจะเป็นผู้ที่งดงาม บางทีอาจจะงดงามกว่าหญิงสาวทั้งหมดที่เขาเคยพบเจอมา แต่เขารู้สึกว่านางเป็นบุคคลที่ชอบบงการผู้อื่น

เห็นได้ชัดว่านางใช้วิชาที่พิเศษเฉพาะบางอย่าง แอบติดตามดูเขาอย่างลับๆ มานานแล้ว นางอาจจะเรียกมันว่า ‘เฝ้าสังเกตการณ์’ แต่วิธีของนางก็ไม่ธรรมดาจนยากที่จะพูดออกมาได้

วิธีการเช่นนั้นทำให้เมิ่งฮ่าวรู้สึกดูถูกเป็นอย่างยิ่ง ย้อนกลับไปในตอนที่เขาต่อสู้กับเต้าเทียน เขาสามารถบอกได้ว่าเต้าเทียนคิดว่านางมีความสำคัญมากเช่นไร มันพยายามที่จะปิดบังความคิดนี้ไว้ แต่เมิ่งฮ่าวก็มองออกได้อย่างง่ายดาย

นอกจากนั้น นางยังเป็นหญิงสาวที่มีความคิดอ่านอย่างลึกซึ้งจนผู้คนคาดไม่ถึง แต่ก็ทำให้จิตใต้สำนึกต้องระมัดระวังตัวขึ้นมาด้วยเช่นกัน และเมื่อไหร่ที่ต้องระวังตัวขึ้นมาแล้ว ก็ไม่อาจจะผ่อนคลายได้ สวี่ชิงเป็นบุคคลที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง เมื่อเขาอยู่กับสวี่ชิง เขารู้สึกผ่อนคลายอย่างแท้จริง นางไม่มีแผนการหรือเล่ห์เหลี่ยมใดๆ และเมื่อนางมองมายังเขา สิ่งที่เขาต้องการจะทำก็คือยิ้มอย่างอ่อนโยนให้กับนาง

ถึงแม้ว่าความคิดเหล่านี้จะวิ่งผ่านจิตใจไป แต่ก็ไม่ทำให้สีหน้าของเขาต้องเปลี่ยนไปแม้แต่น้อย

“ข้ามาจากเซียนกู่เต้าฉ่าง ไม่ใช่เซียนกู่เต้าฉ่างที่ท่านเคยพบเห็นในขุนเขาทะเลใดๆ ข้าคือผู้สืบทอดเพียงหนึ่งเดียวของเซียนโบราณอย่างแท้จริง”

เสวี่ยเอ๋อร์กล่าวขึ้น ยิ้มให้กับเมิ่งฮ่าว เป็นรอยยิ้มที่เปล่งประกายคล้ายบุปผากำลังเบ่งบาน เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นในตนเอง ทำให้นางและทุกสรรพสิ่งรอบๆ ตัวนางดูสะดุดตามากขึ้นกว่าเดิม

“จากผู้ฝึกตนลำดับขั้นทั้งหมดที่ข้าพบเจอมา มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ใกล้เคียงกับข้อกำหนดของข้าก็คือ พี่เฉินแห่งขุนเขาแรก แต่มันก็มีคุณสมบัติแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น ข้ากำลังจะไปเลือกมัน แต่ทันใดนั้นก็รับรู้ได้ถึงการปรากฏตัวขึ้นอย่างฉับพลันของท่าน, พี่เมิ่ง”

“และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำไมข้าถึงได้มาค้นหาท่าน เพื่อเล่นหมากล้อมด้วยกัน” นางโบกสะบัดมือ ทำให้กระดานหมากล้อมปรากฏขึ้นระหว่างคนทั้งสอง

เม็ดหมากสีดำกำลังวางอยู่บนด้านหนึ่งของกระดาน เม็ดหมากสีขาวอยู่อีกด้าน

นางพูดไม่มากนัก แต่เมิ่งฮ่าวก็รับรู้ถึงความหยิ่งยโสอย่างลึกล้ำในคำพูดเหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย เป็นความหยิ่งที่หยั่งรากฝังลึกอยู่ในกระดูกของนาง นางไม่ได้ตั้งใจที่จะแสดงความเย่อหยิ่งนั้นออกมา แต่กระนั้นก็ยังคงเปิดเผยออกมาอยู่ดี

“พี่เมิ่ง เชิญ” เสวี่ยเอ๋อร์มองดูเมิ่งฮ่าวด้วยความมุ่งหวัง กล่าวเสียงแผ่วเบาออกมา

“ข้าเล่นหมากล้อมไม่เป็น” เมิ่งฮ่าวกล่าวตอบเสียงราบเรียบ

“พี่เมิ่ง โปรดให้ความร่วมมือ ข้ามายังที่แห่งนี้เพื่อมอบโชควาสนาบางอย่างให้กับท่าน” เสวี่ยเอ๋อร์มองมายังเมิ่งฮ่าวด้วยแววตาที่จริงจัง

เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว แต่ทันใดนั้นก็ยิ้มออกมา ถึงแม้ว่าจะเป็นรอยยิ้มที่เย็นชา แต่ดวงตาก็เต็มไปด้วยแสงอันลึกล้ำ

“ข้าไม่รู้ว่าเจ้ากำลังตัดสินใจจะทำอะไร และไม่รู้ว่าทำไมผู้ฝึกตนลำดับขั้นคนอื่นๆ ถึงต้องการจะใกล้ชิดเจ้า แต่ข้าต้องการจะถามเจ้าสักหนึ่งข้อ อะไรที่ทำให้เจ้าคิดว่าสามารถจะทำให้ข้าต้องเล่นหมากล้อมกับเจ้า? และอะไรที่ทำให้เจ้าเชื่อมั่นว่าจะแอบติดตามข้าไปได้ เมื่ออยู่ต่อหน้าข้าเจ้ายังกล้าที่จะบอกว่าตนเองเป็นผู้สืบทอด?”

เมิ่งฮ่าวเริ่มก้าวเดิน กระทืบเท้าลงไป ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างสั่นสะเทือน ระลอกคลื่นของแรงกดดันอันทรงพลังพุ่งตรงไปยังเสวี่ยเอ๋อร์

“พี่เมิ่งโปรดระงับโทสะ โจมตีข้ามาไม่มีความหมายใดๆ นอกจากนั้นอาการบาดเจ็บของท่านยังไม่ทุเลาหายดีในตอนนี้” เสวี่ยเอ๋อร์กล่าวขึ้นอย่างเฉื่อยชา สายตาที่เย็นชาของเมิ่งฮ่าวแวบประกายขึ้นมาในทันที

“ถึงแม้ว่าข้าจะยังคงบาดเจ็บอยู่ แต่ก็สามารถทำร้ายเจ้าได้!”

เมิ่งฮ่าวกล่าวขึ้น เดินตรงไปเป็นก้าวที่สอง ที่ด้านหลัง อ๋าวเฉี่ยนแหงนหน้าขึ้นและแผดร้องคำรามออกมา ทำให้กลิ่นอายอันน่ากลัวพุ่งขึ้นมา ยิ่งมันจ้องไปยังเสวี่ยเอ๋อร์นานขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งมีบรรยากาศอันน่ากลัวกระจายออกมาอย่างเข้มข้นมากขึ้นเท่านั้น จู่ๆ มันก็พุ่งกระโจนตรงไปยังเสวี่ยเอ๋อร์

ในเวลาเดียวกันนั้น เสวี่ยเอ๋อร์ขมวดคิ้วและโบกสะบัดมือที่คล้ายหยกไร้ตำหนิของนางออกไป ทันใดนั้น ลำแสงสีขาวก็พุ่งออกมากลายเป็นกระเรียนสีขาว ส่งเสียงร้องที่ไพเราะออกมา พร้อมกับระลอกคลื่นพื้นฐานฝึกตนของอาณาจักรโบราณ

“พี่เมิ่ง โปรดนั่งลงและเล่นหมากล้อมกับข้า ดีหรือไม่?”

เมิ่งฮ่าวตอบรับด้วยการตบไปที่ถุงสมบัติ และนกแก้วก็บินออกมา ในทันทีที่มันมองเห็นกระเรียนขาว ก็ส่งเสียงโห่ร้องด้วยความตื่นเต้น และพุ่งตรงไปในทันที

กระเรียนขาวจ้องมองไปด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง และไม่นานต่อมา เสียงแผดร้องด้วยความทุกข์ทรมานก็ดังก้องออกมา ในเวลาเดียวกันนั้น เมิ่งฮ่าวก็เดินไปเป็นก้าวที่สาม และพลังของเขาก็พุ่งขึ้นไป กำมือขวาเป็นหมัดและต่อยออกไป

“ไร้ยางอายนัก!” เสวี่ยเอ๋อร์กล่าว ดวงตาสาดประกายขึ้นด้วยความเย็นชา เมื่อนางมองเห็นกระเรียนขาวตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าอนาถใจ ก็ขยับมือร่ายเวท และชี้นิ้วตรงมายังเมิ่งฮ่าว แต่ขณะที่นางชี้นิ้วออกมานั้น นิ้วชี้ด้านขวามือของเมิ่งฮ่าวก็ยื่นออกไป และชี้ตรงไปยังนางด้วยเช่นกัน

เวทผนึกอสูรรุ่นแปดถูกปลดปล่อยออกไป เสวี่ยเอ๋อร์สั่นสะท้านขึ้น และสีหน้าก็สลดลง เมิ่งฮ่าวเดินไปเป็นก้าวที่สี่, ก้าวที่ห้า และจากนั้นก็ต่อยหมัดออกไป

เกิดเป็นเสียงกระหึ่มดังเต็มอยู่ในอากาศ ขณะที่จู่ๆ เสวี่ยเอ๋อร์ก็หลบเลี่ยงไปทางด้านหลัง เมิ่งฮ่าวแค่นเสียงเย็นชาและกล่าวว่า “กลับมาให้กับข้า!”

หมัดที่มือขวาเขาคลายออกจนกลายเป็นฝ่ามือ ทำท่าคว้าจับตรงไปยังเสวี่ยเอ๋อร์ ใช้เวทปลิดดาวไปคว้าจับนางไว้ สีหน้าเสวี่ยเอ๋อร์สลดลง ขณะที่รู้สึกว่าร่างกายตนเองกำลังถูกลากตรงไปยังเมิ่งฮ่าว นางรีบขยับมือร่ายเวทขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ลมพายุหิมะปรากฏขึ้นรอบๆ ตัว

สีหน้าเมิ่งฮ่าวไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย ขณะที่เดินไปเป็นก้าวที่หก จากนั้นก็ก้าวที่เจ็ด พลังของเขาพุ่งขึ้นไป ขณะที่เท้ายักษ์ปรากฏขึ้นในท้องฟ้า จากนั้นก็กระทืบลงมาบนร่างเสวี่ยเอ๋อร์

ในเวลาเดียวกันนั้น เมิ่งฮ่าวก็พุ่งตรงไปยังนางราวกับเป็นสายฟ้า

เสวี่ยเอ๋อร์หอบหายใจออกมา นางไม่เคยคาดคิดว่าถึงแม้เมิ่งฮ่าวจะได้รับบาดเจ็บอยู่ ก็ยังคงแข็งแกร่งเช่นนี้ ในช่วงวิกฤตนี้เองที่นางยกมือขวาขึ้นมา ภายในมือเป็นกระดิ่งใบหนึ่ง นางสั่นกระดิ่งอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดเป็นเสียงกรุ๊งกริ๊งดังก้องออกไป กลิ่นอายอันน่ากลัวระเบิดขึ้น และ ภาพลวงตาขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นที่ด้านหลังนาง

เป็นชายชราผู้หนึ่งมีรูปร่างใหญ่โตดูเก่าแก่โบราณ สวมใส่ชุดของนักพรต ดูเหมือนว่าจะเฉลียวฉลาดอย่างไร้ที่เปรียบ และเห็นได้ชัดว่ากำลังอยู่ในท่ามกลางการเทศนาเกี่ยวกับเต๋า มันยกมือขวาขึ้นไปในอากาศ และชี้นิ้วตรงไปยังเท้ายักษ์ที่ใกล้เข้ามา

เท้ายักษ์ของเจ็ดก้าวเทพพังทลายลงไปเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เสวี่ยเอ๋อร์มีใบหน้าที่ซีดขาว โบกสะบัดมือขวาขึ้นไป ทำให้ภาพลวงตาที่ด้านหลังนางชี้นิ้วมาอีกครั้ง ครั้งนี้ชี้ตรงมายังเมิ่งฮ่าว

เกิดเป็นการโจมตีพุ่งฝ่าอากาศตรงมายังเมิ่งฮ่าว ทำให้เขาสั่นสะท้านไปทั้งร่าง แต่เงาร่างของชายชราก็จางหายไปเล็กน้อย ทำให้เสวี่ยเอ๋อร์ต้องรู้สึกประหลาดใจไปโดยสิ้นเชิง

เมื่อเห็นว่าเมิ่งฮ่าวยังคงก้าวเดินมาอย่างบ้าคลั่งต่อไป นางก็กัดฟันแน่น ทันใดนั้นขวดยาก็ปรากฏขึ้นอยู่ในมือ

“ยาเหล่านี้คือค่าชดเชยให้กับท่าน!” นางกล่าว โยนขวดยาตรงมาที่เขา

ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกายขึ้น ขณะที่คว้าจับไปที่ขวดใบนั้น

“นั่นคือยาเซียนที่ถูกปรุงขึ้นมา ไม่ได้มาจากต้นสมุนไพร แต่มาจากแก่นแท้แห่งเต๋าอันยิ่งใหญ่ กลืนเม็ดยาเหล่านั้นลงไป และอาการบาดเจ็บทั้งหมดของท่านก็จะหายไป ท่านจะฟื้นคืนกลับมาโดยสมบูรณ์ นี่คือความจริงใจของข้า พวกเราไม่ได้เป็นศัตรูกัน” เสวี่ยเอ๋อร์รีบกล่าวขึ้นในรวดเดียว

เมิ่งฮ่าวมองลงไปยังขวดยา ทันใดนั้นก็ร้องอุทานขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ ดวงตาสาดประกายขึ้นด้วยแสงแปลกๆ เขาตรวจสอบขวดยานั้นอย่างละเอียดชั่วขณะ จากนั้นก็เปิดฝาออก หลับตาลงและสูดดมเข้าไปเล็กน้อย หลังจากผ่านไปนานสักพัก ก็ลืมตาขึ้นมาในทันที

“เม็ดยากาลเวลา!” เขาพึมพำ

ใบหน้าเสวี่ยเอ๋อร์เริ่มดูเยือกเย็นลงอีกครั้ง เมื่อได้ยินคำพูดของเมิ่งฮ่าว ใบหน้านั้นก็แสดงถึงความประหลาดใจออกมาอีกครั้ง

“ข้าไม่เคยคิดเลยว่าทักษะด้านเต๋าแห่งการปรุงยาของท่านจะบรรลุถึงระดับที่สูงส่งเช่นนี้ พี่เมิ่ง ท่านคือผู้ฝึกตนลำดับขั้นคนแรก…ที่รู้จักยานั่น ท่านกล่าวถูกแล้ว มันคือเม็ดยากาลเวลาจริงๆ เมื่อท่านสามารถแยกแยะชนิดยาออกมาได้ ก็น่าจะรู้ว่ายาเช่นนั้นสามารถรักษาอาการบาดเจ็บของท่านทั้งหมดได้ เห็นหรือไม่ว่า ข้าไม่ได้หลอกลวงท่าน”

“เม็ดยาที่ช่วยทำให้ร่างกายเปลี่ยนแปลงไปอย่างน้อยก็หนึ่งปี เป็นสิ่งที่หาได้ยากเย็นเป็นอย่างยิ่งในยุคสมัยนี้”

เมิ่งฮ่าวเก็บขวดยาไว้ และหยุดการรุกรานลง จากนั้นก็เรียกนกแก้วกลับมา แต่ดูเหมือนว่านกแก้วจะไม่ค่อยยินดีเท่าใดนัก กระเรียนขาวที่กำลังสั่นสะท้านบินกลับไปยังเสวี่ยเอ๋อร์ในทันที

ต่อมาเมิ่งฮ่าวก็ลอยไปยังกระดานหมากล้อม หยิบเอาเม็ดหมากสีดำขึ้นมา และวางลงไปบนกระดาน

ดวงตาเสวี่ยเอ๋อร์สาดประกายขึ้น และแอบถอนหายใจอย่างโล่งอกออกมา

เมิ่งฮ่าวผู้นี้ช่างยากที่จะจัดการนัก และทำให้นางรู้สึกโกรธเคืองขึ้นมาอย่างแท้จริง แต่ก็ไม่อาจจะทำอะไรได้ เมื่อเห็นว่าเมิ่งฮ่าวใช้เม็ดหมากสีดำ ก็ทำให้นางต้องขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย นางเดินตรงไปยังกระดานหมากล้อม หยิบเอาเม็ดหมากสีขาวขึ้นมา วางลงไปบนกระดาน และจากนั้นก็รอให้เมิ่งฮ่าวเล่นต่อไป

“ข้าแพ้แล้ว” เขากล่าว โบกสะบัดชายแขนเสื้อ โดยไม่ชำเลืองมองกระดานหมากล้อมอีก หันหลังและมุ่งหน้าตรงไปยังอ๋าวเฉี่ยน

“เจ้า!” นางร้องตวาด เส้นเลือดเขียวโผล่ขึ้นมาบนหน้าผาก นางไม่เคยพบเจอใครที่เหมือนกับเมิ่งฮ่าวมาก่อน “เจ้าควรจะรู้ว่า การยอมรับความพ่ายแพ้ ก็เท่ากับการละทิ้งโชควาสนาที่ข้าจะมอบให้กับเจ้า!”

“ข้าไม่สนใจ!” เมิ่งฮ่าวกล่าวเสียงราบเรียบ ไม่สนใจนางอีกต่อไป

เสวี่ยเอ๋อร์ขมวดคิ้วลึกมากขึ้น กำมือเป็นหมัดร้องตะโกนออกไป

“ตอนนี้เจ้าอาจจะไม่สนใจ แต่ข้าขอบอกให้เจ้ารู้ว่า ถ้าเจ้าชนะ ก็จะได้รับความช่วยเหลือจากข้า! และเส้นทางในลำดับขั้นของเจ้าก็จะราบเรียบมั่นคงขึ้น!”

“มันก็ง่ายดายเพียงพออยู่แล้วก่อนที่จะมาพบกับเจ้า” เมิ่งฮ่าวกล่าวตอบ ตบไปที่ถุงสมบัติหยิบเอาขวดยาออกมา ดวงตาสาดประกายขึ้นชั่วขณะ แต่ก็เก็บขวดยาไว้อย่างรวดเร็ว เขาไม่อาจจะปล่อยให้ตนเองกลืนกินเม็ดยาในขวดลงไป ก่อนที่จะคัดลอกมันออกมา

เสวี่ยเอ๋อร์ไม่อาจจะยับยั้งตนเองไม่ให้บอกเล่าประโยชน์ทั้งหมดออกมาได้ กล่าวต่อไป “เจ้ารู้หรือไม่…ผู้ฝึกตนลำดับขั้นคนอื่นๆ ทั้งหมดกระหายที่จะได้รับความช่วยเหลือจากข้า! ข้าคือผู้สืบทอดของเซียนโบราณ และเป้าหมายในชีวิตข้าทั้งหมดคือการช่วยเหลือผู้ถูกเลือก ถ้าเจ้าชนะ เจ้าสามารถได้ข้าเป็นคนรัก!”

“ข้าแต่งงานแล้ว” เมิ่งฮ่าวหันหน้าไปมองยังทิศทางของชนเผ่าที่สามอย่างครุ่นคิด เขาไม่มั่นใจว่าจ้งอู๋หยาให้เวลาเขามากน้อยแค่ไหน และไม่รู้ว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาจากสถานการณ์ทั้งหมดในชนเผ่าที่สามได้อย่างไร

“ข้าทำให้เจ้าแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมได้! ข้าช่วยให้เจ้าเป็นผู้ที่แข็งแกร่งมากที่สุดในลำดับขั้นได้! ข้าสามารถช่วยเจ้าทำตามแผนการของไห่เมิ่งจื้อจุนได้สำเร็จเรียบร้อย!” เสวี่ยเอ๋อร์กระทืบเท้าลงไปอย่างมีโทสะ ถ้าเมิ่งฮ่าวยังคงทำตัวเช่นนี้ต่อไป นางก็ไม่อาจจะทำภารกิจที่อาจารย์ของนางกำหนดมาได้สำเร็จ นางเริ่มรู้สึกวิตกกังวล นางเดินทางไปทั่วทั้งเก้าขุนเขาทะเล และได้พบเจอกับผู้ฝึกตนลำดับขั้นมาทุกรุ่น บางคนก็หยิ่งผยอง บางคนก็สุภาพเรียบร้อย บางคนก็ชอบข่มขู่คุกคาม บางคนก็โหดเหี้ยม

อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่คำนึงถึงบุคลิกส่วนตัวของพวกมัน นางก็มีวิธีที่จะจัดการกับกลุ่มคนเหล่านั้น แม้แต่คนที่ไม่ยินยอมมากที่สุด สุดท้ายก็ต้องเห็นด้วยที่จะเล่นหมากล้อมกับนาง แต่เมิ่งฮ่าวกลับแตกต่างไปจากคนทั้งหมดโดยสิ้นเชิง จากสิ่งที่นางสามารถรู้สึกได้ เหตุผลเดียวที่เขายินยอมเล่นไปหนึ่งตา…เพื่อได้รับเม็ดยามา

“ข้าต้องทำอะไรเพื่อให้เจ้ามาเล่นหมากล้อมกับข้า?” นางกล่าวผ่านร่องฟัน “เจ้าไม่มีทางคาดคิดได้ว่าสิ่งที่ข้าสามารถจะช่วยเหลือเจ้าได้มีอะไรบ้าง!”

จู่ๆ เมิ่งฮ่าวก็หมุนตัวกลับ มองมายังนางและถามขึ้น “เจ้าคือผู้สืบทอดรุ่นแรกของเซียนโบราณ?”

เสวี่ยเอ๋อร์จ้องมองไปด้วยความตกตะลึง และกล่าวว่า “ไม่ใช่ ข้า…”

ก่อนที่นางจะทันได้กล่าวจบ เมิ่งฮ่าวก็พูดแทรกขึ้นมา “ถ้าเจ้าไม่ใช่ผู้สืบทอดรุ่นแรกของเซียนโบราณ นั่นก็หมายความว่ามีผู้สืบทอดคนอื่นๆ ก่อนหน้าเจ้า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ก็มีผู้ฝึกตนลำดับขั้นรุ่นอื่นด้วยเช่นกัน ถ้าเช่นนั้นแล้วทำไมถึงไม่มีใครเลยที่จะทำได้สำเร็จในที่สุด? ทำไมแผนการของไห่เมิ่งจื้อจุนถึงยังไม่บรรลุ หลังจากที่ผ่านมาหลายรุ่นแล้ว?”

“กลายเป็นผู้แข็งแกร่งมากที่สุดในลำดับขั้น และทำแผนการของไห่เมิ่งจื้อจุนได้สำเร็จ ต่างก็เป็น…เรื่องของลำดับขั้น! ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับผู้สืบทอดเซียนโบราณแม้แต่น้อย!”

“ถ้าข้าเป็นผู้ที่พูดจาขวานผ่าซาก ก็จะบอกว่าความช่วยเหลือทั้งหมดจากคนเช่นเจ้า คงต้องจบลงด้วยความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง!” เมิ่งฮ่าวกล่าวต่อด้วยเสียงเย็นชา

“เจ้าไปช่วยเหลือใครก็ได้ที่เจ้าคิดว่าต้องการความช่วยเหลือจากเจ้า สำหรับข้าแล้ว ข้าไม่ต้องการความช่วยเหลือจากเจ้า” เมิ่งฮ่าวกล่าวสรุปด้วยน้ำเสียงที่เฉยเมยไม่แยแส โบกสะบัดชายแขนเสื้อ ถึงแม้ว่าดูจากภายนอกแล้วเขาจะเป็นคนที่หยิ่งทรนง แต่ภายในใจเขารู้สึกหดหู่อยู่เล็กน้อย

“เล่นอะไรกัน? ข้าบอกไปแล้วว่าข้าเล่นหมากล้อมไม่เป็น แต่ก็ยังพยายามให้ข้าเล่นให้ได้?”

วัยเด็กของเมิ่งฮ่าวต้องเติบโตขึ้นมาตามลำพังและยากจน แม้แต่การศึกษาเล่าเรียนก็ยังเป็นเรื่องยากสำหรับเขา สุดท้ายแล้วเขายังเป็นหนี้เศรษฐีโจวอยู่สองถึงสามแท่งเงินอีกด้วย

จากการเติบโตมาอย่างยากจนข้นแค้นเช่นนั้น แล้วเขาจะไปเก่งเรื่องดีดพิณ หรือเล่นหมากล้อมได้อย่างไร? โดยพื้นฐานแล้ว…เขาเล่นหมากล้อมไม่เป็นจริงๆ แต่นางก็ยังคงไม่ยอมเชื่อ

ช่างน่าเศร้าใจนัก!

——————–

หมายเหตุ : หมากล้อม คือหนึ่งในสี่ศิลปะโบราณของจีน คือ ดีดพิณ, เดินหมาก, เขียนพู่กัน และวาดภาพ หมากล้อมใช้แนวคิด, ปรัชญา, กลยุทธ์ และศิลปะการแย่งชิงพื้นที่บนกระดานให้ได้มากที่สุดเพื่อเอาชนะคู่ต่อสู้ ผู้ที่ฝีมืออ่อนด้อยจะใช้เม็ดหมากสีดำเพื่อเล่นก่อน

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: