I shall seal the heaven Chapter 1175

ตอนที่ 1175

รวบรวมเปลวไฟ

ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกายขึ้น ขณะที่มองตรงไปยังเมืองสีดำขนาดใหญ่ซึ่งถูกปกคลุมด้วยต้นไม้ใบหญ้าสีขาว จากนั้นก็มองไปยังเปลวไฟที่กำลังลอยอยู่ด้านบน และดวงตาก็เปล่งประกายด้วยความมุ่งมั่นออกมา

“ไม่ว่าอย่างไร ข้าต้องนำเปลวไฟนั้นมาให้จงได้!” เมิ่งฮ่าวพึมพำ นั่นคือเป้าหมายที่เขามายังที่แห่งนี้ ไม่เพียงแต่ต้องการจะเติมเต็มเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ในตอนนี้ของตนเองเท่านั้น แต่ในที่แห่งนี้ยังมีเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์อยู่อีกมากมาย ซึ่งเขาได้ไปเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้นเมื่อครั้งก่อน

มันเป็นแค่เส้นใยแก่นแท้เท่านั้น ถึงแม้ว่าเขาจะเติมเต็มมัน สุดท้ายก็ยังคงมีข้อจำกัดเหมือนกับก่อนหน้านี้อยู่ดี ถ้าเขาต้องการมากกว่านี้ ก็จำเป็นต้องได้รับแก่นแท้มามากขึ้น แก่นแท้นั้น…อยู่ตรงส่วนลึกจากตำแหน่งที่เขายืนอยู่ในตอนนี้ อยู่ตรงใจกลางเมืองภายในเปลวไฟเหล่านั้น

ร่างเมิ่งฮ่าวแวบขึ้นขณะที่มุ่งหน้าลึกเข้าไป ไปหยุดอยู่ตรงเจดีย์ที่อยู่ใกล้มากที่สุด จากนั้นก็นั่งลงขัดสมาธิ ปลดปล่อยพลังการฝึกตนออกมา และเริ่มดูดซับเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์เข้าไปในแก่นแท้ภายในร่างเขามากขึ้น

ในที่สุดเขาก็ตกอยู่ในท่ามกลางเปลวไฟไปโดยสิ้นเชิง แต่พลังการฝึกตนของเขาสูงกว่าครั้งล่าสุดที่มายังที่แห่งนี้มากนัก สีหน้าไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อยเมื่อต้องมาเผชิญกับเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ เขารีบดูดซับเข้าไปอย่างรวดเร็ว

หลังจากชั่วเวลาธูปไหม้หมดหนึ่งดอกผ่านไป เมิ่งฮ่าวก็ลุกขึ้นมายืนและมุ่งหน้าไปยังเจดีย์ต่อไป เวลาผ่านไปเช่นนี้ และเขาก็ดูดซับเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์มากขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง แก่นแท้แห่งเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ภายในร่างเขาเริ่มมีขนาดใหญ่และแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้น

ไม่นานนักเมิ่งฮ่าวก็แทบจะเติมเต็มเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ได้ครบแล้ว ไม่อาจจะครอบครองแก่นแท้ทั้งหมดได้มากไปกว่านี้ เขาไม่อาจจะดำเนินการต่อไปได้อีกแล้ว แต่ก็ยังคงกระทำด้วยความระมัดระวัง และใช้วิธีการนี้เข้าไปใกล้เมืองสีดำมากขึ้น เพื่อสังเกตดูเปลวไฟที่ลอยอยู่ด้านบน

เวลาครึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมิ่งฮ่าวผ่านเจดีย์ไปแล้วนับพัน ทำการดูดซับเปลวไฟอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ของตนเองในตอนนี้มีขนาดใหญ่กว่าตอนที่เขาเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ถึงสิบเท่า

เมิ่งฮ่าวสามารถจะบอกได้ว่า เมื่อปลดปล่อยแก่นแท้แห่งเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ในครั้งต่อไป พลังของมันก็จะสูงกว่าครั้งล่าสุดเป็นอย่างมากจนถึงระดับที่น่ากลัว ในที่สุดเขาก็บรรลุถึงจุดที่ไม่อาจจะดูดซับได้อีกต่อไป จนต้องแอบถอนหายใจออกมา

เขารู้ว่านี่คือขีดจำกัดของตนเอง ถ้าต้องการจะทะลวงผ่านไปจนถึงระดับที่สูงมากกว่านี้ เขาไม่เพียงแต่ต้องดูดซับเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์รอบๆ บริเวณนี้เท่านั้น ยังต้องเข้าไปให้ลึกมากขึ้น เพื่อดูดซับแก่นแท้ของมันเอง

“เปลวไฟเหล่านั้นดูเหมือนว่าจะมีอันตรายที่แปลกๆ อยู่…” เมิ่งฮ่าวครุ่นคิดขณะที่นั่งอยู่ตรงยอดเจดีย์แห่งหนึ่ง จ้องมองไปยังเมืองสีดำที่อยู่ห่างไกลออกไป ยังคงมีเจดีย์อยู่นับหมื่นระหว่างตนเองและเมืองนั้น หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะ เขาก็มุ่งหน้าต่อไป พุ่งไปอย่างรวดเร็วจนเหลือทิ้งไว้แต่ภาพทับซ้อนที่เบื้องหลัง ด้วยความมุ่งมั่นจนไม่สนใจความรู้สึกถึงวิกฤตใดๆ พุ่งตรงไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง

เปลวไฟศักดิ์สิทธิ์หมุนวนไปมาอยู่รอบๆ ตัว แม้แต่ท้องฟ้าก็กลายเป็นทะเลแห่งเปลวไฟ แต่เมิ่งฮ่าวก็พุ่งผ่านเปลวไฟเหล่านั้นไปด้วยความรวดเร็ว ทำให้เกิดเป็นสายลมพุ่งขึ้นมาขณะที่เขาพุ่งผ่านไป ทำให้เปลวไฟลุกโชนเต้นไปมา ในที่สุดเขาก็ผ่านเจดีย์ไปแล้วกว่าห้าพันแห่ง ถึงแม้ว่าความร้อนจากเปลวไฟจะเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่เขาก็ไม่ลดความเร็วลงแม้แต่น้อย

แปดพัน, หนึ่งหมื่น, หนึ่งหมื่นห้าพัน, สองหมื่น, สามหมื่น…

เมิ่งฮ่าวพุ่งฝ่าอากาศไปอย่างบ้าคลั่ง ทำให้โลกแห่งเปลวไฟตกอยู่ในความปั่นป่วน เปลวไฟเต้นไปมาอย่างคลุ้มคลั่ง และในที่สุดก็เหลือเจดีย์อยู่เพียงแค่หนึ่งหมื่นแห่งเท่านั้น ระหว่างเขาและเมืองสีดำแห่งนั้น

ตอนนี้อากาศร้อนขึ้นเป็นอย่างมาก จนมีเม็ดเหงื่อไหลลงมาจากหน้าผากราวห่าฝน และต้องหอบหายใจออกมาเล็กน้อย แสงสีฟ้าพุ่งออกมาอยู่รอบๆ ตัว ขณะที่ระเบิดเป็นพลังของเซียนเต๋าทุกชั้นฟ้าออกไป เขากดดันให้ตนเองมุ่งหน้าต่อไป พุ่งผ่านเจดีย์หนึ่งหมื่นแห่งสุดท้ายไปปรากฏกายขึ้นที่ด้านนอกของเมืองสีดำ!

เมื่อเข้ามาใกล้ถึงจุดนี้ ก็ทำให้เมิ่งฮ่าวรับรู้ได้อย่างชัดเจนถึงโอ่อ่าความยิ่งใหญ่ของมัน เมื่อมองไปยังต้นไม้ใบหญ้าสีขาวที่ปกคลุมอยู่บนกำแพงเมือง ก็ทำให้เขาเกิดเป็นความรู้สึกที่แปลกๆ ขึ้นมา

เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ แวบผ่านอากาศไปปรากฏกายขึ้นที่ด้านบนกำแพงเมือง เมื่อมองลงไปในตัวเมือง ม่านตาก็ต้องหดเล็กลง

แทนที่จะเขาจะมองเห็นอาคารบ้านเรือน กลับเห็นเป็นโครงสร้างขนาดใหญ่ที่เหยียดยาวออกไป ซึ่งดูเหมือนกับเป็นราชวัง

ตรงจุดกึ่งกลางของราชวัง ที่อยู่ตรงจุดศูนย์กลางของเมือง คือวิหารที่พังทลายหลังหนึ่ง อย่างน่าตกใจยิ่งมองเห็นบัลลังก็สีทองขนาดใหญ่อยู่ในเศษซากของวิหารแห่งนั้น บนบัลลังก์มี…หนังมนุษย์หนึ่งชิ้นวางซ้อนกันอยู่!!

หนังมนุษย์นั้นมีสภาพที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ดูเหมือนว่าจะเป็นของชายชราที่เก่าแก่โบราณเป็นอย่างยิ่ง เห็นได้ชัดว่ามันถูกถลกหนังออกมาทั้งเป็น และจากนั้นก็ถูกนำมาวางไว้บนบัลลังก์แห่งนี้ ช่างเป็นภาพที่แปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่ง แต่ที่น่าประหลาดใจมากไปกว่านั้นก็คือ ที่กำลังลอยสูงขึ้นไปตรงด้านบนเหนือบัลลังก์หนึ่งพันจ้าง ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากเป็นเปลวไฟ!

ดวงตาเมิ่งฮ่าวเบิกกว้างขึ้น ระมัดระวังตัวมากขึ้นกว่าเดิม พุ่งตรงไปอย่างรวดเร็วจนเกิดเป็นภาพทับซ้อนอยู่ที่ด้านหลัง ในตอนที่เขาเคลื่อนที่ไป จู่ๆ ก็มีมือยื่นออกมาจากเปลวไฟ เข้าไปใกล้ภาพซ้อนทับตรงด้านหลังในทันที ราวกับว่ามันพยายามจะฉีกกระชากหัวใจเขาออกมา

ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกายขึ้นด้วยรังสีสังหาร ขณะที่มองกลับไปยังมือเปลวไฟ ซึ่งเริ่มหดกลับเข้าไปในเปลวไฟอย่างรวดเร็ว แต่เมิ่งฮ่าว ก็ยื่นมือออกไปทำท่าคว้าจับในทันที

“ออกมาให้กับข้า!” เขากล่าวพร้อมกับแค่นเสียงเย็นชา เปลวไฟที่อยู่ด้านหลังมือนั้นสั่นสะท้านอย่างฉับพลัน และเงาร่างๆ หนึ่งก็ถูกลากออกมา เป็นร่างกายที่ประกอบขึ้นมาจากเปลวไฟโดยสิ้นเชิง ไร้ใบหน้า ถึงแม้ว่ามันจะมีรูปร่างที่คล้ายมนุษย์ แต่ก็เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ผู้ฝึกตน

“วิญญาณเปลวไฟ!” เมิ่งฮ่าวคิด หรี่ตาลง วิญญาณเปลวไฟกรีดร้องเป็นเสียงแหลมเล็กออกมา ทำให้ทะเลแห่งเปลวไฟรอบๆ บริเวณนั้นลุกโชนขึ้นมา ทันใดนั้นวิญญาณเปลวไฟนับร้อยก็ปรากฏขึ้น เต็มไปด้วยความโหดร้ายและโทสะ

ในตอนนี้แม้แต่เปลวไฟที่อยู่บนท้องฟ้า ก็ยังต้องสั่นสะท้านด้วยเช่นกัน พร้อมกับวิญญาณเปลวไฟที่พุ่งออกมา มุ่งหน้าตรงไปยังเมิ่งฮ่าว

เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว ขณะที่วิญญาณเปลวไฟที่ดุร้ายมากกว่าหนึ่งพันดวงเข้ามาใกล้ เขายื่นมือออกไปพร้อมกับแค่นเสียงเย็นชา ทำท่าร่ายเวทและจากนั้นก็ชี้นิ้วออกไป ทันใดนั้นภูเขาเซียนก็ปรากฏขึ้นเป็นจำนวนมาก สาดประกายด้วยแสงสีฟ้า ขณะที่บดขยี้ลงไปยังวิญญาณเปลวไฟ เกิดเป็นเสียงกรีดร้องอย่างโหยหวนดังก้องขึ้น ขณะที่วิญญาณเปลวไฟทั้งหมดถูกบดขยี้ไป เมื่อพวกมันถูกทำลายไป ก็กลายเป็นเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ที่กระจัดกระจายออกไป

เมิ่งฮ่าวไม่หยุดชะงักนิ่ง ยังคงบินฝ่าอากาศพุ่งตรงไปยังเปลวไฟที่อยู่ตรงกลาง ขณะที่เข้าไปใกล้ เขาก็ยื่นมือออกไปและทำท่าคว้าจับ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงแผดร้องด้วยโทสะดังออกมาจากทะเลแห่งเปลวไฟซึ่งอยู่ตรงบริเวณนั้น

“นี่คือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ห้ามังกร และพวกเราก็ปฏิบัติตามคำสั่งของเต้าฟางต้าเหริน (ท่านผู้ยิ่งใหญ่เต้าฟาง) เฝ้าสะกดหั่วเหยียนจื่อไว้! ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร ให้จากไปเดี๋ยวนี้ มิเช่นนั้นทั้งร่างกายและวิญญาณของเจ้าก็จะถูกทำลายไปโดยสิ้นเชิง!”

ขณะที่เสียงนั้นดังก้องออกมา ทะเลแห่งเปลวไฟก็พลุ่งพล่านปั่นป่วน และก่อตัวเป็นหัตถ์เปลวไฟยักษ์ พุ่งตรงมายังเมิ่งฮ่าว จนดูคล้ายกับว่าหัตถ์นั้นคือทัณฑ์บางอย่าง

มันตบฟาดลงมายังเมิ่งฮ่าว ราวกับว่าจะคว้าจับร่างเขาไว้และบดขยี้ไปในทันที ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกายขึ้นด้วยแสงอันเย็นชา ใช้มือซ้ายขยับร่ายเวท และชี้ออกไป ทันใดนั้นก็เกิดเป็นเสียงกระหึ่มดังก้องขึ้นมา และรอยแตกก็เปิดออกตรงด้านหน้าเมิ่งฮ่าว มือของอสูรโลหิตปรากฏขึ้น ทำการฉีกรอยแตกนั้นให้เปิดออกมากขึ้นกว่าเดิม ทำให้อสูรโลหิตพุ่งตรงไปยังหัตถ์เปลวไฟพร้อมกับเสียงแผดร้องคำรามที่ทรงพลัง

เกิดเป็นเสียงระเบิดดังก้องขึ้นมา ขณะที่หัตถ์เปลวไฟและอสูรโลหิตเริ่มต่อสู้กัน ในเวลาเดียวกันนั้นมือขวาของเมิ่งฮ่าวก็พุ่งออกไปราวกับสายฟ้า ไปเชื่อมต่อกับเปลวไฟนั้น จู่ๆ จิตใจเขาก็สั่นสะท้านขึ้นมา และเสียงหัวเราะอย่างเย็นชาก็ดังก้องออกมาจากทะเลแห่งเปลวไฟที่อยู่ด้านบน

“ผู้โง่เขลาที่ถูกเรียกว่าเซียน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีผู้โง่เขลาเช่นเจ้านับไม่ถ้วนจากโลกแห่งเซียน พยายามจะครอบครองแก่นแท้เวทแห่งเต๋าและหลักคำสอนของหั่วเหยียนจื่อ”

“สุดท้ายก็ไม่มีใครทำได้สำเร็จ สิ่งเดียวที่พวกมันจะได้รับคือความตาย และตอนนี้ก็ไม่มีใครจะสามารถช่วยเหลือเจ้าได้เช่นกัน”

ขณะที่เมิ่งฮ่าวแตะมือไปโดนประกายเปลวไฟ ก็มีบางสิ่งที่ดูคล้ายกับเป็นดวงตากำลังเปิดขึ้นมาอยู่ในเปลวไฟ

มันมองมายังเมิ่งฮ่าวด้วยสายตาที่ไร้ความรู้สึก

“เจ้าปรารถนาแก่นแท้มากกว่านี้หรือไม่?”

“เจ้าปรารถนาชีวิตอันเป็นนิรันดร์หรือไม่?”

“เจ้าปรารถนาเวทแห่งเต๋าที่สามารถกำจัดสวรรค์ได้หรือไม่?”

“ครั้งหนึ่งเต้าฟางเคยบอกว่า โลกแห่งเซียนถูกลิขิตให้ต้องพบเจอกับหายนะ มันบอกว่าโลกแห่งเซียนจะเริ่มเก่าแก่โบราณไป และเซียนก็จะถูกกำจัดไป เป็นไปไม่ได้! ข้าจะไม่ยอมจำนน! ข้าจะไม่ยอมแพ้!”

“ข้าจะมอบแก่นแท้, เวทแห่งเต๋าของข้าให้กับเจ้า และข้าก็จะมอบพลังให้กับเจ้า แต่เจ้าต้องช่วยข้าให้สมความปรารถนาหนึ่งอย่าง เจ้าต้องกำจัดเต้าฟาง!!”

“สังหารเต้าฟาง!”

จิตใจเมิ่งฮ่าวสั่นสะท้านขึ้นจากเสียงที่บ้าคลั่งอย่างแท้จริงนั้น ซึ่งประกอบไปด้วยความเกลียดชังและความทุกข์ใจอันไร้ขอบเขต ขณะที่เสียงนั้นเต็มอยู่ในจิตใจเมิ่งฮ่าว ก็ดูเหมือนว่าจะมีอิทธิพลต่อดินแดนแห่งเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่รอบๆ ตัวเขาด้วยเช่นกัน เปลวไฟพุ่งสูงขึ้นไปในท้องฟ้ามากขึ้นกว่าเดิม

ช่วงเวลาเดียวกันนั้น ประกายเปลวไฟก็จมลงไปในฝ่ามือของเมิ่งฮ่าว หลอมรวมเข้าไปในร่างจนกลายเป็น…ส่วนหนึ่งของเขา!

เห็นได้ชัดว่า เปลวไฟนี้ไม่สนใจว่าเมิ่งฮ่าวจะเห็นด้วยหรือไม่ ก็ผสานเข้าไปในร่างเขาแล้ว ถ้ามันทำได้สำเร็จ หั่วเหยียนจื่อก็อาจจะไปกำเนิดใหม่ ถึงแม้ว่าการเกิดขึ้นมาใหม่นั้นอาจจะเป็นแค่หนึ่งในแก่นแท้ของเมิ่งฮ่าวเท่านั้น แต่มันก็ยังคงยอมรับด้วยความยินดี

ถ้าขั้นตอนนี้ล้มเหลว…เมิ่งฮ่าวตกตายไป เปลวไฟนี้ก็จะรอคอยให้เซียนคนต่อไปมาถึง และส่งต่อไปให้กับมัน ในที่สุดก็จะมีใครบางคนที่สามารถจะกลายเป็นผู้สืบทอดแก่นแท้ของมัน!

โลกแห่งเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์พลุ่งพล่านปั่นป่วน อย่างน่าตกใจยิ่ง เปลวไฟนับไม่ถ้วนจู่ๆ ก็เริ่มพุ่งฝ่าอากาศตรงมายัง…เมิ่งฮ่าว!

ถ้าสามารถมองภาพนี้ลงมาจากด้านบน ก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนมากขึ้นกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ ทะเลแห่งเปลวไฟกำลังหดตัวลงไป โดยมีเมิ่งฮ่าวเป็นจุดศูนย์กลาง ตอนนี้เปลวไฟทั้งหมดกำลังถูกดูดเข้าไปในร่างเขา

ร่างเมิ่งฮ่าวเต็มไปด้วยเปลวไฟ และกำลังกู่ร้องเป็นเสียงดังก้องออกมา เปลวไฟปะทุออกมาจากภายในร่างและลุกโชนออกไป จนเขาต้องทุกข์ทรมานด้วยความเจ็บปวดอย่างที่ยากจะอธิบายออกมาได้ รู้สึกได้ถึงความตายที่ใกล้เข้ามาเต็มอยู่ในจิตใจ

เมิ่งฮ่าวรู้ว่าที่เบื้องหน้าตนเองมีอยู่สองเส้นทางเท่านั้น ถ้าทำได้สำเร็จ เขาก็สามารถจะควบคุมแก่นแท้นี้ได้อย่างแท้จริง และจะแข็งแกร่งกว่าก่อนหน้านี้มากนัก แต่ถ้าล้มเหลวเขาก็จะกลายเป็นเถ้าธุลีไป!

ไม่มีทางเลือกที่สาม!

เสียงเย็นชาดังก้องออกมาจากทะเลแห่งเปลวไฟอีกครั้ง “ตลอดหลายปีมานี้ ไม่เคยมีใครทำได้สำเร็จมาก่อน ข้ากำลังเฝ้าดูเจ้าถูกเผาทั้งเป็น” เห็นได้ชัดว่า เจ้าของเสียงนี้เคยเห็นผู้ฝึกตนเช่นเมิ่งฮ่าวตกตายไปมากมาย ขณะที่พยายามจะรับมอบมรดกแห่งแก่นแท้นี้ไป

ดวงตาเมิ่งฮ่าวกลายเป็นสีแดงเจิดจ้า ยากที่จะบอกได้ว่าส่วนไหนเป็นสีแดงของโลหิต และส่วนไหนคือเปลวไฟ ร่างกายเขากำลังแห้งเหี่ยวลงไป เส้นผมลุกไหม้ แม้แต่ถุงสมบัติก็ดูเหมือนว่าไม่อาจจะต่อต้านกับพลังความร้อนนี้ได้

และกำลังเริ่มสลายไป เมิ่งฮ่าวรับรู้ถึงเรื่องนี้ จึงรีบโยนมันออกไป อ๋าวเฉี่ยนเข้าใจดีถึงความตั้งใจของเขา จึงส่งเสียงด้วยความวิตกกังวลออกมา และคาบถุงสมบัติไป

“แก่นแท้แห่งเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์อันกระจ้อยร่อย เจ้าคิดว่าจะสามารถทำอะไรข้าได้?!” ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกายขึ้น รู้สึกได้ถึงวิกฤตที่ใกล้เข้ามา แต่สำหรับเขาแล้ว มันไม่อาจจะเทียบได้กับสิ่งที่เขาเคยพบเจอมาในอาณาจักรสายลม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น