Home Novel Novel Action I shall seal the heaven Chapter 1231

I shall seal the heaven Chapter 1231

ตอนที่ 1231

จำต้องสังหาร

เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้วและมองไปยังผู้ฝึกตนตระกูลเมิ่งที่กำลังพุ่งตรงมา พวกมันทั้งหมดอยู่ในอาณาจักรเซียน และมีอยู่หนึ่งคนที่เห็นได้ชัดว่าเพิ่งจะบรรลุถึงเซียนขั้นแรก

พวกมันต่างก็สั่นสะท้าน มองมายังเมิ่งฮ่าวด้วยความหวาดกลัวอย่างน่าสังเวช อันที่จริงเมื่อเมิ่งฮ่าวกวาดมองไปยังพวกมัน ก็ดูเหมือนว่าไม่มีใครยินดีที่จะพุ่งตรงมาอีก

“พวกเจ้าทำอะไรอยู่? รีบไป! อย่าปล่อยให้มันหลบหนีไปได้!!”

บุรุษหนุ่มร้องตะโกนขึ้นด้วยโทสะ ชายชราที่ยืนอยู่ด้านข้างมองเห็นเมิ่งฮ่าวมองมายังมัน ทำให้ต้องสั่นสะท้านไปทั้งร่าง กัดฟันแน่นตบไปที่ศีรษะของบุรุษหนุ่มผู้นั้น

บุรุษหนุ่มสลบไปในทันที ชายชรารีบเดินตรงมาอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ประสานมือและโค้งตัวลงต่ำให้กับเมิ่งฮ่าว

“ผู้อาวุโส เส้าเหยีย (บุตรชายเจ้านาย) ของตระกูลพวกเราไม่ค่อยฉลาดนัก นี่เป็นเรื่องเข้าใจผิดกันเท่านั้น ผู้อาวุโสได้โปรดให้อภัยด้วย พวกเราจะจากไปในทันที…” จากนั้นมันก็ร้องเรียกสมาชิกของตระกูลทั้งหมดให้กลับไปบนเรือด้วยความวิตกกังวล หลังจากนั้นก็เริ่มถอยไปทางด้านหลังอย่างช้าๆ

เมิ่งฮ่าวมองเห็นเหงื่อเท่าเมล็ดถั่วไหลลงมาจากใบหน้าของชายชรา และบอกได้ว่ามันมีความวิตกมากแค่ไหน เห็นได้ชัดว่าตอนนี้มันรู้สึกเกลียดชังบุรุษหนุ่มผู้นั้นมากขึ้นกว่าเดิม

บุรุษหนุ่มและผู้พิทักษ์เต๋าของมันจดจำเมิ่งฮ่าวได้ในทันที แต่เมื่อชายชราคิดไปว่าเมิ่งฮ่าวได้กวาดล้างเฮยหุนเต้าแห่งพันธมิตรเทพสวรรค์ไปทั้งหมด และจากนั้นก็สังหารผู้ที่ตามล่าเขาไปมากมาย แม้แต่ผู้แข็งแกร่งอาณาจักรเต๋าก็ตามที

ทำให้จิตใจมันต้องสั่นสะท้านขึ้นมา “เจ้าโง่ไร้สมอง ข้าไม่เข้าใจจริงๆ ว่า ทำไมตระกูลถึงได้ให้ความสำคัญกับมันมากนัก คาดไม่ถึงว่ามันจะกล้าไปตอแยดาวเพชฌฆาตผู้นี้!”

ยังมีอีกคนที่อยู่บนตัวเรือกำลังมองมายังเมิ่งฮ่าวด้วยใบหน้าซีดขาว ดูเหมือนว่ามันกำลังลังเลใจอยู่ ราวกับว่ามีบางสิ่งเพิ่งจะเกิดขึ้นกับมันจนอยากจะร้องตะโกนออกมาเป็นเสียงดัง แต่ก็ไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะทำเช่นนั้น

มันเป็นบุรุษหนุ่มเช่นกัน สวมใส่เสื้อผ้าของผู้คุ้มกัน ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นนับไม่ถ้วนยืดยาวลงไปจนถึงลำคอและส่วนอื่นๆ เห็นได้ชัดว่ารอยแผลเป็นเหล่านั้นมีอยู่ทั่วร่างของมัน และมีท่าทางที่อ่อนแอเป็นอย่างยิ่ง

เมิ่งฮ่าวมองไปยังผู้ฝึกตนตระกูลเมิ่ง เขาไม่เคยคาดคิดว่าการพบหน้ากันครั้งแรกกับพวกมันจะเกิดขึ้นในลักษณะนี้ เขามองไปยังบุรุษหนุ่มที่สลบไป และตระหนักว่ามันต้องเป็นบุคคลที่พิเศษต่อตระกูลเมิ่งเป็นอย่างยิ่ง มิเช่นนั้นมันคงจะไม่มีอำนาจบารมีเช่นนี้

แต่การที่มันโง่เขลาเช่นนั้นก็ทำให้เมิ่งฮ่าวรู้สึกผิดหวังในตระกูลเมิ่งเล็กน้อย อย่างไรก็ตามเพราะว่ามันคือตระกูลของมารดาและท่านตา ทำให้เขาเกิดความรู้สึกที่พิเศษกับพวกมัน ดังนั้นเขาจึงไม่ต้องการให้พวกมันรู้สึกไม่ดีกับตนเอง

เขาคิดไว้นานแล้วว่าจะไปเยี่ยมตระกูลเมิ่ง ขณะที่อยู่ในขุนเขาที่แปด เพื่อดูว่าตระกูลนี้เป็นอย่างไร และเพื่อติดต่อกับกลุ่มคนสายโลหิตของท่านตาด้วยเช่นกัน

ขณะที่เมิ่งฮ่าวมองเรือลำนั้นเคลื่อนที่ออกไปยังที่ห่างไกล ก็ถอนหายใจและละสายตากลับมา เตรียมตัวจะจากไป แต่จากนั้นดวงตาก็แวบประกายขึ้น มองออกไปยังอีกทิศทาง

 

 

“เมื่อมาแล้ว ทำไมถึงไม่แสดงตัวออกมา?” เมิ่งฮ่าวกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น ในทันทีที่คำพูดหลุดออกมาจากปาก ความว่างเปล่าในที่ห่างไกลก็บิดเบี้ยวไปมา และกลุ่มคนสามคนก็โผล่ออกมา

คนแรกเป็นเด็กชายหน้าแดงก่ำ สวมใส่ชุดยาวสีขาว ประสานมืออยู่ที่ด้านหลัง และมีดวงตาที่สามอยู่บนหน้าผาก สีหน้าเย็นชาราวน้ำแข็ง และดวงตาที่สามก็กระพริบอย่างต่อเนื่องติดต่อกัน เวลาเดียวกันนั้นแสงอันลี้ลับก็สาดประกายขึ้น เมื่อมันเดินตรงมา ระลอกคลื่นอันน่าตกใจกระจายออกไปจากร่างมันในทั่วทุกทิศทาง ทำให้กฎธรรมชาติในท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวถูกผลักดันออกไป สร้างเป็นพลังแก่นแท้ขึ้นมา คล้ายกับลูกธนูที่พร้อมจะหลุดออกจากคันศร

“ราชันเต๋า…” เมิ่งฮ่าวคิด ม่านตาหดเล็กลง

บุคคลที่สองเป็นหญิงชรา ใบหน้าเต็มไปด้วยตุ่มหนอง ทุกย่างก้าวที่นางเดินมาทำให้ร่างกายต้องสั่นสะท้าน ราวกับว่านางแก่ชรามากแล้วจนแทบจะตกตายไปได้ทุกเมื่อ แต่ก็เต็มไปด้วยพลังแห่งชีวิต จนทำให้ดูเหมือนกับเป็นเปลวไฟที่ไม่มีวันมอดดับลงไปตราบชั่วนิรันดร์

เมื่อหญิงชรามองมายังเมิ่งฮ่าว เสียงหัวเราะแหลมเล็กที่เสียดแทงแก้วหูก็ดังออกมาจากปากนาง ราวกับว่านางกำลังมองมายังคนที่ตายไปแล้ว

บุคคลที่สามไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเป็นปรมาจารย์เฮยหุน ตอนนี้มันดูแตกต่างออกไปจากตอนแรก เห็นได้ชัดว่ามันได้ครอบครองร่างใหม่แล้ว แต่กลิ่นอายวิญญาณของมันและความเกลียดชังอันน่ากลัวที่มีต่อเมิ่งฮ่าว ก็ทำให้เขารับรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของมันได้ในทันที

“เหล่าฟู (ผู้ชรา) เสวียนเต้าจื่อ แห่งสำนักอี้เสวียน (ลี้ลับ) จากดาวกุยเสวียน! (เต่าลี้ลับ)” เสียงของเด็กชายไม่ดังมากนัก แต่ก็ดูเหมือนว่าจะก้องกระหึ่มออกไปทั่วทุกทิศทางคล้ายเสียงฟ้าคำราม

ในทันทีที่เมิ่งฮ่าวได้ยินมันเอ่ยถึงสำนักอี้เสวียน ดวงตาก็ต้องเบิกกว้างขึ้น จากสี่ดวงดาวในขุนเขาทะเลที่แปด เมิ่งฮ่าวเคยได้ยินดาวลั่วเหอ รวมทั้ง…ดาวกุยเสวียน! สำหรับสำนักอี้เสวียน พวกมันเป็นสำนักอันดับหนึ่งบนดาวกุยเสวียน มีตำแหน่งที่สูงส่งเป็นอย่างยิ่ง และถูกจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในห้ากองกำลังที่แข็งแกร่งในพันธมิตรเทพสวรรค์!

คนที่กล่าวต่อมาคือหญิงชรา ซึ่งมีเสียงที่แหบแห้งขณะที่ยิ้มและกล่าวว่า

“เหล่าผอ (หญิงชรา) หงเฉิน แห่งนิกายหลงเสิน (เทพมังกร) จากดาวปาถู (แปดแผ่นภาพ)”

ใบหน้านางดุร้ายโดยสิ้นเชิงและเมื่อยิ้มแย้ม หนองบนใบหน้าก็ปะทุขึ้นมาหนึ่งจุด แต่ไม่มีน้ำหนองไหลเยิ้มออกมา กลับเป็นตะขาบสีขาวน้ำนมคลานออกมาจากหนองที่แตกไปแล้วนั้น ขาของมันยั้วเยี้ยไปมาดูน่าตกใจอย่างถึงที่สุด

เมื่อเมิ่งฮ่าวมองไปยังหงเฉิน ก็รู้สึกตระหนกขึ้นเล็กน้อย ดาวปาถูก็เป็นหนึ่งในสี่ดวงดาวอันยิ่งใหญ่แห่งขุนเขาทะเลที่แปดด้วยเช่นกัน สำหรับนิกายหลงเสิน ยังมีความแข็งแกร่งมากกว่าสำนักอี้เสวียนซะอีก และเป็นหนึ่งในสามสำนักใหญ่แห่งพันธมิตรเทพสวรรค์!

เห็นได้ชัดว่าสองสำนักนี้ถูกปรมาจารย์เฮยหุนเรียกมา ถ้าพวกมันกระทำการได้สำเร็จ ก็จะได้ปรมาจารย์เฮยหุนเป็นข้าทาส และกองกำลังของสำนักพวกมันก็จะเพิ่มขึ้นไปอีกระดับ สำนักอี้เสวียนก็จะสามารถเทียบได้กับนิกายหลงเสิน ในขณะที่นิกายหลงเสินจะมีชื่อเสียงมากขึ้นจนกลายเป็นกองกำลังอันดับสองแห่งพันธมิตรเทพสวรรค์รองจากเสินจื่อเต้า (เต๋าบุตรศักดิ์สิทธิ์) เท่านั้น

ในทันทีที่ผู้แข็งแกร่งทรงพลังทั้งสามปรากฏขึ้น เรือของตระกูลเมิ่งก็หยุดชะงักนิ่งอย่างฉับพลัน ในตอนนี้ผู้นำหนุ่มของพวกมันได้สติกลับคืนมาแล้ว

และสั่งให้เรือหยุดลง ตอนนี้มันกำลังจ้องมองมายังเมิ่งฮ่าวด้วยดวงตาที่สาดประกายเจิดจ้า และผู้พิทักษ์เต๋าของมันก็ไม่อาจจะทำอะไรได้เพื่อสกัดยับยั้งมัน

ผู้คนที่หวังว่าจะได้รับผลประโยชน์จากวิกฤตการณ์มีอยู่ทั่วทุกที่ และตระกูลเมิ่งก็ไร้ข้อยกเว้นใดๆ

“ข้าคือเมิ่งฮ่าว!” เขากล่าวแนะนำตัว ถึงแม้ว่าจะต้องมาเผชิญหน้ากับสามราชันเต๋าเหล่านี้ในตอนที่ไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ เขาก็ยังคงจะถูกสังหารไปอยู่ดี ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึงการต่อสู้ที่จะเกิดขึ้นในตอนนี้ ในขณะที่เขากำลังได้รับบาดเจ็บอย่างสาหัส อันที่จริง แม้แต่การเผชิญหน้ากับหนึ่งในพวกมันก็ค่อนข้างจะเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับเขาแล้ว

อย่างไรก็ตาม เมิ่งฮ่าวยังคงไม่ยินยอมที่จะสูญเสียศักดิ์ศรีของตนเองไป ดังนั้นเมื่อหงเฉินและเสวียนเต้าจื่อแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะทำด้วยเช่นเดียวกัน สำหรับสถานที่ที่เขาจากมา พวกมันคงตระหนักดีถึงความจริงข้อนี้แล้ว จึงไม่จำเป็นที่จะกล่าวย้ำด้วยตนเอง

ปรมาจารย์เฮยหุนจ้องมองไปยังเมิ่งฮ่าว ดวงตาสาดประกายขึ้นด้วยความเกลียดชังอย่างเข้มข้น เมิ่งฮ่าวกวาดล้างทุกสิ่งทุกอย่างของมันไป และตอนนี้มันก็ปรารถนาที่จะกระทำกับเขาเช่นเดียวกัน

“เมิ่งฮ่าว ผู้ฝึกตนลำดับขั้นแห่งขุนเขาทะเลที่เก้า ช่างมีศักดิ์ฐานะที่สูงส่งนัก…แต่ไม่ใช่ที่นี่! ในที่แห่งนี้เจ้าไร้ค่าใดๆ!” ปรมาจารย์เฮยหุนกล่าวขึ้น ด้วยเสียงที่ดังก้องคล้ายเสียงฟ้าคำราม

มีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น แม้แต่ปรมาจารย์เฮยหุนก็ตาม หรือบางทีมันอาจจะไม่ถ่อมตัวลงมาสนใจ…บนเรือของตระกูลเมิ่ง ร่างของผู้คุ้มกันหนุ่มหน้าแผลเป็น สั่นสะท้านต่อคำพูดที่กล่าวตอบไปของเมิ่งฮ่าว จากนั้นดวงตามันก็เริ่มสาดประกายขึ้นด้วยแสงอันเจิดจ้า ขณะที่มองตรงไปยังเมิ่งฮ่าว

อย่างไรก็ตามประกายในดวงตามันก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับมันเมื่อครู่นี้เป็นไปไม่ได้อย่างแท้จริง ไม่มีใครสังเกตเห็นได้ ผู้ฝึกตนทั้งหมดบนเรือตระกูลเมิ่งกำลังให้ความสนใจต่อการต่อสู้อันรุนแรงของอาณาจักรเต๋าที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้อย่างใกล้ชิด!

เกิดเป็นเสียงกระหึ่มดังเต็มอยู่ในอากาศ ขณะที่ปรมาจารย์เฮยหุนเริ่มก้าวเดินตรงไป มันโบกสะบัดมือขวาทำให้วิญญาณนับไม่ถ้วนเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาอย่างเงียบๆ พลังแก่นแท้พุ่งออกไปด้วยเช่นกัน ทำให้ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวสั่นสะท้าน ขณะที่เกิดเป็นแรงกดดันกดทับลงไปบนร่างเมิ่งฮ่าว

ใครก็ตามที่อยู่ต่ำกว่าอาณาจักรเต๋า และต้องมาเผชิญหน้ากับการโจมตีอันน่ากลัวเช่นนี้ก็จะต้องถูกทำลายไปในการโจมตีแค่ครั้งเดียว ไม่ว่าพื้นฐานการฝึกตนของพวกมันจะอยู่ที่ระดับใดก็ตามที แต่เมิ่งฮ่าวคือเซียนเต๋าทุกชั้นฟ้า และมีกายเนื้อที่อยู่ในขั้นวงจรอันยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรโบราณ เนื่องจากเช่นนี้ถึงแม้ว่าเขาจะไม่อยู่ในอาณาจักรเต๋า แต่ก็สามารถจะต่อสู้กับผู้ฝึกตนอาณาจักรเต๋าได้อย่างแน่นอน!

ใบหน้าเมิ่งฮ่าวสงบนิ่งเยือกเย็น จริงๆ แล้วเขาไร้ทางเลือกใดๆ นอกจากต้องรักษาความเยือกเย็นไว้เท่านั้น ความรู้สึกใดๆ ต่างก็ไร้ประโยชน์ในตอนนี้ การต่อสู้กำลังจะเกิดขึ้น ดังนั้น…เขาจึงตัดสินใจที่จะต่อสู้, ป้องกันและโจมตีไปอย่างไรดี!

ร่างเมิ่งฮ่าวมีปฏิกิริยาขึ้นมาในทันที ยกมือขวาเรียกภูเขาเซียนจำนวนมากออกมา รวมทั้งสะพานเซียนด้วยเช่นกัน ตกลงมายังปรมาจารย์เฮยหุนเพื่อขัดขวางการโจมตีของมัน

เมื่อความสามารถศักดิ์สิทธิ์ของคนทั้งสองปะทะกัน แรงสั่นสะเทือนก็วิ่งผ่านไปทั่วร่างเมิ่งฮ่าว และต้องกระอักโลหิตออกมากองโต แต่ประกายตาก็แวบขึ้นขณะที่ยืมพลังนั้นพุ่งออกไปทางด้านหลังอย่างรวดเร็ว ตรงไปยัง…รอยแตกที่กำลังเรืองแสงอยู่ทั้งสามสิบสามแห่งที่เขามองเห็นก่อนหน้านี้

หลังจากที่สังเกตดูรอบๆ บริเวณนี้เมื่อครู่ เมิ่งฮ่าวก็รู้ว่ารอยแตกเหล่านั้นประกอบด้วยอันตรายอันร้ายแรง เป็นสถานที่ที่ไม่มีอะไรนอกไปจากความตาย แต่ตอนนี้เขาก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ร้ายแรงเช่นเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อสถานการณ์อันร้ายแรงทั้งสองนี้มาปะทะกัน ก็เป็นไปได้ว่า…ผลลัพธ์อาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องตายไปจริงๆ…แต่อาจจะเป็น…โอกาสที่จะรอดชีวิตก็เป็นได้!!

เมื่อกลุ่มคนในตระกูลเมิ่งฉวยโอกาสที่จะได้รับผลประโยชน์จากวิกฤต จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่…เมิ่งฮ่าวจะสามารถทำได้เช่นกัน!

ในตอนที่เมิ่งฮ่าวลอยไปทางด้านหลัง ปรมาจารย์เฮยหุนก็ถูกสุดยอดสะพานโจมตีไป แต่ขณะที่โลหิตไหลซึมออกมาจากมุมปากของมัน เสวียนเต้าจื่อในชุดสีขาวก็หัวเราะขึ้นในทันที ร่างกายเลือนหายไปและจากนั้นก็มาปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งอยู่ที่ด้านข้างเมิ่งฮ่าว

“สหายน้อย มานี่!” มันกล่าวเสียงราบเรียบ ยื่นมือขวาออกไปคว้าจับเมิ่งฮ่าว จากนั้นราวกับว่ามือของมันจะกลายเป็นหลุมดำไป ทำให้ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวหมุนเวียนย้อนกลับ และเวลาก็ไหลย้อนกลับด้วยเช่นกัน

แม้แต่เรือของตระกูลเมิ่งก็ยังได้รับผลกระทบนี้ และเริ่มเกิดเป็นเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด ขณะที่เริ่มเอียงตัวไปและถูกดูดตรงไปยังมือของมัน

เมื่อเมิ่งฮ่าวเห็นว่ากำลังจะถูกจับตัวไว้ ก็หัวเราะเป็นเสียงเย็นชาขึ้นมาในทันทีและเริ่มเดินตรงไป เขากำลังใช้…วิชาการเดินข้ามกาลเวลาที่เรียนรู้มาจาก…บุรุษชุดดำที่ถูกเรียกว่ามือสังหาร!

หนึ่งก้าว, สองก้าว, สามก้าว เมิ่งฮ่าวก้าวผ่านกาลเวลา ดูเหมือนว่าจะเคลื่อนที่อย่างเชื่องช้า แต่กลายเป็นว่าถึงแม้ฝ่ามือของเสวียนเต้าจื่อจะทำให้เวลาไหลเวียนย้อนกลับ แต่เมิ่งฮ่าวก็ยังคงสามารถจะเดินตรงไปได้!

นี่คือการใช้เวลาต่อสู้กับเวลา!

ช่วงเวลาสั้นๆ ต่อมา เมิ่งฮ่าวก็อยู่ห่างออกไปไกล ทิ้งให้เสวียนเต้าจื่อยืนอ้าปากค้างอยู่ที่นั่น ตลอดหลายปีที่มันฝึกตนมา นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนเอาชนะเวทแก่นแท้ของมันด้วยวิธีการเช่นนี้ได้ ดวงตามันเริ่มสาดประกายเจิดจ้าขึ้นด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ขณะที่มองดูเมิ่งฮ่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีการที่เขากำลังเดินไป

“นั่นคือวิธีการเดินอะไร? มันประกอบไปด้วยเต๋าแห่งกาลเวลาที่ลึกล้ำยิ่งกว่า…ของข้าเอง!”

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: