Home Novel Novel Action I shall seal the heaven Chapter 1250

I shall seal the heaven Chapter 1250

ตอนที่ 1250

ทางกลับบ้าน

ใบหน้าเมิ่งฮ่าวยังคงสงบนิ่งเหมือนเช่นเคย ดูเหมือนว่าจะไม่รู้สึกประหลาดใจแม้แต่น้อยกับเสียงที่เพิ่งจะได้ยินนี้ เขาหมุนตัวไปช้าๆ และพบว่าบุรุษหนุ่มจากตระกูลหานกำลังเอนตัวพิงไปที่ฝาผนังอยู่

บุรุษหนุ่มผู้นั้นกำลังมองมายังเมิ่งฮ่าวด้วยสายตาแปลกๆ แทบจะราวกับว่ามันกำลังล้อเล่นอยู่ มีท่าทางดูถูกและอยากรู้อยากเห็นในเวลาเดียวกัน ดวงตาที่แวววาวของมันดูเหมือนว่าจะสามารถฉีกเสื้อผ้าของเมิ่งฮ่าวให้ขาดออก เพื่อจ้องมองไปทั่วทั้งร่าง

อันที่จริง…ขณะที่มันจ้องมองมา ก็เริ่มหอบหายใจขึ้น

เมิ่งฮ่าวมีสีหน้าสงบนิ่งเหมือนเช่นเคย ถึงแม้ว่าเขาจะไม่มีความทรงจำของ

เมิ่งเฉินอยู่เลย แต่สัมผัสศักดิ์สิทธ์ของเขาก็ปกคลุมไปทั่วทั้งลำเรือมาหลายวันแล้วจนถึงตอนนี้ และรู้ว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้พึงพอใจในบุรุษด้วยกัน และยังเคยสร้างความอัปยศให้กับเมิ่งเฉินมาก่อนหน้านี้…

“ข้าชอบมองดวงตาเจ้านัก!” บุรุษหนุ่มกล่าวขึ้นพร้อมกับหอบหายใจออกมา “ข้ารอจนถึงคืนนี้ไม่ไหวแล้ว!” มันเริ่มเดินตรงมายังเมิ่งฮ่าว ยกมือขึ้นมาราวกับว่าจะคว้าจับเขาไว้

เวลาเดียวกันนั้นก็มองไม่เห็นผู้พิทักษ์เต๋าของมันแม้แต่น้อย เห็นได้ชัดว่ามันคุ้นเคยกับการปิดตาแสร้งทำเป็นไม่เห็นพฤติกรรมของบุรุษหนุ่มผู้นี้ ซึ่งตอนนี้มันกำลังหลับตาอยู่จริงๆ

เมิ่งฮ่าวยิ้มออกมา แต่ก็เป็นรอยยิ้มที่เย็นชาราวน้ำแข็ง สำหรับบุรุษหนุ่มจากตระกูลหานแล้ว ช่างเป็นรอยยิ้มที่มีเสน่ห์และงดงามเป็นอย่างยิ่งเท่าที่มันเคยเห็นมา

“เจ้าน่าจะดีใจ ข้ามักจะมีอะไรกับคนอื่นแค่ครั้งเดียวเท่านั้น แต่สำหรับเจ้า…ข้าต้องการเป็นครั้งที่สอง!” บุรุษหนุ่มกล่าวเสียงทุ้มต่ำ ขณะที่มือมันแตะลงไปบนบ่าเมิ่งฮ่าว ก็เลียริมฝีปากไปมา กำลังจะสอดมือเข้าไปในคอเสื้อเมิ่งฮ่าว แต่มือเขาก็พุ่งออกไปราวกับสายฟ้า คว้าจับไปบนลำคอของบุรุษหนุ่ม

เมิ่งฮ่าวบีบมือลงไปเบาๆ และบุรุษหนุ่มก็เริ่มสั่นสะท้าน หอบหายใจออกมา ใบหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วง และดวงตาก็ถลนออกมา เต็มไปด้วยสีหน้าที่ไม่อยากจะเชื่อและตกใจ

ในทันทีที่ผู้พิทักษ์เต๋ามองเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้ สีหน้ามันก็เปลี่ยนไป ก่อนที่มันจะทันได้ขยับตัวเคลื่อนไหว เมิ่งฮ่าวก็มองไปยังมัน

แค่มองไปแวบเดียว!

แค่จ้องไปหนึ่งครั้ง!

ผู้พิทักษ์เต๋าก็รู้สึกราวกับว่าสวรรค์กำลังบดขยี้ลงมาบนร่างมันผ่านทางสายตาที่มองมา ราวกับเป็นแสงอันเจิดจ้าจากของวิเศษอันล้ำค่า เสียดแทงเข้าไปในจิตใจมันทั่วทุกด้าน จนกลายเป็นสายฟ้าที่บดขยี้ลงมา

ผู้พิทักษ์เต๋าไม่มีแม้แต่เวลาที่จะแผดร้องออกมา ร่างกายมันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง โลหิตพ่นกระจายออกมาจากปาก ดวงตามันมืดบอดไปในทันที และจากนั้นโลหิตก็เริ่มไหลซึมออกมาจากทวารทั้งเจ็ด เส้นลมปราณแตกกระจายไป และกระดูกก็ถูกบดขยี้เป็นผุยผง ล้มตัวลงไปชักกระตุกอยู่สองสามครั้ง และแห้งเหี่ยวจนกลายเป็นเถ้าธุลีไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ปลิวหายไป ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในชั่วพริบตาเท่านั้น

สิ่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่มีแค่อย่างเดียวเท่านั้นก็คือกลุ่มหมอกสีขาว ซึ่งเมิ่งฮ่าวได้ดูดกลืนเข้าไปอย่างรวดเร็ว

ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกายขึ้น เขาใช้พลังจากผลเนี่ยผานลูกที่สี่ออกมาโดยไม่รู้สึกตัว จากการมองไปเพียงแค่แวบเดียวเท่านั้น และคาดไม่ถึงว่ามันจะทรงพลังอย่างน่าเหลือเชื่อเช่นนี้

บุรุษหนุ่มจากตระกูลหานกำลังหอบหายใจออกมาด้วยความตกใจและสั่นสะท้าน แววตาที่มันจ้องมองมายังเมิ่งฮ่าว เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและประหลาดใจ ถ้ามือเมิ่งฮ่าวไม่ได้จับไปที่ลำคอมันแล้วละก็ มันคงจะแผดร้องออกมาแล้ว

มันมักจะคิดว่าตนเองเป็นคนเจ้าความคิด แต่ในตอนนี้กลับสิ้นหวังไปโดยสิ้นเชิง แผนการหรือเล่ห์เหลี่ยมใดๆ ไม่อาจจะทำอะไรได้กับบุคคลที่ทรงพลังอย่างน่าเหลือเชื่อที่มันกำลังเผชิญหน้าอยู่นี้ มันไร้หนทางใดๆ อย่างแท้จริง

ถ้าตอนนี้มันยังไม่ตระหนักว่าบุคคลที่เบื้องหน้าไม่ใช่เมิ่งเฉิน มันก็ไม่คู่ควรกับการที่คิดว่าตนเองเป็นคนเจ้าความคิดแล้ว อันที่จริงเนื่องจากกลิ่นอายอันน่ากลัวที่กระจายออกมาจากร่างเมิ่งฮ่าว ทำให้มันสามารถจะคาดเดาได้ว่าเขาคือใคร

ความหวาดกลัวในแววตาบุรุษหนุ่มได้ทรยศต่อความรู้สึกของมัน และภายในแววตานั้นก็มองเห็นได้ถึงคำอ้อนวอนของมัน

“ระหว่างพวกเราไม่มีความเป็นศัตรูต่อกัน และข้าก็ไม่ใช่ผู้ที่ชื่นชอบการฆ่าฟัน ข้าจะไม่สังหารเจ้าไป เพียงแค่เจ้ากล่าวล่วงเกินข้า” เมิ่งฮ่าวกล่าวเสียงราบเรียบ แต่คำพูดเหล่านี้ก็ไม่ได้ทำให้บุรุษหนุ่มรู้สึกดีขึ้นแต่อย่างใด แต่กลับทำให้รู้สึกหวาดกลัวมากขึ้นกว่าเดิม และแววตาของมันก็ยิ่งอ้อนวอนขอร้องมากขึ้น

“ดูเหมือนว่าเจ้าจะเป็นคนฉลาด ดังนั้นเจ้าคงจะรู้เรื่องเกี่ยวกับกรรมมาบ้างแล้ว เมิ่งเฉินเกลียดชังเจ้า และข้าก็มาเพื่อช่วยเหลือมัน เมื่อเจ้าชอบบุรุษด้วยกัน…”

เมิ่งฮ่าวกล่าวต่อพร้อมกับยิ้มออกมา ขยับมือจนกลายเป็นเงาเลือนรางพุ่งผ่านร่างของบุรุษหนุ่มไป ทันใดนั้นร่างมันก็เริ่มมีขนงอกยาวออกมา…

ขนเหล่านั้นโผล่ขึ้นมาอย่างแน่นหนาและงดงาม…และในที่สุดก็ปกคลุมไปทั่วร่างมัน ตอนนี้มันไม่ได้ดูเหมือนกันมนุษย์อีกต่อไป แต่ดูคล้ายกับสัตว์ป่าที่กำลังสั่นสะท้าน เมิ่งฮ่าวจับมันใส่เข้าไปในถุงสมบัติ…ใกล้กับนกแก้ว

จากนั้นเมิ่งฮ่าวก็โบกสะบัดชายแขนเสื้อ ทำให้หลักฐานทั้งหมดหายสาบสูญไป สำหรับภูมิหลังและศักดิ์ฐานะในตระกูลหานของบุรุษหนุ่มผู้นั้น ถึงเมิ่งฮ่าวจะรู้ดีเกี่ยวกับเรื่องนี้แต่ก็ไม่สนใจ

เขาสามารถจะกวาดล้างเฮยหุนเต้าแห่งพันธมิตรเทพสวรรค์ และทำให้เกิดเป็นความโกลาหลไปทั่วทั้งอาณาเขตของพวกมันได้ แล้วทำไมเขาต้องไปสนใจแค่เสาจู่จากตระกูลหาน?

จริงๆ แล้วในแง่ของศักดิ์ฐานะ ผู้ฝึกตนหนุ่มตระกูลหาน ไม่อาจจะเทียบได้กับเมิ่งฮ่าวแม้แต่น้อย

เมิ่งฮ่าวโบกสะบัดชายแขนเสื้อ เดินกลับเข้าไปนั่งขัดสมาธิในห้องตนเอง ในที่สุดเสาจู่แห่งตระกูลเมิ่งก็พบว่าบุรุษหนุ่มจากตระกูลหานหายตัวไป แต่ไม่มีใครกังวลใจว่ามันจะตกอยู่ในอันตราย พวกมันสันนิษฐานว่าบุรุษหนุ่มผู้นั้นตั้งใจจากไปเอง

เวลาผ่านไปในที่สุดเมิ่งฮ่าวก็พบว่าเมิ่งเต๋อคือหนึ่งในเก้าเสาจู่แห่งตระกูลเมิ่ง และมีลำดับอยู่ในชั้นล่างสุด แต่มันมีศักดิ์ฐานะที่สูงเป็นอย่างยิ่ง มีโอกาสที่จะเป็นผู้นำของตระกูลสาขา

เหตุผลที่มันออกมาท่องเที่ยวไม่ใช่เพราะว่าได้รับคำสั่งมาจากตระกูล แต่มาจากความคิดของเมิ่งเต๋อเอง ในความคิดของมันทรัพยากรที่ใช้ในการฝึกตนของตระกูลไม่เพียงพอ ดังนั้นมันจึงตัดสินใจเดินทางมายังพันธมิตรเทพสวรรค์ เพื่อซื้อหาสินค้าที่พบเห็นได้ยากในโลกด้านนอก จากนั้นก็นำไปขายยังตลาดที่อยู่ในขุนเขาทะเลที่แปด

มันวางแผนไว้ว่าจะใช้กำไรที่ได้มาช่วยให้ตนเองมีชีวิตอยู่ด้วยความฟุ่มเฟือยมากขึ้น

จึงเป็นเหตุผลที่ทำไมมันถึงมาอยู่บนเรือสินค้าลำนี้ สำหรับผู้พิทักษ์ของมัน ก็เป็นเช่นเดียวกับเมิ่งเฉิน ทั้งหมดต่างก็เป็นสมาชิกในตระกูลที่ไม่มีใครให้ความสนใจ จึงถูกบังคับให้ต้องมาทำงานให้กับเมิ่งเต๋อ

จากมุมมองของเมิ่งฮ่าว เมิ่งเต๋อเป็นแค่ตัวโง่งมที่ไร้สมองแต่เกิดมาในครอบครัวที่มีอำนาจเท่านั้น แม้แต่ฟางซีแห่งตระกูลฟางก็ยังเหนือกว่าคนผู้นี้ในทุกด้าน เมิ่งฮ่าวแทบไม่อยากจะเชื่อว่าด้วยตำแหน่งเสาจู่ของมัน จะทำให้มันนำมาเป็นวิธีการหาเงินให้ตนเองได้

ถ้าเมิ่งฮ่าวอยู่ในสถานการณ์เช่นมัน มีศักดิ์ฐานะเช่นนั้น เขาสามารถคิดหาวิธีนับไม่ถ้วนให้ได้กำไรมา โดยที่ไม่ต้องออกเดินทางมาค้าขาย

เวลาเดียวกันนั้น เมิ่งฮ่าวก็อดที่จะรู้สึกเสียใจต่อความโง่เขลาของเมิ่งเต๋ออย่างช่วยไม่ได้

เมิ่งฮ่าวยังฉวยโอกาสในช่วงของการเดินทางนี้ ทำการควาญวิญญาณสมาชิกตระกูลเมิ่งบางคนด้วยความระมัดระวังอีกด้วย

เขาเรียนรู้ว่าสายโลหิตของท่านตาตกต่ำลงอย่างแท้จริง ที่เลวร้ายมากไปกว่านั้นก็คือพวกมันถูกไล่ออกไปจากคฤหาสน์บรรพบุรุษตระกูลเมิ่ง และถูกบังคับให้ไปอาศัยอยู่ที่เขตชายแดนของตระกูล แม้แต่ผู้รับใช้บางคนก็ยังมีศักดิ์ฐานะที่สูงส่งกว่าพวกมันมากนัก

กลุ่มคนแทบจะทั้งหมดในสายโลหิตนี้กลายเป็นมนุษย์ธรรมดาไปแล้ว พวกมันมีผู้ฝึกตนแค่สิบกว่าคนเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็อยู่ในอาณาจักรวิญญาณ เมิ่งเฉินเป็นเพียงคนเดียวที่มีพรสวรรค์โดดเด่น จนสามารถทะลวงผ่านพื้นฐานฝึกตนไปได้ ด้วยการบูชาวัตถุของบรรพบุรุษ ทำให้มันได้ครอบครองพลังของเซียนเทียม

สำหรับผู้ฝึกตนอาณาจักรวิญญาณที่เหลือในสายโลหิตนั้น พวกมันไม่ได้ถูกเลือกมากนักจากตระกูล เป็นเพราะว่า…ถึงแม้พวกมันจะมีชื่อว่าเป็นสายโลหิตของตระกูลด้วยเช่นกัน แต่ก็แทบจะถูกปฏิเสธไม่ยอมรับไปโดยสิ้นเชิง

สมาชิกอื่นๆ ของตระกูลเมิ่งมากมายกลายเป็นข้ารับใช้ไป แต่ก็มีสมาชิกสายโลหิตที่อยู่ในอาณาจักรวิญญาณสิบกว่าคน ได้กลายเป็นผู้ติดตามระดับต่ำของเส้าเหยีย (คุณชาย) เสียวเจี่ย (คุณหนู) ตระกูลเมิ่ง

สำหรับเหตุผลที่ทำไมสายโลหิตที่แข็งแกร่งเช่นนั้น ถึงได้ตกต่ำลงในช่วงเวลาที่น้อยกว่าหนึ่งพันปี เป็นคำถามที่เมิ่งฮ่าวไม่อาจจะค้นพบคำตอบได้จากความทรงจำที่เขาค้นหา แต่ก็มีอยู่สิ่งหนึ่งที่สามารถจะแน่ใจได้…

ตอนนี้สายโลหิตของท่านตามีแต่แม่หม้ายและบุตรกำพร้าเท่านั้น ผู้อาวุโสทั้งหมดต่างก็ตกตายไป หรือไม่ก็ถูกทำลายพื้นฐานฝึกตนไปจนหมดสิ้น ทำให้พวกมันไร้ประโยชน์ใดๆ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อพูดถึงบุรุษ…ก็มีอยู่น้อยมากเป็นอย่างยิ่ง

ถ้าเมิ่งฮ่าวไม่ได้มาแทนที่เมิ่งเฉิน อีกไม่กี่ร้อยปีต่อมา สายโลหิตของท่านตาคงจะถูกกวาดล้างไปจนหมดสิ้น และจากนั้น…ก็จะไม่มีสายโลหิตนี้อีกต่อไป

ยิ่งคิดไปถึงเรื่องนี้ ก็ยิ่งทำให้จิตใจเมิ่งฮ่าวต้องเจ็บปวดมากขึ้น มากไปกว่านั้นก็ทำให้เขาสงสัยว่าผู้แข็งแกร่งที่ทรงพลังทั้งหมดถูกกำจัดไปได้อย่างไร

ใครเป็นคนทำเรื่องเช่นนี้!?!?

เป็นเรื่องยากมากเป็นอย่างยิ่งที่สายโลหิตเช่นนี้จะโดดเด่นขึ้นมาได้

แม้แต่เมิ่งฮ่าวก็ไม่มั่นใจว่าจะทำได้อย่างไร เขาอาจจะสามารถยื่นมือเข้าไปหนุนหลังสายโลหิตนี้ด้วยตัวเอง สามารถจะประคับประคองสาขาของตระกูลเมิ่งนี้ด้วยการใช้เวทของตนเองสร้างกลุ่มคนขึ้นมาเป็นจำนวนมากเพื่อคอยรับใช้สาขานี้ แต่เขาต้องพบกับแรงต่อต้านอย่างแน่นอน

ทำให้กลุ่มคนแข็งแกร่งที่เหลือของตระกูล บังคับใช้กฎกวาดล้างด้วยโลหิตออกมา ถ้าเกิดขึ้นเช่นนี้ก็จะมีตระกูลอื่นมาต่อสู้กับตระกูลเมิ่งที่อ่อนแอลง จึงไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ที่ตระกูลจะถูกกวาดล้างไปจนหมดสิ้น

แน่นอนว่า ทั้งหมดนี้เป็นแค่การคาดเดาเท่านั้น…

สิ่งสำคัญมากที่สุดก็คือ เมิ่งฮ่าวรู้ว่าสงครามที่แท้จริงกำลังใกล้เข้ามาแล้ว จึงไม่ควรที่จะมีการขัดแย้งกันเองภายในอาณาจักรขุนเขาทะเล มิเช่นนั้นสามสิบสามสวรรค์และอีกสองกองกำลังจะบดขยี้ลงมาได้อย่างง่ายดาย

เนื่องจากเช่นนั้น เมิ่งฮ่าวจึงไม่อาจจะอยู่ในตระกูลเมิ่งได้นานนัก ดังนั้นตอนนี้เขาจึงคิดว่าจะนำสายโลหิตของท่านตาไปยังตระกูลฟาง

ความคิดทั้งหมดเหล่านี้หมุนวนไปมาอยู่ในจิตใจ แต่ในขณะที่เขาครุ่นคิดอยู่นี้ ก็เฝ้าสังเกตดูสถานการณ์อย่างต่อเนื่องไปด้วย

เรือแล่นจากตลาดหนึ่งไปอีกตลาดหนึ่ง ขายสินค้าทั้งหมดจากพันธมิตรเทพสวรรค์ออกไป หลังจากการค้าขายแต่ละครั้ง เมิ่งเต๋อได้นำกำไรเหล่านั้นไปซื้อหาสิ่งของด้วยความสุรุ่ยสุร่ายและตื่นเต้น แต่เมิ่งฮ่าวก็คิดว่าช่างไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง

เมิ่งฮ่าวมองไปยังเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความเย็นชา ความสนใจหลักในตอนนี้ของเขาก็คือ ค้นหาว่าตระกูลเมิ่งจะมีความอ่อนแออยู่ในขุนเขาทะเลที่แปดหรือไม่ จนทำให้ผู้คนกล้าที่จะลงมือกับหนึ่งในเก้าเสาจู่ของพวกมัน เมิ่งเต๋อ

ถ้าไม่มีใครกล้า ก็แสดงว่าตระกูลเมิ่งยังคงน่าเกรงขามอยู่ ถึงแม้ว่ากองกำลังของพวกมันจะตกต่ำลงไปแล้ว ถ้าเป็นเช่นนั้นเมิ่งฮ่าวอาจจะยินดีที่จะใช้กฎการกวาดล้างด้วยโลหิต เพื่อฟื้นฟูศักดิ์ฐานะสายโลหิตของท่านตา

แต่ถ้ามีใครบางคนลงมือ…ก็แสดงให้เห็นว่าตระกูลเมิ่งเป็นบุปผาที่โรยรา ถ้าเช่นนั้นการกวาดล้างด้วยโลหิต…ก็ยิ่งจะทำให้สายโลหิตของท่านตาถูกทำลายล้างไปในที่สุด

ดังนั้นเมิ่งฮ่าวจึงตัดสินใจที่จะทำการทดสอบสักเล็กน้อย ในตลาดแห่งหนึ่ง เขาเดินไปรอบๆ พร้อมกับโอ้อวดความร่ำรวยไปด้วย หลังจากที่มั่นใจว่าสามารถจะดึงดูความสนใจได้แล้ว ก็ทำให้คนทั้งหมดรับรู้ว่าเขามากับเมิ่งเต๋อ

สองสามวันผ่านไป ในที่สุดเรือก็เสร็จสิ้นเส้นทางการค้าขาย และเริ่มมุ่งหน้ากลับไปยังตระกูลเมิ่ง เมิ่งฮ่าวนั่งขัดสมาธิอยู่ในห้องตนเอง แต่ฉับพลันนั้นก็ต้องลืมตาขึ้นมาในทันที ที่ห่างไกลออกไป เขามองเห็นบุรุษชุดดำเก้าคน ที่ปกปิดใบหน้าของพวกมันไว้ แต่ดวงตาสาดประกายขึ้นด้วยความละโมบและความคิดมุ่งร้าย

“พวกมันปกปิดใบหน้าไว้ หมายความว่าพวกมันหวาดกลัว…แต่ก็ยังกล้ามาปล้นชิง ดูเหมือนว่าพวกมันไม่ได้หวาดกลัวมากนัก!” เมิ่งฮ่าวคิด

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: