I shall seal the heaven Chapter 1276

0 Comments

ตอนที่ 1276

จุดตะเกียงวิญญาณ

เสียงแตกร้าวดังก้องออกมา ขณะที่หางของแมงป่องยักษ์เจาะเข้าไปในเกราะป้องกันจนแตกออกเป็นเสี่ยงๆ และจากนั้นก็กระแทกลงไปในคฤหาสน์บรรพชนตระกูลเมิ่ง ทำให้เกิดเป็นหลุมลึกขึ้นมา!

เวลาเดียวกันนั้น ศีรษะขนาดใหญ่มหึมาของแมงป่องก็ก้มลงไปจนกระทั่งไปอยู่ที่เบื้องหน้ากลุ่มฝูงชนตระกูลเมิ่ง จากนั้นร่างมันก็สั่นขึ้นชั่วขณะ และพ่นน้ำสีโลหิตออกมาราวกับเป็นทะเล

เวลาเดียวกันนั้นผู้ฝึกตนที่บุกรุกเข้ามาก็พรั่งพรูเข้าไป ทำให้ผู้ฝึกตนตระกูลเมิ่งปั่นป่วนวุ่นวายขึ้น ไม่เพียงแต่จะต้องต่อสู้อย่างดุร้ายกับกลุ่มคนทรยศของตระกูลเท่านั้น ผู้ฝึกตนที่บุกรุกเข้ามาก็ร่วมมือกันช่วยสังหารอยู่ในตอนนี้

เสียงแผดร้องอย่างน่าอนาถใจดังก้องขึ้น พื้นดินสั่นสะเทือน และสีสันก็แวบขึ้นไปในท้องฟ้า ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อใบหลิวสีดำพุ่งลงมาด้วยความรวดเร็วจนน่าตกใจ ก็ทำให้เกิดเป็นเสียงกระหึ่มดังก้องขึ้น

ขณะที่ใบไม้เหล่านั้นแทงลงไปในพื้นดิน บุรุษชุดดำก็กลายเป็นลำแสงสีดำนับพัน เข้าร่วมการต่อสู้ในทันที

“สังหารพวกมัน! อย่าปล่อยให้รอดชีวิตไปแม้แต่คนเดียว!”

“นับจากวันนี้เป็นต้นไป จะไม่มีตระกูลเมิ่งอยู่ในขุนเขาทะเลที่แปดอีกต่อไป!”

เสียงระเบิดดังเต็มอยู่ในอากาศ และสีหน้าสิ้นหวังก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผู้ฝึกตนตระกูลเมิ่งอย่างช้าๆ จากนั้นพวกมันก็เริ่มต่อสู้กลับไปราวกับว่าคลุ้มคลั่งไปแล้ว ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่จะยอมจำนน อันที่จริงได้มีบางคนพยายามจะทำเช่นนั้น แต่ผลลัพธ์ก็คือ…ถูกสังหารไป!

ศัตรูไม่ต้องการเชลย พวกมันต้องการกวาดล้างไปทั้งตระกูล

โชคดีที่เห็นได้ชัดว่าเป้าหมายของผู้ฝึกตนที่รุกรานเป็นทวีปตรงกลาง สำหรับทวีปขนาดเล็กกว่าที่อยู่รอบๆ ถึงแม้ว่าเปลวไฟแห่งสงครามจะลุกโชนอยู่ในที่แห่งนั้น แต่พวกมันก็อ่อนแอกว่ามากนัก สำหรับทวีปที่ถูกครอบครองโดยกลุ่มคนของไว่ผอ เพราะว่าไม่มีตระกูลสวีอยู่อีกต่อไป ทำให้ไม่มีผู้ฝึกตนบุกรุกเข้าไปในที่แห่งนั้น

กองกำลังหลักกำลังต่อสู้อยู่ในคฤหาสน์บรรพชนตระกูลเมิ่ง

ในตอนที่เกิดการต่อสู้กันอย่างวุ่นวายนี้ ไว่ผอ, ไว่ซูกง และเครือญาติคนอื่นๆ ของเมิ่งฮ่าวทั้งหมด ต่างก็ถูกม้วนกวาดเข้าไปในการต่อสู้นี้ แต่พวกท่านก็ไม่ได้ตกเป็นเป้าสนใจมากนัก

สิทธิ์นั้นตกเป็นของห้าปรมาจารย์ที่เต็มไปด้วยโทสะของตระกูลเมิ่ง ซึ่งกำลังต่อสู้กับผู้แข็งแกร่งอาณาจักรเต๋าชุดดำห้าคนจากขุนเขาทะเลที่เจ็ด

การต่อสู้ของคนทั้งสิบทำให้สวรรค์ต้องสะท้านปฐพีต้องสะเทือน และที่น่าตกใจมากไปกว่านั้นก็คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับผู้ฝึกตนอาณาจักรโบราณ

“รู้สึกวิตกบ้างหรือไม่?” เด็กชายที่ลอยตัวอยู่ในกลางอากาศเหนือสนามรบกล่าว มองขึ้นไปยังเมิ่งฮ่าวซึ่งอยู่ในท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวพร้อมกับดวงตาที่แวบแสงอันเย็นชาขึ้นมา มันคาดหวังว่าการโจมตีไปเช่นนี้ จะบังคับให้ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกวิตกกังวล เนื่องจากมันมีลางสังหรณ์ว่า ถ้าเมิ่งฮ่าวเอาชนะทัณฑ์นี้ได้ เหตุการณ์ก็จะเปลี่ยนไปอย่างคาดไม่ถึง

ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกายขึ้นด้วยความเย็นชา ขณะที่มองลงไปยังสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ น่าเสียดายที่เขาอยู่ในช่วงวิกฤต ไม่อาจจะมีจิตใจที่วอกแวกได้ พร้อมกับดวงตาที่สาดประกายขึ้น เขาโบกสะบัดมือออกไป ทำให้อ๋าวเฉี่ยนปรากฏร่างขึ้น แผดร้องคำรามบินออกไป พร้อมกับภูติเกราะดำ พุ่งฝ่าอากาศไปด้วยใบหน้าที่ดุร้าย จากนั้นก็โบกสะบัดมือไปอีกครั้ง ทำให้รอยแตกปรากฏขึ้น อสูรโลหิตพุ่งทะยานออกไป พร้อมกับร่างจำแลงโลหิต ในชั่วพริบตา ทั้งหมดก็พุ่งลงไปยังสนามรบ

ตอนแรกดูเหมือนว่าเป้าหมายของพวกมันคือการสังหารศัตรู แต่เมิ่งฮ่าวก็ออกคำสั่งให้พวกมันไปช่วยปกป้องไว่ผอและกลุ่มคนสายโลหิตที่เหลือ

“ช่วยข้าถ่วงเวลาสักเล็กน้อย…” เมิ่งฮ่าวพึมพำ ขณะที่ลอยตัวอยู่ในทะเลแห่งเปลวไฟ ที่ก่อตัวขึ้นมาจากเศษชิ้นส่วนของประตูอาณาจักรโบราณ

“ตะเกียงวิญญาณ ติดขึ้นมา!”

ตูม!

พื้นฐานโบราณของเมิ่งฮ่าวทั้งหมดระเบิดออกไป แทบจะคล้ายกับเป็นการโจมตี พุ่งออกไปจากบนศีรษะเมิ่งฮ่าว ทำให้เกิดเป็นเปลวไฟขึ้นมาตรงตำแหน่งนั้นและยังคงลอยอยู่ที่นั่น!

ในทันทีที่เปลวไฟโผล่ออกมา ก็ส่องประกายขึ้นไปอย่างรุนแรง ในที่สุดภาพของสิ่งที่ดูคล้ายกับเป็นถ้วยชามก็ปรากฏขึ้นที่ด้านล่าง ในชั่วพริบตาก็ก่อตัวเป็น…ตะเกียงวิญญาณ!

ในทันทีที่ตะเกียงก่อตัวขึ้น เมิ่งฮ่าวก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงเส้นใยแห่งวิญญาณตนเอง พร้อมกับพลังจากสายโลหิต กำลังไหลเข้าไปใน…ตะเกียง!

“เปลวไฟคือวิญญาณของข้า อ่างนั้นคือสายโลหิตของข้า ตะเกียงวิญญาณนี้คล้ายกับเป็นร่างจำแลงของข้า!” นี่คือความรู้สึกแรกที่เมิ่งฮ่าวรับรู้ได้ อันที่จริงเขาสามารถจะบอกได้ว่าในทันทีที่ตะเกียงวิญญาณปรากฏขึ้น ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เขาเริ่ม…ดูดซับพลังจากฟ้าดินที่คงอยู่ในบริเวณนั้นเข้ามา

“เป็นเช่นนี้นี่เอง ตะเกียงวิญญาณคือร่างจำแลงจริงๆ หลังจากที่แยกตัวออกมาจากร่างเดิม พวกมันก็สามารถจะฝึกฝนตนเองให้ก้าวหน้าต่อไปได้ ยิ่งไปกว่านั้นพร้อมกับการดับลงไปของตะเกียงวิญญาณ ก็เหมือนกับการดูดกลืนร่างจำแลงกลับเข้ามา เพิ่มพลังให้กับร่างจริงเป็นเท่าตัว!” ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกายขึ้นด้วยความรู้แจ้ง สูดหายใจเข้าลึกๆ ทำให้พื้นฐานโบราณภายในร่างระเบิดออกไปอีกครั้ง!

ตะเกียงวิญญาณดวงที่สองปรากฏขึ้น จากนั้นก็สาม, สี่และห้า…

ทุกครั้งที่พื้นฐานฝึกตนของเมิ่งฮ่าวปะทุเป็นพลังออกไป เขาก็จะก่อตัวเป็นตะเกียงวิญญาณขึ้นมาอีกดวง ในที่สุดก็ถูกห้อมล้อมด้วยตะเกียงวิญญาณทั้งหมดเก้าดวง และยังคงกระทำไปอย่างต่อเนื่อง!

ขณะที่เขาทำขั้นตอนนี้ต่อไป เปลวไฟที่อยู่รอบๆ ร่าง ไม่ได้ปกคลุมไปรอบตัวอีกต่อไป ทำให้กลุ่มฝูงชนที่ด้านล่างมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเขากำลังจุดตะเกียงวิญญาณของตนเองขึ้นมา

“เก้าตะเกียงวิญญาณ…มันจุดตะเกียงวิญญาณขึ้นมาแล้วเก้าดวง แต่สุดท้าย…มันจะจุดได้อีกกี่ดวงกันแน่!?!?”

“จำนวนตะเกียงวิญญาณที่สามารถจุดได้ขึ้นกับชีพจรเซียน ข้าไม่รู้ว่ามันเปิด

ชีพจรเซียนได้มากมายเท่าใดกัน ในตอนที่มันบรรลุกลายเป็นเซียน แต่เท่าที่เห็น มันอาจจะจุดได้ยี่สิบดวงเป็นอย่างน้อย!!”

กลุ่มคนทั้งสองฝ่ายในสนามรบกำลังแอบมองขึ้นไป และสังเกตเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้ ถึงแม้ว่านี่จะไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับกองกำลังทั้งสองที่พบเห็นใครบางคนทำการทะลวงผ่านในท่ามกลางการต่อสู้ แต่ก็เป็นครั้งแรกที่พวกมันมองเห็นใครบางคนกำลังเอาชนะทัณฑ์สวรรค์ในท่ามกลางการกวาดล้างตระกูล

“มันจุดตะเกียงวิญญาณขึ้นมาแล้ว…” เด็กชายคิดขณะที่ลอยตัวอยู่ที่นั่น แววตาเจ้าเล่ห์สาดประกายขึ้น และทันใดนั้นมันก็พุ่งฝ่าอากาศตรงไปยังจุดที่ห้าปรมาจารย์ตระกูลเมิ่งกำลังต่อสู้อยู่ โบกสะบัดมือออกไป ฉับพลันนั้นปรมาจารย์สายโลหิตที่เก้าก็กระอักโลหิตออกมา และถอยโซเซไปทางด้านหลัง

“ไม่ใช่ผู้นี้…?” เด็กชายคิด แค่นเสียงเย็นชา เห็นได้ชัดว่าเมิ่งฮ่าวไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ต่อการโจมตีไปยังปรมาจารย์สายโลหิตที่เก้าของมัน

เหตุผลที่เด็กชายมีความมั่นใจก็เนื่องมาจาก เวทแห่งเต๋าที่ไม่มีใครเหมือนของมัน ช่วยให้มันมองเห็นความจริงและสิ่งหลอกลวงในจิตใจคน นั่นคือธรรมชาติแห่งแก่นแท้ที่หก ซึ่งมันกำลังศึกษาอยู่ในตอนนี้ ถ้าสำเร็จมันก็จะกลายเป็นจักรพรรดิเต๋าหกแก่นแท้

ในฐานะที่เป็นจักรพรรดิเต๋าหกแก่นแท้ สามารถจะกล่าวได้ว่ามันต้องเป็นผู้ที่ไร้พ่ายอย่างแท้จริง!

สำหรับจุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ทั้งหมด จักรพรรดิเต๋าหกแก่นแท้คือข้อจำกัดสำหรับผู้ฝึกตน นานหลายปีมาแล้ว ที่ไม่มีใครจะสามารถทะลวงผ่านจากหกแก่นแท้ไปเจ็ดแก่นแท้ เพื่อกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ขั้นต้นได้!

นอกจากนั้น ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่ผู้ยิ่งใหญ่ขั้นต้น แต่ก็ยังคงเป็นผู้สูงสุดอย่างแท้จริง!

เมื่อมั่นใจว่าเมิ่งฮ่าวไม่ได้ถูกรบกวนโดยปรมาจารย์สายโลหิตที่เก้า เด็กชายก็ถูกบังคับให้ต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ ทันใดนั้นร่างมันก็แวบขึ้น พุ่งตรงไปยังปรมาจารย์ตระกูลเมิ่งคนต่อไป

แทบจะในช่วงเวลาเดียวกันนั้น เมิ่งฮ่าวที่ลอยตัวอยู่ด้านนอกท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว พื้นฐานฝึกตนระเบิดเป็นพลังพุ่งออกไป

ขณะที่จุดตะเกียงวิญญาณดวงที่สิบ จากนั้นก็ดวงที่สิบเอ็ด, สิบสองและสิบสาม…

พร้อมกับตะเกียงแต่ละดวงที่ปรากฏขึ้น ทำให้วิญญาณและพลังสายโลหิตของเขากระจายออกมามากขึ้น ถึงแม้ว่ามันกำลังกระเพื่อมออกมา แต่เมิ่งฮ่าวก็ไม่ได้อ่อนแอลงไป กลับทำให้พลังจากสายโลหิตและวิญญาณของเขา ฟื้นคืนมาตามธรรมชาติ!

ยิ่งไปกว่านั้นตะเกียงวิญญาณของเมิ่งฮ่าวกำลังกลืนกินพลังแห่งฟ้าดินที่อยู่รอบๆ บริเวณนั้นไปอย่างรวดเร็ว เท่าที่เห็นถ้าพวกมันบรรลุถึงจุดสูงสุด ก็คงจะแข็งแกร่งเท่ากับตัวเมิ่งฮ่าวเอง หรือบางทีอาจจะแข็งแกร่งกว่าด้วยซ้ำ

“นี่คืออาณาจักรโบราณ…?” เมิ่งฮ่าวสะท้านใจจากพลังและความน่ากลัวที่แท้จริงของอาณาจักรโบราณ ในอีตที่ผ่านมาเขาสังหารผู้ฝึกตนอาณาจักรโบราณไปราวกับว่าพวกมันเป็นมดแมลง แต่ตอนนี้ก็ต้องยอมรับว่าอาณาจักรโบราณ…คืออาณาจักรที่ผู้ฝึกตนจะต้องพบเจอกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง!

พร้อมกับตะเกียงวิญญาณแต่ละดวงที่ดับลงไปได้ คนผู้นั้นก็สามารถจะดูดกลืนวิญญาณและพลังสายโลหิตของตนเองกลับเข้าไป ทำให้มีพลังเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในแต่ละครั้ง

ถ้ามีตะเกียงวิญญาณสิบดวง ก็จะแข็งแกร่งขึ้นเป็นสิบเท่า ถ้ามียี่สิบดวง ก็จะแข็งแกร่งขึ้นยี่สิบเท่า!

เมิ่งฮ่าวหายใจเข้าลึกๆ และดวงตาก็สาดประกายขึ้นด้วยแสงแปลกๆ ถึงแม้เขาจะรู้ว่ายิ่งมีตะเกียงวิญญาณมากเท่าใด ก็จะยิ่งพบเจอกับอันตรายมากขึ้นเท่านั้น…แต่ก็ยังต้องการจะได้เพิ่มมากขึ้น

ตะเกียงวิญญาณแต่ละดวงที่เพิ่มขึ้นมา เป็นตัวแทนของพลังในอนาคต ถ้าเขาสามารถจะดับมันลงไปได้สำเร็จ

“โดยหลักการแล้ว ถ้าพื้นฐานฝึกตนในตอนนี้ของข้าถูกนับว่า ‘หนึ่ง’ ตะเกียงวิญญาณแต่ละดวงในตอนนี้ของข้าก็จะสามารถแข็งแกร่งขึ้นเท่ากับ ‘หนึ่ง’ นั้น สิ่งเดียวที่ข้าไม่รู้ก็คือว่า เมื่อไหร่ที่ข้าดูดซับตะเกียงวิญญาณดวงแรกเข้าไป ตะเกียงวิญญาณที่เหลือจะยังคงอยู่ในระดับเดียวกัน หรือสามารถจะทะลวงผ่านด้วยการดูดซับพลังจากฟ้าดินได้มากขึ้น และกลายเป็นสิ่งที่เทียบเท่ากับ ‘สอง’?”

“ถ้าความคิดหลังสุดเป็นจริง อาณาจักรโบราณก็คือ…เส้นแบ่งหลักอย่างแน่นอน!”

“ถึงแม้ว่าโดยหลักการแล้วผู้ฝึกตนในอาณาจักรนี้จะอยู่ในอาณาจักรเดียวกันทั้งหมด แต่ผู้อ่อนแอก็จะอ่อนแอกว่าผู้เข้มแข็งเป็นอย่างมาก ทั้งหมดนี้ขึ้นกับพื้นฐาน ในตอนที่จุดตะเกียงวิญญาณเหล่านั้น คือตอนที่จะเป็นตัวตัดสินความแข็งแกร่ง!”

“ถ้าก้าวเข้าไปในความอ่อนแอของอาณาจักรโบราณ สุดท้ายแล้วก็จะเป็นผู้ที่อ่อนแออยู่ดี!”

“ถ้าก้าวเข้าไปในความแข็งแกร่งของอาณาจักรโบราณ ในที่สุด…เงื่อนไขมากมายก็จะเติบโตขึ้นและระเบิดออก ทำให้มีความแข็งแกร่งจนถึงระดับที่น่ากลัว!”

“อาณาจักรโบราณ อา, อาณาจักรโบราณ…” ในที่สุดเมิ่งฮ่าวก็แหงนหน้าขึ้นและกู่ร้องออกมา ระเบิดเป็นพลังการฝึกตนออกไปมากขึ้นกว่าเดิม ทำให้ตะเกียงวิญญาณปรากฏขึ้นมาอีก จนกระทั่งมีทั้งหมด…สิบแปดดวง!

และเขาก็ยังไม่เสร็จสิ้น!

เวลาเดียวกันนั้น เด็กชายที่ด้านล่างก็พุ่งผ่านปรมาจารย์ทั้งห้าไปทีละคน ทำให้พวกมันได้รับบาดเจ็บอย่างสาหัส

เมื่อมันทำร้ายคนสุดท้ายไปแล้ว ก็ดูเหมือนว่าเมิ่งฮ่าวจะรู้สึกวิตกขึ้นมาเล็กน้อยในทันที แต่แก่นแท้ของเด็กชายก็บอกกับมันว่า เป็นแค่การเสแสร้งจากเมิ่งฮ่าวเท่านั้น

“เจ้าอาจจะไม่สนใจตระกูลเมิ่งทั้งหมด แต่ต้องมีใครบางคนในที่แห่งนี้ที่เจ้าต้องใส่ใจ” เด็กชายหัวเราะเสียงเย็นชา จากนั้นก็โบกสะบัดมือออกไป ทำให้หนึ่งในผู้ฝึกตนตระกูลเมิ่งลอยขึ้นไป จากนั้นมันก็คว้าจับไปบนศีรษะของคนผู้นั้น และเริ่มทำการควาญหาวิญญาณ

นั่นคือตอนที่เมิ่งฮ่าวจุดตะเกียงวิญญาณดวงที่สิบเก้า!

“ข้ายังคงจุดเพิ่มได้อีก!” ดวงตาเมิ่งฮ่าวกลายเป็นสีแดงก่ำ และกำลังสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างรุนแรง สิบเก้าตะเกียงวิญญาณบ่งบอกว่าพื้นฐานฝึกตนของเขาได้ระเบิดเป็นพลังออกไปจากศีรษะสิบเก้าครั้ง ทำให้แม้แต่เมิ่งฮ่าวก็ไม่สามารถจะไม่สนใจต่อความเจ็บปวดเช่นนั้นได้

“จุดขึ้นมาอีก!” เมิ่งฮ่าวแผดร้องคำรามออกมา ระเบิดพลังการฝึกตนออกไป ทำให้รู้สึกเจ็บปวดไปทั่วร่าง จากนั้นก็พุ่งตรงขึ้นไปยังส่วนศีรษะ เกิดเป็นเสียงกระหึ่มดังก้องขึ้น เมื่อเปลวไฟปรากฏขึ้นอีกครั้ง และกลายเป็น…ตะเกียงวิญญาณดวงที่ยี่สิบ!

ทันใดนั้นผู้ฝึกตนตระกูลเมิ่งที่กำลังถูกเด็กชายคว้าจับอยู่ ก็ส่งเสียงแผดร้องอย่างน่ากลัวออกมา โลหิตไหลซึมออกมาจากดวงตา, หู, จมูกและปาก จากนั้นร่างมันก็ระเบิดขึ้น สำหรับเด็กชาย แววตาแปลกๆ สาดประกายขึ้นในดวงตามัน

“ดูเหมือนว่าข้าจะนั่งเข้าฌานนานมากเกินไป ทำให้พลังทำลายล้างของข้าขึ้นสนิมไปแล้ว คาดไม่ถึงว่าต้องเสียเวลาไปมากมายเพื่อจะได้ข้อสรุปที่เรียบง่ายเช่นนี้” เด็กชายยิ้มน้อยๆ ออกมา จากนั้นก็พุ่งตรงไปยังไว่ผอพร้อมกับดวงตาที่สาดประกายเย็นชาขึ้นมาในทันที

Categories:
Siripak Rattanamane

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: Queen revenge Chapter 219
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 218
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 217
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: