I shall seal the heaven Chapter 1425

0 Comments

ตอนที่ 1425

หลัวเทียนหวาดกลัวเซียน

“นี่…” ถึงแม้ว่าตี้ลิ่วจื้อจุนไม่อาจจะมองเห็นได้อย่างแท้จริงว่ากำลังมีอะไรเกิดขึ้น แต่จากระดับพื้นฐานฝึกตนของมัน ก็สามารถจะตรวจจับและสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายเหล่านั้น ในตอนนี้ผู้ฝึกตนทั้งหมดที่อยู่ใกล้เมิ่งฮ่าวรู้สึกได้ว่ากลิ่นอายที่หนาวเย็นเหล่านั้น…คือการแสดงความจงรักภักดี!

ดวงตาของตี้ลิ่วจื้อจุนเบิกกว้างขึ้น ถึงแม้ว่ามันจะมีความแข็งแกร่งและพลังแห่งเจตจำนงที่เข้มแข็ง แต่ก็ยังคงสั่นสะท้านและหอบหายใจออกมา ตี้ปาจื้อจุนก็มีปฏิกิริยาเช่นเดียวกัน และจ้องมองไปรอบๆ ด้วยความไม่อยากจะเชื่อยังสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้

ผู้ยิ่งใหญ่คนอื่นๆ ทั้งหมดต่างก็มีปฏิกิริยาเช่นเดียวกัน แววตาสาดประกายขึ้นด้วยแสงแปลกๆ ขณะที่มองไปยังเมิ่งฮ่าว สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้ทำให้พวกมันต้องสั่นสะท้านมากไปกว่าตอนที่เมิ่งฮ่าวต่อสู้กับตี้ลิ่วจื้อจุนซะอีก

เจ้าสำนักสูดหายใจเข้าลึกๆ จ้องมองไปยังรอบๆ บริเวณนั้น และจากนั้นก็มองกลับมายังเมิ่งฮ่าว ทันใดนั้นมันมีความรู้สึกว่าการตัดสินใจทั้งหมดที่ตนเองได้กระทำต่อเมิ่งฮ่าว ทั้งก่อนหน้านี้และเมื่อครู่นี้ต่างก็ถูกต้องทั้งสิ้น!

“แม้แต่ตี้จิ่วจื้อจุนตัวจริงก็ยังไม่อาจจะทำได้เช่นนี้ นี่เป็นสิ่งที่เกินกว่าพลังของดวงตาเต๋า!” มันคิด ในตอนนี้เจ้าสำนักไม่สงสัยเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของเมิ่งฮ่าวแม้แต่น้อย เวลาเดียวกันนั้นก็ให้การยอมรับเขาโดยสิ้นเชิง

ตี้ลิ่วจื้อจุนเริ่มกล่าวขึ้นโดยไม่ทันได้คิดว่า “ถ้าเจ้าสามารถทำได้เช่นนี้มาก่อน ทำไมต้องรอจนกระทั่งถึงตอนนี้? เจ้า…” ผู้ยิ่งใหญ่คนอื่นๆ ที่อยู่ใกล้มัน เริ่มขยับตัวห่างออกไป และพยายามจะเว้นช่องว่างจากตัวมันให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ก่อนที่มันจะทันได้พูดจบ เมิ่งฮ่าวก็แค่นเสียงเย็นชาและกล่าวว่า “หุบปาก!”

เขาจ้องมองไปยังตี้ลิ่วจื้อจุน และถึงแม้ว่าคำพูดที่กล่าวออกมานี้จะไม่ได้เต็มไปด้วยพลังมากนัก แต่ก็มีความเย็นชาอย่างไร้ที่เปรียบ จิตใจตี้ลิ่วจื้อจุนหมุนคว้าง และกำลังจะกล่าวอะไรบางอย่างออกไป แต่สีหน้าของมันก็ต้องสลดลง และตี้ปาจื้อจุนที่อยู่ข้างกายมันก็สูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ

เกิดเป็นเสียงกระหึ่มดังก้องขึ้นมาพร้อมกับคำพูดของเมิ่งฮ่าว เมื่อจักรพรรดิมีโทสะ ขุนนางก็มีโทสะด้วยเช่นกัน ในทำนองเดียวกันนี้เหล่าภูตผีที่ห้อมล้อมอยู่รอบๆ บริเวณนั้น ก็ดูเหมือนว่าจะเงยหน้าขึ้นและแผดร้องด้วยโทสะออกมา ขณะที่พวกมันหันหน้ามองไปยังตี้ลิ่วจื้อจุน!

ถึงแม้ว่าตี้ลิ่วจื้อจุนจะมองไม่เห็น แต่กำลังรู้สึกได้อย่างรุนแรง จนทำให้ไม่อาจจะพูดออกมาได้ต่อไป โดยที่ไม่ต้องขบคิดใดๆ มันรีบถอยไปทางด้านหลังสองสามก้าวด้วยใบหน้าที่ซีดขาว ตอนนี้ความรู้สึกถึงวิกฤตอันร้ายแรงกำลังพุ่งขึ้นมาอยู่ในจิตใจ

มันรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าเมิ่งฮ่าวสามารถจะควบคุมความเป็นตายของตนเองได้ด้วยความคิดแค่แวบเดียวเท่านั้น

“เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้อย่างไร!?!? มัน…มันสามารถบังคับให้เหล่าภูตผีต้องมาแสดงความจงรักภักดี และสามารถจะควบคุมพวกมันได้เช่นกัน!?!? นี่…นี่เป็นไปไม่ได้!”

แม้ในขณะที่ตี้ลิ่วจื้อจุนกำลังสั่นสะท้านและหอบหายใจออกมา เจ้าสำนักก็ก้าวเดินตรงไปและมองมายังเมิ่งฮ่าว

“เหลาจิ่ว ลงโทษสถานเบาก็พอแล้ว พวกเราต่างก็เป็นพวกเดียวกันทั้งหมด ไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกันเอง”

หลังจากที่เงียบไปชั่วขณะ เมิ่งฮ่าวก็มองไปยังตี้ลิ่วจื้อจุนด้วยสายตาที่เย็นชา

“ต่อไปจงหุบปากเมื่อข้าพูด มิเช่นนั้นข้าจะหาคนมาแทนที่เจ้าในฐานะของ

ตี้ลิ่วจื้อจุน!”

ใบหน้าตี้ลิ่วจื้อจุนซีดขาวไร้สีเลือด และถึงแม้ว่าแววตาจะเต็มไปด้วยความเกลียดชังอย่างชั่วร้าย แต่ก็ไม่พูดจาตอบโต้กลับไป อย่างไรก็ตามรังสีสังหารที่อยู่ภายในร่างมันก็ยิ่งมีความเข้มข้นมากขึ้นกว่าเดิม

“ยังมีเจ้า!” เมิ่งฮ่าวกล่าว หันหน้ามองไปยังตี้ปาจื้อจุน

ตี้ปาจื้อจุนสูดหายใจเข้าลึกๆ ฝืนยิ้มออกมา ประสานมือและโค้งตัวลง ไม่พูดจาใดๆ ออกมาแม้แต่คำเดียว

เมื่อได้เห็นปฏิกิริยาเช่นนั้นก็ทำให้เมิ่งฮ่าวต้องขมวดคิ้ว ความหมายของคำพูดที่เขาเพิ่งจะกล่าวไปชัดเจนยิ่ง และความก้าวร้าวก่อนหน้านี้ของตี้ลิ่วจื้อจุนที่จู่ๆ ก็มีการแสดงออกเช่นนี้ เป็นสิ่งที่บ่งบอกได้อย่างแจ่มชัด

“ท่าทีดุร้ายต่อข้าเช่นนี้ และไม่ยอมพูดจาตอบโต้ใดๆ เป็นการบ่งบอกว่าต้องมีใครบางคนอยู่เบื้องหลัง ซึ่งมีพลังที่สูงเกินกว่าพวกมัน แต่เป็นใครกัน…?” เมิ่งฮ่าวคิดย้อนกลับไปยังทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ และนึกย้อนไปว่าชางหมางพ่ายมีผู้แข็งแกร่งที่อยู่ในขั้นสูงสุดของระดับเก้าแก่นแท้ทั้งหมดสี่คน เจ้าสำนักเป็นหนึ่งในนั้น แต่ก็ยังมีอีกสามคนนอกจากตนเอง

หนึ่งในพวกมันคือชายชราที่มีเสียงแหบแห้ง ซึ่งเคยพูดกับเขาในตอนที่นั่งเข้าฌาณตามลำพัง สำหรับอีกสองคน เมิ่งฮ่าวไม่เคยพบเห็นพวกมันมาก่อน

ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกายขึ้น จากนั้นสีหน้าก็กลับเป็นปกติเหมือนเดิม มองไปรอบๆ ยังกลุ่มภูตผีและโบกสะบัดมือ ทดลองส่งกระแสแห่งเจตจำนงออกไป ทันใดนั้นกลุ่มภูตผีที่เบื้องหน้าก็แยกออกจากกัน เผยให้เห็นถึงเส้นทางสายหนึ่ง!

เมิ่งฮ่าวสามารถจะบอกได้ว่าเส้นทางนี้…เป็นเส้นทางเดียวกับที่ตนเองเห็นมาก่อนหน้านี้ ซึ่งไร้ภูตผีใดๆ แม้แต่น้อย!

เขาเดินนำกลุ่มคนทั้งหมดไปโดยไม่ลังเล เจ้าสำนักเดินตามมาอยู่ทางด้านหลัง และผู้ยิ่งใหญ่คนอื่นๆ ก็เดินตามไปหลังจากนั้น คนทั้งหมดเดินต่อไปประมาณครึ่งวัน ตลอดช่วงเวลานั้นยังเดินได้ระยะทางมากกว่าที่เจ้าสำนักเคยนำมาทั้งสองวันซะอีก และเป็นช่วงเวลาสองวันที่เต็มไปด้วยอันตรายอันร้ายแรง

ในที่สุดกลุ่มคนทั้งหมดก็เดินมาจนสุดทาง ดินแดนอันกว้างใหญ่แผ่กระจายออกไปที่เบื้องหน้าอย่างน่าตกใจยิ่ง เต็มไปด้วยเศษซากปรักหักพังและความเงียบอย่างน่ากลัว

ไร้สิ่งมีชีวิตใดๆ ทุกสิ่งทุกอย่างเงียบกริบราวกับป่าช้า

กลุ่มภูตผียังคงเฝ้าติดตามเมิ่งฮ่าวมาด้วยเช่นกัน แต่เมื่อมาถึงสถานที่แห่งนี้พวกมันก็หยุดลงและมองออกไปยังที่ห่างไกล เห็นได้ชัดว่าไม่มีใครยินดีที่จะผ่านเข้ามาในดินแดนอันกว้างใหญ่แห่งนี้

เมิ่งฮ่าวหันหลังกลับไปมองยังพวกมัน แต่ตอนนี้ดวงตาเต๋าได้ปิดลงไปแล้ว แต่ก็ยังคงรู้สึกได้ถึงการคงอยู่ของพวกมัน ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้เมิ่งฮ่าวเกิดความรู้สึกแปลกๆ ว่าตะเกียงสัมฤทธิ์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของตนเองไปแล้วในตอนนี้ กำลังรู้สึกเสียใจอยู่

“พวกมันต้องโขกศีรษะให้กับเจ้าของตะเกียงสัมฤทธิ์คนเดิมเป็นแน่…ตอนนี้เมื่อคิดไปแล้วบางทีตะเกียงสัมฤทธิ์อาจจะเคยเป็นของ…ปรมาจารย์ชางหมางมาก่อน” หลังจากนั้นชั่วขณะ เมิ่งฮ่าวก็ประสานมือและโค้งตัวลงต่ำให้กับกลุ่มภูตผี

ผู้ยิ่งใหญ่คนอื่นๆ มองเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้ และความคิดที่แตกต่างกันออกไปก็พุ่งขึ้นมาอยู่ในจิตใจของแต่ละคน

ระหว่างจุดสิ้นสุดของเส้นทางและดินแดนอันกว้างใหญ่เป็นสะพานแห่งหนึ่ง กำลังแกว่งตัวไปมาอยู่ในท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว

ฟากหนึ่งเชื่อมต่ออยู่กับดินแดนอันกว้างใหญ่ และอีกฟากเชื่อมต่อกับอุกกาบาตขนาดใหญ่ ซึ่งหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหวอยู่ภายในท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว

สายลมอันหนาวเย็นพัดพาเอากลิ่นที่เน่าเปื่อยผุพังมาด้วย ยากที่จะบอกได้ว่ากลิ่นเหล่านั้นมาจากไหนหรือว่ากำลังจะไปยังที่แห่งใด ราวกับว่ามันได้คงอยู่มาตราบชั่วนิรันดร์ และเป็นเหตุผลที่ทำให้สะพานแห่งนี้ต้องแกว่งไหวไปมา ให้ความรู้สึกที่แปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่ง

เมิ่งฮ่าวยืนอยู่ตรงเบื้องหน้าสะพานชั่วขณะ และจากนั้นก็หันหน้าไปมองยังเจ้าสำนักที่ห่างไกลออกไปด้านหลังเป็นซูอี้และซินเยี่ย ซึ่งคอยระมัดระวังตัวอย่างเต็มที่ แม้แต่พวกนางก็ยังรู้สึกได้ว่าสะพานแห่งนี้ประกอบไปด้วยกลิ่นอายที่แปลกประหลาด ทำให้รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา

“พวกเรากลับมายังสะพานแห่งนี้อีกครั้งแล้ว…พวกเราเคยเห็นสะพานเดียวกันนี้เมื่อสองครั้งก่อน นี่เป็นครั้งที่สามแล้ว…” เจ้าสำนักกล่าวขึ้น

“เมื่อสองครั้งก่อน พวกเราเดินมาจากเส้นทางอื่น ซึ่งมีอันตรายมากกว่านี้” เจ้าสำนักมองไปยังสะพานด้วยความตื่นเต้นและมุ่งมั่น

“สองครั้งก่อนพวกเราพยายามจะข้ามมัน แต่ก็ถูกขัดขวางอยู่กลางทาง ครั้งล่าสุดพวกเราไปได้แค่เจ็ดในสิบส่วนของเส้นทางทั้งหมด ผู้ใต้บังคับบัญชามากมายต้องตายไป รวมทั้งร่างจำแลงส่วนใหญ่ที่พวกเราสร้างขึ้นมา”

“เหลาจิ่ว เหตุผลทั้งหมดที่พวกเราขอให้เจ้ามายังที่แห่งนี้ก็เนื่องมาจากดวงตาเต๋าของเจ้า…ช่วยใช้มันมองไปยังสะพาน และเจ้าก็จะเข้าใจเอง”

ดวงตาเมิ่งฮ่าวแวบประกายขึ้นด้วยความเด็ดเดี่ยว เปิดดวงตาที่สามซึ่งอยู่บนหน้าผากออกมา

ทันใดนั้นโลกที่เบื้องหน้าก็เปลี่ยนไป สะพานยังคงเป็นสะพาน แต่ตรงอีกฝั่งของมันซึ่งเป็นดินแดนอันกว้างใหญ่กลับเต็มไปด้วยผู้ฝึกตน

มีอาคารบ้านเรือน และผู้ฝึกตนอยู่นับไม่ถ้วน…

ตอนนี้เงาร่างที่เมิ่งฮ่าวมองเห็นอยู่บนดินแดนอันกว้างใหญ่ที่เก้าซึ่งอยู่ห่างออกไปไกลเริ่มมองเห็นได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น เป็นบุรุษผู้หนึ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์ขนาดใหญ่ กำลังมองตรงมายังเมิ่งฮ่าว และเสียงของมันก็ได้ยินชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม

“หลัวเทียน (สวรรค์ทั้งปวง)…หวาดกลัวเซียน…”

“…ไม่ต้องการให้เซียนปรากฏขึ้น…ต้องการให้อสูรมาถึง…”

“ความแปรปรวนของอสูรก็เหมือนกับการเปลี่ยนแปลงของสวรรค์…”

“การปรากฏขึ้นมาของอสูรต้องการความโศกเศร้าเสียใจ…ถ้าเจ้าตายไป ทุกสิ่งทุกอย่างก็จบลง…”

เมิ่งฮ่าวสั่นสะท้านอยู่ภายในใจด้วยเสียงที่ตนเองสามารถจะได้ยินเพียงคนเดียว และเมื่อคำว่า ‘อสูร’ ถูกเปล่งออกมา จิตใจเมิ่งฮ่าวก็หมุนคว้าง

ชั่วขณะต่อมาดวงตาก็สาดประกายขึ้น ละสายตากลับมาจากเงาร่างที่เลือนรางนั้น ไปจ้องมองยังสะพาน อย่างน่าตกใจยิ่งเขามองเห็นกลุ่มโลหิตนับไม่ถ้วนก่อตัวขึ้นมาจนมีรูปร่างเป็นสะพานที่มีโลหิตไหลหยดหยาดลงมา ช่างเป็นภาพที่น่าตกใจยิ่งนัก

เมิ่งฮ่าวมองเห็นแขนนับไม่ถ้วนยืดยาวออกไป ทำการขยับร่ายเวทเป็นระยะ ทำให้สะพานเต็มไปด้วยความผันผวนของเวทป้องกัน บ้างก็แข็งแกร่ง บ้างก็อ่อนแอ

ที่ปกคลุมสะพานอยู่เป็นกลุ่มหมอกสีโลหิต มีดวงตากระพริบไปมาจากภายในกลุ่มหมอกอยู่เป็นระยะ ดวงตาเหล่านั้นจ้องมองมายังเมิ่งฮ่าวและคนที่เหลือทั้งหมดด้วยความละโมบ

ที่น่าตกใจมากที่สุดก็คือว่า ตรงด้านล่างสะพานไม่ใช่ความว่างเปล่าแต่เป็นหุบเหว ตรงด้านล่างภายในหุบเหวนั้นคือยักษ์สามหัว ซึ่งตอนนี้กำลังปีนขึ้นมาจากส่วนลึกตรงด้านล่าง แผดร้องคำรามออกมาด้วยโทสะเป็นระยะ และเสียงคำรามนั้นก็กลายเป็นสายลมอันปั่นป่วนจนทำให้สะพานส่ายไหวไปมาอยู่ตลอดเวลา

แทบจะในทันทีที่เมิ่งฮ่าวมองเห็นยักษ์สามหัว ศีรษะทั้งสามของมันก็แหงนมองขึ้นมา และสายตาทั้งหกข้างก็จ้องนิ่งมายังเมิ่งฮ่าว เมื่อสบสายตากัน เมิ่งฮ่าวรู้สึกราวกับว่าจิตใจกำลังหมุนคว้าง รับรู้ได้ถึงพลังสะกดข่มที่ม้วนกวาดมาทั่วร่าง

ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกายขึ้นด้วยแสงอันเย็นชาและแค่นเสียงออกมา กระทืบเท้าส่งสัมผัสศักดิ์สิทธิ์บดขยี้ลงไป สะพานสั่นสะท้านไปทั่ว และยักษ์สามหัวก็แผดร้องคำรามออกมาด้วยโทสะ ซึ่งมีแต่เมิ่งฮ่าวเท่านั้นที่ได้ยินก่อนที่จะละสายตากลับมา

“สะพานแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาจากเลือดเนื้อ ถูกปกคลุมด้วยกลุ่มหมอก และตรงด้านล่างมียักษ์สามหัวอยู่ตนหนึ่ง กำลังมองดูพวกเราราวกับเป็นพยัคฆ์เพ่งมองเหยื่อ” เมื่อคำพูดหลุดออกมาจากปากเมิ่งฮ่าว กลุ่มคนที่ด้านหลังก็มีสีหน้าเคร่งเครียดเป็นอย่างยิ่ง

เจ้าสำนักพยักหน้าและกล่าวว่า “สะพานนี้คือหนทางเดียวที่จะนำไปสู่ดินแดนอันกว้างใหญ่แห่งแรก เมื่อไหร่ที่เริ่มเดินไปก็จะมีโอกาสไปยังอีกฝั่งได้ แต่ถ้าทำเช่นนั้นและยังคงอยู่ห่างไกลมากเกินไป ก็จะต้องตายไปอย่างแน่นอน”

“มีเวทป้องกันอยู่บนสะพาน ถ้าเดินพลาดไปก็จะถูกทำลายล้างตราบชั่วนิรันดร์ ผิดพลาดแค่ก้าวเดียวอาจจะไม่เป็นไร แต่ถ้าพลาดไปหลายก้าวจนรวมกันมากขึ้นเรื่อยๆ ระดับพลังของเวทป้องกันก็จะเพิ่มมากขึ้นจนระเบิดออกมาได้ในทุกจุด ถ้าเกิดขึ้นเช่นนั้นพวกเราก็ไม่มีทางจะไปถึงดินแดนอันกว้างใหญ่นั้นได้”

“นั่นคือเหตุผลที่พวกเราจำเป็นต้องมีดวงตาเต๋าของเจ้า, เหลาจิ่ว เพื่อที่จะมองทะลุไปยังสิ่งทั้งหมดที่หลบซ่อนอยู่ในความว่างเปล่า ช่วยชี้ทางที่จะหลีกเลี่ยงเวทป้องกันอันแข็งแกร่ง ในตำแหน่งที่พวกเราจำเป็นต้องผ่านไป โปรดช่วยพวกเราเลือกเส้นทางที่อันตรายน้อยที่สุดด้วย” จากนั้นเจ้าสำนักก็ประสานมือและโค้งตัวลงต่ำให้กับเมิ่งฮ่าว

“ทุกสิ่งทุกอย่างขอพึ่งพาสหายเต๋าท่านแล้ว ถ้าทำได้สำเร็จ เหล่าฟูขอรับรองว่าท่านจะได้รับความรู้แจ้งแห่งจุดสูงสุดอย่างแน่นอน”

Categories:
siripak

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: หงส์คืนแค้น เล่ม 24
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 240
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 239
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: