Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 171

I Shall Seal The Heaven Chapter 171

ตอนที่ 171

เซี่ยเยาเต้าจื่อ

ซ่างหลัวส่งเสียงแค่นอย่างหยิ่งผยองออกมา เพื่อเป็นคำตอบให้กับฉือลั่วตี ฉือลั่วตีดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความคึกคัก ขณะที่มันจ้องไปยังเมิ่งฮ่าวซึ่งกำลังใกล้เข้ามา ดวงตาของมันมีแต่ความเหี้ยมโหดอันเข้มข้น

“วันนี้, ฉือลั่วตีจะช่วยให้เจ้าเข้าใจว่า เมื่อเจ้าไปช่วยใครบางคนที่ไม่ควรช่วย, เจ้าทำให้ข้ามีโทสะมากมายเพียงใด!” มันพูดขึ้นมา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง “และข้าก็จะช่วยให้เจ้าเข้าใจถึงสิ่งที่ผู้ฝึกตนพ่อมดหวาดกลัวมากที่สุด!”

สมาชิกตระกูลเซี่ยวทั้งหมดต่างก็มีใบหน้าซีดขาว เซี่ยวฉางเอินหัวเราะด้วยความขมขื่นออกมา รู้ดีว่าไม่อาจจะยกเลิกสิ่งที่มันได้ทำลงไป มันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และเดินตรงไปข้างหน้า พลังฝึกตนของมันระเบิดออกมา มันเป็นพลังของขั้นกลางพื้นฐานลมปราณ แต่ดูเหมือนจะค่อนข้างอ่อนแอ มันกำลังก้าวไปถึงจุดจบของชีวิตอันยาวนานของมัน ดังนั้นเส้นลมปราณของมันจึงได้เหือดแห้งไปนานแล้ว ด้วยความพยายาม มันก็สามารถแสดงพลังของขั้นกลางพื้นฐานลมปราณออกมา แต่การกระทำเช่นนี้ ก็จะทำให้พลังชีวิตของมันลดน้อยลงไปอย่างแท้จริง

“เรื่องราวในวันนี้ เป็นเรื่องของตระกูลเซี่ยว ไม่เกี่ยวข้องกับคนภายนอก” มันกล่าว ตลอดทั้งร่างของมันดูเหมือนจะสูงขึ้น “บุคคลผู้นี้ไม่ได้ถูกเชิญมาที่นี่โดยตระกูลเซี่ยว มันเพียงแค่ผ่านทางมา ถ้าการหายไปของตระกูลเซี่ยวเป็นความต้องการของสวรรค์ ก็เอาทะเลสาบลมปราณไป! แต่ถ้าเจ้าต้องการจะนำคนในตระกูลของข้าไป เจ้าก็ต้องปฏิบัติต่อพวกมันด้วยดี มิเช่นนั้น ข้าจะให้เจ้าจ่ายค่าตอบแทน แม้ข้าจะต้องตายไป!” คำพูดของมันดังออกไปด้วยพลังอันยิ่งใหญ่ ทำให้ฉือลั่วตีต้องขมวดคิ้วขึ้น

สำหรับคนแคระซ่างหลัว มันเพียงหัวเราะเสียงแหลมเล็กออกมา

เมิ่งฮ่าวมองไปยังเซี่ยวฉางเอิน และทันใดนั้น ความรู้สึกของเขาที่มีต่อคนผู้นี้ก็เปลี่ยนไป เขาพยักหน้า และจากนั้นก็พูดเสียงราบเรียบออกมา “สหายเต๋าเซี่ยว, ท่านมิใช่มอบทะเลสาบนี้ให้ข้าเป็นของกำนัล? เมื่อเป็นเช่นนั้น มันก็เป็นของข้า มีใครในที่นี้กล้าที่จะเอามันไป!?” เถาวัลย์ที่อยู่ด้านหน้าเขา พุ่งตรงไปยังซ่างหลัวและฉือลั่วตี

ซ่างหลัวส่งเสียงหัวเราะเสียดแทงแก้วหูออกมา ซึ่งเต็มไปด้วยการดูถูกและเหยียดหยาม มันพลิกแขนเสื้อที่กว้างใหญ่ของมันขึ้น และศิลาตราประทับสีดำที่อยู่ด้านในก็ลอยออกมา มันขยายขนาดใหญ่ขึ้น ขณะที่พุ่งออกมา กระจายพลังกดดันอันแข็งแกร่ง ทำให้เส้นเถาวัลย์ทั้งหมดหยุดอยู่กับที่ มีเพียงลำต้นหลักของเถาวัลย์ที่ยังคงมุ่งหน้าต่อไป พร้อมเสียงกุ่ร้องแหลมเล็ก

ซ่างหลัวส่งเสียงหัวเราะแสบแก้วหูออกมา ขณะที่มันก้าวเท้าไปข้างหน้า มันยกแขนขวาขึ้นมา เผยให้เห็นมือที่เล็กกว่าคนปกติทั่วไปมากนัก มันโบกมือตรงไปยังลำต้นหลักของเถาวัลย์ที่กำลังใกล้เข้ามา สายลมสีดำกระจายออกไป และส่งเสียงร้องแหลมเล็กตรงไปยังเถาวัลย์

ในเวลาเดียวกันนั้น เสียงหัวเราะของฉือลั่วตีก็ดังออกไปทั่ว ร่างของมันแวบขึ้น ขณะที่พุ่งตรงไปยังเมิ่งฮ่าว ดวงตาของมันส่องประกายด้วยรังสีสังหารอันดุร้าย ทันทีที่มันขยับตัว เซี่ยวฉางเอินก็กระโจนออกไปขวางทางมันไว้ในทันที ฉือลั่วตีมีสีหน้าดูถูก มันโบกสะบัดชายแขนเสื้อ เสียงกระหึ่มก็ดังเต็มอยู่ในอากาศ และเซี่ยวฉางเอินก็ถูกผลักกลับไป

“ข้าจะยังไม่สังหารเจ้าในตอนนี้” มันหัวเราะ “พวกเราจะได้เกี่ยวโยงกันด้วยการแต่งงานในไม่ช้านี้แล้ว และยังมีสุราแต่งงานที่ต้องดื่มรออยู่” มันพุ่งตรงมายังเมิ่งฮ่าว “และตอนนี้ ข้าจะช่วยให้เจ้าเข้าใจถึงสิ่งที่ผู้ฝึกตนพ่อมดเกรงกลัวกันมากที่สุด ก็คือการถูกตัดศีรษะ!” มันหัวเราะด้วยความอหังการ

ในทางตรงข้าม ใบหน้าเมิ่งฮ่าวยังคงเหมือนเช่นเคย ไม่ได้เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย ขณะที่เขาปล่อยให้ฉือลั่วตีใกล้เข้ามา

เมื่อฉือลั่วตีเข้ามาห่างประมาณสามจ้าง ดวงตาเมิ่งฮ่าว ทันใดนั้น ก็เปล่งแสงอันเย็นเยียบออกมา เขาไม่ถอยหนี แต่ขยับเข้าไปแทน และทันใดนั้น ก็ปรากฎขึ้นในเส้นทางของฉือลั่วตี เขายกมือขึ้น และทะเลเปลวไฟก็ปรากฎขึ้น ตามมาด้วยเสียงกระหึ่มกึกก้อง ของมังกรเปลวไฟที่ยาวหนึ่งร้อยจ้าง

เมื่อมังกรเปลวไฟปรากฎขึ้น สีหน้าของฉือลั่วตี ทันใดนั้น ก็เปลี่ยนไป กลายเป็นความไม่อยากจะเชื่ออย่างสิ้นเชิง

“นั่น…นั่น…” มันเกือบจะเป็นว่า มันไม่กล้าที่จะเชื่อในสิ่งที่มันได้เห็น แต่มันก็ยังรู้สึกได้ถึงแรงกดดัน ที่กระจายออกมาจากมังกรเปลวไฟ ซึ่งเป็นพลังที่เกินกว่าขั้นสูงสุดของพื้นฐานลมปราณ

ความรู้สึกในอันตรายที่ถึงแก่ชีวิต กระจายเต็มไปทั่วร่างของมัน เสียงหึ่งๆ เต็มอยู่ในศีรษะของมัน ราวกับว่าร่างของมันกำลังปะทะเข้ากับสายฟ้านับไม่ถ้วน ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อต่อไป

“ขั้นสุดท้ายพื้นฐานลมปราณ!!” ร่างของมันเริ่มสั่นสะท้าน และความหวาดกลัวอันเข้มข้นกระจายออกมาจากดวงตา มันจะคาดคิดได้อย่างไรว่าบุรุษหนุ่มที่อยู่ในขั้นต้นพื้นฐานลมปราณ จะสามารถเปล่งพลังของขั้นสุดท้ายพื้นฐานลมปราณออกมาได้? สำหรับสิ่งที่มันเรียกว่าตัดศีรษะ บุคคลที่มันคิดว่าจะสามารถสังหารได้อย่างง่ายดาย ทันใดนั้น ก็กลายร่างเป็นอสูรที่โหดร้าย ซึ่งสามารถสังหารมันได้นับร้อยนับพันครั้งได้อย่างง่ายดาย!

ไม่เพียงมันเท่านั้นที่ตกใจ เซี่ยวฉางเอินก็ปากอ้าตาค้าง จ้องมองมาด้วยหน้าตาเหวอหวา มันไม่รู้ว่าจะต้องแสดงปฏิกิริยาใด ได้อย่างแท้จริงในสิ่งที่มันได้เห็น จิตใจของมันเต็มไปด้วยเสียงหึ่งๆ และจากนั้นดวงตาของมันก็เต็มไปด้วยความยินดีอย่างที่สุด

เมื่อมังกรเปลวไฟปรากฎขึ้น เถาวัลย์ซึ่งถูกสะกดข่มโดยคนแคระซ่างหลัว ทันใดนั้น ก็สั่นสะท้าน และยกตัวขึ้นมา ภายในเสื้อยาวสีดำ สองตาส่องประกายความตกใจออกมา

ทั้งหมดนี้ใช้เวลาในการอธิบาย แต่จริงๆ แล้วเกิดขึ้นในทันที แม้ในขณะที่เสียงของฉือลั่วตีจะได้ยินมา มันก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงร้องที่น่าตกใจจนโลหิตต้องแข็งตัว ปกคลุมไปทั่วพื้นที่บริเวณนั้น มังกรเปลวไฟยาวหนึ่งร้อยจ้างกระแทกไปที่มัน เปลี่ยนร่างของมันให้กลายเป็นเถ้าถ่านในทันที ลอยออกไปในอากาศ มีเพียงเสียงแผดร้องของมันที่ยังอยู่เบื้องหลัง ดังก้องไปทั่วในอากาศ

ถุงสมบัติของมันลอยเข้าไปในมือของเมิ่งฮ่าว

ขณะที่ภาพเหล่านี้ปรากฎขึ้นที่เบื้องหน้าของทุกคน เซี่ยวฉางเอินก็มีสีหน้าตื่นเต้นขึ้น ด้านข้างมัน เซี่ยวฉ่ายเฟิ่งจ้องไปยังเมิ่งฮ่าว ดวงตาของนางเต็มไปด้วยประกายแปลกๆ

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนในตระกูลเซี่ยวที่เหลือ ซึ่งจ้องไปยังเมิ่งฮ่าวด้วยความตื่นเต้น

สีหน้าซ่างหลัวน่าเกลียดมากขึ้น เมื่อได้เห็นการตายของฉือลั่วตี ตอนนี้จิตใจของมันกำลังเต้นระรัว มันเป็นคนที่มีความระวังตัวอยู่เสมอ ดังนั้นมันจึงล่าถอยไปในทันที มันอยู่ในขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณ แต่มันก็ไม่ใช่คนที่ชอบเสี่ยง ร่างของมันแวบไป ขณะที่พยายามจะหลบหนี ในความคิด ศัตรูของมันก็ต้องมีความเกรงกลัวอยู่บ้าง และคงไม่ไล่ติดตามมา

ถ้าศัตรูไม่ไล่ตามมา ก็แสดงว่า มันต้องคิดว่าตัวเองด้อยกว่า ในกรณีนี้ ซ่างหลัวก็จะรีบกลับไปโจมตีเพื่อสังหารมันในทันที นี่เป็นกลยุทธ์ที่มันมักจะใช้อยู่บ่อยๆ และได้ฝึกฝนจนกระทั่งเชียวชาญเป็นอย่างยิ่ง แต่ทันทีที่มันเริ่มบินออกไป เมิ่งฮ่าวก็แค่นเสียงเย็นชาอยู่ในลำคอ และจากนั้นก็กระโจนขึ้นไปในอากาศ กลายเป็นลำแสงพุ่งตามซ่างหลัวไป

เมื่อได้เห็นเช่นนี้ ใบหน้าซ่างหลัวก็หมองคล้ำลงในทันที

“ความจริงที่ว่า มันกำลังไล่ตามข้า พิสูจน์ได้ว่า มันคิดว่าจะสามารถสังหารข้าได้ นี่ไม่ถูกต้อง!” จิตใจของมันสั่นสะท้าน ขณะที่มันพุ่งตรงไป มันโบกสะบัดมือขวา เกิดเป็นศิลาตราประทับสีดำ ส่งเสียงหึ่งๆ ออกมา ขณะที่มันพุ่งตรงไปยังเมิ่งฮ่าว

เมิ่งฮ่าวสามารถต่อสู้กับผู้ฝึกตนขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณ ซึ่งมีเสาแห่งเต๋าเก้าต้น ถึงแม้เขาจะไม่อาจทำได้อย่างง่ายดายก็ตาม แต่สำหรับซ่างหลัว ผู้ซึ่งมีเสาแห่งเต๋าเพียงแค่เจ็ดต้น เมิ่งฮ่าวก็สามารถจัดการมันได้อย่างง่ายดาย มือขวาของเขาขยับร่ายเวทอาคม และกระบี่ไม้สองเล่มก็ปรากฎขึ้น เล่มหนึ่งพุ่งตรงไปยังศิลาตราประทับสีดำ อีกเล่มกลายเป็นลำแสงพุ่งไล่ตามซ่างหลัวไป

เสียงระเบิดดังอยู่ในอากาศ ขณะที่ศิลาตราประทับสีดำแตกสลายกลายเป็นชิ้นๆ ซ่างหลัวส่งเสียงกู่ร้องด้วยโทสะออกมา มันมองไปยังกระบี่ไม้ที่ใกล้เข้ามา และร่างของมันก็สั่นสะท้าน มันรีบใช้นิ้วคีบไปที่แผ่นหยก และจากนั้นก็ขยับร่ายเวทอาคมด้วยมือทั้งสองข้าง หลังจากนั้น มันก็โบกสะบัดนิ้วชี้ที่มือขวาในอากาศตรงหน้ามัน

ขณะที่มันทำเช่นนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆ ตัวมัน ดูเหมือนจะเริ่มมืดสลัวลง ราวกับว่านิ้วของมันกำลังดูดกลืนพลังแปลกๆ ที่อยู่รอบตัวมันเข้าไป ร่างของมันเริ่มเต็มไปด้วยหนาม ส่งกลิ่นอายที่น่ารำคาญออกมา ทำให้เมิ่งฮ่าวต้องขมวดคิ้วขึ้น

ครั้งแรกที่เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คล้ายคลึงกันนี้ เป็นตอนที่เขาอยู่ในสำนักชิงหลัว แต่ถึงอย่างไร กลิ่นอายของซ่างหลัวก็อ่อนแอยิ่ง ราวกับหิ่งห้อยเมื่อไปเปรียบเทียบกับแสงจันทร์ จริงๆ แล้ว เมื่อเขาคิดถึงมันในตอนนี้ เขาก็รู้สึกเหมือนกับปฏิกิริยาตอบสนองเมื่อเขาอยู่ในถ้ำของหุบเขา

เสียงระเบิดดังขึ้นอีกครั้ง ขณะที่กระบี่ไม้เริ่มส่งเสียงแหลมเล็กขณะที่หยุดอยู่กลางอากาศ สายลมพัดชุดยาวของคนแคระให้พริ้วไปยังด้านหลัง เผยให้เห็นใบหน้าที่มีแผลเป็นอันน่าเกลียด และดวงตาแปลกๆ สองดวง ที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวออกมา หยดเหงื่อไหลลงมาจากใบหน้าของมัน

“สหายเต๋า เรามาพูดกันก่อน” ซ่างหลัวพูดด้วยเสียงกังวล มันรู้ดีว่าต่อให้มันใช้พลังทั้งหมดออกไป ก็ยังคงไม่มีผลกระทบกับศัตรูของมันเท่าไหร่นัก

ความแตกต่างกันของทั้งสอง เห็นได้ชัดเจนในตอนนี้!

เมิ่งฮ่าวใช้เวลาชั่วครู่เพื่อสัมผัสถึงกลิ่นอายที่กระจายออกมาจากคนแคระ จิตใจของเขาเต้นรัว เขาได้คาดเดาถึงกลิ่นอายนี้มาก่อน และตอนนี้เขาก็ได้เห็นมันอีกครั้งหนึ่ง เขายกมือขึ้น และยื่นนิ้วออกไป

“ผนึกอสูร, เวทรุ่นแปด!”

ขณะที่นิ้วของเขาตกลงไป ทุกสิ่งทุกอย่างก็เริ่มมืดสลัวลง ซ่างหลัวทันใดนั้นก็เริ่มสั่นสะท้าน และดวงตาของมันก็ส่องประกายประหลาดใจออกมา มันรู้สึกได้ถึงปราณของสวรรค์และปฐพีกำลังเปลี่ยนไป ทันใดนั้น พลังฝึกตนของมันก็ถูกสะกดไว้ เสียงหวีดหวิวได้ยินมา ขณะที่กระบี่ไม้ที่เบื้องหน้ามัน พุ่งตรงมา เพียงชั่วพริบตา ก็จะแทงเข้าไปในศีรษะของมัน

ดวงตาของมันเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง แต่ในช่วงเวลานั้น เมิ่งฮ่าวก็โบกสะบัดแขนเสื้อ กระบี่ไม้ แทนที่จะพุ่งทะลุศีรษะมันออกไป ก็หมุนคว้างลง และจากนั้นก็นำตัวซ่างหลัว พุ่งกลับมายังเมิ่งฮ่าว เมิ่งฮ่าวยื่นมือออกไป คว้าจับไปที่ลำคอของซ่างหลัว

ในตอนนี้เองที่พลังฝึกตนของซ่างหลัวกลับคืนมา และมันก็สามารถขยับร่างได้อีกครั้ง ใบหน้าของมันซีดขาว ดวงตาของมันเต็มไปด้วยหวาดกลัว มันไม่กล้าจะขยับตัวไปแม้แต่น้อย มือที่จับลงไปบนลำคอของมัน ให้ความรู้สึกถึงความตายออกมา ซึ่งทำให้จิตใจมันเต้นรัว อันที่จริง การอยู่ใกล้ชิดกับเมิ่งฮ่าวเช่นนี้ ทำให้มันสั่นสะท้านไปทั้งร่าง

ความรู้สึกที่เกิดจากรังสีที่แผ่พุ่งออกมาจากเมิ่งฮ่าว ทำให้หัวใจมันแทบจะหยุดเต้นไปด้วยความหวาดกลัว

ใบหน้าของมันซีดขาว ขณะที่มันตะกุกตะกักพูดขึ้น “ท่าน…ท่าน…”

ในเวลาเดียวกันนั้น ที่ไหนสักแห่งในโลกนี้ มีเทือกเขาที่ถูกปกคลุมไปด้วยเมฆสีดำตลอดทั้งปี ภายในหมู่บ้านที่อยู่ในเทือกเขา มีบุคคลอายุเยาว์สองคน พวกมันนั่งจ้องไปยังกระดานโกะ ซึ่งวางอยู่ระหว่างกลางของพวกมัน ดูเหมือนจะจมอยู่ในห้วงภวังค์แห่งความคิด

หนึ่งเป็นบุคคลที่สวมใส่ชุดยาวสีขาว มีใบหน้าที่เฉยเมยไม่แยแส รูปร่างหน้าตาของมันช่างงดงามเป็นอย่างยิ่ง แทบจะไม่ใช่คนในโลกแห่งนี้ พัดในมือของมันค่อยๆ โบกไปมาช้าๆ

อีกคนสวมใส่ชุดยาวสีฟ้า มันมีอายุประมาณสามสิบปี มันถือเม็ดโกะอยู่ในมือ ขณะที่จ้องลงไปยังกระดานโกะด้วยท่าทางครุ่นคิด ที่ห้อยอยู่ตรงลำคอของมันเป็นจี้หยก ทันใดนั้น เสียงปะทุก็ได้ยินออกมา และรอยร้าวก็ปรากฎขึ้นบนพื้นผิวของจี้หยกนั้น

เมื่อรอยร้าวปรากฎขึ้น บุรุษหนุ่มชุดสีฟ้าก็ขมวดคิ้ว มันมองไปยังชิ้นหยก จากนั้นก็มองกลับไปยังกระดานโกะ

“มีบางอย่างผิดปกติ?” คนหนุ่มในชุดขาวถามด้วยเสียงแผ่วเบาอ่อนโยน

“ไม่มีอะไร” บุรุษหนุ่มชุดสีฟ้ากล่าวตอบด้วยความเคารพ “มันก็แค่น้องชายที่ได้ไม่ได้เรื่องของข้า มันต้องถูกใครบางคนโจมตี ซึ่งเป็นคนที่มันไม่อาจต่อสู้ด้วยได้ มันต้องการให้ข้าไปช่วยเหลือมัน”

“นั่นต้องเป็นซ่างหลัว, ใช่หรือไม่…?” คนหนุ่มในชุดขาวยิ้ม “ไปดูเหตุการณ์กันเถอะ ข้าไม่มีอะไรให้ทำ ข้าจะติดตามไปด้วย”

บุรุษหนุ่มชุดสีฟ้ายืนขึ้นในทันที “ฐานะเต้าจื่อของท่านสูงส่งยิ่งนัก, ข้ามิกล้า…”

“ไม่มีอะไรเสียหายหรอก” คนหนุ่มในชุดขาวผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น นอกจากเต้าจื่อแห่งสำนักเซี่ยเยา!

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: