I Shall Seal The Heaven Chapter 170

0 Comments

ตอนที่ 170

ซ่างหลัวผู้โดดเดี่ยว

เมิ่งฮ่าวเต็มไปด้วยความเสียใจ เขาไม่ควรจะถามคำถามนั้นเลย เขาไม่รู้ว่าเจ้าผีโต้งจะพูดอยู่ตลอดเวลาได้ยาวนานเช่นนี้ เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แต่ก่อนที่เขาจะทันได้พูด สีหน้าของผีโต้งก็สว่างสดใสขึ้น

“โอ, ข้ารู้แล้ว เจ้ายังไม่ได้บรรลุถึงขั้นสร้างแกนลมปราณ ดังนั้นมันจึงออกมาไม่ได้ ฮา ฮา ฮา! มันไม่อาจออกมาได้…”

เมิ่งฮ่าวก้มหน้าลง เต็มไปด้วยความท้อแท้ที่ทำอะไรไม่ได้ เขามองไปยังผีโต้งด้วยรอยยิ้มอันขมขื่น

เขาขบฟันแน่นอยู่นานสักพัก ก่อนที่จะพูดขึ้น “ถ้าเจ้ายังไม่ยอมหุบปาก ข้าก็จะนำเจ้ากลับไปยังสำนักชิงหลัว!” จริงๆ แล้ว เขาเพียงแค่ต้องการจะกำจัดเสียงที่ดังหึ่งๆ อยู่ข้างหูเขาตลอดเวลานี้ออกไป

“ไม่เป็นไร ในกรณีใดๆ ก็ตาม เมื่อข้าได้ผูกมัดเจ้านายไว้แล้ว มันก็ไร้ประโยชน์ การกลั่นสกัดข้าก็เหมือนกับการกลั่นสกัดเจ้าไปด้วย อี๋?” ท่าทางตกตะลึงเต็มอยู่บนใบหน้าของผีโต้ง มันครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ “นั่นเป็นความคิดที่ดี! ข้าอยากรู้นัก ถึงความรู้สึกที่ว่า ถ้าพวกเราถูกสกัดกลั่นด้วยกัน ให้ข้าคิดก่อน” ความมุ่งหวังปกคลุมไปทั่วใบหน้าของมัน ทำให้เมิ่งฮ่าวดูเหมือนจะไร้ความหวังมากยิ่งขึ้น

“ทำยังไงข้าถึงจะให้เจ้าจากไปได้จริงๆ?” เขากล่าวพร้อมหัวเราะอย่างขมขื่นออกมา เสียงของเขานุ่มนวลขึ้นในครั้งนี้

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผีโต้งก็ดูท่าทางเคร่งเครียดกว่าก่อนหน้านี้ในทันที เสียงของมันเคร่งขรึม เริ่มพูดขึ้นมา เมิ่งฮ่าวไม่สนใจมัน มองขึ้นไปในท้องฟ้า จนธูปไหม้หมดไปหนึ่งดอกผ่านไป

“…ในช่วงนี้, ข้าจะไม่จากเจ้าไปอย่างเด็ดขาด! ข้าจำเป็นต้องเปลี่ยนเจ้านกนั่น แม้ข้าจะเปลี่ยนมันได้ ข้าก็จะไม่มีทางจากไป!”

เมิ่งฮ่าวคิดเน้นย้ำกับตัวเองอยู่ตลอดเวลา เมื่อไหร่ที่เขาได้ตัดสินใจในสิ่งใดๆ เขาก็จะไม่ลังเลหรือไขว้เขวแม้แต่น้อย แต่ในตอนนี้ เขาก็ตระหนักได้ว่า มันเป็นตอนก่อนที่เขาจะได้พบกับผีโต้ง

ไม่ว่าจะเป็นตัวเขาเอง หรือผู้เชียวชาญที่สมบูรณ์พร้อม ใครก็ตามถ้าได้มาพบเจอกับเจ้าตัวปากจัดพูดพล่ามยืดยาวโดยไม่ยอมหยุดเช่นนี้ มันผู้นั้นก็ต้องบ้าคลั่งอย่างแน่นอน…เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ตอนนี้เขาเข้าใจมากขึ้นกับบุคลิกส่วนตัวของเจ้าสิ่งนี้ ต้องไม่เปิดหัวข้อสนทนาขึ้นมา! เขาก้มหน้าลง และหลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยาม เขาก็ค่อนข้างจะไม่สนใจต่อเสียงพูดที่ดังอยู่ข้างหูได้แล้ว ถึงแม้ผีโต้งจะยังคงพูดพล่ามต่อไป เมิ่งฮ่าวก็หยิบเอาเม็ดยาหลัวตี้ออกมา และเริ่มตรวจสอบมัน

ความจริงจังเต็มอยู่บนใบหน้า แต่มันก็ยากที่จะไม่สนใจเสียงพูดพล่ามอย่างไม่จบไม่สิ้นนั้น มันยิ่งเป็นความจริงมากขึ้น เมื่อผีโต้งบินออกมาจากศีรษะของเขา และไปอยู่บนพื้นเบื้องหน้า ดูเหมือนว่ามันรู้สึกถูกดูหมิ่นโดยการไม่ให้ความสนใจมัน

“เจ้าไม่อาจทำเช่นนั้น มันผิดศีลธรรม!!” มันร้องออกมา ด่าทอสาบแช่งต่อไป

ในที่สุด ราตรีก็มาเยือน และใบหน้าเมิ่งฮ่าวก็ปกคลุมไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า เสียงหึ่งๆ ดังก้องอยู่ในหู และดวงตาก็เต็มไปด้วยเส้นเลือด ขณะที่เขาไม่สนใจผีโต้งอย่างสิ้นเชิง เขาก็ค้นพบว่า ถึงแม้เขาจะไม่ได้เริ่มหัวข้อสนทนาใดๆ อีก เจ้าผีโต้งก็ยังคงพูดพล่ามได้อย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ไม่จบไม่สิ้น

จนกระทั่งรุ่งอรุณ จวบกระทั่งคืนต่อมา จันทราแขวนอยู่บนท้องฟ้า สาดแสงสว่างไสวลงมา

และจากนั้น ในที่สุด ก็ดูเหมือนเจ้าผีโต้งได้มีเรื่องใหม่ให้พูดถึง เมิ่งฮ่าวถอนหายใจออกมา และขณะที่เขาทำเช่นนั้น ผีโต้งก็บินออกไปยังชายฝั่งของทะเลสาบและ…เริ่มพูดกับปลาที่อยู่ในทะเลสาบนั้น…

เมิ่งฮ่าวถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาหยิบเอากระจกทองแดง และหินลมปราณที่ได้รับมาจากตระกูลเซี่ยวออกมา เขาวางเม็ดยาหลัวตี้ไปบนกระจก และผลิตซ้ำหนึ่งเม็ด ครุ่นคิดอยู่สักพัก จากนั้นก็หยิบแผ่นหยกออกมา เขาประทับตราแผ่นหยกนั้นด้วยจิตสัมผัส จากนั้นก็สะบัดมันไปที่หน้าต่าง ไม่นานหลังจากนั้น หญิงสาวตระกูลเซี่ยวก็เข้ามาใกล้ด้วยท่าทางกังวล นำลิงวิญญาณมาพร้อมกับนาง

ลิงตัวนั้นส่งเสียงร้องเต้นไปมา ขณะที่มันเข้ามาถึง หญิงสาวมองตรงไปที่ชายหาดชั่วครู่ ซึ่งหมวกผีโต้งกำลังส่งเสียงตะโกนออกไปยังทะเลสาบอยู่

“เซี่ยวฉ่ายเฟิ่ง ขอคารวะท่านผู้อาวุโส” นางกล่าว ดึงสายตาที่จ้องไปยังผีโต้ง กลับมาที่เมิ่งฮ่าว และหมอกสายฟ้าที่ล้อมรอบตัวเขา นางโค้งตัวคารวะ และจากนั้นก็ยื่นส่งเชือกที่ผูกมัดลิงวิญญาณนั้นออกไป เมิ่งฮ่าวลืมตาขึ้น โดยไม่พูดจา เขาส่งเม็ดยาหลัวตี้ตรงไปยังลิงตัวนั้น ซึ่งมันก็กลืนเม็ดยาลงไปในทันที

มันส่งเสียงร้องออกมาเล็กน้อย และดวงตาของมันก็กลิ้งไปมา ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกาย ขณะที่เขาสังเกตดู ส่งจิตสัมผัสของเขาเข้าไปในตัวลิง ทันใดนั้น แสงจันทร์ที่อยู่ในท้องฟ้า ก็ดูเหมือนจะก่อตัวเป็นเส้นใย และลิงตัวนั้นก็เริ่มดูดซับมันเข้าไป ความสับสนค่อยๆ เต็มอยู่ในดวงตาของลิงตัวนั้นอย่างช้าๆ

หลังจากสองชั่วยามผ่านไป ซึ่งเมิ่งฮ่าวได้สังเกตลิงตัวนั้น และเซี่ยวฉ่ายเฟิ่ง ก็ได้ยืนอย่างอดทนอยู่ที่ด้านนอก

ในที่สุด เมิ่งฮ่าวก็พยักหน้า

“ดีมาก” เขาพูดเสียงราบเรียบ เซี่ยวฉ่ายเฟิ่งถอนหายใจอย่างโล่งอกออกมา ประสานมือ และโค้งตัวลงไปยังเมิ่งฮ่าว นางนำลิงจากไป ซึ่งก็เห็นได้ชัดว่า มันมีความแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้นกว่าก่อนหน้านี้

เมิ่งฮ่าวก้มหน้าลงอย่างครุ่นคิด ใช้หินลมปราณที่ได้รับมาจากตระกูลเซี่ยว เริ่มผลิตเม็ดยาซ้ำอีก ชื่อเต็มของยานี้ก็คือ หลัวเยี่ยต้าตี้ตาน (เม็ดยาตะกร้าปฐพีจันทรา) และกลืนกินได้ในยามราตรีเพียงเท่านั้น มันใช้แสงจันทร์เป็นส่วนประกอบ และทำให้เกิดผลลัพธ์อันยอดเยี่ยมออกมา

การผลิตเม็ดยานี้ต้องพิจารณาถึงค่าใช้จ่ายของมันด้วย ตระกูลเซี่ยวไร้ความหมายเมื่อเทียบกับตระกูลอันยิ่งใหญ่ พวกมันไม่อาจให้หินลมปราณมาอย่างมากมายได้ และในไม่ช้า เมิ่งฮ่าวก็ใช้หินลมปราณไปถึงครึ่งหนึ่ง ผลลัพธ์ที่ได้เป็นเม็ดยาหลัวตี้หกเม็ด

“ข้าเสียไปหนึ่งเม็ด แต่ก็เพื่อความไม่ประมาท” รุ่งอรุณมาเยือน และเมิ่งฮ่าวก็มองลงไปยังเม็ดยาหลัวตี้ทั้งหกเม็ด เขาปิดตาลงครุ่นคิด สงสัยว่าต้องใช้เม็ดยาพวกนี้เท่าไหร่ ถึงจะสามารถสร้างเสาแห่งเต๋าต้นที่สี่ขึ้นมาได้ ตอนนี้เขามีเสาแห่งเต๋าที่สมบูรณ์อยู่สามต้น มันควรจะไม่นานมากนัก ก่อนที่เสาแห่งเต๋าต้นที่สี่จะเริ่มมองเห็นได้

เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ และในที่สุดก็เป็นยามบ่าย ผีโต้งยังคงอยู่ที่ชายหาดทะเลสาบ กำลังพูดคุยอยู่กับน้ำในทะเลสาบ ด้วยจิตสัมผัสของเขา เมิ่งฮ่าวสามารถรับรู้ได้ว่า ปลาทั้งหมดได้ถอยหนีไปยังก้นของทะเลสาบเพื่อซ่อนตัวไว้ มีเพียงตัวเดียวที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งกำลังกระแทกหัวของมันไปที่ชายหาด ดูเหมือนมันจะไม่อาจทนรับความทุกข์ทรมานได้อีกต่อไป

ความหวาดกลัวค่อยๆ ลอยขึ้นมาในจิตใจ เมิ่งฮ่าวรวบรวมหินลมปราณที่ยังเหลืออยู่ เขารู้สึกกลัวเป็นอย่างมากว่า จะไปดึงดูดความสนใจของผีโต้ง และคำพูดที่น่าตื่นเต้นของมัน สิ่งสุดท้ายที่มันต้องการก็คือกลับมาพร้อมกับหัวข้อใหม่ เพื่อพูดคุยกับเขา

เขาดึงจิตสัมผัสกลับมา และในทันใดนั้น ใบหน้าก็เปลี่ยนไป เขามองผ่านหมอกสายฟ้าออกไปยังโลกด้านนอก

ในตอนนี้เอง ลำแสงสองสีก็ปรากฎขึ้นในท้องฟ้า ด้านบนของภูเขาหมู่บ้านตระกูลเซี่ยว จากนั้นก็พุ่งลงมายังหมู่บ้าน พร้อมเสียงแหวกฝ่าอากาศแหลมเล็กออกมา ที่อยู่ด้านหน้าเป็นผู้ฝึกตนที่สวมใส่ชุดยาวสีดำ ตัวมันสั้นมาก จริงๆ แล้วก็เป็นคนแคระ เสื้อยาวของมันปกปิดใบหน้า และชายเสื้อก็ยาวออกไปทางด้านหลัง พริ้วไปมาในอากาศ จากการชำเลืองมองในครั้งแรก คงไม่อาจสังเกตเห็นได้ว่ามีคนแคระอยู่ด้านใน มองเห็นเพียงเสื้อยาวสีดำกำลังบินผ่านอากาศมา

ด้านหลังคนแคระเป็นฉือลั่วตีที่มีใบหน้าดุร้าย ดวงตามีรังสีสังหารพุ่งออกมา แน่นอนว่า คนแคระผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น นอกจากท่านซ่างหลัว ซึ่งฉือลั่วตีได้ไปร้องขอให้มาช่วย

คนทั้งสองเคลื่อนที่มาด้วยความรวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ เพียงครู่เดียว พวกมันก็ร่อนลงไปที่พื้นของภูเขาหมู่บ้านตระกูลเซี่ยว คนแคระพูดด้วยน้ำเสียงโหดเหี้ยมดุร้าย ดังออกมาราวเสียงฟ้าผ่า ปกคลุมไปทั่วทั้งตระกูลเซี่ยว ใบหน้าเซี่ยวฉางเอินซีดขาว และม่านตาก็หดเล็กลง ดวงตาของมันเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

ก่อนที่ทุกคนจะโผล่ออกไป เสียงระเบิดก็ดังกระหึ่มกึกก้องไปทั่วพื้นที่บริเวณนั้น และตระกูลเซี่ยวก็สั่นสะท้าน ขณะที่เกราะป้องกันแตกสลายกลายเป็นชิ้นๆ ประตูใหญ่ของตระกูลเซี่ยว ซึ่งอยู่ที่ด้านนอกของทะเลสาบ แหลกสลายกลายเป็นฝุ่นละอองในทันที สายลมรุนแรงกรรโชกขึ้นมา กวาดผ่านไปทั่วทั้งหมู่บ้าน

บ้านหลายหลังของตระกูลเซี่ยวสั่นสะเทือน และบางหลังก็พังทะลายลงมา สมาชิกตระกูลเซี่ยว ผู้ซึ่งไม่ได้ฝึกวิถีเซียนตัวสั่นสะท้าน เมื่อพวกมันได้ยินเสียงนั้น เซี่ยวฉางเอิน ใบหน้าซีดขาว รีบนำกลุ่มคนออกไป ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความประหลาดใจ เมื่อได้เห็นประตูใหญ่พังลงมา และคนแคระกำลังก้าวตรงมา ชุดยาวสีดำของมันลากยาวอยู่ด้านหลัง เซี่ยวฉางเอินโซเซถอยไปด้านหลัง

“เจ้าอำมหิตผู้นี้…หรือว่าตระกูลเซี่ยวจะมาถึงวาระสุดท้ายแล้ว…” เนื่องจากการปรากฎตัวของคนแคระ เซี่ยวฉางเอินไม่อาจแม้แต่จะรวบรวมความคิดต้องการต่อสู้ขึ้นมาได้แม้แต่น้อย

ท่านซ่างหลัวค่อนข้างมีชื่อเสียงในพื้นที่แถบนี้ ถึงแม้ว่ามันไม่กล้าจะไปยุ่งกับสำนักเซี่ยเยา แต่ก็ไม่มีใครในกลุ่มตระกูลผู้ฝึกตนที่อยู่รอบๆ บริเวณนี้จะกล้าไปตอแยมัน

พลังฝึกตนของมันสูงมากเป็นอย่างยิ่ง อยู่ในขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณ อันที่จริง อีกไม่นานนักก่อนที่มันจะก้าวเข้าไปในขั้นสร้างแกนลมปราณ มันช่างอำมหิตและดุร้าย แม้แต่ไปพูดไม่เข้าหูมันเพียงแค่คำเดียว มันก็จะโจมตีด้วยความโหดเหี้ยมดุร้าย มันเป็นคนที่มีชื่อเสียงอันน่าหวาดกลัวอย่างแท้จริง

ด้วยเรื่องนั้นเพียงอย่างเดียว มันก็อาจจะไม่ได้เปรียบมากมายนัก ตระกูลผู้ฝึกตนในบริเวณนี้ทั้งหมด ต่างก็เป็นคนที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับสำนักเซี่ยเยา

แต่…ซ่างหลัวผู้นี้ ครั้งหนึ่งเคยเป็นศิษย์ในรุ่นนี้ของสำนักเซี่ยเยา แต่มันได้ละเมิดกฎบางข้อของสำนัก จึงโดนขับไล่ออกไป โดยมีพลังฝึกตนอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ และมันก็ไม่ได้ถูกห้ามไม่ให้ก่อปัญหาที่ด้านนอก เซี่ยวฉางเอินได้ยินเรื่องนี้มาจากพี่ชายของซ่างหลัว ซึ่งไม่ใช่คนแคระ แต่มีพรสวรรค์ไม่ธรรมดา ทำให้ตอนนี้ มันได้กลายเป็นผู้ถูกเลือกแห่งสำนักเซี่ยเยา

“ข้า, เซี่ยวฉางเอินขอคารวะท่านซ่างหลัว” เซี่ยวฉางเอินกล่าว ใบหน้าของมันซีดขาว ขณะที่มองเห็นท่านซ่างหลัวใกล้เข้ามา ฉือลั่วตีอยู่ที่ด้านข้าง เปล่งรังสีสังหารออกมา ดวงตาฉือลั่วตีฉายแววพึงพอใจออกมา ทำให้เซี่ยวฉางเอินต้องแอบทอดถอนใจอยู่ลึกๆ ข้างใน มันไม่ได้ฝากความหวังไว้ที่เมิ่งฮ่าวมากมายนักในตอนนี้ ถึงสมุนวิญญาณของเมิ่งฮ่าวจะแข็งแกร่ง แต่พลังฝึกตนของเขาก็อ่อนแอมากเกินไป

ซ่างหลัวส่งเสียงแค่นอย่างดุร้ายออกมา ขณะที่มันมาถึงตระกูลเซี่ยวพร้อมกับฉือลั่วตี ดวงตาของมันจ้องออกมาจากด้านในของชุดยาว

“เซี่ยวฉางเอิน” ฉือลั่วตีพูดขึ้น “เรียกผู้ฝึกตนพ่อมดที่เจ้าเชิญมา ให้ออกมาเดี๋ยวนี้!” มันหัวเราะเสียงเย็นชา “เจ้ากลัวที่จะเสนอหน้า, พ่อมดน้อย? ไสหัวออกมาได้แล้ว!” เสียงของมันคล้ายเสียงฟ้าผ่าดังออกไป ทำให้เซี่ยวฉางเอินที่ยืนอยู่ที่นั่นด้วยความขมขื่น ไม่กล้าแม้แต่จะพูดจาใดๆ ออกมา ด้านหลังมัน คนในตระกูลต่างก็ตัวสั่นสะท้าน มีเพียงเซี่ยวฉ่ายเฟิ่งที่ยืนอยู่ที่นั้นด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก ใบหน้าซีดขาวแต่ดวงตาเต็มไปด้วยโทสะ

ซ่างหลัวยืนอยู่ที่นั่น พึงพอใจกับการมองไปเห็นความหวาดกลัว ในดวงตาของสมาชิกตระกูลเซี่ยว มันพอใจกับคำพูดของฉือลั่วตีด้วยเช่นกัน มันแอบถอนหายใจอยู่ข้างในอย่างช่วยไม่ได้ สำหรับมัน ชีวิตช่างอ้างว้างโดดเดี่ยวราวกับหิมะ มันช่างเปลี่ยวเหงาอยู่บนจุดสูงสุด และในจิตใจของมัน ก็ต้องการที่จะหาใครสักคน ผู้ซึ่งสามารถทำให้มันพ่ายแพ้ลงได้

สิ่งที่มันไม่รู้ก็คือ ทันทีที่เสียงของฉือลั่วตีผ่านเข้าไปในหมอกสายฟ้า เมิ่งฮ่าวก็ลุกขึ้นยืน

เมิ่งฮ่าวยังได้ยินเสียงของผีโต้งด้วยเช่นกัน และดูเหมือนว่า มันกำลังเตรียมตัวจะสรุปคำพูดของมันทั้งหมด ในความคาดคิดของเขา คงอีกไม่นานก่อนที่มันจะกลับมารังควานเขาอีกครั้ง

“จริงๆ แล้ว ข้ากำลังต้องการหาใครสักคน เพื่อมาช่วยให้ข้าหลุดออกไปจากเจ้าตัวจอมพล่ามนี้” เขาคิด “ข้าอยู่ในความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสนัก!” กัดฟันแน่น เขาเดินออกไป

อากาศรอบๆ บริเวณทะเลสาบกระจายออกเป็นระลอกคลื่น ขณะที่หมอกแห่งสายฟ้ากระเพื่อมออกไป เมิ่งฮ่าวดูค่อนข้างจะขมขื่นขณะที่เดินตรงไป ด้านล่างเขา พื้นดินยกตัวขึ้น ขณะที่เส้นเถาวัลย์พุ่งขึ้นมา และส่ายไปมา ส่งเสียงร้องแหลมเล็กอยู่ในอากาศ

ดวงตาเมิ่งฮ่าวเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย ต้องขอบคุณสำหรับความทุกข์ทรมานจากผีโต้ง เขามองไปยังฉือลั่วตี และจากนั้นก็เป็นคนแคระ เขามุ่งเป้าไปที่ขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณ ด้วยความหวังว่าการต่อสู้ครั้งนี้คงไม่นานเกินไปนัก

“ขั้นต้นพื้นฐานลมปราณอันต่ำต้อย” ซ่างหลัวพูดเสียงราบเรียบ ขณะที่มันมองไปยังเมิ่งฮ่าวที่กำลังใกล้เข้ามา “ฉือลั่วตี เจ้าช่างสิ้นหวังซะจริงๆ” ดวงตาของมันเพ่งมองออกมาจากชุดยาว เต็มไปด้วยความหยิ่งถือดีและอวดตัว อีกครั้ง ที่จิตใจของมันเต็มไปด้วยพลังของหิมะที่อ้างว้างเดียวดาย

“ท่านซ่างหลัว ผู้อาวุโส ท่านไม่อาจตำหนิข้าได้” ฉือลั่วตีพูดขึ้นมาอย่างเร่งรีบ “แค่ช่วยข้ากำจัดสมุนวิญญาณนั่น ถ้าไม่มีสิ่งนั้น ข้าก็จะแยกคนผู้นี้ออกเป็นชิ้นๆ ได้อย่างง่ายดาย” มันจ้องไปที่เมิ่งฮ่าวอย่างโหดเหี้ยม

สิ่งที่ฉือลั่วตีไม่รู้ว่า จริงๆ แล้ว ความอำมหิตนั้นไม่ได้มาจากเมิ่งฮ่าว แต่เป็นซ่างหลัว ผู้โดดเดี่ยวราวกับหิมะ มีบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ซ่างหลัวไม่อาจจะลืมได้ตลอดชั่วชีวิตของมัน ไม่เพียงแค่ทำให้มันต้องฝันร้ายไปตลอดทุกวันที่เหลืออยู่ของมัน และออกไปจากเงาของจิตวิญญาณมัน…และเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก

บางที หลังจากนี้ไป มันก็คงไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนหิมะอีกต่อไป…

Categories:
Siripak Rattanamane

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: Queen revenge Chapter 213
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 212
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 211
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: