Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 175

I Shall Seal The Heaven Chapter 175

ตอนที่ 175

หลี่ชือฉี

ความรู้สึกอันเข้มข้นกระจายไปทั่วเมิ่งฮ่าว ราวกับว่าพื้นที่รอบๆ ตัวเขาถูกตัดขาดออกจากทุกสิ่งทุกอย่างไป รู้สึกราวกับว่าพลังฝึกตนของเขากำลังจะลดถอยลง และอีกไม่ช้า เขาก็จะย้อนกลับไปยังขั้นต้นของพื้นฐานลมปราณ

ในเวลาเดียวกันนั้น ภาพที่เหมือนจริงจนน่าเหลือเชื่อก็ปรากฎขึ้นในจิตใจ เขาได้ย้อนกลับไปยังภูเขาต้าชิง, กลับไปยังเมืองหยุนเจี๋ย, กลับไปที่หน้าต่างในห้องของเขา, ภายใต้แสงจันทร์ เขามองเห็นตัวเองกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่นั่น

เมิ่งฮ่าวไม่เคยพบกับวิชาเวทเช่นนี้มาก่อน นี่เป็นครั้งแรกของเขา ดวงตาเขาหรี่เล็กลง

ก้าวที่สี่ของคนชุดขาวกำลังจะเริ่มขึ้น!

ขณะที่เป็นเช่นนั้น จิตใจของเมิ่งฮ่าวก็หมุนเคว้งคว้าง และภาพอื่นๆ อีกมากมายก็ปรากฎขึ้น ทันใดนั้น เขาก็ตระหนักว่า ถ้ารอให้ถึงก้าวที่เจ็ด ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะทำลายวิชานี้ได้ นั่นเป็นจุดสูงสุดของมัน และเมื่อก้าวสุดท้ายเหยียบย่างลงไป ศัตรูของเขาก็จะมีแรงกดดันอันเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ซึ่งไม่จำเป็นต้องโจมตีมา

แรงกดดันนั้น ประกอบไปด้วยพลังที่สามารถกวาดล้าง ขั้นพื้นฐานลมปราณได้ทั้งหมด!

“ถ้าวิชานี้ไม่สามารถทำลายได้ ข้าก็ต้องทำลายสภาวะของมัน!”

ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกาย และเอียงศีรษะขึ้น เขายกมือขวาขึ้นมา และชี้ลงไปที่พื้น ปฐพีเหมือนจะสั่นสะเทือน และสิ่งที่สั่นก็ไม่ใช่ปฐพี แต่เป็นเมิ่งฮ่าว ภาพภูติผีปรากฎขึ้นในทุกที่ มีเพียงสิ่งเดียวที่ไม่มีภาพภูติผี นั่นก็คือ เมิ่งฮ่าว!

“นี่คือวิชาเวทรุ่นแปด, ดรรชนีผนึกร่าง” เมิ่งฮ่าวพูดเสียงราบเรียบ “ระวังตัวด้วย, สหายเต๋า” เขายกมือขึ้น และชี้ตรงไป

ทันใดนั้น ร่างของเมิ่งฮ่าวก็หยุดการสั่น ภาพภูติผีทั้งหมดทับซ้อนกัน และตกลงไปยังคนชุดขาว พวกมันรวมตัวกันอยู่ในร่างของคนชุดขาว และทันใดนั้น ภาพภูติผีที่โดดเด่นของคนชุดขาวเองก็ปรากฎขึ้น ก้าวย่างที่ห้า ซึ่งมันกำลังจะเดิน ก็ไม่อาจทำได้อีกต่อไป

จิตใจของคนชุดขาวสั่นสะท้าน มันมองไปยังเมิ่งฮ่าว ด้วยสายตาที่เจิดจ้า สีหน้าของมันดูสง่างามยิ่ง

เมิ่งฮ่าวไม่ได้โจมตีไป การต่อสู้ครั้งนี้เป็นการแลกเปลี่ยนวิชาเวทกันมากกว่า ไม่ใช่การต่อสู้ที่ต้องถึงแก่ความตาย เมิ่งฮ่าวยืนอยู่ที่นั่นอย่างเฉยชา มองไปยังคนหนุ่มชุดขาวนั้นด้วยสายตาที่เรียบเฉย

หลังจากผ่านไปหนึ่งอึดใจ คนหนุ่มชุดขาวก็ฟื้นคืนเป็นเหมือนเดิม แต่พลังที่เกิดจากการเคลื่อนไหวย่างก้าวของมันหายหมดไป ถูกล้มล้างโดยเมิ่งฮ่าว

ท่าเท้าเจ็ดก้าวบัวอสูร เป็นวิชาที่ใช้ประโยชน์จากพลังของการเคลื่อนไหว เมื่อไหร่ที่มันปลดปล่อยพลังนี้ออกมา แม้แต่ผู้ฝึกตนที่อยู่ในระดับสูง ก็ยากที่จะทำลายมันไปได้ ตั้งแต่ครั้งที่มันได้ปรากฎตัวในโลกแห่งการฝึกตนจนกระทั่งถึงตอนนี้ คนหนุ่มชุดขาวผู้นี้ ไม่เคยเผชิญพบกับใครที่อยู่ในขั้นพื้นฐานลมปราณ จะสามารถทำลายท่าเท้าเจ็ดก้าวบัวอสูรนี้ได้เลย แม้แต่เต้าจื่อของสำนักหรือตระกูลอื่นๆ ก็ไม่สามารถ

แต่วันนี้ ในสถานที่แห่งนี้ เหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนี้ก็ได้เกิดขึ้น ดวงตาของมันสาดประกายด้วยแสงแปลกๆ ขณะที่มองไปยังเมิ่งฮ่าว ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความนับถือ เป็นความนับถือที่มีแต่ ผู้เชี่ยวชาญที่แข็งแกร่งซึ่งอยู่ในรุ่นเดียวกัน เกิดความรู้สึกต่อกัน

“รับมาแล้วไม่สนองคืน ไม่ใช่หลักการของข้า” เมิ่งฮ่าวพูดเสียงราบเรียบ “ข้าก็มีการโจมตีที่อยากให้ท่านรับรู้ โปรดเตรียมตัว” เขายกมือซ้ายขึ้น ใช้เล็บนิ้วโป้งกรีดไปที่นิ้วกลาง โลหิตไหลออกมา ทำให้นิ้วกลางนั้นกลายเป็นสีแดง มือของเขาขยับเคลื่อนไหวด้วยท่าทางสบายๆ แต่ดวงตาเต็มไปด้วยความดุร้าย

ขณะที่เขาโจมตี คนที่มุงดูอยู่รอบข้าง ไม่อาจเห็นสิ่งพิเศษใดๆ เกิดขึ้น แต่ม่านตาของคนหนุ่มชุดขาวนั้นหดเล็กลง จากมุมมองของมัน ทุกสิ่งทุกอย่าง ทันใดนั้น ก็กลายเป็นสีโลหิต สีหน้าของมันเปลี่ยนไปเล็กน้อย และสัมผัสได้ถึงอันตรายที่ร้ายแรงพุ่งขึ้นมา มือขวาของมันพุ่งไปตบถุงสมบัติ กิ่งไม้ปรากฎขึ้นในมือ มีใบที่แห้งเหี่ยวสามใบ และใบที่งอกงามสีเขียวสามใบ มันโบกสะบัดอยู่ด้านหน้า

ไม่มีเสียงได้ยินออกมา แต่ระลอกคลื่นกระจายออกไปเป็นวงกลม เมิ่งฮ่าวแค่นเสียงอย่างน่าเบื่อหน่ายออกมา และถอยหลังออกไปสามก้าว ขณะที่เขาทำเช่นนั้น พลังของเขาก็เริ่มหายไป ดังนั้น เขาจึงหยุดลง และก้าวเท้าไปข้างหน้า

เมื่อเท้าเหยียบลงไป ก็เหมือนกับการเหยียบย่ำลงไปบนจิตใจของคนชุดขาวตรงๆ มันตกตะลึง ร่างกายส่ายไปมา ราวกับมีพลังมหาศาลที่มองไม่เห็น กำลังกดทับลงมา มันถอยออกไปด้านหลังสองสามก้าว ใบหน้าของมันซีดขาวราวไร้สีเลือด ถึงแม้จะมีของวิเศษช่วยเหลือ ขณะที่สีของใบหน้ามันค่อยๆ เปลี่ยนไปอย่างช้าๆ มันก็มองไปยังเมิ่งฮ่าวอย่างลึกซึ้ง

“ผู้อาวุโส, ข้าคือ หลี่ชือฉี” ดูเหมือนว่าคนหนุ่มชุดขาวนี้ จริงๆ แล้วก็มีนามเหมือนหญิงสาว (แซ่หลี่, ชือ = บทกลอน, ฉี = หยกเนื้อดี) มันจ้องไปยังเมิ่งฮ่าว ขณะที่ถามด้วยเสียงแผ่วเบา “สหายเต๋า, ข้าขอบังอาจสอบถามนามอันยิ่งใหญ่ของท่าน ได้หรือไม่?”

เมิ่งฮ่าวเกิดความรู้สึกแปลกๆ เมื่อมองไปยังคนชุดขาวนั้น นี่เป็นเรื่องแปลกสำหรับเขา เขาขบคิดชั่วครู่ จากนั้นก็กล่าวตอบ “เมิ่งฮ่าว”

“พี่เมิ่ง, บุคคลที่อยู่ในการดูแลของท่าน จริงๆ แล้ว ก็คือน้องชายในสายเลือดของสหายข้า ข้าหวังว่าท่านจะปล่อยมันไป ถ้ามันได้กระทำสิ่งใดๆ ให้ท่านระคายเคือง ข้าก็ต้องขอโทษอย่างจริงใจ”

เมิ่งฮ่าวมองไปยังบุรุษหนุ่มชุดสีฟ้าที่ยืนอยู่ข้างกายหลี่ชือฉี มันกำลังมองไปยังซ่างหลัวที่อยู่ห่างออกไปในตอนนี้ เมิ่งฮ่าวยกมือขวาขึ้น และแหสีดำก็คลายตัวออก ซ่างหลัวที่มีใบหน้าซีดขาว ก็พุ่งออกไปด้วยพลังทั้งหมดที่มันสามารถรวบรวมได้ หมวกของเมิ่งฮ่าวไล่ติดตามมันไปอย่างรวดเร็ว

“อี๋? อย่าหนีนะ เมิ่งฮ่าว, เจ้าทำเช่นนั้นได้อย่างไร?” ผีโต้งแผดเสียงอย่างมีโทสะออกมา ขณะที่มันพุ่งไล่ตามซ่างหลัวไป “เจ้าไม่อาจทำเช่นนั้น มันไร้ศีลธรรม! เจ้าไม่อาจปล่อยให้มันจากไป ข้ายังไม่ได้ช่วยให้มันหลุดออกจากเส้นทางแห่งความชั่วร้ายเลย…”

ร่างกายซ่างหลัวสั่นสะท้าน ขณะที่มันพุ่งไปอยู่ที่ด้านข้างของผู้ฝึกตนชุดสีฟ้า ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ขณะที่มันคว้าจับไปที่เสื้อของพี่ชาย และจ้องไปอย่างหวาดกลัวยังหมวกที่กำลังใกล้เข้ามา

หลี่ชือฉีจ้องไปยังหมวกนั้นด้วยความตกตะลึง

เสียงของผีโต้ง ทันใดนั้น ก็ดังขึ้นด้วยความประหลาดใจ “อี๋? เจ้ากำลังมองอะไร? เจ้าเป็นหญิงสาว? สวรรค์, เจ้าดูเหมือนบุรุษ แต่จริงๆ แล้ว เจ้าก็คือหญิงสาว แปลก, แปลกมากๆ ไม่มีก้าน, ไม่มีก้าน!” มันหันกลับมายังเมิ่งฮ่าว กระโดดไปบนศีรษะของเขา และอีกครั้งที่มันเปลี่ยนสี เป็นสีเขียวเจิดจ้า

ใบหน้าของหลี่ชือฉี ทันใดนั้น ก็ดูแปลกๆ เป็นอย่างมาก ขณะที่นางชำเลืองมองไปยังหมวก และจากนั้นก็เมิ่งฮ่าว เป็นความรู้สึกดีๆ ที่เกิดขึ้นในตอนนั้น ก่อนที่จะหายไปในทันที

เมิ่งฮ่าวส่งยิ้มที่บิดเบี้ยวออกมา ผีโต้งทันใดนั้นก็ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างกระจ่างชัดขึ้น เมิ่งฮ่าวทันใดนั้นก็เข้าใจอย่างฉับพลันว่า ทำไมผู้คนถึงได้เรียกมันว่าสุดยอดความรำคาญ

โดยไม่สนใจสีหน้าของเมิ่งฮ่าว และหลี่ชือฉี ผีโต้งเริ่มพูดพล่ามออกมา เหมือนมันเตรียมตัวจะพูดไป อย่างน้อยก็สามวันสามคืนโดยไม่มีการหยุดพัก “แปลก, แปลกมาก จริงๆ แล้ว เจ้าก็เป็นหญิงสาว…หือ?” ท่ามกลางความตื่นเต้นของมัน ดูเหมือนว่ามันได้พบเจอบางสิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก มันมองออกไปในที่ห่างไกล

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ในสำนักเซี่ยเยา ร่างของเจ้าอสูรโลหิต ที่นั่งขัดสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้แปลกๆ ทันใดนั้น ก็เริ่มสั่นสะท้าน มันรีบถอนการมองเห็นของมันกลับมาในทันที ตัดการเชื่อมต่อกับโลกภายนอกทั้งหมด

“บัดซบ” ภาพเลือนลางของเจ้าอสูรโลหิตพูดขึ้น, หอบหายใจ “เจ้าตัวน่ารังเกียจนั้น ปรากฎขึ้นมาได้อย่างไร มิใช่ว่ามันได้ถูกสะกดไว้แล้ว? แต่มันก็ยังอยู่ที่นั่น เกาะติดกับร่างของศิษย์จากสำนักเฟิงเยา!! (ผนึกอสูร)”

“ข้าต้องไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับมัน จากตำนานที่บอกกล่าวกันมา มีผู้เชี่ยวชาญที่แข็งแกร่งมากมายในสมัยโบราณ ถูกมันทำให้เป็นบ้า…แต่มันก็ดูอ่อนแอ มันต้องไม่อาจสัมผัสถึงข้าได้…”

ย้อนกลับไปยังภูเขาหมู่บ้านตระกูลเซี่ยว ผีโต้งจ้องมองไปยังที่ห่างไกล ดูเหมือนมันจะจมอยู่ในภวังค์ความคิดสักพัก หลังจากนั้นร่างของมันก็ขยับ และมองกลับไปยังหลี่ชือฉี

หลี่ชือฉีแค่นเสียงเย็นชาออกมา และจากนั้นก็จ้องไปยังเมิ่งฮ่าวอย่างมีโทสะ โดยไม่พูดจา นางหมุนตัว และบินจากไป ผู้ฝึกตนชุดสีฟ้าส่งเสียงกระแอมไอ จากนั้นก็พยุงร่างซ่างหลัว และกลายเป็นลำแสงพุ่งจนหายลับตาไป

“อี๋? เจ้ากำลังจากไป, เด็กหญิง? ห้ามไป! ข้ายังพูดไม่จบ…”

ใบหน้าเมิ่งฮ่าว เป็นอีกครั้งที่หมองคล้ำลง ผู้ฝึกตนที่อยู่รอบๆ ต้องการจะจากไป แต่โชคร้าย ที่เสาแห่งเต๋าของพวกมันสั่นไปมา และพวกมันก็ไม่อาจจะขยับตัวได้เลยแม้แต่น้อย พวกมันจ้องไปยังเมิ่งฮ่าวด้วยความกังวลใจ

“จากวันนี้เป็นต้นไป, พวกเจ้าทุกคนห้ามย่างเท้าเข้ามายังตระกูลเซี่ยว” เมิ่งฮ่าวพูดเสียงราบเรียบ เขาโบกสะบัดชายแขนเสื้อ คลายสะกดผู้ฝึกตนพวกนั้น พวกมันโค้งตัวลงต่ำคารวะไปยังเมิ่งฮ่าวในทันที และสัญญาว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งของเขา หลังจากนั้น ก็บินออกไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อพวกมันจากไป เซี่ยวฉางเอินที่มีใบหน้าซีดขาว ก็เข้ามาใกล้ ประสานมือ โค้งตัวลงคารวะไปที่เมิ่งฮ่าว

“ขอบคุณมาก, ท่านผู้มีพระคุณ!!”

สมาชิกตระกูลเซี่ยวทั้งหมดเข้ามาใกล้ และเริ่มคุกเข่าโขกศีรษะให้เมิ่งฮ่าว เซี่ยวฉ่ายเฟิ่งจ้องไปที่เขาอย่างประหม่าสักพัก จากนั้นก็ก้มศีรษะลง

เมิ่งฮ่าวมองไปรอบๆ ยังคนตระกูลเซี่ยว “ข้าไม่อาจอยู่ที่นี้” เขากล่าวอย่างอ่อนโยน “ข้าต้องจากไปในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ สิ่งที่ข้าช่วยได้ทั้งหมด ข้าก็ทำไปเรียบร้อยแล้ว”

“มันเพียงพอแล้ว” เซี่ยวฉางเอินกล่าว ก้มตัวลงต่ำ “ความหวาดกลัวต่อท่านผู้มีพระคุณ จะทำให้ตระกูลเซี่ยวปลอดภัยไปอีกหลายสิบปี เมื่อไหร่ที่ตระกูลเซี่ยวสร้างผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณอื่นขึ้นมาได้ สถานภาพของพวกเราก็จะปลอดภัยอย่างถาวรตลอดไป” กลิ่นอายความตายที่กระจายออกมาจากร่างของมันเริ่มเข้มข้นขึ้น ดูท่าทาง มันคงจะมาถึงจุดจบของชีวิตภายในหนึ่งปีนี้

เมิ่งฮ่าวไม่พูดจา หลังจากผ่านไปสักพัก เขาก็พยักหน้า จากนั้นก็กลับเข้าไปในหมอกสายฟ้า

สามวันหลังจากนั้น เมิ่งฮ่าวตัดสินใจจากไป ก่อนที่จะออกเดินทาง เขาได้ตัดเถาวัลย์ออกมาสองเส้น และทิ้งมันไว้ในทะเลสาบ เขาช่วยเซี่ยวฉ่ายเฟิ่งให้ประทับพวกมันกับตัวนาง ในวันข้างหน้า พวกมันก็จะเป็นของตระกูลเซี่ยว เซี่ยวฉ่ายเฟิ่งมองไปพร้อมรอยยิ้มขณะที่เมิ่งฮ่าวจากไป

สายตาของนางตามเขาไป ขณะที่เขาหายไปในที่ห่างไกล ใครจะไปรู้ว่าเงาร่างของเขาได้ประทับอยู่ภายในใจของนางไปนานเท่าใด? สายตาของนางมองไปยังจุดที่เขาหายลับไป นางรู้อยู่ภายในลึกๆ ว่า ไม่มีทางเป็นไปได้ ที่จะมีสิ่งใดๆ เกิดขึ้น ระหว่างพวกเขาทั้งสอง

เซี่ยวฉางเอินมองไปยังเซี่ยวฉ่ายเฟิ่ง ถอนหายใจออกมา ร่างของมันดูเหมือนจะยิ่งอ่อนแอลงในตอนเช้าตรู่ มันมีแต่จะชราลงไปเรื่อยๆ

หลายวันหลังจากนั้น เมิ่งฮ่าวพุ่งผ่านท้องฟ้า บินไปตามเขตชายแดนของสำนักเซี่ยเยา และสำนักกูตู๋เจี้ยน หน้านิ่วคิ้วขมวดเนื่องจากเสียงคร่ำครวญอย่างไม่หยุดหย่อนของหมวกผีโต้ง มันไม่เคยหยุดพูดเลย ตลอดช่วงเวลาหลายวันก่อนหน้านี้

“สตรี วาว ฮา ฮา ฮา! กลายเป็นว่านางเป็นเด็กหญิง เมิ่งฮ่าว เจ้าไม่คิดว่ามันแปลกมาก? เฮ, ทำไมเจ้าถึงไม่พูดจา? เจ้าไม่อาจทำเช่นนั้น มันไร้ศีลธรรม กลายเป็นว่า เจ้าไปต่อสู้กับเด็กหญิง! สวรรค์…เจ้ารู้หรือไม่ ข้าเป็นผู้อาวุโสของคนรุ่นเก่า ด้วยรูปแบบที่เปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลา เจ้ามาปฏิบัติต่อข้าเช่นนี้ได้อย่างไร? การทำตัวเช่นนี้มันผิดมาก, ไร้ศีลธรรมอย่างที่สุด…”

ดวงตาเมิ่งฮ่าวเต็มไปด้วยเส้นเลือด ตามมาด้วยท่าทางที่สิ้นหวัง เขาไม่อาจจะจัดการกับความทุกข์ทรมานเช่นนี้ได้อย่างแท้จริง การพูดคุยอย่างไม่รู้จักจบสิ้นของหมวกนี้ เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนบ้าคลั่งได้ เมิ่งฮ่าวรู้สึกได้ว่าอารมณ์ของเขายิ่งเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ

แต่การโจมตีไปที่ผีโต้งก็ไร้ประโยชน์ การสาบแช่งมันก็ไม่มีผลอันใด โยนมันออกไปก็ไม่ได้ มันได้ติดแน่นอยู่กับเขาราวกับโก่วผีเกา (แผ่นกอเอี๊ยะ) ดูเหมือนจะแนบติดไปตลอดชีวิต เมิ่งฮ่าวไม่อาจคิดถึงความเป็นไปได้อื่นๆ นอกจากความวิกลจริตที่เขาต้องพบเจอ

เขาพุ่งตรงไปด้วยความเบื่อหน่ายอิดโรย ทันใดนั้น ดวงตาก็ส่องประกาย เมื่อเขามองเห็นลำแสงแปดลำกำลังพุ่งตรงมาที่เขา พวกมันทั้งหมดเป็นผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ ลำแสงทั้งหมดต่างก็มีสีแดงเลือด ผู้ฝึกตนหลายคนกำลังรักษาเวทอาคมไว้ ภายในเป็นภาพเลือนลางของสัตว์อสูรสีแดงเลือดขนาดใหญ่ มันลอยอยู่ด้านบนของกลุ่มผู้ฝึกตนพวกนั้น ขณะที่พวกมันพุ่งตรงไปข้างหน้า

เมื่อได้เห็นผู้ฝึกตนทั้งแปดคนนั้น ดวงตาเมิ่งฮ่าวก็แวบขึ้น ทันใดนั้น เขาก็พูดกับผีโต้งว่า “เจ้าบอกว่า เจ้ามีการเปลี่ยนรูปแบบอยู่ตลอดเวลา? ข้าไม่เชื่อ”

“เจ้าไม่เชื่อข้า!?” ผีโต้งแผดร้องออกมาอย่างเกรี้ยวกราด ดูเหมือนมันไม่อาจจะยอมรับได้ ศักดิ์ศรีและเกียรติยศของมันกำลังถูกย่ำยี!

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: