I Shall Seal The Heaven Chapter 228

0 Comments

ตอนที่ 228

ใบไม้ร่วงสวยงามยิ่ง; พวกมันอยู่ได้แค่หนึ่งฤดูกาล

ทันใดนั้นเสียงหัวเราะก็ดังขึ้น ผู้ถูกเลือกทั้งสี่เดินผ่านฝูงชนออกมา ไม่สนใจหลิวเยี่ยนปิง พวกมันเดินตรงมายังเมิ่งฮ่าว ประสานมือด้วยความเคารพ ขณะที่เข้ามาใกล้เขา สีหน้าพวกมันเคร่งขรึมและสุภาพ แต่พูดพร้อมรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ

“ท่านฟางตานชือ ข้าต้องการพบท่านอยู่เสมอมา! ตอนนี้พวกเราก็ได้มาพบกันแล้ว ได้โปรดให้ข้าผู้น้อยทำตัวเป็นเจ้าบ้าน พวกเราไปร่วมดื่มสุรา และชมจันทร์ด้วยกัน เป็นอย่างไร?”

“ฮา ฮา ฮา ศิษย์พี่ฉือตัดหน้าข้าไปก่อนแล้ว ฟางตานชือ ทักษะในเต๋าแห่งการปรุงยาของท่านเป็นที่ร่ำลือไปทั่วทั้งสำนัก เมื่อพวกเราได้พบกันในวันนี้ โปรดยินยอมให้ผู้น้องต้อนรับท่านได้หรือไม่? พวกเราจะเลี้ยงรับรองท่านเป็นอย่างดี!”

“ฟางตานชือ รายการเม็ดยาที่ข้าสั่งซื้อไปเมื่อเร็วๆ นี้ ไม่ได้เร่งรีบ เมื่อไหร่ก็ได้ตามที่ท่านสะดวก โปรดอย่าได้จากไปก่อน! เหมือนกับที่ศิษย์น้องไป๋หยุนหลายรู้มา พวกเราจริงใจที่จะเลี้ยงต้อนรับท่านด้วยความนับถือ”

สำหรับหลิวเยี่ยนปิงและสหายของมัน ไม่มีใครสนใจโดยสิ้นเชิง ไม่สำคัญว่าหลิวเยี่ยนปิงจะมีความสัมพันธ์กับปรมาจารย์ของสำนักหรือไม่ ตำแหน่งของมันจะเปรียบเทียบได้กับอาจารย์ปรุงยาได้อย่างไร? ฟางมู่เป็นอาจารย์ปรุงยาที่เห็นได้ชัดว่ามีความสำคัญเป็นอย่างสูง และเป็นผู้ที่กล้าใช้โอสถบัญชีดำ…ก็เห็นได้ชัดว่าใครเป็นผู้ที่ยอดเยี่ยมกว่าในสถานที่แห่งนี้

ท่ามกลางอาจารย์ปรุงยานับพัน บางคนก็ไม่ได้ใช้เหรียญกษาปณ์โอสถบัญชีดำเลยแม้แต่ครั้งเดียวในชั่วชีวิตของพวกมัน บางคนก็ใช้เมื่อเห็นว่าจำเป็นต้องใช้เป็นอย่างยิ่ง โดยทั่วไป พวกมันมักจะลังเล ผู้คนส่วนใหญ่มักจะไม่มีความเด็ดขาดเพียงพอที่จะทำเช่นนี้ แต่ฟางมู่ใช้มันโดยไม่ลังเล กลิ่นอายอันคุกคามเช่นนี้ได้แทรกซึมเข้าไปในจิตใจของทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้น

ผู้ถูกเลือกทั้งสี่ เดินมามุงอยู่รอบๆ เมิ่งฮ่าว รวมถึงศิษย์สายในที่เหลือ ก็มากับพวกมันด้วย รอยยิ้มเต็มอยู่บนใบหน้าของทุกคน ถึงแม้ว่าพื้นฐานฝึกตนของฟางมู่ไม่ได้อยู่ในขั้นพื้นฐานลมปราณก็ตาม พวกมันก็ยังคงปฏิบัติตัวต่อเขาด้วยมารยาทสูงสุด

เมิ่งฮ่าวยิ้มน้อยๆ ประสานมือและโค้งตัวกลับไปให้กับพวกมัน หลังจากนั้น เขาก็พยายามหาข้ออ้างเพื่อจากไป แต่ก็ไม่อาจทำได้ ในที่สุด เขาก็ตัดสินใจยอมรับความมีน้ำใจของพวกมัน เขาพยักหน้า ติดตามพวกมันไปพร้อมด้วยไป๋หยุนหลาย เสียงหัวเราะและพูดคุยอย่างมีความสุขก็ดังก้องไปทั่ว

ย้อนกลับไปยังลานสี่เหลี่ยมจัตุรัส หลิวเยี่ยนปิงยืนอยู่ที่นั่น ใบหน้าซีดขาว จิตใจหมุนปั่นป่วน และดวงตาก็ว่างเปล่า เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ผู้ฝึกตนคนอื่นๆ ในบริเวณนั้น จ้องมาด้วยสีหน้าที่แตกต่างกัน แต่ในตอนนี้เองที่ห่างไกลออกไป เมิ่งฮ่าว ทันใดนั้น ก็หมุนตัวกลับมาหาพวกมัน และประสานมือโค้งตัวลง “สหายเต๋าและศิษย์ร่วมสำนักทั้งหลาย ทำไมพวกท่านถึงไม่มาร่วมดื่มกับพวกเรา?”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ ดวงตาของสี่ผู้ถูกเลือกก็ส่องประกายเจิดจ้า มองมายังเมิ่งฮ่าวด้วยสายตาที่มีความหมาย ต่างก็หันร่างกลับมา และพยักหน้าให้คนอื่นๆ มาเข้าร่วมกับพวกมัน

เมื่อได้เห็นเช่นนั้น ใบหน้าของศิษย์สายในคนอื่นๆ ที่อยู่ในลานสี่เหลี่ยมจัตุรัสต่างก็แช่มชื่นขึ้น พวกมันเร่งเดินมา ประสานมือและโค้งตัวลง ในไม่ช้า กลุ่มผู้ฝึกตนหลายสิบคนทั้งหมด ก็เดินออกไปในที่ห่างไกล

เมิ่งฮ่าวอยู่ในจุดศูนย์กลางของคนทั้งหมด แสงจันทร์อันเจิดจ้า ล้อมรอบไปด้วยแสงดาวอันริบหรี่ เสียงหัวเราะและพูดคุยลอยออกไปพร้อมสายลม

ตอนนี้มีเพียงหลิวเยี่ยนปิง และสหายของมันยังคงอยู่ในลานสี่เหลี่ยมจัตุรัส ใบหน้าของพวกมันดูน่าเกลียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งใบหน้าของคนที่มองไปยังหลิวเยี่ยนปิง ซึ่งเต็มไปด้วยโทสะ

หลายวันต่อมา เมิ่งฮ่าวไม่ได้ใช้เวลาตลอดวัน ของทุกๆ วันในการปรุงเม็ดยา เขามักจะไปยังภูเขาและหุบเขาต่างๆ ของแผนกลมปราณม่วง อย่างช้าๆ ผู้คนก็เริ่มจำหน้าตาเขาได้ ชื่อเสียงของเขาในแผนกลมปราณม่วงก็ค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ

ในเวลาเดียวกัน เขามักจะใช้เวลาร่วมกับอาจารย์ปรุงยาคนอื่นๆ เขามักจะไปเยี่ยมเยียนพวกมัน แลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์ของเต๋าแห่งการปรุงยา เขามั่นใจว่าในการเยือนแต่ละครั้ง ต่างก็ได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย ด้วยวิธีนี้ทำให้เขาค่อยๆ เริ่มสร้างเครือข่ายขึ้นมา

สำหรับหลิวเยี่ยนปิง ก็เต็มไปด้วยความขมขื่นอย่างมากมาย มันเริ่มตระหนักถึงความน่ากลัวอย่างแท้จริงของโอสถบัญชีดำ อาจารย์ปรุงยาที่เคยปรุงเม็ดยาให้มัน ตอนนี้ก็ไม่สนใจมันโดยสิ้นเชิง ไม่ว่ามันจะเสนอหินลมปราณจำนวนมากมายเท่าไหร่ก็ตาม ก็ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่จะช่วยปรุงยาให้มันแม้เพียงหนึ่งเม็ด

ยิ่งไปกว่านั้น ทุกคนที่มันเคยสนิทสนมคุ้นเคย ก็ค่อยๆ เริ่มตีตัวออกห่างจากไปเรื่อยๆ

อันที่จริง ในโอกาสหนึ่ง เมื่อมันได้ไปเยี่ยมปรมาจารย์ของตระกูล มันก็ถูกตำหนิอย่างรุนแรง และจากนั้นก็บอกให้มันจากไป ในสำนักจื่อยิ่น อาจารย์ปรุงยาเป็นผู้ที่ไม่อาจล่วงเกินได้ เมื่อไหร่ที่เหรียญกษาปณ์โอสถบัญชีดำถูกใช้ เรื่องนี้ก็จะรับรู้กันไปทั่วตลอดทั้งสำนัก แม้แต่ระดับปรมาจารย์ก็รู้ว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในแผนกเม็ดยาบูรพา ไม่ใช่เต๋าแห่งการปรุงยา แต่เป็นการป้องกันที่พวกมันได้สร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องพวกมันด้วยกันเอง

การป้องกันนั้นก็เห็นได้ชัดว่ามาจากผลลัพธ์ของโอสถบัญชีดำ

อาจจะมีการต่อสู้กันเองอยู่ภายในแผนกเม็ดยาบูรพา แต่ถ้าบุคคลภายนอกกล้าที่จะลบหลู่ศักดิ์ศรีของพวกมัน เหล่าผู้ปรุงยาทั้งหลายก็จะรวมตัวเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียวด้วยโทสะ และคิดบัญชีกับผู้ที่บังอาจนั้น นี่เป็นเพราะอาจารย์ปรุงยาไม่อาจถูกลบหลู่ หรือล่วงเกินได้ นั่นเป็นกฎเหล็กของแผนกเม็ดยาบูรพา

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เหรียญกษาปณ์โอสถบัญชีดำเริ่มถูกใช้เป็นครั้งแรกได้อย่างไร

ในโลกภายนอก อาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่ในการล่วงเกินอาจารย์ปรุงยา ซึ่งไม่ได้มาจากแผนกเม็ดยาบูรพา อาจารย์ปรุงยาคนอื่นๆ ก็ไม่มาเกี่ยวข้องด้วย แต่ในแผนกเม็ดยาบูรพา ถ้ามีใครล่วงเกินอาจารย์ปรุงยาแม้เพียงคนเดียว ก็หมายถึงการล่วงเกินอาจารย์ปรุงยาทุกคน

ในบางแง่ มันอาจจะดูเหมือนไร้เหตุผล แต่ความไม่มีเหตุผลนี้ได้สร้างความมั่นใจว่า อาจารย์ปรุงยาทุกคนจะถูกปฏิบัติด้วยความเคารพนับถือ ไม่ว่าพวกมันจะไปยังที่แห่งใด อยู่ภายในหรือไปด้านนอกสำนัก

ล่วงเกินหนึ่ง ก็คือล่วงเกินทั้งหมด น้อยคนนักที่จะกล้าทำเรื่องเช่นนี้

แน่นอนว่า ถ้ามีใครล่วงเกินอาจารย์ปรุงยาคนอื่นๆ เมิ่งฮ่าวก็จะไม่ไปขวางกระแสน้ำที่เชียวกราก ด้วยการเป็นอาจารย์ปรุงยา สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาก็คือ ปกป้องตำแหน่งของอาจารย์ปรุงยาทั้งหมด

ด้วยเช่นนั้น เมื่อเวลาผ่านไป เมิ่งฮ่าวก็ปรุงเม็ดยาต่อไป สามรายการต่อวัน การจัดการใหม่เช่นนี้ ทำให้ความรู้สึกไม่พอใจของอาจารย์ปรุงยาคนอื่นๆ ลดน้อยลง

นอกจากนั้น มีศิษย์นับหมื่นอยู่ในสำนักสายในของแผนกลมปราณม่วง การค้นหาอาจารย์ปรุงยาก็มีกฎระเบียบที่ชัดเจนอยู่แล้ว ตราบเท่าที่อาจารย์ปรุงยาผู้นั้นไม่โลภมากจนเกินไป ก็ไม่มีอะไรที่ต้องไม่พอใจมากเกินไป

เมื่อรวมกับความจริงที่ว่า เมิ่งฮ่าวออกไปเยี่ยมเยียนอาจารย์ปรุงยาคนอื่นๆ ก็เหมือนกับสายลมเย็นที่พัดผ่านเส้นผมของพวกมัน ความโกรธเคืองของพวกมันก็เหือดหายไป และทุกคนก็ค่อยๆ ยอมรับในตัวเขาอย่างช้าๆ

สำหรับเมิ่งฮ่าว นอกจากรายการปรุงยาสามชุดต่อวันแล้ว เขายังได้ใช้เวลาในการผลิตเม็ดยาเพื่อส่งให้กับสำนัก รวมถึงใช้เม็ดยาจู้จีเทียน (สร้างพื้นฐานฟ้า) ค่อยๆ สร้างพื้นฐานฝึกตนขึ้นมาอย่างช้าๆ

หลายเดือนผ่านไป ในตอนดึกยามราตรี เมิ่งฮ่าวนั่งขัดสมาธิในถ้ำแห่งเซียน ตรงหน้าเขามียาจู้จีเทียนอยู่สามเม็ด หลังจากมองไปที่พวกมันอย่างละเอียดสักพัก ดวงตาเขาก็เริ่มส่องแสงเจิดจ้า

“วันนี้ ข้าจะสร้างเสาแห่งเต๋าต้นที่หกขึ้นมา!” เขาสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ ในตอนนี้ เสาแห่งเต๋าต้นที่หกของเขาสร้างขึ้นมาได้มากกว่าเก้าในสิบส่วนแล้ว เนื่องจากเขารู้ว่าจะมีพลังที่คอยกลืนกินทุกสิ่งอยู่ในขั้นตอนนี้ เขาจึงได้รอเวลาก่อนที่จะพยายามสร้างมันให้เสร็จครบถ้วนอีกหนึ่งส่วนที่เหลือ เขาต้องใช้เวลาในการเตรียมพร้อม แต่ตอนนี้เขามั่นใจว่าปลอดภัยอย่างแน่นอน พร้อมที่จะเริ่มดำเนินการได้แล้ว

ดวงตาส่องประกายความมุ่งมั่น เขาหยิบเม็ดยาจู้จีเทียนขึ้นมา กลืนมันลงไป และหลับตาลง เสาแห่งเต๋าต้นที่หกเริ่มรวมตัวกันอยู่ด้านใน แสงสีทองเริ่มกระจายออกมาจากร่าง ซึ่งภายในแสงนั้นมีกระแสของสัญลักษณ์เวทปรากฎอยู่ ทันใดนั้นเอง เสียงพูดก็ดังออกมา

“สามคนชั่ว, สามคนชั่ว น้อยกว่าสามไม่ได้!” เสียงนี้ แน่นอนว่า ดังมาจากผีโต้ง ซึ่งเพิ่งจะตื่นขึ้นมา หลังจากที่พูดออกมา มันก็กระจายลมปราณออกมาหนึ่งคำ

ปราณที่กระจายออกมานั้น ปกคลุมแสงสีทองซึ่งรายล้อมอยู่รอบตัวเมิ่งฮ่าว ทำให้ปราณที่ออกมาจากเสาแห่งเต๋าที่สมบูรณ์ของเขาดูปกติธรรมดา ด้วยวิธีการเช่นนี้ สำนักจื่อยิ่นจึงไม่อาจรับรู้ถึงสิ่งผิดปกติใดๆ

เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ รุ่งอรุณ ร่างเมิ่งฮ่าวก็เริ่มสั่นสะท้าน ผิวกายเริ่มแห้งเหี่ยวลง และพลังดึงดูดอันเข้มข้นรุนแรง ทันใดนั้น ก็ปรากฎขึ้น ดูเหมือนมันจะกระหายมานับพันๆ ปี และต้องการจะกลืนกินจิตวิญญาณและร่างกายของเมิ่งฮ่าวเพื่อดับความกระหายนี้ของมัน

เมิ่งฮ่าวได้เตรียมการเรื่องนี้ไว้แล้ว ดังนั้น ทันทีที่พลังดึงดูดปรากฎขึ้น เขาก็ทุบขวดยาที่อยู่ตรงหน้าเขาในทันที นี่เป็นเม็ดยาจู้จีเทียนที่เขาได้สร้างขึ้นมาอย่างยากเย็น ซึ่งมีความเข้มข้นของตัวยาถึงเก้าในสิบส่วน เขาหย่อนเม็ดยาเหล่านั้นเข้าไปในปาก

ทันทีที่เข้าไปในปาก พวกมันก็ระเบิดออก กลายเป็นพลังลมปราณอันไร้ขอบเขต และถูกดูดเข้าไปในเสาแห่งเต๋าต้นที่หกในทันที

ในตอนเที่ยง ดวงตาเมิ่งฮ่าวลืมขึ้นในทันใด และสาดประกายด้วยแสงอันเจิดจ้าออกมา ขณะที่เขานั่งขัดสมาธิอยู่นั้น ดูไม่แตกต่างจากก่อนหน้านี้สักเท่าไหร่ ยกเว้นว่าเขาดูท่าทางอ่อนแออยู่เล็กน้อย ด้านใน มีพายุพัดโหมกระหน่ำ คลื่นอันน่าตกใจกระจายออกมาจากพื้นฐานฝึกตน ซึ่งถูกกลืนกินไปทีละลูกโดยผีโต้ง

เสาแห่งเต๋าต้นที่หกของเขาปรากฎขึ้น เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ และค่อยๆ หลับตาลง หลังจากนั้นสักพัก เขาก็ลืมตาขึ้นใหม่ ไม่มีแสงเจิดจ้าอีกต่อไป มีแต่ความสงบเย็น และเต็มไปด้วยแสงแปลกๆ เป็นแสงที่เกิดมาจากความเชื่อมั่นในพื้นฐานฝึกตนของตัวเอง

เสาแห่งเต๋าทั้งหกต้นที่สมบูรณ์ ขั้นกลางพื้นฐานลมปราณ ถ้ามีเสาแห่งเต๋าอีกหนึ่งต้น เขาก็จะอยู่ในขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณ! เมื่อถึงตอนนั้น เต้าจื่อที่มีพื้นฐานไร้ตำหนิ ก็ไม่มีคุณสมบัติที่แม้แต่จะโจมตีเขาได้ เสาแห่งเต๋าของพวกมันจะสั่นสะท้านจากแรงกดดันบดขยี้ที่เขาแผ่กระจายพลังออกมา

แม้ในตอนนี้ก็ตาม ด้วยเสาแห่งเต๋าทั้งหกต้น เขาก็สามารถกำจัดเต้าจื่อใดๆ ได้อย่างง่ายดาย

สำหรับคนที่ถูกเรียกว่าผู้ถูกเลือก พวกมันราวกับมดแมลง หรือหญ้าแห้ง ที่เขาสามารถบดขยี้ได้ตามอำเภอใจ

“พื้นฐานสมบูรณ์ ช่างมีพลังอำนาจอันน่าเหลือเชื่อนัก…” เสียงเมิ่งฮ่าวแผ่วเบา แต่ดวงตาสาดประกายด้วยความมุ่งหวัง เป็นความมุ่งหวังต่อเสาแห่งเต๋าทั้งเก้าต้น เมื่อเขาบรรลุถึงวงจรอันยิ่งใหญ่ของพื้นฐานลมปราณโดยสมบูรณ์

มีแสงแวบขึ้นมาตรงหน้าเมิ่งฮ่าว และผีโต้งก็ปรากฎขึ้น มันเต้นไปมา ดวงตาเบิกกว้าง “สามคนชั่ว!” มันร้องออกมา

หลังจากสลัดคราบ ผีโต้งก็ไม่ได้เปลี่ยนกลับไปเป็นนกแก้วอีก แต่อยู่ในรูปร่างของผีโต้งต่อไป

“สามคนชั่ว! ห้ามน้อยกว่าสามคน!” มันพูดซ้ำด้วยน้ำเสียงที่สามารถตอกตะปูเฉือนเหล็กกล้า

เมื่อมันปรากฎตัวอย่างสบายใจ ด้วยเสียงเรอและพึมพำบางอย่างออกมา มันก็หายเข้าไปในถุงจักรวาล ไปหาปรมาจารย์ตระกูลหลี่ และพูดคุยเรื่องเผลองีบหลับในช่วงเวลาเที่ยง

เมิ่งฮ่าวลุกขึ้นยืน และเปิดประตูถ้ำแห่งเซียน แสงอันแพรวราวของดวงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องลงมา เขาสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ หน้าหนาวกำลังจะจากไป และฤดูใบไม้ผลิกำลังจะเริ่มขึ้น ไม่มีหิมะ เหมือนที่อยู่ในแคว้นจ้าว ฤดูหนาวในสำนักจื่อยิ่นไม่มีหิมะ

เขามองขึ้นไปในท้องฟ้าอย่างเงียบๆ และทันใดนั้น ก็ตระหนักได้ว่า เขาได้อยู่ในสำนักจื่อยิ่นมากว่าสามปีแล้วในตอนนี้ อันที่จริง เมื่อเขาคิดคำนวนอย่างรอบคอบ อีกไม่ช้าก็จะครบสี่ปี่

“เวลาช่างบินผ่านไปรวดเร็วนัก…” เขาพูดเงียบๆ การฝึกฝนวิถีแห่งเซียนด้วยตัวเอง ทำให้เขารู้สึกถึงการเดินทางของกาลเวลาได้อย่างแท้จริง ความรู้สึกนี้ไม่ใช่ความรู้สึกของมนุษย์ธรรมดาอีกต่อไป

ขณะที่เขารำพึงรำพันอยู่นั้น เขาก็คิดถึงเฉินฟ่าน, ศิษย์พี่หญิงฉื่อ และเจ้าอ้วน ภาพเหตุการณ์ต่างๆ มากมายผุดขึ้นมาในจิตใจ เขารู้ว่าพวกมันอยู่ที่ไหนกันบ้าง แต่พวกมัน…ไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน

ในตอนนี้ นามของเมิ่งฮ่าวกลายเป็นอดีตไปแล้ว น้อยคนนักที่จะพูดถึงนามนี้อีก ทุกคนลืมไปหมดสิ้น มรสุมทั้งหมดจากเหตุการณ์เมื่อสี่ปีที่แล้วได้ตายลง และหายจากไป

“ชีวิตเหมือนกับความฝัน, เหมือนกับใบไม้ใบนั้น ไม่ว่ามันจะเคยสวยงามเช่นไร, มันก็มีชีวิตอยู่ได้เพียงแค่หนึ่งฤดูกาล…” เขามองไปยังตาที่แตกหน่อใหม่ออกมาจากต้นไม้ใหญ่ ยังที่ห่างไกลออกไป และรอยยิ้มก็แผ่กระจายไปทั่วใบหน้า เขาชอบตัวตนที่เป็นฟางมู่ในที่แห่งนี้ เขามีความสุขที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของแผนกเม็ดยาบูรพา ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนกับการได้ศึกษาเรียนรู้ในสิ่งที่สูงขึ้นไป เขายกมือขึ้นมา และแผ่นหยกก็ปรากฎอยู่บนฝ่ามือ

นี่เป็นแผ่นหยกที่ถูกประทับตราโดยปรมาจารย์ตระกูลหลี่ ด้วยคำสั่งของผีโต้ง มันถูกประทับด้วยวิชาของศิษย์แกนหลักตระกูลหลี่

อู๋อี้เจี๋ย (เวทเจตจำนงส่วนตัว)

Categories:
Siripak Rattanamane

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: Queen revenge Chapter 213
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 212
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 211
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: