Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 23

I Shall Seal The Heaven Chapter 23

ตอนที่ 23

สัตว์อสูรโบราณ!

ขณะที่เมิ่งฮ่าวนั่งสมาธิในรอยแยกเล็กๆ บนยอดเขา ข่าวลือเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับเม็ดยาลมปราณเกราะก็เริ่มแพร่กระจาย ข่าวลือนี้ยิ่งเป็นความจริงมากขึ้นเมื่อโจวข่ายและหยิ่นเทียนหลงกลับไป ศิษย์นอกหลายคนได้เห็นพวกมัน แต่แน่นอนว่าไม่กล้าที่จะถามว่าใครเป็นคนที่ได้เม็ดยาลมปราณเกราะไปครอบครอง

เนื่องจากเมิ่งฮ่าวไม่ได้ปรากฎตัวขึ้น ข่าวลือก็เริ่มกระจายไปว่าเขาได้ตายไปแล้ว

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น หวังเถิงเฟยยืนเอามือไพล่หลังอยู่ที่หน้าถ้ำแห่งเซียน บนเชิงเขาตะวันออก สายลมแห่งภูเขาพัดเส้นผมของมันสะบัดไปมา และพัดพาเสื้อยาวสีขาวของมันพลิ้วไหว มันดูสมบูรณ์แบบในทุกส่วนของร่างกาย โดยเฉพาะหน้าตาของมัน ดูหล่อเหลาไร้ที่ติ สามารถทำให้อิสตรีคลั่งไคล้จนเป็นบ้าได้

อันที่จริงแล้ว เพียงแค่มันพยักหน้าก็เพียงพอที่จะสร้างความคลั่งไคล้ ไม่เพียงแต่ศิษย์สตรีของสำนักเอกะเทวะเท่านั้น แต่เป็นทั้งโลกของผู้ฝึกตนในแคว้นจ้าวแห่งนี้

สายตาที่อ่อนโยน อัธยาศัยอันดี สรีระที่สง่างาม ความสามารถซ่อนเร้นที่ยอดเยี่ยม พลังการฝึกตนที่อยู่ในระดับค่อนข้างสูง ภูมิหลังของตระกูลที่น่าตื่นตกใจ…ทั้งหมดนี้เหมือนกับจะพิสูจน์ให้เห็นว่า หวังเถิงเฟยคู่ควรกับการเป็นผู้ที่ถูกเลือก ซึ่งเป็นสาเหตุให้คนส่วนใหญ่เคารพนับถือมันมากขึ้น มันเป็นผู้ที่ได้รับพรจากสวรรค์อย่างแท้จริง

มันยืนอยู่ที่นั่น รอยยิ้มเปี่ยมเสน่ห์ปรากฎอยู่บนใบหน้า ดวงตาของมันสดใสราวดวงดาวเมื่อมันจ้องมองไปในที่ห่างไกล สายตาของมันดูจะเบื่อมากเมื่อมองตรงไปที่ภูเขาสีดำซึ่งเต็มไปด้วยสัตว์อสูร

มันจ้องมองเป็นเวลานาน ทันใดนั้น สายตาของมันส่องประกายด้วยความตื่นเต้นที่ยากจะสังเกตเห็น

“ในที่สุดก็ถึงเวลา” มันกล่าวด้วยรอยยิ้มบางเบาแต่จิตใจลุกโชนไปด้วยแสงไฟ “ข้าใช้เวลาสามปีขุดคุ้ยบันทึกโบราณ จากนั้นก็ใช้เวลาอีกหนึ่งปีค้นหาไปทั่วจากเหนือจรดใต้ทั้งแคว้นจ้าว แล้วก็รอคอยมากกว่าสองปีในสำนักเอกะเทวะแห่งนี้ ในที่สุด วันนี้ก็มาถึง ก่อนที่มังกรปีกวารีจะตายไป มันได้บินมาถึงที่นี่

“ข้าคิดไม่ถึงว่าสองสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับข้าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับสำนักเอกะเทวะ โชคชะตาของข้าจะกลายเป็นความจริงได้จากที่แห่งนี้จริงๆ? หลังจากที่เรื่องนี้จบลง ข้าก็จะเข้าเป็นศิษย์สายใน และฝึกจนถึงระดับพื้นฐานลมปราณตามแผนที่วางไว้”มันยิ้มจนมีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น

“ศิษย์พี่หวัง พวกเราพร้อมแล้ว” บุรุษหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านข้างหวังเถิงเฟยกล่าวขึ้น มันมีพลังการฝึกตนที่ระดับห้าของการรวบรวมลมปราณ มันพูดด้วยความรู้สึกเคารพสูงสุด

“แม้ว่าศิษย์ของสำนักอื่นจะมารวมกันเนื่องจากของสิ่งนั้น แต่พวกเราก็จะทำได้สำเร็จแน่นอน น่าเสียดายที่ซ่างกวนเกอไม่ได้กลับมา และพวกเราก็ไม่ทราบว่ามันหายไปไหน ไม่แน่ใจว่ามันสามารถเรียนเชิญอาจารย์ลุงซ่างกวนมาได้หรือไม่”

“ดีมาก” หวังเถิงเฟยพูดพร้อมรอยยิ้ม “พวกเราได้เตรียมตัวสำหรับเรื่องนี้มาเป็นเวลานาน จากการลดตัวลงมาสังกัดที่สำนักนี้ของข้า งูเหลือมอสูรใกล้จะลอกคราบเสร็จครบเวลาสองปีแล้ว ช่วงที่มันจะเสร็จสมบูรณ์นี้ เป็นเวลาที่มันอ่อนแอที่สุด”

สองตามันส่องประกายมากขึ้น มันไม่เพียงแค่ใช้เวลาหลายปีในการเตรียมตัว มันยังต้องจ่ายค่าตอบแทนไปกับสี่ของวิเศษอันมีค่า พร้อมด้วยหินปราณนับพัน เพื่อจัดเตรียมเวทอาคม สำหรับกับหวังเถิงเฟย มันเป็นค่าตอบแทนที่สามารถจ่ายได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ตอนนี้ มันไม่เหลืออะไรอีกเลย

“อย่ากังวลไปเลย ศิษย์พี่หวัง พวกเราต้องทำสำเร็จแน่นอน อนุญาตให้ศิษย์น้องแสดงความยินดีกับท่านล่วงหน้าในการได้รับแกนลมปราณมา”

“แน่นอน พวกเราต้องสำเร็จ ข้า, หวังเถิงเฟย ไม่เคยล้มเหลวมาก่อน”มันหัวเราะขึ้นมา สีหน้ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ถ้าบันทึกโบราณนั้นถูกต้อง มันก็จะกลับมาพร้อมกับของวิเศษอันทรงค่า ซึ่งมีผลกับมันไปตลอดชีวิต และแน่นอนมรดกของโบราณชิ้นนั้นก็จะช่วยให้มันควบคุมได้ทั้งสวรรค์และโลกมนุษย์

สำหรับแกนอสูร สามารถมองได้ว่าเป็นของวิเศษเมื่อตอนแรกเริ่ม แต่หลังจากผ่านมาหลายปี คุณสมบัตของมันก็เริ่มจางลง และคงไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร อย่างไรก็ตาม มันก็ยังคงช่วยให้ก้าวข้ามระดับหกของการรวบรวมลมปราณ บรรลุไปถึงขั้นเจ็ดได้

“พรุ่งนี้เช้าตรู่ พวกเราจะไปที่ภูเขาสีดำ” หวังเถิงเฟยพูดอย่างอ่อนโยนพร้อมรอยยิ้ม มันลูบแขนขวาตรงที่มีรอยจุดสีแดงซึ่งซ่อนอยู่ภายใต้แขนเสื้อ สองตาของมันก็เปล่งประกายด้วยความตื่นเต้นขึ้นอีกครั้ง

มันเป็นเครื่องหมายที่เกิดจากหยดโลหิต ซึ่งหยดจากสวรรค์ตกลงมาที่มันเมื่อตอนอายุหกขวบ หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา มันก็มักจะฝันว่ามันได้เหาะไปในอากาศ และกลายเป็นราชันแห่งท้องฟ้า

ด้วยหยดโลหิตที่ถูกรับรู้ว่าเป็นมรดกจากสวรรค์ รวมถึงสัมผัสพิเศษถึงของทั้งสองชิ้นนั้น ซึ่งได้ถูกบันทึกไว้เมื่อสองร้อยปีที่ผ่านมา ทำให้มันสามารถตามหาเบาะแสชักนำมันมาอยู่ที่นี่

“ในโลกทั้งหมดนี้ไม่มีใครทำแบบนี้ได้นอกจากข้านั่นเป็นเพราะข้าได้เชื่อมต่อกับมรดกจากสวรรค์ ด้วยหยดโลหิตนี้ ซึ่งมีเพียงหนึ่งเดียวในโลกนี้”มันจ้องมองไปทางภูเขาสีดำ รอยยิ้มของมันยิ่งเพิ่มความยินดี เต็มไปด้วยความมุ่งหวัง

“ถ้านี่ยังคงเป็นยุคของปรมาจารย์เอกะเทวะ ท่านก็คงควบคุมมังกรได้แน่นอน แต่ท่านได้หายสาบสูญไปเกือบสี่ร้อยปี นับเป็นวาสนาที่ดีสำหรับข้า จากบันทึกโบราณ รวมถึงการค้นคว้าของข้า ทำให้รู้ว่ามังกรได้มาที่นี่เมื่อสองร้อยปีก่อน และมันก็ถูกปราบโดยของวิเศษ น้อยคนนักที่รู้เรื่องนี้ นี่เป็นอาณาเขตของสำนักเอกะเทวะ ทุกพื้นที่เต็มไปด้วยเวทอาคมป้องกัน ทำให้กลิ่นอายของมังกรไม่สามารถเล็ดลอดออกมาได้ ถึงมันจะอยู่ที่นี่ ก็ไม่มีใครสัมผัสถึงมันได้ ถึงจะมีบางคนเข้าไปในบริเวณนั้น สายตาของมันก็ถูกกั้นไม่ให้มองเห็นด้วยเวทอาคม”

“สำหรับงูเหลือมอสูร มันได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการจำศีล แต่เนื่องจากขั้นตอนการลอกคราบ จึงทำให้มันส่งเสียงคำรามร้องออกมา มีแต่ช่วงที่งูเหลือมอสูรลอกคราบโดยสมบูรณ์ เวทอาคมที่ป้องกันไว้ก็จะกระจายหายไป และมันก็จะเป็นเวลาที่ปลอดภัยสำหรับการเข้าไปในพื้นที่นั้น ขอบคุณสำหรับหยดโลหิตมรดกจากสวรรค์ ทำให้ข้าสามารถประเมินสถานการณ์พวกนี้ได้ ไม่มีใครจะเข้าใจได้แม้เพียงแค่ครึ่งหนึ่ง”

“ของวิเศษอันทรงคุณค่า มรดกจากสวรรค์ที่สมบูรณ์แบบ ทั้งหมดนี้ กำลังรอข้า หวังเถิงเฟย!” รอยยิ้มของมันกว้างมากขึ้น มันโบกสะบัดชายแขนเสื้อ และเดินกลับเข้าไปยังถ้ำแห่งเซียน แสงจันทร์ทอรัศมีไปรอบๆ ตัวมัน พร้อมใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งของมัน ฉากอันลึกลับนี้ ทำให้สีหน้าของผู้ฝึกตนคนนั้น เต็มไปด้วยความเลื่อมใสมากยิ่งขึ้น

รุ่งเช้าวันต่อมา ยอดบนสุดของภูเขาสีดำ ในรอยแยกที่แทบจะมองไม่เห็น ตลอดทั้งร่างของเมิ่งฮ่าวเต็มไปด้วยสีแดงเข้ม หลั่งเหงื่อออกมาดุจสายฝน และสิ่งปฏิกูลสีดำมากมายก็ผุดออกมาจากรูขุมขนอย่างต่อเนื่อง

เขาได้นั่งสมาธิมาสองวันแล้ว แต่ตอนนี้เขาลืมตาขึ้น ด้านนอก เสียงร้องคำรามของงูเหลือมอสูรเพิ่มความเข้มข้นขึ้น ราวกับว่ามันได้มาถึงจุดเชื่อมต่อที่สำคัญของมันเอง

แต่เมิ่งฮ่าวก็ไม่ได้ถูกรบกวนด้วยเสียงนั้น เขาพุ่งความสนใจไปที่การโคจรลมปราณไปทั่วร่าง รอบแล้วรอบเล่า แต่จุดตีบตันของระดับสี่ก็ยังคงอยู่ สองตาเขาแดงฉาน เขากลืนเม็ดยาลมปราณเกราะเข้าสิบเม็ด ขณะที่ศีรษะของเขาเริ่มมึนงง และร่างกายก็เริ่มสั่นอย่างรุนแรง เสียงฉีกขาดก็ดังออกมาจนได้ยิน และดูเหมือนว่าร่างกายของเขาได้ลอยขึ้น เหมือนแผ่นกระดาษในสายลม

ภายในร่างของเขา พลังลมปราณและเส้นโลหิต ส่องประกายคล้ายผลึกที่เกือบจะโปร่งแสง เหมือนลางบอกเหตุบางอย่าง พลังลมปราณในร่างของเขาหมุนควง ประกอบขึ้นเป็นทะเลสาปอันกว้างใหญ่ มันไม่ใช่แค่ทะเลสาปที่กว้างใหญ่เท่านั้น แต่มันเป็นทะเลสาปที่ไร้จุดสิ้นสุด

ทะเลสาป, แกนทะเลสาป เกิดขึ้นที่พื้นที่ตันถียนในตัวเมิ่งฮ่าว ค่อนข้างหนาแน่น

เมิ่งฮ่าวรู้ดีว่าเขาสามารถควบคุมพลัง และเปิดใช้พลังของระดับห้าของการรวบรวมลมปราณได้แล้ว สำหรับผู้ฝึกตนที่อยู่ระดับพื้นฐานลมปราณ พลังของระดับห้านี้มันช่างอ่อนแอและไร้สาระ แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในระดับการรวบรวมลมปราณ ระดับห้านี้ช่างเหมือนกับฝายน้ำ และเมื่อถึงระดับเจ็ด ฝายน้ำแห่งที่สองก็เกิดขึ้น เช่นเดียวกับระดับเก้า ฝายน้ำแห่งที่สามก็เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน

ศรีษะเขามึนงงไปชั่วครู่ ในที่สุด เมิ่งฮ่าว ก็ลืมตาขึ้นมาช้าๆ มันส่องประกายเหมือนกับก่อนหน้านี้ เสียงปะทุในร่างดังขึ้น ดูเหมือนว่าเขาจะสูงมากขึ้นเล็กน้อย ผิวของเขายังคงคล้ำเหมือนเดิม กลิ่นอายบางอย่างฟุ้งกระจายออกมาจากตัวเขา

“ระดับห้าของการรวบรวมลมปราณ” เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ จากนั้นก็ยิ้มออกมา เขาได้บรรลุถึงระดับห้าของการรวบรวมลมปราณ ตอนนี้เขาสามารถเรียนรู้วิชาเดินบนสายลมได้แล้ว เมื่อรวมกับกระบี่บิน ก็ทำให้เขามีความเร็วเพิ่มขึ้น ทั้งการเคลื่อนไหวและโจมตี เร็วกว่าตอนที่อยู่ระดับสี่โดยสิ้นเชิง

“เม็ดยาลมปราณเกราะไม่ธรรมดาเลยจริงๆ” เมิ่งฮ่าวกล่าว มองลงไปที่เม็ดยาลมปราณเกราะสองเม็ดที่อยู่เบื้องหน้าเขา “แต่มันก็ยังมีข้อจำกัด บางทีหลังจากที่กินเข้าไปมากมาย มันอาจจะมีผลน้อยลง เหมือนกับเม็ดยาในอดีตที่ผ่านมา ชักสงสัยว่าข้าจะใช้มันช่วยให้บรรลุถึงระดับหกของการรวบรวมลมปราณได้หรือไม่” เมื่อเขาครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ ทันใดนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนไป เสียงร้องคำรามของงูเหลือมอสูรตอนนี้เจือปนด้วยความเจ็บปวดอย่างสาหัส เสียงระเบิดดังกึกก้อง เมิ่งฮ่าวเอนตัวไปข้างหน้า และมองออกไปยังด้านนอกของรอยแยก

เมื่อเขามองเห็น แก้วตาของเขาก็หดเล็กลง และมือของเขาก็กำเป็นหมัดจนแน่น

ไม่ห่างออกไปไกลนักบนยอดเขานี้ มีบุรุษหนุ่มชุดยาวสีขาว ดูเด่นเป็นสง่า ราวกับว่าร่างกายที่สวยงามเพียบพร้อมนั้นได้รับการประสาทพรมาจากสวรรค์ กระบี่บินสีทองหมุนวนอยู่รอบๆ ตัวมัน และสายลมก็ได้พัดกรรโชกรุนแรง รอบบริเวณที่มันได้ต่อสู้กับงูเหลือมอสูรตัวนั้น

มันไม่ใช่ใครที่ไหนนอกไปจาก…หวังเถิงเฟย

มันยิ้มอย่างใจเย็น และใจดีมีเมตตา สายตาที่นุ่มนวลทำให้มันดูอบอุ่น ราวแสงอาทิตย์ในฤดูใบไม้ผลิ ส่องประกายเรืองรองใน ราวกับว่ามันสามารถกำจัดเงามืดทั้งหลาย ที่อยู่รอบตัวมันออกไปจนหมดสิ้นได้

เมื่อมันโจมตี ก็ดูเหมือนจะสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ราวกับว่าสวรรค์ได้ส่งเสริมทุกการเคลื่อนไหวของมัน

รอบตัวมันมีอย่างน้อยเก้าคน หนึ่งในนั้นก็คือ ซ่างกวนซิว มันโบกสะบัดชายแขนเสื้อ เหมือนกับมันเป็นผู้นำการโจมตีงูเหลือมอสูรในครั้งนี้ สำหรับคนอื่นๆ ทุกคนอยู่ในระดับการรวบรวมลมปราณที่ขั้นเจ็ดหรือสูงกว่านั้น ทุกคนดูแปลกหน้า เป็นคนที่เมิ่งฮ่าวไม่เคยเห็นมาก่อน พวกมันล้อมอยู่รอบๆ งูเหลือมอสูร เตรียมพร้อมที่จะสังหารมัน เสียงระเบิดดังกึกก้อง และงูเหลือมก็ส่งเสียงร้องอันแปลกประหลาดออกมา

เมิ่งฮ่าวจ้องไปที่หวังเถิงเฟย ร่างนิ่งไม่ไหวติง แต่ในส่วนลึกของดวงตาเป็นความดำมืดที่ค่อยๆ เข้มข้นขึ้น แทนที่ความอ่อนโยนจนกระทั่งเต็มไปทั้งดวงตาของเขา

หลังจากผ่านไปไม่นาน งูเหลือมอสูรก็ร้องคำรามด้วยความเจ็บปวดอย่างน่าอนาถใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมีรอยแผลเต็มไปทั่วร่างของมัน โลหิตสาดกระจายไปทุกที่  ความจริงตอนนี้ก็เป็นสภาวะที่อ่อนแอที่สุดของมัน ผู้ฝึกตนที่อยู่รอบๆ ก็โจมตีด้วยความโหดเหี้ยมมากยิ่งขึ้น หวังเถิงเฟยยิ้มออกมาอย่างสมบูรณ์แบบเช่นเคย ดวงตาของมันเต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่แทบจะสังเกตไม่เห็น

มันได้รอคอยวันนี้มาช้านาน

ทันใดนั้น จากยอดเขาทั้งเก้าที่อยู่รอบๆ อาณาเขตของสำนักเอกะเทวะ ลำแสงสีเงินส่องประกายพุ่งออกมาและเชื่อมต่อกันเพื่อสร้างเวทอาคมป้องกันเขตแดน เวทอาคมป้องกันค่อยๆ กระจายครอบคลุมไปทั่วเต็มท้องฟ้า จากนั้นก็แตกกระจายเป็นเกล็ดสีเงินชิ้นเล็กชิ้นน้อย และไม่นานก็กลายเป็นหมอกสีเงินตกลงมายังพื้นดิน ดูเหมือนว่ามันได้ถูกเตรียมมาเพื่อผนึกงูเหลือมอสูร

งูเหลือมอสูรมองขึ้นไปยังท้องฟ้า และส่งเสียงร้องคำรามออกมาดังกระหึ่มกึกก้อง สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งภูเขาสีดำ ทันใดนั้น ตรงจุดบนสุดส่วนหัวของงูเหลือมก็ปรากฎภาพอันน่ากลัวของภูติผีออกมา

เป็นภูติผีที่มีสีแดงสด มีปีกที่ใหญ่โตมโหฬาร และหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว มีเล็บที่แหลมคมส่องประกายแวววาว และมีหางที่ยาวมาก ทันทีที่ภูติผีปรากฎ สายลมที่หมุนอยู่ในท้องฟ้าก็ดูเหมือนว่าจะเปลี่ยนสี  และความตื่นตกใจก็แสดงบนสีหน้าของทุกคนที่อยู่บริเวณนั้น มีเพียงแต่หวังเถิงเฟยเท่านั้นที่ดวงตามีประกายของความตื่นเต้นเพิ่มขึ้น โชคดีที่ภาพของภูติผีปรากฎเพียงชั่วครู่จากนั้นก็หายไป

เมื่อภาพของภูติผีหายไป งูเหลือมอสูรก็พุ่งออกมาจากส่วนลึกของรอยแยก ลำตัวของมันเรียบลื่นเป็นประกาย มันส่งเสียงร้องคำรามอย่างน่ากลัว และพ่นหมอกน้ำลายสีแดงออกมาจากปาก โจมตีไปทั่วทุกทิศทาง ผู้ฝึกตนทั้งหมดไม่สามารถหลบเลี่ยงได้ แม้แต่หวังเถิงเฟย พวกมันได้แต่มองดูอย่างไร้ซึ่งหนทาง เมื่อหมอกน้ำลายสีแดงนั้นห่อหุ้มพวกมันไว้ จากนั้นงูเหลือมอสูรก็พุ่งจากไปไกล จากการโจมตีนี้ เมื่อหมอกสีเงินตกลงมาจากท้องฟ้า มันไม่เพียงแต่จะตกลงไปบนตัวของงูเหลือมอสูร แต่หวังเถิงเฟยและพวกก็โดนด้วยเช่นกัน

เมื่อหมอกสีเงินตกลงมาบนร่างพวกมัน ใจของเมิ่งฮ่าวก็เริ่มรัวกระหน่ำอย่างดุเดือด ก่อนหน้านี้ เขาได้มองเห็นกระบี่ปักอยู่ที่ลำตัวของงูเหลือมอสูร แต่ตอนนี้มองไม่เห็นว่าอยู่ตรงไหน โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขากระโดดขึ้นมา และเคลื่อนไหวอย่างเร็วที่สุดเท่าที่เคยทำมาในชีวิต กระโดดไปยืนบนกระบี่บิน พุ่งตรงไปที่ยอดเขาและรอยแยกที่ใหญ่โตนั้น

“ไป! ไป! ไป!” เมิ่งฮ่าวร่ำร้องภายในใจ โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย เขาพุ่งเข้าไปในรอยแยกที่ใหญ่โตจนคล้ายถ้ำนั้น ไม่สนใจกลิ่นแปลกๆ ที่อบอวลไปทั่วในอากาศ เมื่อเขาเข้าไปในถ้ำลึกมากขึ้น เขาก็ได้เห็นผิวหนังของงูที่ใหญ่มโหฬาร ติดอยู่กับกระบี่เล่มเล็กๆ ที่ดูโบราณ

โดยไม่มีการหยุดชะงัก เขาคว้ากระบี่ไว้ หัวใจเต้นรัว สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เมื่อเขากำลังจะจากไป สองตาก็เบิกโพลง แม้จะมีความตื่นเต้นสุดขีด แต่เขาก็ยังคงอ้าปากค้างด้วยความตกใจ สิ่งที่จริงๆ แล้วเป็นผิวหนังที่ลอกออกมาจากงูเหลือม แต่ก็ยังคงมีบางสิ่งอื่นอยู่อีก บางสิ่งที่สร้างความน่ากลัวเขย่าขวัญสั่นประสาท ซึงเมิ่งฮ่าวไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิตของเขา

มันเป็นซากศพที่แห้งแล้วของสิ่งมีชีวิต แต่ก็ใหญ่โตมาก ยาวมากกว่าสามร้อยฉื่อ ข้างในของภูเขาสีดำเหมือนจะกลวง และซากศพของสิ่งมีชีวิตนี้ก็กินเนื้อที่มากกว่าครึ่งนึงของภูเขาลูกนี้

ที่ยังพอจะมองเห็นได้เป็นปีกใหญ่ยักษ์ที่เน่าเปื่อยไปแล้วส่วนใหญ่ แม้จะตายไปแล้ว หัวที่ใหญ่โตน่ากลัวของมันก็สร้างความตื่นตกใจให้ได้อย่างไม่น่าเชื่อ สิ่งมีชีวิตนี้มองดูเหมือนกับภาพภูติผีซึ่งเพิ่งจะปรากฎขึ้นมา และตอนนี้ก็เห็นได้ชัดแล้วว่า สิ่งที่เรียกว่างูเหลือมอสูร จริงๆ แล้วก็เป็นแค่ส่วนหางของสิ่งมีชีวิตนี้

“หางที่ได้กลายมาเป็นอสูร!” เมิ่งฮ่าวเอ่ยด้วยความมึนงง “นี่เป็นสัตว์อสูรอะไร?! ถ้ามันเป็นสัตว์อสูร…มันก็ต้องมีแกนอสูร!” เขาขบฟัน จากประสบการณ์ที่เขาได้รวบรวมแกนอสูร มันไม่ได้อยู่ที่ส่วนท้อง แกนอสูรส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในส่วนหัว เขาพุ่งตรงไปยังหัวที่ดูน่ากลัวนั้น และใช้กระบี่โบราณแทงเข้าไป แยกให้เปิดออกมา แน่นอนที่สุด ข้างในหัวนั้นมีแกนอสูรที่แห้งเหี่ยวหดตัวอยู่ เขาหยิบมันขึ้นมา และเตรียมตัวจากไป ทันใดนั้นหัวใจของเขาก็เริ่มเต้นแรงขึ้น จากจุดที่เขาอยู่ตอนนี้ เขาสามารถมองเห็นโครงกระดูกของคนอยู่ใต้หัวของซากศพสิ่งมีชีวิตนี้

ใครจะไปรู้ได้ว่ากี่ปีมาแล้วที่โครงกระดูกของคนผู้นี้ได้มาวางอยู่ใต้หัวของซากศพสิ่งมีชีวิตนี้ ถัดจากโครงกระดูกก็เป็นถุงเก็บสมบัติสีทอง

โลหิตเดือดพล่าน ทันใดนั้นเมิ่งฮ่าวก็รู้สึกว่า โชคชะตาของเขาได้มีความผูกพันธ์กับสถานที่นี้อย่างแน่นหนา เขาได้รับกระบี่โบราณ แกนอสูร และตอนนี้ก็เป็นถุงเก็บสมบัติสีทอง เขาหยิบมันขึ้นมา จากนั้นพุ่งออกจากถ้ำราวสายลม และลงไปจากภูเขา เต็มไปด้วยความตื่นเต้นอย่างมากมาย

“ข้าร่ำรวยแล้ว! ครั้งนี้ ข้าร่ำรวยแล้วจริงๆ!”

เมิ่งฮ่าวอยู่ในถ้ำแค่ช่วงเวลาหายใจเข้าออกสิบครั้ง และอีกสิบครั้งหลังจากนั้นเขาก็ออกมาจากเขตภูเขา ในขณะที่เงาของเขาหายไป ก็ปรากฎร่างคนเริ่มที่จะลอยลงมาจากหมอกสีเงินซึ่งลอยอยู่ในท้องฟ้า เป็นบุคคลที่สวมใส่ชุดยาวสีขาว หวังเถิงเฟย ด้วยการโบกสะบัดแขนเสื้อ มันลอยต่ำลงมาช้าๆ มองไปรอบๆ ชั่วครู่ จากนั้นก็พุ่งตรงเข้าไปในถ้ำ

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: