Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 304

I Shall Seal The Heaven Chapter 304

ตอนที่ 304

สร้างแกนลมปราณ!!

เมื่อคำพูดดังออกมาจากปากจี้หงตง ร่างหงส์ซึ่งก่อตัวมาจากกลุ่มควันสีดำ และวิญญาณไร้ร่างจำนวนมากมาย ซึ่งอยู่ห่างจากมันประมาณเจ็ดถึงแปดจ้าง จู่ๆ ก็เริ่มสั่นสะท้าน

ใบหน้าอันดุร้ายก่อนหน้านี้ของวิญญาณไร้ร่าง ทันใดนั้น ก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและตกตะลึง ราวกับว่าจู่ๆ พวกมันก็ได้เผชิญหน้ากับบางสิ่งที่น่ากลัวเป็นอย่างมาก

หงส์ดำส่งเสียงกรีดร้องแหลมเล็กออกมา ราวกับว่ามันไม่ต้องการกระทำการใดๆ ต่อไป มันก้มศีรษะลง คล้ายกับกำลังโค้งตัวให้กับจี้หงตง

สีหน้าฉื่อชิงเปลี่ยนไปในทันที นางเริ่มสั่นสะท้าน และดวงตาก็เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ นางจะคาดคิดได้อย่างไรว่า วิญญาณไร้ร่างของสำนักชิงหลัว ซึ่งมีพลังราวกับดวงตะวันในยามเที่ยงจะก้มกราบต่อผู้ฝึกตนขั้นสร้างแกนลมปราณ?

“สายโลหิตของเจ้า…” จิตใจนางเต้นรัว ขณะที่จู่ๆ ก็คิดไปถึงคำพูดของจี้หงตงเมื่อครู่นี้

จี้หงตงแค่นเสียงเย็นชา และกล่าวขึ้นอีกครั้ง “วิญญาณไร้ร่างอันกระจ้อยร่อย! ต่อหน้าสายโลหิตของตระกูลจี้ พวกมันยังเทียบไม่ได้กับสุนัขเถื่อน ไม่มีอะไรนอกไปจากเป็นแมลงตัวเล็กๆ เมื่อพวกมันตายไป ก็จะตายอยู่ใต้สวรรค์ของตระกูลจี้!” คำพูดของมันราบเรียบ มีสีหน้าภาคภูมิใจ มันไม่ได้หยุดการเคลื่อนที่ไปข้างหน้า เมื่อทำเช่นนั้น วิญญาณไร้ร่างก็กรีดร้องออกมา พวกมันล่าถอยไปด้านหลัง ก้มกราบ ใบหน้าเต็มไปด้วยการวิงวอนขอร้อง

หงส์ดำสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ขณะที่จี้หงตงเข้ามาใกล้ และทันใดนั้น ก็มีใบหน้าปรากฎขึ้นบนพื้นผิวของมัน

เป็นใบหน้าของสตรี นี่ไม่ใช่ใบหน้าของฉื่อชิง แต่เป็นใบหน้าของเฟิ่งจู่ต้าเหรินที่ถูกผนึกไว้!

นางกำลังหลับตา สีหน้าแสดงความหวาดกลัว และยิ่งไปกว่านั้นก็มีท่าทีวิงวอนขอร้อง นางต้องการจะอธิบาย แต่ดูเหมือนนางไม่มีพลังที่จะพูดหรือลืมตาขึ้นมา อย่างช้าๆ เครื่องหมายผนึกสีแดงเจิดจ้าปรากฎขึ้นบนใบหน้าของนาง

เมื่อจี้หงตงมองเห็นใบหน้านั้น มันก็กระพริบตาเจ็ดครั้ง ดวงตามันสาดแสงแปลกๆ ออกมา ขณะที่กำลังศึกษาใบหน้านั้น สีหน้าแปลกๆ ปรากฎขึ้น จากนั้นมันก็หัวเราะออกมา

“น่าสนใจนัก” มันกล่าว พร้อมรอยยิ้มที่มีความนัย “ข้าเคยแต่ได้ยินว่าวิญญาณไร้ร่างครอบครองร่างกายผู้คน แต่ไม่เคยได้ยินมาว่าเจ้าของร่างจะควบคุมวิญญาณไร้ร่างได้” มันมองไปยังหลี่เต้าอี “นางมีนามว่าอะไร อยู่สำนักไหน?”

“สำนักชิงหลัว, ฉื่อชิง!” หลี่เต้าอี รีบตอบทันที

“ฉื่อชิง น่าสนใจจริงๆ” มันกล่าว รอยยิ้มอันชั่วร้ายปรากฎขึ้นบนใบหน้า “ข้าไม่แน่ใจว่า เจ้าทำได้อย่างไร เจ้าหลอกลวงสำนักชิงหลัว รวมถึงวิญญาณไร้ร่างอื่นๆ เจ้าหลอกลวงทุกคนให้คิดว่า เจ้าเป็นวิญญาณไร้ร่าง บอกข้ามา ถ้าคำพูดนี้แพร่กระจายออกไป จะเกิดอะไรขึ้นกับเจ้า?” มันเดินตรงมา หัวเราะเสียงดัง โบกสะบัดมือขวา และวิญญาณไร้ร่างทั้งหมดต่างก็ถอยหลังไป แม้แต่หงส์ดำ พวกมันสั่นไปทั้งร่าง ไม่กล้าจะดำเนินการใดๆ

พวกมันไม่ได้เกรงกลัวบุรุษหนุ่มผู้นี้ แต่หวาดกลัวต่อสายโลหิตของตระกูลจี้ที่อยู่ในร่างมัน!

ใบหน้าฉื่อชิงเปลี่ยนไป กลายเป็นซีดขาวมากขึ้น นางรู้ดีว่าถ้าคำพูดนั้นกระจายออกไป นางก็ไม่มีทางจะหลบหนีไปที่ใดได้ ต้องตายโดยไม่ต้องสงสัย ไม่เพียงแต่สำนักชิงหลัวเท่านั้นที่จะไล่ล่านาง แต่วิญญาณไร้ร่างที่น่ากลัวทั้งหมดก็ต้องไล่ล่านางด้วยเช่นกัน

ไม่ว่าผู้ฝึกตนซึ่งอยู่หน้าฉากของสำนักชิงหลัว หรือวิญญาณไร้ร่างที่อยู่หลังฉาก ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่จะปล่อยให้นางหนีไปได้ ไม่มีที่ไหนในดินแดนด้านใต้ที่นางจะหลบหนีไปซ่อนตัวได้ สิ่งต่างๆ ของนางในสำนักก็จะถูกลบล้าง ไม่มีที่พึ่งพิงใดๆ ในดินแดนด้านใต้ นอกจากนั้น ถึงนางจะหลบหนีไป ก็ไม่อาจจะหนีไปได้นาน กระบวนการหลอมรวมกับเฟิ่งจู่ต้าเหริน เกิดขึ้นได้แต่ในสำนักชิงหลัวเท่านั้น

มีเพียงอยู่ที่นั่นนางจึงจะสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเฟิ่งจู่ต้าเหรินถูกกลืนกินไปจนหมดสิ้น ถ้านางอยู่ห่างจากสำนักมากเกินไป พื้นฐานฝึกตนของนางก็จะเริ่มเสื่อมลง ซึ่งจะกลายเป็นหายนะอันใหญ่หลวงต่อนางในทันที

เมื่อได้เห็นสีหน้าฉื่อชิงเปลี่ยนไป ก็ทำให้จี้หงตงหัวเราะออกมา ดวงตามันเต็มไปด้วยการดูถูกเยาะเย้ย มันชอบที่ได้เห็นผู้คนเป็นเช่นนี้ ทำให้มันรู้สึกว่ามีพลังอำนาจ ราวกับว่ามันเป็นเจ้านายผู้ยิ่งใหญ่ “ยังมีการผนึกนี้…” มันกล่าว “มันน่าสนใจนัก มันช่วยให้เจ้าสามารถควบคุมวิญญาณไร้ร่างได้ ข้าคิดว่าปรมาจารย์ของสำนักคงจะสนใจในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก” มันหัวเราะขณะที่เข้ามาใกล้ ใบหน้าเต็มไปด้วยการดูถูกเหยียดหยาม ราวกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ใต้การควบคุมของมัน

ใบหน้าฉื่อชิงซีดขาว กำลังสูญเสียการควบคุมวิญญาณไร้ร่างชั่วคราว ถ้าไม่มีพลังของเพิ่งจู่ต้าเหริน นางก็เป็นเพียงผู้ฝึกตนธรรมดาทั่วไป แม้แต่พลังของสร้างแกนลมปราณ ก็สามารถกำจัดนางไปได้อย่างไม่ยากเย็น

ยิ่งไปกว่านั้น นางไม่อาจหลบหนีได้ จู่ๆ นางก็รู้สึกถูกมัดไว้ ห่อหุ้มตัวนางราวกับกำลังถูกผนึก นางไม่อาจขยับตัวได้แม้แต่น้อยนิด

“ไม่ต้องกังวล ข้าจะไม่สังหารเจ้า” จี้หงตงกล่าว มันเข้ามาใกล้ ยกมือขึ้นจะไปคว้าจับตัวเมิ่งฮ่าว

ขณะที่มือของมันใกล้เข้ามา ดวงตาเมิ่งฮ่าวลืมขึ้นในทันที พลังอันน่าตกใจกระจายออกมาจากพื้นฐานฝึกตนของเขา กระจายออกไปทั่วทั้งบริเวณนั้นราวกับพายุที่มองไม่เห็น ทำให้ใบหน้าจี้หงตงบิดเบี้ยว มันรีบถอยไปด้านหลังห่างเกือบสิบจ้างในทันที ใบหน้ามันหมองคล้ำ และม่านตาก็หรี่เล็กลง

ข้างกายมัน สีหน้าหลี่เต้าอีก็ตกตะลึงด้วยเช่นกัน เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อและตื่นตระหนก ร่างกายสั่นสะท้าน มันจ้องไปยังร่างของเมิ่งฮ่าวภายในพายุพลัง ความดุร้ายและตกใจเต็มอยู่ในดวงตา กล่าวขึ้นในทันที “เจ้า…เจ้า…เจ้าไม่ใช่ฟางมู่! เจ้าคือเมิ่งฮ่าว!!” มันส่งเสียงแหลมเล็ก เริ่มหอบหายใจ มันไม่เคยคิดมาก่อนว่า บุคคลที่มันค้นหามาตลอดเวลาหลายปี จริงๆ แล้วก็อยู่ที่เบื้องหน้ามันนี่เอง

ขณะที่คำพูดดังออกมาจากปาก เสียงฟ้าร้องก็ดังกระหึ่มเต็มอยู่ในอากาศ สายลมอันดุร้ายรุนแรงก็พุ่งขึ้นมา ร่างเมิ่งฮ่าวดูเหมือนจะพุ่งสูงขึ้นไป เขากลายเป็นจุดศูนย์กลางของพายุ สายลมอันน่ากลัวพุ่งออกมาจากร่างกาย

ใบหน้าเมิ่งฮ่าวจู่ๆ ก็เปลี่ยนไป ไม่ได้เป็นฟางมู่อีกต่อไป แต่เป็นใบหน้าดั้งเดิมของเขา กลิ่นอายอันน่ากลัวเข้มข้น ทันใดนั้น ก็พุ่งออกมาจากตัวเขา

ใบหน้าหลี่เต้าอีซีดขาว จิตใจหมุนเคว้งคว้าง มันไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ แต่มันจะไม่เข้าใจได้อย่างไรว่า ฟางมู่ก็คือเมิ่งฮ่าว และเมิ่งฮ่าวก็คือฟางมู่!

“ศิษย์ทายาทสำนักจื่อยิ่น, เจ้โอสถจอมกระถาง, ฟางมู่, เมิ่งฮ่าว…” มันล่าถอยไปด้านหลัง ครุ่นคิดไปถึงความเจ็บปวดที่ได้รับตอนที่มันสูญเสียแขน ถึงมันจะได้แขนกลับมาใหม่ แต่ความเป็นศัตรูที่เกิดขึ้นในการแข่งขันล่าขุมทรัพย์เซียนโลหิต เป็นสิ่งที่มันคิดว่าเป็นความอัปยศมากที่สุดในชั่วชีวิตของมัน

ล้อมรอบไปด้วยแสงสีม่วง ดวงตาเมิ่งฮ่าวเต็มไปด้วยความลึกล้ำ นอกจากเขาแล้ว ก็ไม่มีใครรู้ถึงเหตุผลที่ทำไมเขาถึงได้เปลี่ยนกลับไปเป็นคนเดิม…

ดวงตาเขาสาดประกายความเย็นชาออกมา ภายในร่างเขาเป็นแกนสีม่วง ที่มีขนาดเท่ากำปั้นของเด็กทารก มันอยู่ในตำแหน่งเดียวกับแกนทะเลของเขา กำลังหมุนไปมา ลอยอยู่ที่นั่น ทุกครั้งที่มันหมุนครบหนึ่งรอบ เส้นใยสีม่วงจำนวนมากมายก็จะพุ่งออกไป ราวกับสายฟ้า พุ่งไปยังทุกสัดส่วนของร่างกายเขา

เส้นใยสีม่วงกระจายออกไป ขณะที่มันพรั่งพรูเข้าไปในเส้นลมปราณ เต็มไปด้วยพลังปราณที่ไร้ขอบเขต ซึ่งไกลเกินกว่าขั้นพื้นฐานลมปราณ นี่คือปราณของแกนลมปราณ จากพื้นฐานฝึกตนขั้นสร้างแกนลมปราณ!

อันที่จริง ปราณของแกนลมปราณนี้ไม่ใช่ปราณที่จะถูกกระจายออกมาโดยพื้นฐานฝึกตน ซึ่งเพิ่งจะผ่านเข้าไปในขั้นสร้างแกนลมปราณ นี่เป็นพลังที่ระเบิดออกมาจากจุดสูงสุดของขั้นต้นสร้างแกนลมปราณ

สายลมสีม่วงส่งเสียงแหลมเล็ก ขณะที่หมุนวนไปทั่วบริเวณนั้น แม้แต่เส้นผมที่ยาวสยายของเมิ่งฮ่าวในตอนนี้ก็กลายเป็นสีม่วง ขณะที่มันปลิวไสวไปมาอยู่รอบๆ ศีรษะ ข้างกายเขา ฉื่อชิงถอนหายใจออกมา ดูเหมือนนางได้คิดถึงบางอย่าง สีหน้าเปลี่ยนไป และนางกำลังจะพูดอะไรออกมา แต่เมิ่งฮ่าวก็กล่าวขัดขึ้นในทันที

“ไม่ต้องกังวลไป ข้าจะจัดการเอง” เขากล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา หันร่างไป ดวงตาเปล่งแสงสีม่วง ขณะที่มองไปยังจี้หงตง

สีหน้าจี้หงตงเป็นปกติไม่เปลี่ยนแปลง “ฟางมู่? เมิ่งฮ่าว? ดูเหมือนเจ้าจะมีไม่กี่ตัวตน เมื่อคิดว่าเจ้าได้บรรลุขั้นสร้างแกนลมปราณได้อย่างรวดเร็ว ก็ดูเหมือนลมหายใจแห่งปราณเซียนจะมีคุณค่าน่าเหลือเชื่ออย่างแท้จริง ทำให้ข้าดีใจนัก” มันยิ้ม ยกแขนขึ้นมา และจากนั้นก็โบกสะบัดแขนเสื้อ ทันใดนั้น ดวงดาวมากมายก็ปรากฎอยู่ด้านหลัง

สนามแห่งดวงดาวกว้างใหญ่เต็มอยู่ในอากาศ มันพุ่งตรงมายังเมิ่งฮ่าว กระจายพลังของแรงกดดันออกมา เห็นได้ชัดว่าสนามแห่งดวงดาวนี้ส่องประกายอยู่เหนือดินแดนด้านใต้ รวมถึงทะเลทรายตะวันตก และดินแดนตะวันออก มันกว้างใหญ่และทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง

ขณะที่มันใกล้เข้ามา ก็ปกคลุมทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ ทำให้ยากที่จะหลีกเลี่ยงหลบพ้น

เมิ่งฮ่าวเงยหน้าขึ้น สีหน้าสับสนเล็กน้อย ท่าทางเงียบขรึม ราวกับว่าเขาไม่ได้สังเกตเห็นสนามแห่งดวงดาวที่กำลังใกล้เข้ามา ขณะที่มันพุ่งลงมา ความสับสนบนใบหน้าเขาก็หายไป แทนที่ด้วยความมุ่งมั่น

ในตอนนี้ เขาได้ตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว!

เขายกมือขึ้นมา กำเป็นหมัด แสงสีแดง ทันใดนั้น ก็พุ่งออกไป นี่คือแดนสังหารโลหิต มันกระแทกลงไปบนสนามแห่งดวงดาว

เสียงระเบิดดังก้องไปทั่ว เมิ่งฮ่าวลอยละลิ่วไปด้านหลังราวกับว่าวที่ถูกตัดสายป่าน

“เจ้าโง่!…” จี้หงตงพูดขึ้นพร้อมกับหัวเราะอย่างเย็นชา เสียงของมันเต็มไปด้วยการดูถูก แต่ก่อนที่มันจะทันได้พูดจบ ร่างที่กำลังลอยไปของเมิ่งฮ่าว จู่ๆ ก็เปลี่ยนทิศทาง ด้วยความรวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ ก่อนที่ผู้ใดจะมีปฏิกิริยาใดๆ ทันใดนั้น เขาก็ปรากฎขึ้นที่เบื้องหน้าหลี่เต้าอี, หลี่เต้าอีระมัดระวังตัวอยู่ตลอดเวลา แต่มันก็ยังคงไม่อาจจะหลบเลี่ยงได้

จริงๆ แล้ว เป้าหมายแรกของเมิ่งฮ่าว ตลอดเวลานี้ก็คือหลี่เต้าอี เนื่องจากมันเป็นผู้ที่ถูกกำจัดได้ง่ายมากที่สุด ไม่ว่ามันจะระวังตัวถึงเพียงไหนก็ตาม

ม่านตาหลี่เต้าอีหดแคบลง มันกำลังจะพุ่งถอยไปด้านหลัง เมื่อเมิ่งฮ่าวยกมือขวาขึ้นมา และกดลงไปบนหน้าผากของมัน เสียงระเบิดดังก้องอยู่ในอากาศ และพลังสังหารก็ไหลเข้าไปในร่างหลี่เต้าอี กระจายไปทั่วร่าง บดขยี้มัน ฉีกกระชากมัน ทำให้มันตกตายไปในทันที

“ดูเหมือนเจ้าจะจำได้ว่าใครเป็นคนสังหารเจ้า?” เขาถามเสียงแผ่วเบา มองไปยังซากศพของหลี่เต้าอี หันหน้าไปมองยังจี้หงตง

เมิ่งฮ่าวถอนหายใจ จากนั้นก็ตบไปที่ถุงสมบัติ หยิบเอาเหรียญกษาปณ์แสดงตัวตน ของแผนกเม็ดยาบูรพาของเขาออกมา มองไปที่มันนานสักพัก ดวงตาเต็มไปด้วยความซับซ้อน ท่าทางเศร้าสลดสิ้นหวัง ในที่สุด ความมุ่งมั่นก็เต็มอยู่ในดวงตา และเขาก็…ทำลายมัน

ทันทีที่เขาทำลายเหรียญกษาปณ์ ชุดเทพกระถางม่วงของเขาก็เริ่มสลายตัวไป ตอนนี้เขากำลังสวมใส่ชุดยาวสีเขียว

ขณะนี้ เขาไม่ใช่ฟางมู่ ศิษย์ทายาทของแผนกเม็ดยาบูรพาอีกต่อไป  ตอนนี้…เขาเป็นเมิ่งฮ่าวแห่งภูเขาต้าชิงในแคว้นจ้าว!

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: