Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 430

I Shall Seal The Heaven Chapter 430

ตอนที่ 430

ต่อสู้กับวิญญาณแรกก่อตั้ง

เสียงระเบิดดังก้องออกมากระจายไปทั่วบริเวณนั้น ขณะที่สี่เงาร่างพุ่งออกมาจากปากปล่องภูเขาไฟลูกที่เจ็ด ที่นำอยู่เบื้องหน้าเป็นบุรุษซึ่งสวมใส่ชุดยาวสีขาว เส้นผมของมันสะบัดพริ้วไปมา และดวงตาก็สาดประกายราวกับเป็นสายฟ้า มีสีหน้าตื่นเต้น นี่ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเหยียนซง

ด้านหลังเหยียนซงเป็นหลีเทียน ซึ่งมีดวงตาสาดประกายเจิดจ้าด้วยความระมัดระวังตัว มันพุ่งฝ่าอากาศมาราวกับเป็นมังกรสีดำ ชุดยาวสีดำของมันพริ้วไปมาอยู่ในสายลม ทำให้มันดูคล้ายกับเป็นมังกรอย่างแท้จริง ภาพที่เห็นนี้ช่างน่าประทับใจเป็นอย่างยิ่ง

ด้านหลังมันเป็นมั่วหลีและผู้พิสดารวัง

เมื่อคนทั้งสี่ปรากฎกายขึ้น พวกมันก็เต็มไปด้วยความสนใจในโลกสีเทานี้ทันที สิ่งต่อมาที่มองเห็นก็คือต้นไม้ยักษ์ รวมถึงเมิ่งฮ่าวและซากศพที่อยู่ใต้ต้นไม้!

สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของพวกมันมากกว่าสิ่งใดๆ ก็คือ กระถางปรุงยา!

“มันอยู่ที่นี่เอง!” เหยียนซงกล่าว ดวงตาสาดประกายด้วยความเย็นเยียบ ข้างกายมัน ดวงตาหลีเทียนดูน่ากลัวขณะที่ลอยอยู่กลางอากาศ และจ้องไปยังเมิ่งฮ่าว

มั่วและวังก็ลอยอยู่กลางอากาศด้วยเช่นกัน มองไปรอบๆ ด้วยสายตาที่วาววับ หลังจากที่เห็นว่ามีเมิ่งฮ่าวเพียงคนเดียวอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ดวงตาพวกมันก็เต็มไปด้วยแสงแปลกๆ

“สหายเต๋าเมิ่ง, ท่านมาได้รวดเร็วจริงๆ” หลีเทียนกล่าว หัวเราะอย่างเศร้าใจ “ท่านไม่ได้สวมหน้ากากในวันนี้ แต่พวกเราทั้งหมดก็เป็นสหายเก่ากัน, ใช่หรือไม่? ไม่จำเป็นต้องปิดบังใดๆ ท่านมาถึงก่อนพวกเราก็เป็นเรื่องที่ดี แต่จากข้อตกลงของพวกเราก่อนหน้านี้ ได้โปรดส่งมอบของวิเศษใดๆ ก็ตามที่ท่านได้ครอบครองมา

ถึงเวลาที่จะแจกจ่ายให้กับพวกเราแล้ว” ขณะที่มันพูด ก็เคลื่อนที่ตรงไปยัง

เมิ่งฮ่าว เหยียนซง, มั่วและวังก็พุ่งเข้าไปด้วยเช่นกัน เพื่อรายล้อมเมิ่งฮ่าวไว้

เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว ขณะที่มองไปยังผู้พิสดารวิญญาณแรกก่อตั้งที่ใกล้เข้ามา สีหน้าเขาเคร่งเครียดขึ้น และส่งเสียงแค่นอย่างเย็นชาออกมา จากนั้นก็เตะเท้าขวาออกไปในทันที ส่งผลให้กระถางปรุงยาลอยขึ้นไปในอากาศ

ทันทีที่เท้าเขาเริ่มขยับ มือขวาหลีเทียนก็พุ่งออกไป และชี้ตรงมายังเมิ่งฮ่าว

“สหายเต๋าเมิ่ง, ท่านกำลังทำอะไร?!” ความเลือนลางสีดำพุ่งออกมาจากดรรชนีของมัน ขณะที่ลอยอยู่ในอากาศ มันก็เปลี่ยนเป็นบุปผาห้ากลีบที่หมุนวนไปมา แต่ละกลีบดูคล้ายกับเป็นใบหน้าอันดุร้ายน่ากลัว พวกมันส่งเสียงร้องอย่างเศร้าเสียใจออกมา ขณะที่พุ่งตรงมายังเมิ่งฮ่าว

เมิ่งฮ่าวโบกสะบัดมือขวา แสงสีโลหิตพุ่งขึ้นมา ขณะที่อากาศตรงหน้าเขากลายเป็นสีโลหิต และมือขนาดใหญ่ก็ปรากฎขึ้น มันพุ่งตรงไปยังบุปผาสีดำในทันที กระแทกเข้าไป เกิดเป็นเสียงระเบิดดังก้องออกมา

ขณะที่เสียงระเบิดกระจายออกมา เมิ่งฮ่าวก็ล่าถอยไปด้านหลัง เหยียนซงและคนอื่นๆ ใกล้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ในตอนนี้เองที่เมิ่งฮ่าวกล่าวขึ้นมาในที่สุด

“สหายเต๋าหลี, ข้าขอถามท่าน ท่านกำลังทำอะไรอยู่กันแน่? ทำไมพวกท่านถึงไม่ไปหากระถางปรุงยา!”

เขาโบกสะบัดชายแขนเสื้อด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เมื่อได้ยินคำพูดของเขา เหยียนซงและคนอื่นๆ ทันใดนั้นก็หยุดเคลื่อนไหว ดวงตาหลีเทียนหดเล็กลง และเดินตรงไปยังกระถางปรุงยา คนอื่นๆ มองมาด้วยเช่นกัน และทันใดนั้นพวกมันก็เห็นรูอยู่ด้านใน

รูนั้นเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อเร็วๆ นี้ เหยียนซงและคนอื่นๆ ต่างก็เป็นจิ้งจอกชราเจ้าเล่ห์ เพียงมองแค่แวบเดียวพวกมันก็ตระหนักว่า รูนั้นได้เกิดขึ้นมานาน, นานมากแล้ว ไม่ใช่เกิดเมื่อเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน

“นี่คือ…”

คนทั้งสี่ขมวดคิ้ว และสูดลมหายใจอย่างยากลำบากเข้าไป

เมิ่งฮ่าวมีสีหน้าไม่พึงพอใจอย่างรุนแรง จนแทบจะกลายเป็นโทสะ

“ข้ามายังที่แห่งนี้ได้ไม่นาน หลังจากที่มาถึงต้นไม้นี้ ก็เห็นเพียงแค่ซากศพและกระถางปรุงยาที่แตกร้าวนั้น!”

เขาได้สังเกตเห็นก่อนหน้านี้แล้วว่า อีกาสีทองที่อ่อนแอนั้นได้ปิดบังตัวเองอยู่บนยอดต้นไม้นานแล้ว แม้ว่าจะมองดูให้ละเอียด ก็ไม่อาจจะเห็นมันได้

“ถ้าข้าบอกว่าไม่พบเห็นสิ่งใด พวกท่านก็คงจะไม่เชื่อถือ จริงๆ แล้วข้าได้พบของบางอย่าง!” หัวเราะอย่างเย็นชา ยกมือขวาขึ้นมา และเผยให้เห็นแผ่นหยก ขณะที่ทุกคนมองมา เขาก็เอาแผ่นหยกอื่นที่เป็นสีขาวออกมาด้วย จากนั้นก็ประทับข้อมูลจากแผ่นแรกเข้าไป หลังจากนั้น เขาก็โยนแผ่นหยกอันแรกออกไปยังเบื้องหน้า

เหยียนซงคว้าจับแผ่นหยกไว้ มองไปพร้อมกับคิ้วที่ขมวดมุ่น จากนั้นก็ส่งต่อให้กับหลีเทียนและคนอื่นๆ ซึ่งทุกคนก็ตรวจสอบด้วยเช่นกัน และเริ่มขมวดคิ้วไปด้วย

พวกมันสามารถบอกได้จากการมองแค่แวบแรกว่า แผ่นหยกนี้เป็นของจริงหรือของปลอม แต่ถึงแม้เหยียนซงจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในเต๋าแห่งการปรุงยา มันก็ยังไม่คุ้นเคยกับต้นสมุนไพรโบราณที่เขียนอยู่ในรายการส่วนใหญ่เหล่านั้น

เมิ่งฮ่าวมีสีหน้าเคร่งเครียด และเต็มไปด้วยโทสะ กล่าวคำพูดที่แหลมคมออกมา “พวกท่านต้องการจะทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่จากแผ่นหยกนี้? ช่างน่าผิดหวังนัก! ข้าจะไปแล้ว นับจากนี้ไป พวกเราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันอีก!”

กิริยาท่าทางและคำพูดอันแหลมคมของเขา ทำให้เหยียนซงและคนอื่นๆ ไม่อาจจะตอบโต้ใดๆ ได้

เมิ่งฮ่าวแค่นเสียงเย็นชา จากนั้น ร่างก็แวบขึ้น ขณะที่กลายเป็นลำแสงหลากสี พุ่งออกไปยังที่ห่างไกล

ก่อนที่เขาจะไปได้ไกล ทันใดนั้นหลีเทียนก็หายตัวไป เมื่อมันปรากฎขึ้นอีกครั้ง ก็มาอยู่ตรงหน้าเมิ่งฮ่าว

“สหายเต๋าเมิ่ง ทำไมท่านถึงได้จากไปอย่างเร่งรีบเช่นนี้? ท่านยังต้องการอะไรอีก? อย่าได้นึกว่าแค่คำพูดธรรมดาไม่กี่คำ จะทำให้พวกเราเชื่อว่าท่านไม่ได้นำเม็ดยา ที่ระเบิดออกมาจากกระถางปรุงยาไป”

เมิ่งฮ่าวหยุดลง ตอนนี้ สีหน้าเขาไม่ได้เคร่งขรึมอีกต่อไป แต่กลายเป็นเยือกเย็น สายตาเขาราวกับเป็นน้ำแข็งอันเย็นเยียบขณะที่มองไปยังหลีเทียน

“ถ้าเช่นนั้น สหายเต๋าหลี, ท่านมีความเห็นสูงส่งว่าอย่างไร?”

“ข้าไม่บังอาจจะใช้คำว่าความเห็นสูงส่ง, สหายเต๋าเมิ่ง” มันกล่าวตอบช้าๆ จ้องเข้าไปในดวงตาเมิ่งฮ่าว “แต่เมื่อท่านมายังที่แห่งนี้ก่อนพวกเรา คงเป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงการกลายเป็นผู้ต้องสงสัย แค่ส่งถุงสมบัติของท่านมาให้พวกเราตรวจสอบ ก็น่าจะเพียงพอแล้ว”

เมิ่งฮ่าวมองกลับไปที่มัน จากนั้นก็เริ่มหัวเราะหึๆ ออกมา เสียงหัวเราะเบาๆ นั้นเปลี่ยนเป็นดังขึ้นไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็เริ่มกระจายเป็นระลอกคลื่น ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างในบริเวณนั้นสั่นสะเทือน สีหน้าหลีเทียนเปลี่ยนไป เหยียนซงและคนอื่นๆ จู่ๆ ก็มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นอย่างมากมาย

“ท่านต้องการตรวจสอบถุงสมบัติของข้า? หลีเทียน, ท่านเพิ่งจะบรรลุขั้นวิญญาณแรกก่อตั้งหรืออย่างไร?!” รังสีสังหารแวบขึ้นมาภายในดวงตาเมิ่งฮ่าว เขาเริ่มยกมือขวาขึ้น แต่ในขณะที่ทำเช่นนั้น หลีเทียนก็ขยับสองมือร่ายเวทอาคมอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ผลักออกไปด้านหน้า

ขณะที่มันผลักสองมือไปด้านหน้า กลุ่มหมอกสีดำก็พุ่งออกมา จากนั้นก็กลายเป็นหอกสีดำเล่มยาว เสียงกระหึ่มดังก้องไปทั่ว ขณะที่หอกพุ่งตรงไปยังเมิ่งฮ่าว เคลื่อนที่ไปด้วยความรวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ แต่ในขณะที่มันเข้าไปใกล้เมิ่งฮ่าว

รอยสักภาพศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่บนหน้าผากเขาก็สาดประกายออกมา ทันใดนั้น ตัวอักษรมู่ขนาดใหญ่ก็ปรากฎอยู่ตรงหน้าเขา

ในเวลาเดียวกันนั้น กลิ่นอายของธาตุไม้อันไร้ขอบเขตก็กระจายออกมา ทันใดนั้น หอกที่ใกล้เข้ามาก็เริ่มสั่นไปมา

เสียงกึกก้องดังเต็มอยู่ในอากาศ ขณะที่ร่างเมิ่งฮ่าวพุ่งถอยไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว มือซ้ายตบไปที่ถุงสมบัติ และกระบี่ไม้กาลเวลาก็ลอยออกมา ก่อตัวเป็นค่ายกลกระบี่ดอกบัว หมุนไปมาอยู่กลางอากาศ จนดูคล้ายกับเป็นดอกบัวขนาดใหญ่!

ค่ายกลนี้ก่อตัวขึ้นมาจากรูปร่างและเจตจำนงของดอกบัว รวมถึงคุณสมบัติตามธรรมชาติที่ชาญฉลาดของดอกบัว ซึ่งเป็นสิ่งที่เมิ่งฮ่าวได้รับการรู้แจ้งมาจากการครุ่นคิด เมื่อสังเกตดูกลุ่มดอกบัวในปีที่ผ่านมา

เมื่อขับเคลื่อนด้วยพลังของกระบี่ไม้กาลเวลา ก็ทำให้ดอกบัวที่มีความกว้างสามจ้างส่องแสงเจิดจ้า พุ่งฝ่าอากาศตรงไปยังหลีเทียน เกิดเป็นเสียงกระหึ่มกึกก้องไปตลอดเส้นทาง

“กาลเวลา!” เมิ่งฮ่าวกล่าวเสียงแผ่วเบาด้วยสีหน้าเย็นชา

ทันใดนั้น พลังของกาลเวลาอันน่าตกใจก็กระจายออกตรงไปยังหลีเทียน สีหน้าหลีเทียนสลดลง ขณะที่ฉับพลันนั้น มันรู้สึกได้ว่าร่างกายเริ่มแก่ชราลง ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ภายในอาณาเขตของดอกบัวได้เผชิญหน้ากับกาลเวลาที่ผ่านไป ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนจะเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็วกว่าสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวมัน เพียงชั่วพริบตา เวลาหกสิบปีก็ผ่านไป

หลีเทียนไม่เคยพบกับวิชาเวทใดๆ เช่นนี้มาก่อน สีหน้ามันเปลี่ยนไป และเร่งขยับมือขวาร่ายเวทอาคมขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่มันโบกสะบัดมือ แสงสีดำก็ไหลออกมาจากร่างกายเพื่อไปต่อต้านกระบี่ไม้กาลเวลา มันใช้การเคลื่อนย้ายทางไกลย่อย ไปปรากฎตัวอยู่ห่างออกไปหนึ่งร้อยจ้าง

แม้ขณะที่มันพยายามจะหลบหนีไป ดวงตาเมิ่งฮ่าวก็แวบแสงรังสีสังหารขึ้น ก้าวเท้าตรงไป จากนั้นก็ใช้วิชาระเบิดโลหิตในพริบตา เคลื่อนที่ไปในระยะทางที่ไม่ไกลมาก ทำให้ดูเหมือนว่าเขากำลังใช้วิชาเคลื่อนย้ายทางไกลย่อย และทันใดนั้นก็ไปอยู่ตรงหน้าของหลีเทียน มือขวากำเป็นหมัดและต่อยออกไป

เสียงระเบิดดังก้องออกมา สีหน้าหลีเทียนสลดลง และมันก็พ่นโลหิตที่เป็นกลุ่มควันของวิญญาณแรกก่อตั้งออกมา กลุ่มควันสีเจิดจ้ากลายเป็นภาพของคนตัวเล็กๆ

ที่ดูเหมือนกับหลีเทียน ร่างนั้นส่งเสียงแผดร้องแหลมเล็กออกมา ขณะที่พุ่งตรงไปยังเมิ่งฮ่าว

ตูม!

ร่างเมิ่งฮ่าวสั่นสะท้านขณะที่ล่าถอยไปเจ็ดถึงแปดก้าว ใบหน้าซีดขาว ขณะที่หลีเทียนถอยหลังไปราวสี่ก้าว สีหน้าเปลี่ยนไป มีท่าทางดุร้าย แต่ความหวาดกลัวก็พุ่งขึ้นมาอยู่ในดวงตา

“สหายเต๋าเหยียน, มั่วและวัง” มันกล่าว “พวกท่านจะยืนดูอยู่ที่นั่นเพื่ออะไร!? ถ้าพวกท่านยินดีที่จะปล่อยให้คนผู้นี้จากไป ข้าก็จะถอยไป”

ก่อนที่เหยียนซงและคนอื่นๆ จะทันได้มีปฏิกิริยากับคำพูดของหลีเทียน เมิ่งฮ่าวก็หัวเราะเสียงเย็นชา และพุ่งตรงไปอีกครั้ง

“สายเกินไปแล้วที่จะล่าถอยในตอนนี้!” ห้าเงาร่างปรากฎขึ้นรอบๆ เมิ่งฮ่าว ซึ่งดูเหมือนกันกับเขา นี่ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากเป็นร่างจำแลงโลหิตของเมิ่งฮ่าว ซึ่งไม่อาจจะบอกได้ว่าร่างไหนคือเมิ่งฮ่าวที่แท้จริง

ในเวลาเดียวกันนั้น แสงสีทองก็กระจายออกมาจากรอบๆ ร่างเมิ่งฮ่าวทั้งหมด พลังของวงจรอันยิ่งใหญ่แกนสีทองระเบิดออกมา ด้านบนเหนือศีรษะเมิ่งฮ่าวปรากฎเป็นภาพท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวในสมัยโบราณ ซึ่งภายในสนามแห่งดวงดาวนั้น มีต้นชิงมู่อันยิ่งใหญ่ปรากฎขึ้นอย่างน่าตกใจ

พื้นฐานฝึกตนของเมิ่งฮ่าวอยู่ในขั้นวงจรอันยิ่งใหญ่ของแกนลมปราณสีทอง แต่ด้วยพลังธาตุไม้ที่เขาได้ครอบครองเพียงอย่างเดียว ก็ทำให้สามารถต่อสู้กับขั้นต้นวิญญาณแรกก่อตั้งได้แล้ว ตอนนี้เขายังมีพลังของธาตุทองอีกด้วย ทำให้มีความแตกต่างอย่างมากมายระหว่างเขาและขั้นต้นวิญญาณแรกก่อตั้ง ถึงแม้ว่ายังมีความสามารถศักดิ์สิทธิ์บางอย่างที่เขาไม่อาจจะใช้ออกมาได้

เมิ่งฮ่าวเคลื่อนที่ตรงไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ชี้ดรรชนีข้างขวาออกไป ดรรชนีโลหิต, ฝ่ามือโลหิต และสังหารโลหิต ตามติดไปด้วยแกนปราณรูปสนามแห่งดวงดาว และรอยสักธาตุไม้ ทั้งหมดนี้เพิ่มพลังให้กับค่ายกลกระบี่ดอกบัวอย่างเต็มที่ เพียงชั่วพริบตา พลังของมันก็เพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่า

เกิดเป็นเสียงหึ่งๆ ขณะที่มันหมุนวนไปมาพุ่งฝ่าอากาศออกไป ในเวลาเดียวกันนั้น เมิ่งฮ่าวก็ร้องตะโกนขึ้น “กาลเวลา!”

“ใช้เวทนี้อีกครั้ง!?” สีหน้าหลีเทียนเปลี่ยนไป ถึงแม้ว่าพื้นฐานฝึกตนของมันจะสูงกว่าเมิ่งฮ่าว และมีความสามารถศักดิ์สิทธิ์มากกว่า แต่มันก็แทบจะทำอะไรไม่ได้เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับวิชาเวทแห่งกาลเวลา มันไม่กล้าจะเข้าไปใกล้ อายุขัยของมันเกือบจะใกล้กับจุดสิ้นสุดแล้ว สำหรับมัน วิชานี้เหมือนกับเป็นความตายที่คลืบคลานใกล้เข้ามา ทำให้มันรู้สึกว่าพลังชีวิตกำลังถูกทำลายไป จึงไร้ทางเลือกนอกจากต้องล่าถอยออกไป

เมื่อได้เห็นค่ายกลกระบี่ดอกบัวหมุนวนเข้าไปใกล้ เหยียนซงและคนอื่นๆ ในที่สุดก็มีการแสดงออก พวกมันพุ่งเข้าไปใกล้หลีเทียน แรงกดดันอันแข็งแกร่งของพลังพื้นฐานฝึกตนแห่งสี่ผู้ฝึกตนวิญญาณแรกก่อตั้ง กระจายออกมาราวกับเป็นน้ำป่าอันเชี่ยวกราก

“สหายเต๋าหลี่, สหายเต๋าเมิ่ง, โปรดฟังข้าสักคำ!” เหยียนซงกล่าว มองตรงไปยังเมิ่งฮ่าว

สีหน้าเมิ่งฮ่าวยังคงสงบนิ่งเหมือนเช่นเคย แต่ภายในเขาถอนหายใจอย่างโล่งอกออกมา ถึงแม้เขาจะสวมใส่หน้ากากสีโลหิต เขาก็ไม่อาจจะต่อสู้กับผู้ฝึกตนวิญญาณแรกก่อตั้งพร้อมกันทั้งสี่คนในเวลาเดียวกันได้ อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ในตอนนี้ ก็ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องแสดงท่าทีไม่พอใจ กับใครๆ ก็ตามที่กล้ามาหาเรื่องเขา

“เชิญกล่าว, สหายเต๋าเหยียน” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: