I Shall Seal The Heaven Chapter 499

0 Comments

ตอนที่ 499

สหายเก่า

ฝนม่วงตกลงมาหนักขึ้นกว่าเดิม

ครึ่งปีหลังจากนั้น ทะเลสาบที่อยู่ในเขตทางเหนือของทะเลทรายตะวันตกทั้งหมด ก็เชื่อมต่อกัน กลายเป็นทะเลม่วงอันกว้างใหญ่ ทะเลที่กว้างใหญ่นี้ได้ทำลายล้างสิ่งมีชีวิตทั้งหมดไป และตัดขาดจากพลังลมปราณทั้งหมด

เขตทางเหนือ…ตอนนี้ไร้วี่แววของสัตว์ปีศาจใดๆ โดยสิ้นเชิง ไม่มีสิ่งใดมีชีวิตอยู่ ชนเผ่าใดๆ ก็ตามที่เลือกจะไม่อพยพ ตอนนี้ได้ถูกฝังอยู่ในส่วนลึกของทะเล

ทั่วทั้งเขตทางเหนือของทะเลทรายตะวันตก ได้ถูกปกคลุมด้วยทะเลม่วงที่พลุ่งพล่านไปมา ภายใต้พื้นผิวของมัน มองเห็นยอดเขาอยู่เลือนลาง

ตอนนี้เขตทางเหนือได้กลายเป็นทะเลไปแล้ว วันสิ้นโลกแห่งทะเลทรายตะวันตกได้ระเบิดออกมา ด้วยพลังอันน่าตกใจของภาพแห่งความจริงนี้เป็นที่แรก คลื่นอันทรงพลังขนาดใหญ่สาดซัดไปทั่วทั้งทะเล กระจายออกกระแทกเข้าไปยังภูเขาที่กำลังพังทลายลง แยกเขตภาคกลางออกไปจากเขตทางเหนือ ขณะที่ภูเขาพังลงไป ทะเลม่วงก็ขยายออกไปทางทิศตะวันออก, ตะวันตก และเขตภาคกลาง

ขณะที่ทะเลม่วงกระจายออกไป ทะเลสาบในฝั่งตะวันออก, ตะวันตก และเขตภาคกลางเริ่มรวมตัวเข้าด้วยกัน น้ำทะเลค่อยๆ เริ่มขยายเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว

ทั้งรูปร่างและการขยายตัวของทะเล คล้ายกับเป็นแส้ที่คอยเฆี่ยนตีไล่หลังชนเผ่าที่กำลังทำการอพยพ พวกมันต้องเดินทางให้เร็วมากขึ้น และปล้นชิงมากขึ้นกว่าเดิม

จำนวนคนตายและความโศกเศร้าที่เกิดขึ้น…ยากที่จะนับได้

ผลกระทบของพลังลมปราณที่ถูกตัดออก กระจายไปทั่วทั้งเขตภาคกลาง และเข้าไปในเขตตะวันออกและตะวันตกด้วยเช่นกัน ยกเว้นเขตทางใต้ ทั่วทุกที่พลังลมปราณเริ่มหายากมากขึ้น มากขึ้นไปเรื่อยๆ

เนื่องจากการขาดแคลนพลังลมปราณ พื้นฐานฝึกตนของผู้ฝึกตนได้ตกลงมา และนำไปสู่ความตาย การตายเช่นนั้นทำให้เซิ่งจู่ภาพศักดิ์สิทธิ์ของชนเผ่าต่างๆ เริ่มอ่อนแอลง

ความอ่อนแอของเซิ่งจู่ได้ทำให้คนในเผ่ายิ่งอ่อนแอลงไป ด้วยเช่นนั้น ทุกๆ ความตายที่เกิดขึ้นก็ทำให้เกิดเป็นวงจรอันเลวร้ายซึ่งไม่อาจจะหลีกเลี่ยงไปได้

ตลอดช่วงครึ่งปีมานี้ เผ่าอีกาศักดิ์สิทธิ์ได้ใช้ยานบินเวทเดินทางผ่านเขตภาคกลางของทะเลทรายตะวันตก พวกมันได้เผชิญหน้ากับการต่อสู้มากกว่าสิบครั้ง ในแต่ละครั้งที่ต่อสู้ ศัตรูยิ่งมาก็ยิ่งเป็นชนเผ่าที่ทรงพลังแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ

ความพ่ายแพ้ในการต่อสู้เหล่านี้ ก็หมายถึงการล่มสลายของชนเผ่า แต่การต่อสู้เช่นนี้ก็ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้

นั่นเป็นเพราะว่าเผ่าอีกาศักดิ์สิทธิ์มียานบินเวท ซึ่งเผ่าอื่นๆ ต้องการ พวกเขายังได้ครอบครองวิญญาณอสูรอีกด้วย ทันทีที่วิญญาณอสูรปรากฎขึ้น ก็ทำให้ชนเผ่าอื่นๆ เริ่มคลุ้มคลั่งด้วยความละโมบ แม้แต่เมิ่งฮ่าวก็ยังต้องกังวลเกี่ยวกับปรากฎการณ์เช่นนี้

ตลอดช่วงครึ่งปีมานี้ ฝูงสัตว์ปีศาจของเมิ่งฮ่าวได้ลดลงจนเหลือเจ็ดหมื่นตัว ถึงแม้ว่าพวกมันจะถูกเติมเต็มเข้ามาอย่างต่อเนื่องก็ตามที แต่ก็กล่าวได้ว่า สัตว์ปีศาจทั้งเจ็ดหมื่นตัวนี้ต่างก็มีความแข็งแกร่งอย่างน่าเหลือเชื่อ

สำหรับสมาชิกของเผ่า มีอยู่ทั้งหมดแปดพันคน แต่กลุ่มคนทั้งแปดพันในตอนนี้ต่างก็มีประสบการณ์การต่อสู้มาอย่างมากมายจนนับไม่ถ้วน!

เมิ่งฮ่าวได้รับบาดเจ็บสาหัสสองครั้งในช่วงครึ่งปีมานี้ แต่ด้วยความพยายามอย่างรอบคอบ เขาจึงสามารถทำให้พลังภาพศักดิ์สิทธิ์มีความลึกล้ำมากยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ความสามารถในการควบคุมปราณอสูรของเขาก็ยังได้บรรลุเข้าไปถึงอาณาจักรแห่งใหม่อย่างสมบูรณ์

มีแต่อยู่ในการต่อสู้ระหว่างความเป็นและความตายเท่านั้น ถึงจะยกระดับขอบเขตสามารถได้เช่นนี้ นอกจากนั้น ในช่วงเวลานี้เมิ่งฮ่าวก็ยังได้รับความรู้แจ้งที่เกี่ยวข้องกับฝนม่วงอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าความก้าวหน้าในเรื่องนี้ค่อนข้างจะเชื่องช้า แต่เขาก็ค่อยๆ มีผลลัพธ์เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ

เพราะฝนม่วงได้ทำให้พลังลมปราณของสวรรค์และปฐพีเหือดหายไป ความได้เปรียบของเมิ่งฮ่าวจึงเห็นได้ชัดมากยิ่งขึ้น นั่นเป็นเหตุผลที่ทำไมเขาจึงสามารถ สังหารผู้ฝึกตนขั้นสุดท้ายวิญญาณแรกก่อตั้งได้อย่างง่ายดาย

พลังลมปราณที่เบาบางจริงๆ แล้ว ก็ช่วยให้เมิ่งฮ่าวค่อยๆ เพิ่มพลังของตัวเองได้ทีละน้อย

ตอนนี้เมิ่งฮ่าวได้ยืนอยู่บนด้านหน้าของยานบินเวท สีหน้าซีดขาวและร่างกายก็ค่อนข้างซูบผอม หลายปีที่ผ่านมานี้ได้ทำให้เขาเปลี่ยนไป มองออกไปยังที่ห่างไกลและจากนั้นก็ถอนหายใจออกมา “วันที่ทั่วทั้งทะเลทรายตะวันตกไม่มีพลังลมปราณเหลืออยู่เลย จะเป็นวันที่ข้าพุ่งทะยานขึ้นอย่างแท้จริง”

ตลอดช่วงครึ่งปีมานี้ ได้มีเหตุการณ์ที่สำคัญสามสิ่งเกิดขึ้น วิญญาณอสูรสามชิ้นได้ปรากฎขึ้นในดินแดนอันกว้างใหญ่ของทะเลทรายตะวันตก ซึ่งได้สร้างความสนใจให้กับชนเผ่าต่างๆ ในทันที และผลที่ตามมาก็คือ การต่อสู้และการปล้นชิง

เมิ่งฮ่าวตระหนักดีว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น เมื่อวิญญาณอสูรได้ปรากฎออกมา นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เขาต้องได้รับบาดเจ็บสาหัสถึงสองครั้งจากการไล่ล่านี้

แต่วิญญาณอสูรชิ้นอื่นๆ ก็ช่วยลดแรงกดดันของเมิ่งฮ่าวและเผ่าอีกาศักดิ์สิทธิ์ลงได้บ้าง พวกเขาไม่ต้องถูกโจมตีจากรอบด้านอีกต่อไป ทำให้พวกเขายิ่งมีความแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ในเวลาเดียวกันนั้น ที่ด้านหลังของเมิ่งฮ่าวซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณครึ่งเดือนของการเดินทาง ยานบินเวทสีดำสามลำซึ่งดูคล้ายกระบี่ กำลังพุ่งฝ่าอากาศติดตามมา

พวกมันมีสีดำสนิท และกระจายกลิ่นอายอันเย็นเยียบออกมาเป็นระยะ ยานบินเวทที่มีรูปร่างคล้ายกระบี่แต่ละลำนี้ต่างก็มีความยาวหลายพันจ้าง และนั่งเต็มไปด้วยผู้ฝึกตนในชุดยาวสีดำ คนทั้งหมดต่างก็นั่งขัดสมาธิอยู่

ใบหน้าพวกมันไร้ความรู้สึก และหลับตาลงขณะที่นั่งเข้าฌาณ บางคนได้ลืมตาขึ้นมาเป็นระยะ และมองเห็นแสงอันเจิดจ้าอยู่ในแววตาของมัน

อย่างน่าตกใจ รอยสักภาพศักดิ์สิทธิ์ของผู้ฝึกตนเหล่านี้ต่างก็เป็นรูปกระบี่ทั้งหมด!

ยานบินกระบี่สีดำขนาดใหญ่ และรอยสักภาพศักดิ์สิทธิ์รูปกระบี่ ไม่ใช่สิ่งที่พบเห็นได้บ่อยครั้งนักในทะเลทรายตะวันตก จริงๆ แล้ว ในดินแดนอันกว้างใหญ่ของทะเลทรายตะวันตกทั้งหมด มีเพียงชนเผ่าเดียวที่มีภาพศักดิ์สิทธิ์เป็นรูปกระบี่สีดำ…เห็นได้ชัดว่าชนเผ่านี้ก็คือเผ่าอวิ๋นเทียน (ฟ้าเมฆา) อันยิ่งใหญ่

พวกมันมีปรมาจารย์ขั้นตัดวิญญาณ และเป็นเผ่าที่แข็งแกร่งมากที่สุดในเขตภาคกลางของทะเลทรายตะวันตก เผ่าห้าพิษเคยได้รับโอกาสที่จะกลายเป็นสาขาย่อยของเผ่านี้ แต่ก่อนที่ผู้แทนของเผ่าอวิ๋นเทียนจะเดินทางไปถึง เผ่าห้าพิษก็ถูกเผ่าอีกาศักดิ์สิทธิ์ทำลายล้างไป

สำหรับยานบินเวทรูปกระบี่สีดำทั้งสามลำ มีลำหนึ่งบินอยู่ในตำแหน่งผู้นำ ที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ตรงส่วนปลายสุดของกระบี่เป็นชายชรา ดูไม่เหมือนกับสมาชิกของเผ่าคนอื่นๆ ทั่วไป มันสวมใส่ชุดยาวสีขาว มีท่าทางคล้ายกับเป็นเซียนผู้วิเศษ ใบหน้าเต็มไปด้วยความหยิ่งยโสทรนง ที่กำลังนั่งอยู่ด้านข้างมันเป็นสองบุรุษวัยกลางคน ซึ่งมีใบหน้าที่ยิ้มประจบและระมัดระวังตัว

“อีกนานเท่าใด?” ชายชราชุดขาวท่าทางคล้ายเซียนผู้วิเศษถาม เสียงของมันราบเรียบ รวมทั้งสีหน้าและอารมณที่ไร้ความรู้สึก เห็นได้ชัดว่าชายชราผู้นี้หยิ่งยโสกีดกันผู้คนจนห่างไกล ราวกับว่าการได้อยู่ในตำแหน่งที่สูงส่งนี้มานานหลายปี ทำให้เกิดเป็นความรู้สึกที่เหมือนกับมันได้กลายเป็นเชื้อพระวงศ์ ฝังแน่นอยู่ในนิสัยส่วนตัว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลิ่นอายที่คล้ายเป็นเซียนผู้วิเศษของมัน กลุ่มคนของเผ่าอวิ๋นเทียนแต่ละคนจะมีสีหน้ายำเกรงเมื่อพวกมันมองมายังชายชราผู้นี้

หนึ่งในบุรุษวัยกลางคนที่กำลังนั่งอยู่ข้างกายมันกล่าวตอบ “โจวต้าซือ ขอเรียนตอบด้วยความยินดีว่าอีกประมาณห้าวัน พวกเราก็จะบรรลุถึงเผ่าอีกาศักดิ์สิทธิ์อันน่าชัง โจวต้าซือ ช่างเป็นเกียรติอย่างแท้จริง ที่เผ่าหลักได้ส่งท่านมาร่วมปฏิบัติการรบกับเผ่าสาขาจ้านจู้นี้”

เผ่าอวิ๋นเทียนเป็นชนเผ่าอันยิ่งใหญ่ และมีสิบสามเผ่าย่อยอยู่ในการปกครอง ผู้ฝึกตนที่อยู่บนยานบินกระบี่สีดำทั้งสามลำนี้ เป็นหนึ่งในสิบสามเผ่าเหล่านั้น, เผ่าจ้านจู้ (เผ่านักรบ) สำหรับชายชราที่ดูคล้ายกับเซียนผู้นี้ ถ้าเมิ่งฮ่าวอยู่ที่นี่ด้วย เขาก็ต้องมีสีหน้าแปลกใจอย่างแน่นอน เขาต้องจดจำได้ในทันทีว่าชายชราผู้นี้ก็คือโจวเต๋อคุน

โจวเต๋อคุน เจ้าแห่งเตาของแผนกเม็ดยาบูรพาแห่งสำนักจื่อยิ่น โจวเต๋อคุน…ใช้ชีวิตได้อย่างแปลกประหลาดนัก มันได้เปลี่ยนจากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่ง และมีประสบการณ์พบเจอกับหลายสิ่งหลายอย่าง ที่เจ้าแห่งเตาคนอื่นๆ รู้แล้วต้องขนหัวลุก

มันถูกจับตัวนำไปยังดินแดนสีดำ จนในที่สุดมันก็ไปเป็นแขกผู้ทรงเกียรติอยู่ในตระกูลหานเสวี่ย ได้กลายเป็นต้าซือของเต๋าแห่งการปรุงยาของเมืองเซิ่งเสวี่ย ล้อมรอบไปด้วยนางบำเรอ มีชื่อเสียงเลื่องลือจนกระทั่งกลายเป็นที่รู้จักกันในนามว่า นักปรุงยาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของดินแดนสีดำ

หลังจากนั้น…มันก็ถูกจับตัวไปอีกครั้ง ถูกส่งต่อไปหลายต่อหลายครั้งในทะเลทรายตะวันตก หลังจากผ่านไปนานหลายปี ก็ยากที่จะรู้ว่ามันได้พบเจออะไรมาบ้าง แต่ในตอนนี้ ก็เห็นได้ชัดว่ามันได้กลายเป็นสมาชิกของเผ่าอวิ๋นเทียนอันยิ่งใหญ่ เป็นที่ประจักษ์ว่ามันมีตำแหน่งที่สูงส่งอยู่ในเผ่านี้เห็นได้ชัดเจนว่า ไม่สำคัญว่าใครจะไปยังที่แห่งไหนในโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ ถ้ามีทักษะในการปรุงยาก็จะทำให้คนผู้นั้นสามารถแสดงความมหัศจรรย์ออกมาได้…

ความหยิ่งผยองเต็มอยู่บนใบหน้าโจวเต๋อคุน ขณะที่มันพยักหน้าตอบรับ จริงๆ แล้ว มันได้ร้องขอเป็นผู้นำการเดินทางครั้งนี้ด้วยตัวเอง ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ชีวิตที่อยู่ในเผ่าของมันเริ่มค่อนข้างน่าเบื่อ มันต้องการจะออกไปยืดเส้นยืดสายบ้าง โชคดีที่เผ่าอวิ๋นเทียนอันยิ่งใหญ่ได้จัดเตรียมภารกิจให้เผ่าจ้านจู้ไปทำลายล้างเผ่าอีกาศักดิ์สิทธิ์ หนึ่งในเหตุผลนั้นก็เนื่องมาจากเผ่าอวิ๋นเทียนได้ทำข้อตกลงไว้กับเผ่าห้าพิษ เมื่อพวกมันรู้ว่าเผ่าห้าพิษถูกทำลายลงโดยเผ่าอีกาศักดิ์สิทธิ์ เพื่อที่จะรักษาไว้ซึ่งความสามารถในการสะกดข่มชนเผ่าอื่นๆ พวกมันจึงต้องกวาดล้างเผ่าอีกาศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น ส่วนเหตุผลอื่น ก็แน่นอนว่า ต้องเกี่ยวกับวิญญาณอสูร

ดังนั้น โจวเต๋อคุนจึงได้รับภารกิจนี้ไป มันจะเป็นตัวแทนของเผ่าหลักเพื่อดูแลการสู้รบนี้โดยตรง จึงเป็นเหตุให้มันมาอยู่ที่นี่ เนื่องจากตำแหน่งอันสูงส่งของมัน และความยิ่งใหญ่ของเผ่าอวิ๋นเทียน จึงทำให้มันค่อนข้างปลอดภัยอยู่ภายใต้วันสิ้นโลกในตอนนี้

มันตระหนักดีว่า บุคคลที่นั่งอยู่ด้านข้างมันเป็นหัวหน้าเผ่า และผู้เฒ่าสูงสุดของเผ่าจ้านจู้ พวกมันรู้ว่าภารกิจในครั้งนี้จริงๆ แล้วก็เป็นเรื่องรอง เป้าหมายหลักของการออกมาครั้งนี้ก็คือ การทำให้โจวเต๋อคุน ซึ่งมีตำแหน่งสูงส่งอยู่ในเผ่าพึงพอใจ

สำหรับวิญญาณอสูร แม้ว่าเมิ่งฮ่าวจะรู้ว่ายังมีอีกสามชิ้นได้ปรากฎขึ้นเมื่อครึ่งปีที่ผ่านมา แต่ชนเผ่าอันยิ่งใหญ่ที่มีปรมาจารย์ขั้นตัดวิญญาณอยู่ด้วย จริงๆ แล้วก็ยิ่งมีข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจน พวกมันรู้ว่าไม่ใช่มีแค่สามชิ้นเท่านั้นที่ปรากฎขึ้นเมื่อครึ่งปีที่ผ่านมา แต่เป็นห้าชิ้น!

พันธมิตรศาลสวรรค์ในดินแดนสีดำ ไม่ได้ทำสิ่งใดๆ กับวิญญาณอสูรทั้งห้า แต่มีชนเผ่ามากมายได้ต่อสู้และปล้นชิงวิญญาณอสูรเหล่านั้น สุดท้าย มีอยู่สามชิ้นได้ถูกชนเผ่าที่มีปรมาจารย์ขั้นตัดวิญญาณได้ไปครอบครอง หลังจากนั้น ชนเผ่าเหล่านั้นก็ได้เข้าไปเจรจาต่อรองกับพันธมิตรศาลสวรรค์

เผ่าอวิ๋นเทียนอันยิ่งใหญ่ เป็นหนึ่งในเผ่าที่ได้ครอบครองวิญญาณอสูร อีกสองชิ้นถูกครอบครองโดยชนเผ่าอื่นที่ไม่มีปรมาจารย์ตัดวิญญาณ เผ่าอื่นๆ ได้ส่งสายสืบไปหาข้อมูลเกี่ยวกับพวกมัน แต่เนื่องจากพวกมันเป็นเผ่ายิ่งใหญ่ และมีความแข็งแกร่งอย่างน่าเหลือเชื่อ จึงไม่มีใครกล้าจะพยายามทำสิ่งใดๆ

สำหรับชนเผ่าที่มีปรมาจารย์ตัดวิญญาณ การได้ครอบครองวิญญาณอสูรไม่ใช่เรื่องสำคัญอันใด เผ่าเช่นนี้สามารถเข้าไปในดินแดนสีดำได้ ไม่ว่าพวกมันจะมีวิญญาณอสูรอยู่หรือไม่ ดังนั้นจึงไม่คุ้มค่านักที่จะต้องจ่ายค่าตอบแทนที่สูงลิบลิ่วเพื่อให้ได้วิญญาณอสูรมา

สุดท้าย จึงทำให้สองชนเผ่าอันยิ่งใหญ่ที่ไม่มีปรมาจารย์ขั้นตัดวิญญาณอยู่ด้วย สามารถได้ครอบครองวิญญาณอสูร และมีสิทธิ์เข้าไปในดินแดนสีดำ

“โจวต้าซือ” หนึ่งในบุรุษวัยกลางคนด้านข้างมันกล่าวขึ้น พูดจาด้วยความระมัดระวัง “ถ้าท่านต้องการสิ่งใดๆ ในช่วงของการเดินทาง ได้โปรดอย่าได้ลังเลที่จะพูดออกมา พวกเราจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ตามที่ท่านต้องการ”

“นั่นก็ใช่แล้ว โจวต้าซือ การต่อสู้ในวันล้างโลกนี้ค่อนข้างวุ่นวาย ด้วยการมีชนเผ่ามากมายทำการอพยพ ทำให้มีของวิเศษหลากหลายถูกเปิดเผยออกมา ถ้าท่านพบเห็นสิ่งที่ชื่นชอบ พวกเราจะนำมันมาให้กับท่าน”

โจวเต๋อคุนหัวเราะเสียงดัง สีหน้าเต็มไปด้วยความพึงพอใจ ไม่กี่ปีมานี้ มันมักจะแอบถอนหายใจอยู่เสมอ เมื่อคิดไปถึงการเดินทางและความมหัศจรรย์ของชีวิตมัน

“ถ้าข้ามีสิ่งที่ต้องการจริงๆ ข้าก็จะไม่ลังเลที่จะบอกท่านทั้งสองอย่างแน่นอน พวกเรามาเร่งความเร็วกันเถอะ ข้าสนใจต่อวิญญาณอสูรของเผ่าอีกาศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก” เมื่อพูดจบโจวเต๋อคุนก็หลับตาลง

บุรุษทั้งสองที่นั่งอยู่ข้างมันไม่พูดอะไรออกมาอีก ยานบินรูปกระบี่สีดำทั้งสามพุ่งตรงไปด้วยความรวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ เข้าไปใกล้เมิ่งฮ่าวและเผ่าอีกาศักดิ์สิทธิ์มากขึ้นไปเรื่อยๆ

เวลาผ่านไป ในที่สุดห้าวันก็ผ่านไป ในวันนี้ ฝนม่วงได้ตกลงมาเหมือนเช่นเคย ที่ด้านล่างมองเห็นแม่น้ำและทะเลสาบ พลังลมปราณของสวรรค์และปฐพีเบาบางลง เป็นช่วงเวลาพลบค่ำ เมื่อเผ่าอีกาศักดิ์สิทธิ์ และเผ่าอวิ๋นเทียน…ในที่สุดก็มองเห็นซึ่งกันและกันในกลางอากาศ เหนือเขตภาคกลางของทะเลทรายตะวันตก!

Categories:
siripak

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: Battle Sun Chapter 41
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Battle Sun Chapter 40
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Battle Sun Chapter 39
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: