Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 507

I Shall Seal The Heaven Chapter 507

ตอนที่ 507

เผ่าเฮยหลง

แทบจะในเวลาเดียวกับที่ สามเผ่าโจรพุ่งตรงมา ไกลออกไปในเส้นทางภูเขา มังกรสีดำแผดร้องคำรามออกมา นี่เป็นมังกรดำที่มีความยาวหลายพันจ้าง ที่ด้านบนของมันยืนไว้ด้วยผู้ฝึกตนมากกว่าหนึ่งหมื่นคน รอบๆ ข้อมือของผู้ฝึกตนเหล่านี้เป็นเส้นเชือกสีดำ

รังสีสังหารกระจายออกมาจากเส้นเชือกสีดำนั้น เสื้อผ้าที่ผู้ฝึกตนทั้งหมื่นคนสวมใส่เรียบง่ายธรรมดา และท่าทางแข็งกระด้างมองเห็นได้จากใบหน้าพวกมัน มีสายตาที่เย็นชา เพียงมองแค่แวบแรก ก็ดูคล้ายคลึงกับสีหน้าของกลุ่มคนเผ่าอีกาศักดิ์สิทธิ์

สิ่งหลักๆ ที่แตกต่างกันระหว่างสองเผ่านี้ก็คือว่า บนหน้าผากของพวกมัน มองเห็นเป็นเครื่องหมายมังกรสีดำอย่างน่าตกใจ

นี่ก็คือ…เผ่าเฮยหลง (มังกรดำ) อันยิ่งใหญ่!

ก่อนหน้านี้ พวกมันมีปรมาจารย์ตัดวิญญาณ และมีความรุ่งเรืองเจิดจ้ามานับพันปี แต่โชคร้ายที่ปรมาจารย์ตัดวิญญาณของพวกมันได้ตายไป หลังจากนั้นพวกมันก็ได้แต่พึ่งพาความแข็งแกร่งของตัวเองเพื่อแย่งชิงวิญญาณอสูรมา และจากนั้นก็สร้างเป็นเส้นทางสายโลหิตจากภายในเขตตะวันออกของทะเลทรายตะวันตก จนกระทั่งตอนนี้ ในที่สุดพวกมันก็มาถึงต้วนหนานกวน!

ตลอดช่วงการเดินทางของพวกมัน กลุ่มคนทั้งหมดเกือบหนึ่งแสนคน ลดลงเหลือเพียงแค่หนึ่งหมื่นคนเท่านั้น คนในเผ่ามากกว่าเจ็ดในสิบส่วนตกตายไป แต่พวกมันก็ยังคงเป็นเผ่าเฮยหลงอันยิ่งใหญ่ ยังคงเป็นชนเผ่าอันแข็งแกร่ง เพียงพอที่จะสร้างความหวาดกลัวให้กับจิตใจของผู้ฝึกตนทะเลทรายตะวันตก

ด้านหลังของมังกรสีดำเป็นเส้นเชือก ซึ่งประดับตกแต่งด้วย…หัวกระโหลก!

หัวกระโหลกมากกว่าหนึ่งแสนถูกร้อยเข้าด้วยกันโดยเส้นเชือกสีดำ ก่อตัวเป็นบางสิ่งที่ดูคล้ายกับเป็นผ้าคลุม กระพือไปมาในอากาศขณะที่มังกรดำบินมา เกิดเป็นเงาดำปกคลุมไปทั่วพื้นดินที่อยู่ด้านล่าง

กลิ่นอายแห่งความตายห้อมล้อมอยู่รอบๆ มัน แม้แต่เสียงแห่งความเศร้าโศกของวิญญาณที่ถูกผนึกไว้ในหัวกระโหลกก็ได้ยินมา พยายามกระเสือกกระสนดิ้นรนเพื่อให้หลุดพ้นเป็นอิสระ

หัวกระโหลกเหล่านี้ก็คือศัตรูที่ถูกสังหารไปโดยเผ่าเฮยหลง ในการต่อสู้ช่วงการเดินทางของพวกมัน นี่เป็นถ้วยรางวัลของพวกมัน ใช้สร้างความหวาดกลัวให้กับกลุ่มโจรนักปล้นที่อยู่รอบๆ!บนศีรษะของมังกรดำเป็นแปดผู้ฝึกตน ส่วนใหญ่จะเป็นชายชราที่มีดวงตาอันเย็นชา ซึ่งทำให้เผ่าทั้งหมดราวกับเป็นใบมีดอันแหลมคม

ท่ามกลางชายชราทั้งแปดเป็นบุรุษหนุ่มที่โดดเด่นจากกลุ่มคนที่เหลือ มันมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงและมีรูปร่างสูงใหญ่เป็นอย่างยิ่ง สูงกว่าผู้ฝึกตนทะเลทรายตะวันตกโดยเฉลี่ยถึงหนึ่งช่วงศีรษะ สวมใส่เสื้อผ้าสีดำอย่างเรียบง่าย มองเห็นรอยสักภาพศักดิ์สิทธิ์รูปมังกรดำอันดุร้ายอยู่บนหน้าผาก มีท่าทางห้าวหาญ และดวงตาก็สาดประกายด้วยแสงเจิดจ้า

รอบๆ ข้อมือขวาของมันพันไว้ด้วยเส้นเชือกสีดำ ดูเหมือนจะเป็นเส้นเชือกธรรมดา ดูไม่ออกว่ามีลักษณะพิเศษอันใด ราวกับว่าเป็นเพียงแค่การตกแต่งแบบดั้งเดิมของเผ่าเฮยหลง

บุคคลผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเป็น สวี่ไป๋!

หลายปีก่อนในอาณาจักรแห่งซากสะพาน มันและเฉินโม่แห่งเผ่าฝูเยา (ยันต์ปีศาจ) อันยิ่งใหญ่ ได้พยายามจะไล่จับวิญญาณอสูร ซึ่งถูกจับได้โดยจื่อเซียง สุดท้ายคนทั้งสามได้แต่มองมาด้วยดวงตาที่เบิกกว้างเมื่อเมิ่งฮ่าวโจมตีมา และจากนั้นก็คว้าจับวิญญาณอสูรไว้ได้

พวกมันไล่ตามไป แต่เมิ่งฮ่าวมีความรวดเร็วกว่า จากนั้นจื่อเซียงก็เข้ามาแทรกแซง บังคับให้สวี่ไป๋และเฉินโม่ต้องยอมแพ้ สวี่ไป๋ต้องออกจากอาณาจักรแห่งซากสะพานด้วยความเสียใจ ในเวลาเดียวกันนั้น มันก็จากไปพร้อมกับประทับเมิ่งฮ่าวและจื่อเซียงไว้ในความทรงจำอย่างลึกล้ำ

ขณะที่เผ่าเฮยหลงเข้ามาใกล้ ทันใดนั้นก็ดึงดูดความสนใจของผู้ฝึกตนทั้งหนึ่งหมื่นคน ซึ่งกำลังมองการต่อสู้ระหว่างเผ่าอีกาศักดิ์สิทธิ์และเผ่าไห่เยา ทันทีที่พวกมันมองขึ้นไป ก็จดจำได้ว่าเป็นเผ่าเฮยหลง ฉับพลันนั้น สีหน้าพวกมันก็เปลี่ยนไป ขณะที่สงสัยว่าสิ่งที่เผ่านี้เลือกจะทำคืออะไร

สวี่ไป๋มองไปยังการต่อสู้ที่กำลังดำเนินอยู่ในต้วนหนานกวน และดูเหมือนจะมีสายฟ้าเต้นไปมาอยู่ในดวงตาของมัน มันเห็นเมิ่งฮ่าวกำลังล่าถอยออกไปจากรูปปั้นที่แปลกประหลาด โลหิตไหลซึมออกมาจากมุมปาก

สวี่ไป๋มองไปยังเมิ่งฮ่าว มองไปยังเผ่าไห่เยา มองไปยังรูปปั้นแปดแขนที่แปลกๆ และก็มองไปยังสามเผ่าโจรที่ส่งเสียงแหลมเล็กแหวกฝ่าอากาศตรงมายังพวกมัน จากเส้นทางภูเขาอีกด้านมันนิ่งเงียบไปสามอึดใจ จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นและหัวเราะออกมา

“เซี่ยเมี่ยนเหลาจู่ เมิ่งฮ่าว…ข้าได้ยินนามท่านมาบ่อยครั้งเมื่อเร็วๆ นี้ และได้ยินข่าวลือที่ค่อนข้างจะน่าสนใจว่า…ท่านได้นำเผ่าอีกาศักดิ์สิทธิ์ออกมาจากเขตทางเหนือของทะเลทรายตะวันตกจนกระทั่งมาถึงที่นี่ ท่าน…ทำให้ข้ายอมรับนับถืออย่างแท้จริง!” เสียงหัวเราะของมันสดใสและคมชัด ไร้ความรู้สึกไม่จริงใจใดๆ มันรู้สึกยอมรับในตัวเมิ่งฮ่าวอย่างแท้จริง นอกจากนี้ เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเผ่าอีกาศักดิ์สิทธิ์, เมิ่งฮ่าวและเหตุการณ์ในอาณาจักรแห่งซากสะพาน ก็ได้กระจายออกไปไกลเป็นวงกว้างมานานแล้ว

บางทีความรู้สึกของมันที่มีต่อเมิ่งฮ่าว สามารถสรุปได้ว่า ‘เป็นการเห็นอกเห็นใจในความยากลำบากของกันและกัน’ หรืออาจจะเป็น ‘ผู้กล้าเข้าใจในภารกิจของผู้กล้าด้วยกันเอง’ เผ่าเฮยหลงและเผ่าอีกาศักดิ์สิทธิ์ เริ่มต้นมาจากสถานการณ์เช่นเดียวกัน

ถึงแม้ว่าเผ่าเฮยหลงจะดีกว่าเล็กน้อย แต่หลังจากที่วันสิ้นโลกเริ่มขึ้น ปรมาจารย์ตัดวิญญาณของพวกมันก็ตายไป และพวกมันก็สูญเสียคุณสมบัติในการเข้าไปในดินแดนสีดำ กลุ่มคนในเผ่าถูกทอดทิ้งให้ตกอยู่ในความสิ้นหวัง ไม่อาจจะช่วยเหลือตัวเองได้ นอกจากนั้นศัตรูเก่าก็เข้ามาปิดล้อมโจมตีพวกมัน แต่ท่านปรมาจารย์ได้มีการเตรียมตัวไว้ก่อนที่จะตายไป

จากนั้นสวี่ไป๋ก็มีชื่อเสียงขึ้นมา นำเผ่าเฮยหลงฟันฝ่าเป็นเส้นทางสายโลหิต ทำให้พวกมันเริ่มมีความเชื่อมั่นศรัทธาขึ้นมาอีกครั้ง ในตอนนี้…เผ่าเฮยหลงอันยิ่งใหญ่ได้กลายเป็นตำนานอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ไปเรียบร้อยแล้ว

นี่เป็นสิ่งที่พวกมันมีความคล้ายคลึงกับเผ่าอีกาศักดิ์สิทธิ์ และเป็นเหตุผลที่ทำไมสวี่ไป๋ถึงได้ยกมือขึ้นและชี้ออกไป

“ข้า, สวี่ไป๋ ชิงชังผู้ที่เข้าไปสอดแทรกการต่อสู้ของผู้อื่น เผ่าอีกาศักดิ์สิทธิ์ ปล่อยให้เผ่าเฮยหลงของข้าขัดขวางสามเผ่าโจรเหล่านี้เถอะ!” ทันใดนั้น มังกรสีดำก็ส่งเสียงคำรามแผดร้อง และกลุ่มคนนับหมื่นเผ่าเฮยหลงก็มุ่งหน้าตรงไป กลายเป็นลำแสงสีดำขณะที่พวกมันพุ่งเข้าไป ตามติดไปด้วยสัตว์ปีศาจจำนวนมากมาย พวกมันพุ่งเขาไปในสนามรบ แต่ไม่ได้หยุดลง มุ่งหน้าต่อไป ตรงไปยังสามเผ่าโจรที่ใกล้เข้ามา

หัวหน้าเผ่าของทั้งสามเผ่าโจรตะโกนออกมาในทันที

“สวีไป๋ เจ้ากำลังทำอะไร?! ระหว่างพวกเราไม่มีความแค้นเคืองต่อกัน…พวกเราไม่ได้ลงมือต่อเจ้า! พวกเราแค่กำลังมาช่วยต้วนหนานกวน! อย่าบอกข้านะว่า เจ้าก็พยายามจะตีฝ่าเส้นทางภูเขานี้เหมือนกับเผ่าอีกาศักดิ์สิทธิ์!?”

“เผ่าเฮยหลงอันยิ่งใหญ่ พวกเจ้าต้องใคร่ครวญให้รอบคอบ! ถ้าพวกเจ้าเริ่มต่อสู้กับพวกเรา มันก็จะหมายความว่าพวกเจ้ากำลังประกาศสงครามกับเผ่ากองโจรทั้งหมด! เมื่อไหร่ที่พวกเจ้าออกไปจากเส้นทางภูเขานี้ พวกเจ้าก็ไม่อาจจะขยับตัวไปได้แม้แต่ก้าวเดียว!”

“ข้าครุ่นคิดอย่างรอบคอบแล้ว!” สวี่ไป๋กล่าวตอบด้วยเสียงราบเรียบ รังสีสังหารกระจายออกมาจากกลุ่มคนเผ่าเฮยหลงเป็นเสียงดังกระหึ่ม สีหน้าของกลุ่มคนสามเผ่าโจรสลดลง ขณะที่การต่อสู้อันดุเดือดได้เริ่มขึ้นในทันที!

สวี่ไป๋หัวเราะเสียงเย็นชา มันได้ใคร่ครวญเรื่องราวอย่างรอบคอบแล้วจริงๆ แม้ว่าสถานการณ์จะไม่เกิดขึ้นเช่นนี้ มันก็รู้ว่าหลังจากที่เดินทางผ่านเส้นทางภูเขาไป มันก็คงจะถูกห้อมล้อมโดยฝูงโจร มันรู้สึกยอมรับนับถือในตัวเมิ่งฮ่าวและเผ่าอีกาศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริง จากการที่พวกเขากล้าขัดขืนต้วนหนานกวน ซึ่งเป็นสิ่งที่แม้แต่มันก็ไม่อาจจะกระทำได้

อันที่จริง ก่อนที่จะมายังที่แห่งนี้ มันได้ตัดสินใจที่จะส่งมอบสิ่งของของเผ่าไปครึ่งหนึ่ง อย่างไม่ค่อยยินยอมพร้อมใจไปเรียบร้อยแล้ว

แต่ตอนนี้เมื่อโอกาสเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า ก็เป็นธรรมดาที่สวี่ไป๋จะไม่ปล่อยให้เลยผ่านไป มันไม่มีทางลงมือต่อเผ่าอีกาศักดิ์สิทธิ์ เนื่องมาจากเหตุผลที่ได้กล่าวมาแล้ว ในวันสิ้นโลกนี้ เผ่าเฮยหลงและเผ่าอีกาศักดิ์สิทธิ์…เป็นสองเผ่าที่เหมาะสมกันมากที่สุดที่จะก่อตั้งเป็นพันธมิตร!

สวี่ไป๋ได้ครุ่นคิดเรื่องราวในทุกแง่มุม “ถ้าแยกกัน พวกเราคงต้องพ่ายแพ้ การรวมตัวกันเป็นพันธมิตรเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ถ้าพวกเราได้พบกับเผ่าเทียนเฟิง (สายลมสวรรค์) และรวมตัวกันเป็นสามเผ่าพันธมิตร พวกเราก็จะสามารถต่อสู้กับเผ่าโจรบัดซบเหล่านี้ที่ด้านนอกดินแดนสีดำได้!” มันมั่นใจว่าเผ่าอีกาศักดิ์สิทธิ์ และเผ่าเทียนเฟิง ต่างก็กำลังคิดเช่นเดียวกัน

การเข่นฆ่าสังหารเริ่มขึ้น เสียงระเบิดดังเต็มอยู่ในอากาศ เมิ่งฮ่าวกวาดเช็ดโลหิตออกจากมุมปาก ขณะที่เขาไปหยุดชะงักอยู่บนพื้นดิน เขาไม่ได้ให้ความสนใจในเผ่าเฮยหลงใดๆ แม้แต่น้อย นั่นเป็นเพราะว่าในตอนนี้ เขาต้องทุ่มเทความสนใจทั้งหมดไปยังรูปปั้นแปลกประหลาดที่กำลังเผชิญหน้าอยู่

หอกปีศาจแทงเข้าไปในหน้าผากรูปปั้น ทำให้ศีรษะของมันหายไปครึ่งหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้น แขนทั้งสามของมันก็แตกกระจายไป

แต่ในขณะที่หอกปีศาจหมุนกลับมาเป็นรูปวงกลม และจากนั้นก็แทงเข้าไปในรูปปั้นอีกครั้ง ก็ดูเหมือนว่ามันไม่ได้รับความเสียหายใดๆ ราวกับว่าทันใดนั้นหอกปีศาจได้สูญเสียคุณสมบัติบางอย่างไป

ทำให้จิตใจเมิ่งฮ่าวสั่นสะท้าน ดวงตาที่ยังเหลืออยู่ข้างเดียวของรูปปั้นสาดประกายเย็นชา ขณะที่มันมองมาที่เขาอีกครั้ง โดยไม่ลังเล เมิ่งฮ่าวหยิบเอาหน้ากากสีโลหิตออกมาสวมไปที่ใบหน้า ทันใดนั้นกลิ่นอายสีโลหิตก็เดือดพล่านอยู่รอบๆ ตัวเขา

“ร่างจำแลงโลหิตระกูลจี้!” ดวงตาเมิ่งฮ่าวแวบขึ้น และแสงสีแดงเจิดจ้าของโลหิตก็ส่องออกมาจากหน้าผาก ในเวลาเดียวกันนั้น เส้นใยสีโลหิตก็ปรากฏขึ้น กลายเป็นหยดโลหิต บิดตัวไปมาขณะที่จู่ๆ มันก็ขยายขนาดใหญ่ขึ้น กลายเป็นร่างจำแลงโลหิต ที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับเมิ่งฮ่าว ปากรูปปั้นอ้าขึ้น ราวกับว่ามันกำลังจะพูดออกมาอีกครั้ง แต่ฉับพลันนั้นร่างจำแลงโลหิตก็พุ่งตรงไป

ทันใดนั้นรูปปั้นก็ปิดปากลง ปล่อยให้ร่างจำแลงโลหิตตะครุบไว้ แต่ก็แปลกเป็นอย่างมากที่มันไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ ไม่มีแม้แต่น้อยนิด เมิ่งฮ่าวไม่ค่อยอยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็น ร่างจำแลงโลหิตพุ่งผ่านรูปปั้น ผงะไปเล็กน้อยราวกับว่ามันไม่เข้าใจ

ในตอนนี้เองที่เสียงอันน่ากลัวของรูปปั้นแปดแขนก็ได้ยินขึ้นอีกครั้ง

“เสิน!” (เทพ)

เสียงดังสนั่นหวั่นไหวเต็มอยู่ในจิตใจเมิ่งฮ่าว ทันใดนั้น จิตใจเขาก็ระเบิดออกด้วยพลังที่แข็งแกร่งเป็นสามเท่าจากพลังธาตุทั้งห้าที่เขาเคยใช้ก่อนหน้านี้ รู้สึกราวกับว่ามีกระบี่กำลังแทงเข้ามาในศีรษะ ทะลุผ่านเข้าไปในจิตใจ ฉีกกระชากทุกสิ่งทุกอย่างให้กลายเป็นชิ้นๆ โลหิตไหลซึมออกมาจากมุมปาก ใบหน้าซีดขาว จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าอ่อนแอลงอย่างน่าเหลือเชื่อ

ความสามารถศักดิ์สิทธิ์ของรูปปั้นนี้ช่างแปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่ง เมิ่งฮ่าวไร้พลังที่จะไปต่อต้านมัน เขากัดปลายลิ้นเล็กน้อย ใช้ความเจ็บปวดทำให้จิตใจแจ่มใสขึ้น ดวงตาเป็นสีแดงก่ำ แทนที่เขาจะล่าถอยหลบหนี ก็กลายเป็นลำแสงพุ่งตรงไปยังรูปปั้นนั้น

“ร่างจำแลงโลหิตไร้ผล…” เขาคิดขณะที่เร่งความเร็วขึ้น กลายเป็นกลุ่มควันสีเขียวและดวงจันทร์สีดำ เมื่อเข้าไปใกล้เขาก็ยกมือขวาขึ้น ทันใดนั้นความสามารถศักดิ์สิทธิ์เซียนโลหิตก็ถูกใช้ออกมา เสียงระเบิดดังเต็มอยู่ในอากาศ ขณะที่เขาปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกไป แต่ก็เหมือนกับหอกปีศาจ ไม่มีวิชาเวทใดๆ จะทำให้รูปปั้นได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อยนิด

ทำให้สีหน้าเมิ่งฮ่าวสลดลง เขาโบกสะบัดมือ และค่ายกลกระบี่ดอกบัวปรากฏขึ้น หมุนวนเป็นวงกลมอย่างรวดเร็ว ส่งเสียงดังก้องขณะที่มันปลดปล่อยพลังแห่งกาลเวลาออกมา แต่มันก็ไม่ได้ผลเช่นเดียวกัน

“ความสามารถศักดิ์สิทธิ์และอาวุธเวทต่างก็ไร้ผล หอกปีศาจก็มีผลเพียงแค่ครั้งเดียว…รูปปั้นนี้สร้างขึ้นมาจากอะไรกันแน่!?!?” ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกายด้วยรังสีสังหาร ขณะที่เขาอดทนต่อความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงในศีรษะ

“ทำไมหอกปีศาจถึงได้ผลแค่ครั้งเดียว…? เมื่อร่างจำแลงโลหิตเข้าไปใกล้ ก็เห็นได้ชัดว่ามันกำลังจะพูดออกมา แต่จากนั้นก็ปิดปากลง!” ความคิดร้อยแปดพันอย่างเท่าที่เป็นไปได้แวบขึ้นมาในจิตใจเมิ่งฮ่าว ฉับพลันนั้น ดวงตาเขาก็หดเล็กลง

“เป็นไปได้หรือไม่ว่า…” เขากัดฟันแน่น และจากนั้นก็พุ่งตรงไปยังรูปปั้นโดยไม่ลังเล เตรียมตัวเตรียมใจไว้ล่วงหน้า

สีหน้ารูปปั้นเย็นชาเหมือนเช่นเคย ดวงตาหนึ่งข้างที่ยังเหลืออยู่บนศีรษะที่ถูกทำลายไปครึ่งหนึ่ง สาดประกายด้วยความเย็นเยียบอันลี้ลับ ขณะที่มันพูดขึ้นมาอีกครั้ง เป็นครั้งที่สาม “เจี๋ย!” (เวท)อวิ่นเสินเจี๋ย! (เวทเทพแห่งความตาย)

ทันทีที่คำพูดที่สามเริ่มหลุดออกมาจากปากมัน เมิ่งฮ่าวก็ยกมือขึ้นและใช้พลังของเวทผนึกอสูรรุ่นแปด ชี้นิ้วตรงไปยังปากที่เปิดอยู่ของรูปปั้น แม้ในขณะที่มีเสียงดังออกมา ทันใดนั้นมันก็หยุดนิ่งอยู่กับที่ เมิ่งฮ่าวตบไปที่ถุงสมบัติ กระบี่ไม้สี่เล่มปรากฏขึ้น กลายเป็นลำแสงหลากสีพุ่งตรงไปยังรูปปั้นในทันที

ในเวลาเดียวกันนั้น เพื่อเป็นการตอบรับการเตรียมตัวล่วงหน้าของเมิ่งฮ่าวเมื่อครู่นี้ ร่างจำแลงโลหิตก็พุ่งกระโจนเข้าใส่ เสียงกรีดร้องได้ยินมาขณะที่หอกปีศาจพุ่งตรงเข้าไปโจมตี ค่ายกลกระบี่ดอกบัวโคจรหมุนวน ความสามารถศักดิ์สิทธิ์ของเซียนโลหิตถูกปลดปล่อยออกไป ทันทีที่คำว่า “เจี๋ย!” หลุดออกจากปากมัน เสียงระเบิดก็ได้ยินมา!

เสียงกระหึ่มกึกก้องขนาดใหญ่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างสั่นสะเทือน ขณะที่ทั่วทั้งรูปปั้นเริ่มสั่นสะท้าน กระบี่ไม้ทั้งสี่เล่มทำให้มันสูญเสียพลังที่จะต่อต้าน ตูม! มันเริ่มพังทลายลง ขณะที่หอกปีศาจกระแทกเข้าไป ร่างจำแลงโลหิตดูดกลืนพลังชีวิตของมัน ค่ายกลกระบี่ดอกบัวทำให้มันกลายเป็นเถ้าธุลี จากนั้นพลังเวทเซียนโลหิตของเมิ่งฮ่าวก็ทำลายเถ้าธุลีนั้นไป!

ในเวลาเดียวกันนั้น เมิ่งฮ่าวก็กระอักโลหิตออกมา หลังจากที่รูปปั้นกล่าวคำพูดสุดท้ายออกมา พลังที่แข็งแกร่งกว่าเป็นสามเท่าจากก่อนหน้านี้ก็ระเบิดออกมาภายในร่างเขา โชคดีที่ในช่วงเวลาสั้นๆ รูปปั้นถูกทำลายไป ทำให้เกิดความเจ็บปวดขึ้นเพียงแค่ชั่วขณะ แต่ถึงกระนั้นโลหิตก็ยังไหลซึมออกมาจากดวงตา, จมูก และปากของเมิ่งฮ่าว ขณะที่เขาสั่นสะท้านถอยไปด้านหลัง เขาก็หยิบเอาเม็ดยาออกมาหนึ่งกำมือ กลืนกินลงไปในทันที

เขามองไปยังเถ้าธุลีที่กำลังจางหายไป ดวงตาสาดประกายด้วยความเย็นชา

“เมื่อปากของมันปิดลง มันก็จะไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ เมื่อปากของมันเปิดออก ก็เป็นการเผยให้เห็นความอ่อนแอของมัน!”

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: