I Shall Seal The Heaven Chapter 592

ตอนที่ 592

สังหารเซียนไม่ใช่เรื่องยาก

เมิ่งฮ่าวหลับตาลงอีกครั้ง ขณะที่ลอยตัวอยู่ที่นั่น ความหนาวเหน็บไหลเข้ามาในร่าง แทรกซึมเข้าไปด้านใน หลอมรวมเข้ากับปราณและโลหิต หมุนวนไปทั่วทั้งร่าง ทำให้เขารับรู้ได้ว่าร่างกายเริ่มแข็งแกร่งมากขึ้น

ดูเหมือนว่าจะมีบางสิ่งที่แปลกๆ อยู่ในน้ำนี้ มีพลังอันอ่อนโยนของสวรรค์บางอย่าง ที่ทำให้ร่างกายถูกสร้างขึ้นมาใหม่ ไม่มีความเจ็บปวด มีแต่ความหนาวเหน็บที่ตอนนี้ค่อยๆ ทำให้ร่างเมิ่งฮ่าวเริ่มแข็งตัว หลังจากเก้าถึงสิบชั่วยาม แม้แต้วิญญาณก็แสดงให้เห็นถึงสัญญาณแห่งการถูกแช่แข็ง

ในตอนนี้เองที่เมิ่งฮ่าว ซึ่งกำลังลอยอยู่ท่ามกลางน้ำในสระ จู่ๆ ก็ลืมตาขึ้นมา พุ่งขึ้นไปโดยไม่ลังเล ทะลวงผ่านพื้นผิวของสระน้ำ ไปปรากฏกายอยู่บนพื้น ร่างกายเขาสั่นสะท้าน และกลุ่มหมอกสีขาวได้ลอยออกมาจากร่าง เสียงแตกร้าวได้ยินมาจากพื้นดินที่ด้านล่างเท้า ขณะที่น้ำแข็งเริ่มกระจายออกไปทั่วทุกทิศทาง โดยมีเมิ่งฮ่าวเป็นจุดศูนย์กลาง

เขานั่งลงขัดสมาธิเพื่อเข้าฌาณ สองสามวันผ่านไป ก่อนที่จะลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ภายในดวงตานั้นมองเห็นเป็นแสงสีน้ำเงินอ่อน ซึ่งเกิดขึ้นจากพิษความเย็นที่อยู่ภายในร่างเขา ซึ่งยังคงไม่อาจจะขจัดออกไปได้

“สถานที่แห่งนี้เหมาะสำหรับการฝึกฝนร่างกายได้อย่างดีเยี่ยม แต่ก็ประกอบไปด้วยพิษแห่งความหนาวเย็น ซึ่งต้องใช้เวลาในการขจัดให้ออกไปจากร่าง ถ้าข้าไม่ขจัดมันออกไป ในที่สุดก็คงต้องมีอันตรายต่อชีวิตข้า” เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว ถอนหายใจออกมาจากนั้นก็มองไปยังถุงสมบัติ

“แย่ยิ่งนักที่โลกแห่งนี้เป็นเพียงภาพลวงตา ทำให้การกลืนเม็ดยาในนี้ไม่อาจจะได้ผลใดๆ มีเพียงสิ่งเดียวที่ทรงคุณค่าในสถานที่แห่งนี้ก็คือ การอบรมฝึกฝนร่างกาย”

“ถ้าข้าสามารถกลืนเม็ดยาในที่แห่งนี้ได้ เมื่อคิดไปถึงเต๋าแห่งการปรุงยาในยุคนี้ ก็จะทำให้ผลที่เกิดขึ้นของข้าจะดีมากกว่าเป็นหลายเท่านัก” หลังจากครุ่นคิดอีกชั่วครู่ เมิ่งฮ่าวก็ยืนขึ้นและจากไป เขาคิดว่าจะกลับไปยังยอดเขาสี่ เพื่อพักผ่อนและรอคอยให้พิษความเย็นถูกขจัดออกไปจนหมดสิ้น จากนั้นก็จะกลับมาเพื่อฝึกฝนร่างกายในสระน้ำนี้อีกครั้ง

ขณะที่เมิ่งฮ่าวเดินผ่านกลุ่มหมอกไป ก็เต็มไปด้วยความรู้สึกที่คล้ายกับการได้มองเห็น ของวิเศษอยู่ตรงเบื้องหน้า แต่ก็ไม่อาจจะนำมันมาได้ เขารู้สึกหดหู่ใจเล็กน้อย

เมิ่งฮ่าวเดินออกไปจากพื้นที่บริเวณกลุ่มหมอกอย่างช้าๆ ขณะที่ผ่านสองรูปปั้น และประตูกระบี่ ทันใดนั้นเขาก็หยุดเดิน มองเห็นแสงเจิดจ้าอยู่ในดวงตาทันที

ดวงตาเขาแวบขึ้น และจิตใจก็เต้นรัว ขณะที่ความคิดใหม่ๆ จู่ๆ ก็เริ่มก่อตัวขึ้นมา

“เม็ดยาในสถานที่แห่งนี้เป็นภาพลวงตา ดังนั้นจึงไร้ประโยชน์สำหรับข้า…แต่ก็มีต้นสมุนไพรอยู่มากมายนับไม่ถ้วน บางชนิดก็ยังได้สูญพันธุ์ไปแล้วในยุคข้า แต่ก็เป็นแค่พันธุ์ธรรมดาทั่วไปในที่แห่งนี้”

“เมื่อเป็นเช่นนี้…ถ้าหากข้าปรุงเม็ดยาด้วยตัวเองจะเป็นเช่นไร?” เมิ่งฮ่าวเริ่มหอบหายใจด้วยความกระตือรือร้น

“ต้นสมุนไพรภาพลวงตาเหล่านี้ สามารถจะใช้สร้างเป็นเม็ดยาจริงขึ้นมาได้ ซึ่งจริงๆ แล้ว…ข้าไม่เคยลองทำมาก่อน!!” เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ และดวงตาก็เหมือนจะสาดประกายไปด้วยแสงอันเจิดจ้า ราวกับว่าพวกมันกลายเป็นดวงตะวัน จิตใจสั่นสะท้านจากความคิดใหม่ๆ อันน่าตกใจนี้ ยิ่งเขาขบคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มากเท่าใด ก็ยิ่งดูเหมือนว่าเขาจะสามารถทำมันได้มากขึ้นเท่านั้น

ถ้าเขาทำ เมิ่งฮ่าวก็ไม่มั่นใจว่าเขาจะสามารถ…ก่อให้เกิดผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานของโลกแห่งภาพลวงตาโบราณนี้ได้จริงหรือไม่!

“ย้อนกลับไปในสำนักจื่อยิ่น ข้าเคยสร้างบางสิ่งขึ้นมาจากความว่างเปล่า! ในช่วงการแข่งขันกลายเป็นเทพกระถางม่วง ข้าใช้สิ่งของที่เป็นภาพลวงตาเพื่อปรุงเป็น…เม็ดยาที่สร้างขึ้นมาจากความว่างเปล่า!!”

“ข้าอยากรู้นักว่า จะสามารถใช้วิธีเดียวกันนั้นเพื่อปรุงเป็น…เม็ดยาที่สร้างขึ้นมาจากความว่างเปล่า ซึ่งสอดคล้องกับธรรมชาติในที่แห่งนี้ได้หรือไม่!?” เมิ่งฮ่าวกำหมัดจนแน่นและร่างกายก็สั่นสะท้าน ความคิดนี้ดูเหมือนเกือบจะคล้ายกับความบ้าคลั่ง และเขาก็ไม่มั่นใจว่าจะทำได้สำเร็จหรือไม่ ถ้ากล่าวกันในแง่ของเต๋าแห่งการปรุงยาโดยล้วนๆ แล้ว มันก็เป็นไปได้!

“มันเป็นเรื่องยากที่จะสร้างสิ่งของบางอย่าง ขึ้นมาจากความว่างเปล่า ถึงแม้จะเพียงแค่ครั้งเดียว และเป็นทักษะในเต๋าแห่งการปรุงยาของข้าก็ตามที โดยส่วนใหญ่แล้วก็มักจะขึ้นกับโชคชะตาและวาสนา!”

เมิ่งฮ่าวหลับตาลงชั่วครู่ เมื่อลืมขึ้นมา ดวงตาก็สาดประกายด้วยความมุ่งมั่น ร่างกายแวบขึ้น ขณะที่พุ่งตรงไปยังยอดเขาสี่ ขณะที่เขาเดินทางไป ใครก็ตามที่มองเห็น ก็จะรู้สึกเกิดความอิจฉาอยู่ในจิตใจ เนื่องจากสิ่งที่เพิ่งจะเกิดขึ้นในเจดีย์เซียนอสูร ชื่อเสียงของเมิ่งฮ่าวในฐานะของการเป็นผู้ที่ถูกตามใจแห่งสำนักเซียนอสูร ได้โด่งดังมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

หลังจากที่กลับมาถึงยอดเขาสี่ เขาก็พบว่าสวี่ชิงยังคงนั่งเข้าฌาณอยู่ เมื่อเทียบกับเมิ่งฮ่าวแล้ว สวี่ชิงมีความขยันหมั่นเพียร จนเขาไม่อาจจะเทียบได้

แต่โชควาสนาและดวงตะชาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน วิชาที่เหมาะสมกับสวี่ชิง อาจจะไม่เหมาะสมกับเมิ่งฮ่าว ซึ่งตรงข้ามกันในความเป็นจริง

ไม่กี่วันหลังจากนั้น ศิษย์ทั้งหมดของยอดเขาสี่ ต่างก็รู้ว่าปรมาจารย์น้อยของพวกมัน เริ่มบ้ามากขึ้นกว่าเดิม เขาได้เริ่มปรุงเม็ดยาขึ้นอย่างไม่คาดคิด ทำให้เกิดเป็นความปั่นป่วนวุ่นวายขนาดใหญ่ขึ้นในยอดเขาสี่ สุดท้ายคำพูดเหล่านี้ก็กระจายออกไปยังยอดเขาอื่นๆ และในที่สุดทุกคนก็รับรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้

ภายในเวลาไม่นานนัก ข่าวลือซุบซิบนินทาก็เริ่มกระจายออกไป แต่ก็ไม่มีใครกล้าที่จะพูดจาอย่างเปิดเผย นอกจากนี้ กลุ่มคนที่ถูกตามใจทั้งหมดแห่งพันธมิตรอสูร ต่างก็สนับสนุนเรื่องราวนี้เป็นอย่างมาก

เมื่อเมิ่งฮ่าวเอ่ยถึงความต้องการที่จะได้ต้นสมุนไพรจำนวนมากมาย พันธมิตรอสูรก็เริ่มลงมือปฏิบัติการในทันที เมื่อต้นสมุนไพรจำนวนมากมายเริ่มถูกส่งเข้ามา ชีวิตประจำวันของเมิ่งฮ่าวก็ประกอบไปด้วยเหตุการณ์สี่อย่าง

ความรู้แจ้งในเวทแห่งเต๋า, การปรุงยา, การฝึกฝนร่างกายในสระน้ำเซียนอสูร และการขจัดพิษความหนาวเย็น

เมื่อถึงเวลาที่ต้องปรุงเม็ดยา เขาได้ใช้ห้องปรุงยาของยอดเขาสี่ ซึ่งเป็นของเคออวิ๋นไห่ เมื่อเมิ่งฮ่าวเริ่มเข้าไปใช้งาน ทั่วทั้งยอดเขาสี่ก็เริ่มเต็มไปด้วยเสียงของเม็ดยาระเบิด

เสียงนั้นอาจจะดังก้องอยู่ในความมืดยามราตรี หรืออยู่ในช่วงเที่ยงวัน เมื่อไหร่ที่ได้ยินเสียงนี้ ทุกคนก็จะรู้ว่าท่านปรมาจารย์น้อย ได้ล้มเหลวในการปรุงเม็ดยาอีกครั้งหนึ่งแล้ว

เมิ่งฮ่าวมีใบหน้าที่ขาวซีดอยู่เล็กน้อย ไม่ใช่เกิดจากสิ่งที่เขามุ่งหวัง เต๋าแห่งการปรุงยาของเขามาจากช่วงสมัยเวลาหลายหมื่นปีในอนาคต ซึ่งแตกต่างไปจากเต๋าแห่งการปรุงยาในตอนนี้ และเขาก็จำเป็นต้องใช้เวลาในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ก่อนที่จะปลดปล่อยความสามารถทั้งหมดออกมาได้

ที่เลวร้ายมากที่สุดก็คือ เมิ่งฮ่าวพบว่า เขาสามารถปรุงเม็ดยาที่เป็นภาพลวงตาได้เท่านั้น ไม่อาจจะสร้างบางสิ่งขึ้นมาจากความว่างเปล่าได้อย่างแท้จริง บางทีอาจจะเนื่องมาจากว่าเป็นธรรมชาติของภาพลวงตาในโลกที่เขาอยู่นี้ก็เป็นไปได้

แทบจะดูเหมือนว่ามีพลังบางอย่างได้แทรกแซงเข้ามา ทำให้เม็ดยาในที่แห่งนี้ถูกจำแนกด้วยวิธีการที่แตกต่างกันชั่วนิรันดร์ โชคร้ายที่การปรุงยาของเมิ่งฮ่าวเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากขอบเขตนั้น จึงทำให้ไม่อาจจะปรากฏเป็นความจริงขึ้นมาได้

แต่เขาก็ไม่ยอมให้ตัวเองเสียใจหรือยอมแพ้ เขาพยายามที่จะค้นหาความรู้สึกที่เคยเกิดขึ้น เมื่อย้อนกลับไปตอนที่อยู่ในสำนักจื่อยิ่น เวลาเลื่อนผ่านไป ในที่สุดเขาก็พยายามมาถึงหนึ่งเดือนเต็ม

ในวันสุดท้ายของเดือน ไม่มีแม้แต่คนเดียวในยอดเขาทั้งเจ็ดแห่งสำนักเซียนอสูร ที่จะไม่รู้ว่าเมิ่งฮ่าวกำลังปรุงเม็ดยาอยู่ เสียงกระหึ่มกึกก้องดังออกมาจากยอดเขาสี่ กลายเป็นอีกหนึ่งเสียงที่เกิดขึ้นเป็นประจำของสวรรค์ชั้นแรกแห่งสำนักเซียนอสูร

เมื่อคิดว่าเขาได้ล้มเหลวมาแล้วมากมายนับไม่ถ้วน จึงไม่อาจจะคิดไปถึงต้นสมุนไพรจำนวนมากมายเท่าใดที่เขาต้องสูญเสียไป แต่ก็โชคดีที่สำนักเซียนอสูรมีต้นสมุนไพรเช่นนั้นอยู่มากมาย การสิ้นเปลืองเช่นนี้อาจจะทำให้สำนักขนาดกลางเกือบทั้งหมด ต้องร้องไห้คร่ำครวญออกมาได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคิดว่า…เขากำลังใช้ต้นสมุนไพรที่ล้ำค่าเป็นอย่างยิ่ง แม้แต่อยู่ในยุคสมัยนี้ก็ตามที การล้มเหลวทุกครั้งของเขา ทำให้ศิษย์คนอื่นๆ แอบรู้สึกเจ็บปวดใจ

ถึงแม้ว่าเขายังไม่ประสบความสำเร็จ แต่จริงๆ แล้ว เมิ่งฮ่าวก็เริ่มเรียนรู้ได้เล็กน้อย เต๋าแห่งการปรุงยาของเขาค่อยๆ เริ่มปรับตัวให้เข้ากับสมัยโบราณ อย่างช้าๆ เส้นทางใหม่ก็ปรากฏขึ้นในเต๋าแห่งการปรุงยา ซึ่งเป็นของเมิ่งฮ่าวเพียงผู้เดียวเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น การที่เขาพยายามปรุงยามามากมายหลายครั้ง ทำให้แต่ละขั้นตอนของการปรุงยาถูกพัฒนาและชำนาญขึ้นอย่างแท้จริง

ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ เขาได้รับความรู้แจ้งในระดับแรกของเวทกลืนภูเขาด้วยเช่นกัน ทำให้มันถูกประทับอยู่ในจิตใจอย่างมั่นคง และสามารถนำมันไป เมื่อเขาออกไปจากอาณาจักรที่สองนี้

สำหรับพิษความหนาวเย็นที่อยู่ในร่าง ตอนนี้มีมากกว่าครึ่งที่ถูกกำจัดออกไปจากร่างเขา ถ้าไม่ใช่ว่าเขาได้ไปแช่อยู่ในสระน้ำอย่างต่อเนื่อง มันก็คงจะหายไปจนหมดสิ้นนานแล้ว

อันที่จริง การควบคุมพิษความหนาวเย็นของเขานี้ ได้บรรลุถึงจุดที่ตราบเท่าที่เขาไม่ได้ไปยุ่งกับน้ำในสระ มันก็จะหายไปเองตามธรรมชาติ

ในช่วงหนึ่งเดือนมานี้ ร่างเมิ่งฮ่าวมีการเปลี่ยนแปลงอย่างน่าเหลือเชื่อ แม้แต่เขาก็ยังรู้สึกตกใจกับผลลัพธ์ของมัน สระน้ำเซียนอสูรที่แปลกๆ นี้ ช่างน่าตกใจเป็นอย่างยิ่ง ตอนนี้ แม้ว่าเขาจะอยู่ในวิญญาณดวงแรก แต่ร่างเขาก็มีพลังเทียบเท่ากับวิญญาณดวงที่ห้า

จากการคิดคำนวนอย่างคร่าวๆ ถ้าเขาบรรลุถึงระดับที่ร่างกาย มีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับวิญญาณดวงที่เจ็ด ในขณะที่อยู่ในวิญญาณดวงแรกนี้ เมื่อเขาเข้าไปในวิญญาณดวงที่เจ็ดจริงๆ…ร่างกายก็จะเทียบเท่ากับตัดวิญญาณอย่างแท้จริง

ถ้าเขาต้องไปเผชิญหน้ากับปรมาจารย์ฮูเหยียนด้วยร่างกายเช่นนั้น เมิ่งฮ่าวก็เชื่อมั่นว่าการต่อสู้ควรจะไม่ยุ่งยากเหมือนก่อนหน้านี้ และเขาน่าจะสามารถกำจัดมันไปได้ทั้งวิญญาณและร่างกาย

“โชคร้าย ที่การบรรลุถึงระดับวิญญาณดวงที่หก ร่างกายของข้าต้องจมลงไปในสระน้ำที่ลึกมาก…หลังจากนั้น ข้าก็ต้องใช้เวลาหนึ่งเดือนเพื่อฟื้นฟูจากพิษความหนาวเย็น”

“ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าข้าคิดคำนวนไม่ผิดพลาด ก็จำเป็นต้องฝึกฝนเช่นนั้นอย่างน้อยก็สิบครั้ง ซึ่งก็แทบจะใช้เวลาถึงหนึ่งปี” เมิ่งฮ่าวครุ่นคิดเรื่องราวเหล่านี้ต่อไป ขณะที่เขาเดินผ่านเขตต่างๆ ของสำนักเซียนอสูร

ขณะที่เมิ่งฮ่าวเดินไป จู่ๆ ก็หยุดลง ทันใดนั้น ภาพซ้อนทับก็พุ่งออกมาจากทุกสรรพสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเขา ในท้องฟ้า, พื้นดินและโลกแห่งนี้ ภายในชั่วเวลาไม่กี่อึดใจ ทุกสิ่งทุกอย่างก็เริ่มกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม

“เป็นครั้งที่สามแล้วในเดือนนี้” เมิ่งฮ่าวคิดพร้อมกับขมวดคิ้ว เขารู้สึกว่าอาณาจักรที่สองกำลังมาถึงจุดที่จะกระจัดกระจายออกไป เมื่อมันหายไป กลุ่มคนทั้งหมดที่มาจากดาวหนานเทียนก็จะจากไป และการเดินทางเข้ามาในสำนักเซียนอสูรของพวกมันก็จะมาถึงบทสรุป

“ถ้ามันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็คงจะอีกภายในไม่กี่วัน อย่างช้าที่สุด ก็คงจะภายในอีกสองเดือนข้างหน้านี้” เมิ่งฮ่าวรู้สึกเสียใจอยู่เล็กน้อย ที่มีเวลาไม่พอที่เขาจะบรรลุถึงความแข็งแกร่งอย่างน่าเหลือเชื่อของวิญญาณดวงที่หก

ร่างเขาแวบขึ้น และไปปรากฏขึ้นอีกครั้งที่นอกเมืองของสำนักเซียนอสูร ซึ่งเป็นสถานที่ที่ค่อนข้างจะอยู่ห่างไกลเป็นอย่างมาก รกร้างและเงียบสงบ เป็นสถานที่ซึ่งน้อยคนนักที่จะเคยมา

เมิ่งฮ่าวมองลงไปยังพื้นดิน จากนั้นก็ชำเลืองมองไปยังบริเวณรอบๆ อีกครั้ง ในที่สุด เขาก็ตบไปที่ถุงสมบัติหยิบเอากระบี่ไม้ออกมา นี่เป็นกระบี่ที่ถูกประทับด้วยผนึกมากมาย ซึ่งเขาเคยใช้เมื่อไม่นานมานี้เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับมัน

เขามองไปยังกระบี่ และจากนั้นก็ที่พื้นดิน ประกายแห่งความเด็ดขาดเต็มอยู่ในดวงตา

“ถ้าข้าไม่ลองใช้มันสักครั้ง ข้าก็คงจะเสียใจตลอดไป ถึงแม้ข้าจะมั่นใจว่ามันคงไม่ได้ผลแปดถึงเก้าในสิบส่วน แต่ก็ยังมีความเป็นไปได้อยู่เล็กน้อย…” ด้วยเช่นนั้น เมิ่งฮ่าวก็โบกสะบัดมือขวา ทำให้กระบี่ไม้แห่งกาลเวลา ทิ่มแทงลงไปในพื้นดิน เพียงชั่วพริบตา มันก็ถูกฝังลึกลงไป

“ในสิ่งของเวททั้งหมดที่ข้ามีอยู่ในครอบครอง มีเพียงกระบี่ไม้แห่งกาลเวลานี้เท่านั้น ที่จำเป็นต้องถูกแช่อยู่ภายในพลังแห่งกาลเวลา แม้แต่โอกาสเพียงน้อยนิดที่จะทำได้สำเร็จก็จะหมายถึง…”

“เมื่อข้ากลับไปสู่ความเป็นจริง ก็จะมีกระบี่ที่ประกอบด้วยเวลาหลายหมื่นปี! ด้วยพลังของกระบี่เช่นนี้ เพียงตวัดลงไปแค่ครั้งเดียว ก็จะตัดเวลาให้หายไปนับหมื่นปี! แม้แต่การสังหารเซียน ก็จะไม่ใช่เรื่องยากเย็นอีกต่อไป!”

“ของวิเศษเช่นนี้ มีค่าควรแก่การลองเสี่ยงโชคดู!”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น