I Shall Seal The Heaven Chapter 599

0 Comments

ตอนที่ 599

ปลายกระบี่

สถานที่ที่เมิ่งฮ่าวเลือกไว้ทั้งหมด อยู่ในมุมที่ห่างไกลออกมาจากสำนักเซียนอสูร เป็นสถานที่ที่เขาเคยสังเกตเห็นมาก่อนในอาณาจักรแรก ซึ่งเขามั่นใจว่ามันจะต้องปลอดภัยเป็นอย่างยิ่ง

ขณะที่เข้าไปใกล้สถานที่แรก เมิ่งฮ่าวเริ่มมีความวิตกกังวลเพิ่มมากขึ้น ชั่วครู่ต่อมาเขาก็ไปถึง มองไปยังซากปรักหักพังในบริเวณนั้น สูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ และพุ่งลงไปในทันที

หลังจากที่มองไปยังบริเวณรอบๆ ชั่วครู่ เมิ่งฮ่าวก็มองลงไปที่พื้นดินด้านล่าง เขายกเท้าขึ้น จากนั้นก็กระทืบลงไป ครั้งแล้วครั้งเล่า เสียงระเบิดได้ยินมา ขณะที่พื้นดินถูกทำลายไป ก้อนหินดินทรายมากมายนับไม่ถ้วน พุ่งขึ้นไปในอากาศ ขณะที่เกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่ ปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าเมิ่งฮ่าว

โชคร้าย ที่มองไม่เห็นอะไรภายในหลุมนั้น…

เมิ่งฮ่าวมีสีหน้าน่าเกลียด ขณะที่หันหลัง และเริ่มค้นหาไปทั่วพื้นที่แถบนั้น ใช้เวลาไม่นานก่อนที่เขาจะทำให้พื้นดินในบริเวณนั้นพลิกกลับด้าน แต่ก็ยังคงไม่อาจจะพบเจอแม้แต่สิ่งเดียว

ราวกับว่าไม่มีกระบี่ไม้แห่งกาลเวลา ถูกฝังอยู่ในที่แห่งนี้ตั้งแต่ตอนแรกแล้ว

“ข้าล้มเหลว…?” เมิ่งฮ่าวคิด ดวงตาสาดประกายด้วยแสงอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจ บินขึ้นไปในอากาศ และพุ่งตรงไปยังสถานที่แห่งที่สอง ซึ่งเขาได้ฝังกระบี่ไม้อีกเล่มไว้

หลังจากที่ไปถึง เขาก็ค้นหาบริเวณนั้นไปทั่ว แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงเหมือนเดิม ไม่ว่าเขาจะค้นหาอย่างไร ก็ไม่อาจจะพบเจอร่องรอยใดๆ ของกระบี่ไม้แห่งกาลเวลา

จากนั้นเมิ่งฮ่าวก็ไปยังสถานที่แห่งที่สาม แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงเหมือนเดิม

จิตใจเขาจมดิ่งลงไป ยิ้มอย่างขมขื่นออกมา ในตอนนี้เมิ่งฮ่าวค่อนข้างมั่นใจว่า ความคิดที่ผุดขึ้นมาในโลกแห่งภาพลวงตาโบราณนั้นได้ล้มเหลวไปแล้ว

ถอนหายใจออกมา มุ่งหน้าตรงไปยังสถานที่สุดท้าย ซึ่งเขาได้ฝังกระบี่ไม้ไว้ เป็นบริเวณที่ค่อนข้างจะอยู่ใกล้กับยอดเขาเจ็ด ในตอนที่อยู่ในโลกแห่งภาพลวงตา เส้นทางที่มายังสถานที่แห่งนี้ง่ายต่อการมาถึงเป็นอย่างยิ่ง แต่ตอนนี้ทุกสิ่งเปลี่ยนไป มีอันตรายซุกซ่อนอยู่ในทั่วทุกทิศทาง แม้แต่เมิ่งฮ่าว ก็ยังต้องใช้เวลาหลายวันกว่าที่จะไปถึงยอดเขาเจ็ด และสถานที่ที่เขาได้ฝังกระบี่ไม้แห่งกาลเวลาเล่มที่สี่ไว้

ในครั้งหนึ่งภูเขาแห่งนี้เต็มไปด้วยผืนป่า แต่ผืนป่าเหล่านั้นได้ถูกเผาไหม้ จนกลายเป็นเถ้าธุลีไปนานแล้ว หลังจากที่ค้นหาเศษส่วนที่เหลือของผืนป่า ในท่ามกลางซากปรักหักพังอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง ในที่สุดเมิ่งฮ่าวก็พบสถานที่ที่เขาได้ซ่อนกระบี่ไม้ไว้

หลังจากที่พลิกพื้นดินแถบนั้น เขาก็ไม่พบเห็นอันใด ยกเว้นหลุมที่ว่างเปล่า เขาถอนหายใจยาวออกมา และในที่สุดก็ล้มเลิกความหวังทั้งหมด เมิ่งฮ่าวรู้ว่าครั้งนี้ เขาได้ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

ทันใดนั้นเมิ่งฮ่าวก็ขมวดคิ้ว “ถ้าข้าล้มเหลว แล้วกระบี่ไม้แห่งกาลเวลาของข้าไปอยู่ที่ไหน?” เขาเปิดถุงสมบัติออก แน่นอนว่า ยังคงมีกระบี่ไม้แห่งกาลเวลาหกเล่มอยู่ด้านใน อีกสี่เล่มที่เขาฝังไว้ได้หายไปเรียบร้อยแล้ว

มีบางสิ่งที่แปลกเป็นอย่างมากเกี่ยวกับเรื่องราวทั้งหมดนี้ บางสิ่งที่เกินกว่าความคาดคิดของเมิ่งฮ่าว ซึ่งสามารถอธิบายความเป็นไปได้หลายอย่าง แต่หนึ่งในนั้นที่สมเหตุสมผลมากที่สุดก็คือ ในช่วงที่เขาฝังกระบี่ไม้แห่งกาลเวลาทั้งสี่เล่มไว้เรียบร้อยแล้ว ก็มีใครบางคนติดตามมา และนำพวกมันไป

เมิ่งฮ่าวส่ายหน้า และกำลังจะจากไปแต่ทันใดนั้น สายตาก็จ้องลงไปยังขอบหลุมที่เพิ่งจะขุดขึ้นมา เขามองเห็นบางสิ่งอยู่ที่นั่น ซึ่งทำให้เกิดเป็นแรงสั่นสะเทือนวิ่งผ่านไปทั่วร่างในทันที เมิ่งฮ่าวเริ่มสูดลมหายใจเข้าไปอย่างหนักหน่วง ขณะที่จ้องไปยังสิ่งธรรมดาที่ดูเหมือนจะเป็นเศษไม้ขนาดเท่าเล็บนิ้ว ที่โผล่ออกมาจากดินโคลน

เศษไม้ชิ้นนั้นดูเหมือนจะเน่าเปื่อยจากกาลเวลาที่ผ่านมานานปี ดูธรรมดาโดยสิ้นเชิง แทงทะลุเข้าไปในดินโคลน

“นั่นก็คือ…” เมิ่งฮ่าวหอบหายใจ ขณะที่สะกดข่มความตื่นเต้นในจิตใจไว้ เขาหยิบเอาเศษไม้ชิ้นนั้นขึ้นมาด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง มันมีรูปร่างไม่สม่ำเสมอ แต่ส่วนปลายของมันแหลมคมเป็นอย่างยิ่งมันแทบจะดูคล้ายกับเป็นปลายกระบี่!!

“นี่ก็คือต้นชุนชิว! นี่คือส่วนปลายของกระบี่ไม้!” ลมหายใจเมิ่งฮ่าวเริ่มเร่งร้อนขึ้น จิตใจสั่นสะท้าน ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกสับสนต่อความสำเร็จนี้ เป็นความสำเร็จที่ไม่อาจจะเข้าใจได้

ตอนนี้ จิตใจเมิ่งฮ่าวกำลังหมุนคว้าง ขณะที่ตรวจสอบไปยังเศษไม้ขนาดเท่าเล็บนิ้ว ที่วางอยู่บนฝ่ามืออย่างละเอียด

“ไม่ถูกต้อง…ดูเหมือนว่า…มันไม่ใช่กระบี่ไม้ดั้งเดิมที่ข้าฝังไว้?” เมิ่งฮ่าวมองอย่างระมัดระวังไปยังเศษไม้ขนาดเท่าเล็บนิ้ว อย่างน่าตกใจเมื่อเขาตระหนักว่า มันมีพลังแห่งกาลเวลาถึงสามหมื่นปี

แต่เศษไม้นั้นก็มีขนาดเล็กมาก ทำให้พลังแห่งกาลเวลาไม่คงที่ เมิ่งฮ่าวบอกได้ว่าถ้าเขาพยายามที่จะใช้มัน มันก็คงจะค่อยๆ จางหายไป

“กระบี่ไม้ของข้าดูเหมือนว่าจะได้ผลจริงๆ พวกมันถูกฝังไว้ในที่แห่งนี้เกือบหนึ่งแสนปี แต่เศษไม้ชิ้นนี้มีอายุเพียงแค่สามหมื่นปีเท่านั้น จึงทำให้มีรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างไปเล็กน้อย” เมิ่งฮ่าวไม่ค่อยแน่ใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น รวมถึงไม่ค่อยมั่นใจด้วยเช่นกันว่า ความพยายามของเขาได้ล้มเหลวไปแล้ว

ถ้าไม่อาจจะมองเห็นกระบี่ไม้ทั้งเล่ม ก็ไม่มีทางที่จะตัดสินใจสรุปได้ แต่เขาก็รู้ว่าไม่อาจจะรับรู้ได้ถึงตราประทับที่เขาได้ทิ้งไว้บนกระบี่ไม้นั้นโดยสิ้นเชิง

เขาเก็บเศษไม้เล็กๆ นั้นไว้ด้วยความระมัดระวัง เป็นไปไม่ได้ที่จะตัดสินใจว่าเศษไม้ชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบี่ ที่เขาได้ฝังไว้ในที่แห่งนี้จนผ่านมานานหลายปีนั้นหรือไม่ แต่เมื่อคิดว่ามีพลังแห่งกาลเวลาถึงสามหมื่นปี ถูกเก็บสะสมไว้ในเศษไม้เล็กๆ ชิ้นนี้ ก็สามารถถือได้ว่าเป็นของวิเศษอันล้ำค่า

“ถ้าข้าล้มเหลวจริงๆ ข้าก็คงจะสูญเสียกระบี่ไม้แห่งกาลเวลาทั้งสี่เล่มไปทั้งหมด ด้วยการใช้หินลมปราณ ข้าก็สามารถจะลอกเลียนแบบขึ้นมาได้อีก ถ้าข้าทำสำเร็จ ถึงแม้จะมีใครมานำกระบี่ไม้นั้นไปก่อนข้า แต่พวกมันก็เป็นกระบี่ที่ข้าสร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง ถ้าข้าได้พบกับพวกมันอีกครั้ง ข้าก็จะรู้ได้ทันที ไม่ว่าคนอื่นๆ จะพยายามกลั่นสกัดพวกมันไปแล้วกี่ครั้งก็ตามที”

“จิตใจของกระบี่เหล่านั้นประกอบด้วยพลังแห่งกาลเวลาของข้า ข้าจึงเป็นเจ้านายดั้งเดิมของพวกมันตลอดไป” ดวงตาเมิ่งฮ่าวแวบขึ้น ถึงแม้ว่าเขายังไม่เข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นนี้อย่างแท้จริง แต่ก็ไม่ต้องการจะเสียเวลาไปครุ่นคิดถึงมันอีกต่อไป เมื่อมองขึ้นไปเห็นยอดเขาเจ็ด ท่าทางอ่อนไหวก็ปรากฏขึ้นในแววตา

“นั่นก็คือที่ฝังศพของท่านพ่อเคอ” ร่างเมิ่งฮ่าวกลายเป็นลำแสงหลากสี พุ่งตรงไปยังสถานที่ฝังศพของผู้เชี่ยวชาญอันแข็งแกร่งในแต่ละรุ่นของสำนักเซียนอสูร

ตลอดเส้นทาง เขาได้ยินเสียงระเบิดดังออกมาจากเขตพื้นที่ต่างๆ ภายในสำนักเซียนอสูร รวมถึงการต่อสู้ที่เกิดขึ้นเป็นระยะ

สำหรับผู้ฝึกตนแห่งดาวหนานเทียน อาณาจักรที่สามก็เหมือนกับเป็นคลังสมบัติ มีโอกาสจะได้ครอบครองโชควาสนาอยู่ทุกที่ แต่โชควาสนาเช่นนั้นไม่ได้เหมือนกันทุกคน ขึ้นอยู่กับการเตรียมตัวมาอย่างดีของแต่ละคนในอาณาจักรที่สอง ใครที่เข้าใจและเรียนรู้วิชาเวทได้มาก ก็จะสามารถเปิดเวทป้องกันได้

ทั้งหมดนั้นเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ประสบความสำเร็จ เมื่อมีของวิเศษมาเกี่ยวข้อง ก็เป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและการต่อสู้ ดังนั้นก็คาดคิดได้เลยว่า ต้องมีการต่อสู้อย่างดุร้ายขึ้นอย่างแน่นอน

เมิ่งฮ่าวไม่สนใจเรื่องราวทั้งหมดนั้น อันที่จริงเขาไม่จำเป็นต้องกระทำการใดๆ ต้องขอบคุณข้อตกลงที่บังคับใช้ด้วยคำสาบาน ไม่ว่าคนอื่นๆ จะได้ครอบครองอะไรในที่แห่งนี้ เขาก็จะได้รับด้วย

ขณะที่เมิ่งฮ่าวมุ่งหน้าตรงไป ท้องฟ้าก็เริ่มมืดลงอย่างช้าๆ ที่ด้านนอกยอดเขาเจ็ด เป็นสุสานของสำนักเซียนอสูร ขณะที่เขาเข้าไปใกล้ ลำแสงเจิดจ้าก็พุ่งออกมาจากจุดกึ่งกลางของยอดเขา ตอนแรกมันไม่ได้มุ่งหน้าตรงมายังเมิ่งฮ่าว แต่ดูเหมือนว่ามันจะตระหนักได้ว่าเขาคือใคร จึงได้เปลี่ยนทิศทาง และมุ่งหน้าตรงมาที่เขาเมิ่งฮ่าวหยุดอยู่กลางอากาศ สีหน้าสงบนิ่งเหมือนเช่นเคย ขณะที่มองไปด้วยสายตาเย็นชา

ลำแสงนั้นเคลื่อนที่มาด้วยความรวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ กระจายกลิ่นอายแห่งพลังอำนาจออกมา แหวกฝ่าอากาศเป็นเสียงแหลมเล็กตรงมาที่เขา ขณะที่ใกล้เข้ามา ก็มองเห็นเป็นบุรุษหนุ่มเยาว์วัยอยู่ภายในลำแสงนั้น ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเป็นผู้ฝึกตนจากตระกูลสายโลหิตจักรพรรดิ แห่งดินแดนทางเหนือ

ดวงตามันแวบขึ้นราวกับเป็นสายฟ้า สีหน้าก็เต็มไปด้วยความดุร้ายและเย็นชา พุ่งตรงมายังเมิ่งฮ่าว และมาอยู่ด้านบนเขาในชั่วพริบตา มันขยับมือร่ายเวทอย่างรวดเร็ว ทำให้ภาพลวงตามังกรสีดำหกตัวพุ่งตรงมาในทันที เสียงร้องคำรามของพวกมันดังกระหึ่มเต็มอยู่ในอากาศ ขณะที่พวกมันม้วนตัวพันกันไปมา แรงกดดันอันน่ากลัวกระจายออกมา กระแทกตรงไปยังเมิ่งฮ่าว

มังกรดำทั้งหกตัวนี้ ต่างก็อยู่ในขั้นที่เกินกว่าวงจรอันยิ่งใหญ่วิญญาณแรกก่อตั้ง เมื่อพวกมันรวมตัวเข้าด้วยกัน แรงกดดันที่กระจายออกมา ก็เทียบเท่ากับพื้นฐานฝึกตนขั้นตัดวิญญาณอยู่ครึ่งทาง เห็นได้ชัดว่าผู้ฝึกตนตระกูลสายโลหิตจักรรพรรดิเยาว์วัยผู้นี้ มีพื้นฐานฝึกตนอันน่าเหลือเชื่อนัก

เพียงชั่วพริบตา หกมังกรก็เข้ามาใกล้ ปกคลุมเต็มไปทั่วอยู่เบื้องหน้าเมิ่งฮ่าว มังกรแต่ละตัวมีความยาวหนึ่งร้อยจ้าง เสียงกระหึ่มดังเต็มอยู่ในอากาศ ขณะที่พวกมันรวมพลังเข้าด้วยกัน พุ่งตรงมาที่เขา

เมิ่งฮ่าวแค่นเสียงเย็นชาออกมา และไม่ยอมหลบหลีกหรือล่าถอย ก้าวเดินตรงไป ยกมือขวาขึ้น ร่างกายเขาดูเหมือนจะปกติธรรมดา แต่ทันใดนั้นก็ระเบิดพลังที่เทียบเท่ากับวิญญาณดวงที่ห้าออกมา ด้วยความแข็งแกร่งเช่นนี้ ก็เหมือนกับอยู่ที่ครึ่งทางขั้นตัดวิญญาณด้วยเช่นเดียวกัน

เมิ่งฮ่าวกระแทกหมัดลงไป และเสียงดังสนั่นราวกับเสียงฟ้าผ่าก็ดังเต็มอยู่ในอากาศ มังกรดำหกตัวที่กำลังร้องคำราม ฉับพลันนั้นก็หยุดชะงัก ขณะที่ระเบิดอย่างน่าตกใจกวาดม้วนไปยังพวกมัน หมัดของเมิ่งฮ่าวดูเหมือนจะทำให้เกิดเป็นสายลมอันรุนแรงขึ้น ซึ่งสามารถจะฉีกกระชากพวกมันออกเป็นชิ้นๆ ได้อย่างง่ายดาย

นอกจากนั้นก็ยังมองเห็นเป็นภาพลวงตาของภูเขา อยู่ภายในหมัดของเมิ่งฮ่าว นี่ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากเป็นพลังที่สำแดงออกมา ของเวทกลืนภูเขาขั้นแรก ซึ่งเมิ่งฮ่าวได้รับความรู้แจ้งมา เมื่อหมัดพุ่งออกไป สายลมอันรุนแรงก็กรรโชกขึ้น และภูเขาก็ตกลงมา

ตูมมมมมม!

มังกรดำทั้งหกตัวถูกฉีกกระชากออกเป็นชิ้นๆ สีหน้าของผู้ฝึกตนตระกูลสายโลหิตจักรพรรดิแห่งดินแดนทางเหนือสลดลงในทันที ดวงตามันสาดประกายด้วยความประหลาดใจ เห็นได้ชัดว่ามันไม่เคยจะคาดคิดว่า เมิ่งฮ่าวจะแข็งแกร่งเช่นนี้มาก่อน

เดิมทีมันวางแผนไว้ว่าจะสังหารเมิ่งฮ่าว ด้วยการโจมตีเพียงแค่ครั้งเดียว ถ้ามันล้มเหลว อย่างน้อยก็สามารถหยั่งเชิงเมิ่งฮ่าวได้ แต่ตอนนี้เมื่อมันเห็นพื้นฐานฝึกตนของเขา จิตใจมันก็จมดิ่งลงไป

มันหลบหนีไปทางด้านหลังในทันที

“พี่เมิ่ง นี่เป็นแค่การเข้าใจผิด…” มันกล่าว ดวงตาแวบขึ้น

“วิญญาณดวงแรก” เมิ่งฮ่าวกล่าวเสียงราบเรียบ ร่างกายส่งเสียงดังกระหึ่ม ขณะที่ระเบิดพลังอันน่ากลัวของวิญญาณดวงแรกออกมา ร่างกายในตอนนี้เทียบเท่ากับวิญญาณดวงที่หก เพียงชั่วพริบตา พลังการต่อสู้ของเมิ่งฮ่าวก็ระเบิดออกมาเป็นสองเท่า

เขาก้าวเท้าไปข้างหน้า จากนั้นก็กลายเป็นกลุ่มควันสีเขียว ซึ่งภายในเป็นดวงจันทร์สีดำ ไปปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าบุรุษหนุ่ม จากนั้นก็ต่อยออกไปโดยไม่ลังเล

เสียงระเบิดได้ยินมา บุรุษหนุ่มจากดินแดนทางเหนือ พยายามจะปิดป้องด้วยสองมือ และแสงสีดำปรากฏขึ้นรอบๆ ร่างมัน แต่แสงสีดำนั้นก็พังทลายลงไปในทันที ร่างสั่นสะท้านลอยละลิ่วปลิวไปด้านหลัง โลหิตกระจายออกมาจากปาก และท่าทางประหลาดใจก็เต็มอยู่บนใบหน้าของมัน

“เจ้ามีพลังเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในทันที!?!?” บุรุษหนุ่มที่มาจากตระกูลสายโลหิตจักรพรรดิผู้นี้ มีนามว่า หลิวจื่อช้วน โดยปกติแล้วก็เป็นคนที่เย่อหยิ่งยโส แต่ในตอนนี้ มันรู้สึกตื่นตระหนกไปจนถึงแก่นกาย ไร้ร่องรอยถึงความเย่อหยิ่งใดๆ แม้แต่น้อย

มันกระอักโลหิตออกมาอีก พยายามบังคับให้ตัวเองหยุดลง ดวงตาเต็มไปด้วยความดุร้าย ขณะที่กวาดเช็ดโลหิตออกจากมุมปาก และจ้องมองไปยังเมิ่งฮ่าว

“ถึงอย่างไร” มันกล่าว “เจ้าก็มาถึงขีดจำกัดแล้ว การระเบิดพลังการต่อสู้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า เป็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อนัก เจ้ามีคุณสมบัติที่จะเป็นศัตรูกับข้า ถ้าเช่นนั้น ข้าจะให้เจ้ารับรู้ถึงสิ่งที่ถูกเรียกว่าร่างเซียน…” ก่อนที่หลิวจื่อช้วนจะกล่าวคำพูดที่สูงส่งของมันจบลง เมิ่งฮ่าวก็พูดแทรกขึ้นมาอย่างเฉื่อยชา

“วิญญาณดวงที่สอง!”

ตูม!

ร่างเมิ่งฮ่าวกลายเป็นน่าตกใจขึ้นมาในทันที ร่างเขาในตอนนี้เทียบเท่ากับความน่ากลัวของวิญญาณดวงที่เจ็ด พลังการต่อสู้ระเบิดออกมา ทำให้ท้องฟ้ามืดสลัวลง สายลมอันดุร้ายพุ่งขึ้นมา

หลิวจื่อช้วนเลิกคิ้วขึ้น เสียงกระหึ่มเต็มอยู่ในจิตใจ ปากมันแห้งผาก จิตใจหมุนคว้าง ดวงตาเบิกกว้าง มองไปยังเมิ่งฮ่าวด้วยความไม่อยากจะเชื่อโดยสิ้นเชิง หนังศีรษะด้านชา ขนลุกตั้งชี้ชัน

“บัดซบ บัดซบ พื้นฐานฝึกตนของคนผู้นี้แปลกประหลาดนัก! นี่ต้องเป็นเวทแห่งเต๋าจากอาณาจักรที่สองอย่างแน่นอน มันอาจจะเป็นหนึ่งในสิบวิชาแรกด้วยซ้ำ!” หลิวจื่อช้วนรู้สึกตกใจจนต้องล่าถอยไปโดยไม่ลังเล

มันพุ่งถอยไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว แต่เมิ่งฮ่าวรวดเร็วกว่า เขาก้าวเท้าตรงไป จากนั้นก็โบกสะบัดนิ้ว ทันใดนั้นภาพของภูเขาก็ปรากฏขึ้น ส่งเสียงดังกระหึ่มพุ่งตรงไปยังหลิวจื่อชวน

หลิวจื่อช้วนกระอักโลหิตออกมา ร่างมันเกือบจะระเบิดออก ความรู้สึกถึงอันตรายอันร้ายแรงเต็มอยู่ในจิตใจอย่างลึกล้ำ มันหวาดกลัวจนแทบบ้า กดมือลงไปบนหน้าอกอย่างรุนแรง ทำให้ต้องสำรอกไข่มุกออกมา ไข่มุกนั้นกลายเป็นตาข่ายผืนใหญ่ ห่อหุ้มไปรอบๆ ร่างหลิวจื่อช้วนอย่างรวดเร็ว แทบจะดูเหมือนว่ามีพลังของนรกอเวจีบางอย่าง เติมเต็มพลังให้กับตาข่ายนั้น ขณะที่พันอยู่รอบๆ ร่างมัน และพุ่งออกไปยังที่ห่างไกล

เนื่องจากเช่นนั้น ภาพลวงตาภูเขาของเมิ่งฮ่าวก็แค่เฉียดผ่านไป และไม่ได้กระแทกลงไปบนร่างมัน แต่ถึงกระนั้น หลิวจื่อช้วนก็ยังต้องกระอักโลหิตออกมาอีก จิตใจมันปั่นป่วนยุ่งเหยิง และเต็มไปด้วยความหวาดกลัวขณะที่พุ่งออกไปไกล

เมิ่งฮ่าวไม่ได้ไล่ตามมันไป แต่ยืนอยู่ที่เดิม และกล่าวเสียงราบเรียบว่า “ตอนนี้เจ้าเป็นหนี้ข้าแปดในสิบส่วนที่เจ้าได้รับมา ถ้าไม่ยินยอม ข้าจะสังหารเจ้า…”

 

 

Categories:
Siripak Rattanamane

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: Queen revenge Chapter 213
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 212
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 211
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: