Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 600

I Shall Seal The Heaven Chapter 600

ตอนที่ 600

วิญญาณที่แท้จริง – เยี่ย!

ขณะที่หลิวจื่อช้วนบินออกไปยังที่ห่างไกล มันก็ได้ยินสิ่งที่เมิ่งฮ่าวกล่าวขึ้น ถ้าเมิ่งฮ่าวไม่ได้โจมตีมาเมื่อครู่นี้ มันก็คงต้องหัวเราะเยาะด้วยความดูแคลนอย่างแน่นอน แต่ตอนนี้ มันรับรู้ได้ถึงรังสีสังหารของเมิ่งฮ่าว จนลึกลงไปถึงกระดูกได้โดยไร้ข้อสงสัยใดๆ

ไม่สำคัญว่ามันจะมีตัวตนเป็นเช่นไร ถ้าเมิ่งฮ่าวกล่าวว่าจะไปสังหารใครบางคน เขาก็ต้องไปสังหารอย่างแน่นอน!

คำพูดที่เมิ่งฮ่าวเพิ่งจะกล่าวมาเมื่อครู่นี้ เต็มไปด้วยความต้องการสังหารอันเข้มข้น ทำให้จิตใจหลิวจื่อช้วนต้องสั่นสะท้าน ทันใดนั้น มันก็รู้สึกเสียใจที่พยายามจะลองหยั่งเชิงเมิ่งฮ่าว

“บัดซบ” มันคิด รู้สึกหดหู่ขึ้นมาในทันที “ข้าไม่ใช่เพียงคนเดียวที่ทำข้อตกลงกับมัน ทุกคนต่างก็ทำ! แล้วทำไมข้าถึงต้องไปทดสอบมันด้วย?” มันไม่กล้าจะทำสิ่งใดๆ ที่จะทำให้เมิ่งฮ่าวเกิดข้อสงสัยในตัวมัน ในสำนักเซียนอสูรแห่งนี้ ถ้ามันกล้าจะไม่เคารพเชื่อฟังเมิ่งฮ่าว ก็คงต้องตายไปอย่างแน่นอน

“ถ้าข้าเป็นพันธมิตรกับมันจะเป็นอย่างไร…?” หลิวจื่อช้วนครุ่นคิด ดวงตาสาดประกายอยู่ชั่วขณะ แต่จากนั้นก็เริ่มมืดสลัวลง ฉับพลันนั้น มันก็ตระหนักว่า จากการต่อสู้ในช่วงสั้นๆ เมื่อครู่นี้…ไม่มีทางที่มันจะรู้ถึงความแข็งแกร่งอย่างแท้จริงของเมิ่งฮ่าว

มันรู้ว่าเมิ่งฮ่าวมีความลึกซึ้งจนสุดจะหยั่งถึง และยังไม่ได้ปลดปล่อยความสามารถออกมาอย่างเต็มที่ แต่เขาได้เปิดเผยออกมาเท่าใด ก็ไม่อาจจะคาดเดาได้

“สำหรับคนผู้นี้ อย่าได้ไปตอแยมันจะเป็นการดีที่สุด”

ขณะที่หลิวจื่อช้วนบินจนหายลับตาไป เมิ่งอ่าวก็ถอนสายตากลับมา และออกมาจากวิญญาณดวงที่สาม กลับเข้าไปสู่วิญญาณดวงแรก หลับตาลงชั่วขณะ จากนั้นก็ลืมขึ้นมาอีกครั้ง ดวงตาทั้งคู่สาดประกายด้วยแสงอันเจิดจ้าของผู้เชี่ยวชาญอันแข็งแกร่ง

“เป็นเรื่องยากที่จะตัดสินว่าข้าแข็งแกร่งหรืออ่อนแอมากแค่ไหน แต่ถ้าข้ามีร่างกายที่แข็งแกร่งเทียบเท่ากับวิญญาณดวงที่เจ็ด ในขณะที่อยู่ในวิญญาณดวงแรกแค่นั้นได้ เมื่อข้าเข้าไปในวิญญาณดวงที่เจ็ด ก็จะมีร่างกายขั้นตัดวิญญาณอย่างแท้จริง!”

“นั่นจะเป็นร่างตัดวิญญาณที่สมบูรณ์ ซึ่งสอดคล้องกับพื้นฐานฝึกตนของข้า…ข้าก็จะสามารถสังหารคนที่อยู่ในขั้นตัดวิญญาณครั้งแรกได้อย่างแน่นอน!” ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกาย สูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ บินตรงไปยังเขตสุสานต่อไป

ใช้เวลาไม่นานนัก ก่อนที่จะเข้าไปถึงซากปรักหักพังอันกว้างใหญ่ที่ยืดยาวออกไป นี่เป็นเขตสุสาน มีซากศพนอนเรียงรายอยู่ในทุกที่ และมีหลุมฝังศพของผู้เชี่ยวชาญในอดีตอยู่มากมาย ซึ่งได้กลายเป็นหลุมว่างเปล่าไปแล้ว

สิ่งของร่วมฝังได้ถูกรบกวนและนำจากไปนานแล้ว ตอนนี้มีเวทป้องกันเหลืออยู่น้อยมากในที่แห่งนี้

ขณะที่เมิ่งฮ่าวมองไปรอบๆ จิตใจก็สั่นกระเพื่อมด้วยความเจ็บปวด เขามุ่งหน้าตรงไปอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งมองเห็นสถานที่อันคุ้นเคยอยู่ที่เบื้องหน้า มองเห็นแสงของเวทป้องกันกระพริบไปมา และจิตใจเมิ่งฮ่าวก็เยือกเย็นลงเล็กน้อย

นี่ก็คือหลุมฝังศพของเคออวิ๋นไห่!

หลุมฝังศพของท่านประมุข ด้านในไม่มีซากศพ มีเพียงตะเกียงสัมฤทธิ์ดวงเล็กๆ ซึ่งดับลงไปนานแล้ว

ด้านนอกของหลุมฝังศพ มีเวทป้องกันชั้นแล้วชั้นเล่า พวกมันปกคลุมอยู่เต็มพื้นที่บริเวณนั้นพร้อมแสงระยิบระยับ ป้องกันไม่ให้บุคคลภายนอกผ่านเข้าไป

เมิ่งฮ่าวพุ่งลงไปอยู่ที่ด้านนอกของเวทป้องกัน และมองไปยังหลุมฝังศพของเคออวิ๋นไห่อย่างเงียบๆ เวลาผ่านไปอย่างที่ไม่อาจจะรับรู้ได้ หยดน้ำตาไหลลงมาจากใบหน้า

หลังจากเวลานานผ่านไป เขาก็คุกเข่าลงและโขกศีรษะลงไปบนพื้นอย่างนอบน้อมสามครั้ง เขาโขกศีรษะให้กับหลุมฝังศพของเคออวิ๋นไห่

จากนั้นก็มองขึ้นไปและพึมพำว่า “ขอบคุณท่าน ถึงท่านจะไม่ใช่บิดาของข้าจริงๆ แต่ในภาพลวงตาสมัยโบราณนั้น ท่านยอมให้ข้าได้รับรู้ถึงความรักของบิดา ท่านยอมให้ข้าเป็นบุตรชายท่านในช่วงชีวิตนั้น” ในที่สุด เขาก็ลุกขึ้นยืน และหันมองไปรอบๆ เขาไม่ได้รู้สึกโศกเศร้าเสียใจอีกต่อไป แต่ใบหน้าเริ่มส่องประกายแห่งความมุ่งมั่น อย่างไม่เปลี่ยนแปลงไปของผู้ฝึกตน

ในตอนนี้ เมิ่งฮ่าวได้ตื่นขึ้นมาจากความฝันอย่างเต็มรูปแบบแล้ว!

“ออกมา” เขากล่าวเสียงแผ่วเบา “เจ้ารออยู่นานแล้ว ถ้ายังไม่เผยตัวออกมา ข้าก็จะจากไปแล้ว”

เมื่อเสียงเขาดังก้องออกมา เขตพื้นที่ธรรมดาซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลมากนัก จู่ๆ ก็เริ่มเกิดเป็นระลอกคลื่นบิดเบี้ยวไปมา หญิงสาวปรากฏขึ้น…นางมีความงดงามอย่างน่าเหลือเชื่อ พร้อมกับดวงตาที่สดใส และมีกิริยาท่าทางอย่างมีเสน่ห์ของหญิงสาวออกมา ซึ่งไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเป็นจื่อเซียง

“ข้าคาดว่าเจ้าคงจะมายังที่แห่งนี้ เพื่อมาคารวะเคออวิ๋นไห่” นางกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “การมารออยู่ที่นี่ ทำให้ข้าไม่ต้องเสียเวลาไปค้นหาเจ้า”

เมิ่งฮ่าวไม่กล่าวตอบ แต่มองตรงไปยังเขตพื้นที่ที่อยู่ด้านหลังยอดเขาเจ็ด เลยเขตสุสานไปเป็นพื้นที่ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกปกคลุมด้วยกลุ่มหมอกที่ไร้ขอบเขต แต่ตอนนี้ไร้กลุ่มหมอกใดๆ ให้มองเห็น

รูปปั้นขนาดใหญ่สองรูปก็หายไปด้วยเช่นกัน มีเพียงสิ่งเดียวที่มองเห็นได้ก็คือ เกราะป้องกันอันเจิดจ้าขนาดใหญ่ ซึ่งพุ่งขึ้นมาจากภายในพื้นดิน และกระจายแสงที่มองไม่เห็นออกมา

นี่ก็คือเกราะป้องกันที่ปกคลุมเขตพื้นที่ขนาดใหญ่นี้ ดูเหมือนว่ามันจะเป็นเกราะธรรมดาทั่วไป แต่จริงๆ แล้วก็ทรงพลังเพียงพอที่จะกำจัดเซียนอมตะไปได้!

เขตพื้นที่ที่ถูกป้องกันไว้นี้ มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง จนทำให้เกราะป้องกันที่ทรงพลังอันน่ากลัวนี้ยังคงอยู่มาจวบจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ อันที่จริง…ทุกครั้งที่อาณาจักรเซียนอสูรโบราณถูกเปิดออก ไม่มีใครจะสามารถผ่านเข้าไปในเขตพื้นที่นี้ได้

นี่เป็นเขตพื้นที่ต้องห้ามอย่างแท้จริง! ไม่มีใครผ่านเข้าไปด้านในได้ ใครก็ตามที่พยายามจะผ่านเข้าไปก็จะจบลงด้วยความตายเท่านั้น

“ไปกันเถอะ” เมิ่งฮ่าวกล่าวเสียงราบเรียบ ขณะที่เขาเริ่มมุ่งหน้าตรงไป จื่อเซียงยิ้ม จากนั้นก็พุ่งออกไปในอากาศติดตามไป

ขณะที่คนทั้งสองพุ่งไปข้างหน้า จื่อเซียงมีความรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองอยู่เล็กน้อย ย้อนกลับไปในอาณาจักรที่สอง ตอนที่พวกเขาได้เดินมายังเส้นทางเดียวกันนี้ นางเคยรู้สึกตื่นเต้นอย่างน่าเหลือเชื่อ ตอนนี้เมื่อพวกเขาอยู่ในอาณาจักรที่สาม นางมั่นใจว่าไม่ใช่นางเพียงคนเดียวที่รู้สึกตื่นเต้นเช่นนี้

เมื่อคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ทำให้จื่อเซียงต้องยิ้มออกมา เพิ่มความเร็วขึ้น พุ่งผ่านเมิ่งฮ่าวไป เขามองมาขณะที่นางพุ่งผ่านไป แต่ก็ไม่กล่าวอะไรออกมา

คนทั้งสองเดินทางเช่นนั้นต่อไป เคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็วจนกระทั่งพวกเขาไปถึงเวทเกราะป้องกันที่เรืองแสงอยู่ จริงๆ แล้วนี่ก็เป็นสถานที่แห่งเดียวกับที่รูปปั้นและประตูกระบี่ตั้งอยู่ก่อนหน้านี้

จื่อเซียงมีใบหน้าเคร่งขรึม สูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ ขณะที่นางหยิบเอาเหรียญคำสั่ง ซึ่งมีคุณสมบัติระดับสามออกมาจากชายแขนเสื้อ นางยื่นเหรียญคำสั่งออกไปข้างหน้าด้วยความระมัดระวัง จนกระทั่งไปสัมผัสกับเกราะป้องกันที่เรืองแสงนั้น จู่ๆ เกราะป้องกันที่เบื้องหน้าก็เริ่มแวบขึ้น ระลอกคลืนกระจายออกมา กลายเป็นลูกคลื่นที่กระจายออกไปทั่วทั้งเวทป้องกัน

เสียงหึ่งๆ ได้ยินมา ดังก้องออกไปทั่วทุกทิศทาง ในเวลาเดียวกันนั้น ก็ได้ยินเสียงทุ้มต่ำแผ่วเบาดังขึ้นมา เต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยและอ่อนล้า

“คุณสมบัติระดับสาม เจ้าปรารถนาจะไปในที่แห่งใด?” เสียงกระหึ่มนั้นอ่อนล้าอย่างน่าเหลือเชื่อ แต่ก็ยังคงฟังดูน่ากลัวอยู่

“สระน้ำเซียนอสูร!” จื่อเซียงกล่าวตอบในทันที สูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ

“จากกฏข้อบังคับ เจ้าท่องไปในที่แห่งนี้ได้แค่สามในสิบส่วนเท่านั้น และไม่อาจจะอยู่นานเกินกว่าสิบเก้าชั่วยาม”

เป็นคำพูดเช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ จื่อเซียงแทบจะระเบิดด้วยความตื่นเต้นออกมา ขณะที่เกิดเป็นรอยแยกกว้างขึ้นในเกราะป้องกันที่อยู่ตรงหน้า นางสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ จากนั้นก็มองไปยังเมิ่งฮ่าวด้วยสีหน้าอิ่มเอมใจ

ตามข้อตกลงที่มีต่อกัน เมิ่งฮ่าวจะติดตามนางเข้าไปในรอยแยก สีหน้าเขาสงบนิ่งเหมือนปกติ แต่ภายในใจ เขาระมัดระวังตัวอย่างเต็มที่ ไม่แน่ใจว่าวิธีการของจื่อเซียงจะได้ผลจริงๆ หรือไม่

ทันทีที่นางไปถึงรอยแยก จื่อเซียงก็ผ่านเข้าไปอย่างง่ายดาย แต่สำหรับเมิ่งฮ่าว ลำแสงหลากสีจากเกราะป้องกันพุ่งตรงมาที่เขา ทันใดนั้นก็ห่อหุ้มเขาไว้คล้ายกับเป็นฟองอากาศ กักขังเขาไว้อยู่ภายใน

เมิ่งฮ่าวดิ้นรนอยู่ภายในแสงนั้น ไม่อาจจะขยับตัวเคลื่อนไหวได้ แต่ก็สามารถพูดจา ดวงตาเขาเย็นชา กล่าวว่า “จื่อเซียง นี่หมายความว่าอย่างไร!?”

จื่อเซียงหันกลับมาในทันที มีสีหน้ากังวลและตกใจ

“เป็นไปไม่ได้” นางกล่าว “เจ้าทิ้งเครื่องหมายไว้ด้านใน และข้าก็มีคุณสมบัติระดับสาม ข้าควรจะนำคนเข้าไปได้ โดยเฉพาะผู้ที่ทิ้งเครื่องหมายไว้ ใช่หรือไม่ว่า…เครื่องหมายของเจ้าถูกลบไปแล้ว?”

ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกาย ในตอนนี้เองที่เสียงอันอ่อนล้านั้น จู่ๆ ก็ได้ยินขึ้นอีกครั้ง

“คุณสมบัติของประมุข ท่านสามารถไปที่ไหนก็ได้ตามที่ต้องการ และอยู่ด้านในได้ไม่จำกัดเวลา”

ทันทีที่ได้ยินเสียงนั้น ฟองอากาศก็แตกปะทุออก ร่างเมิ่งฮ่าวกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม เขาเดินตรงผ่านเข้าไปในเวทป้องกันอย่างง่ายดาย ราวกับกำลังเดินอยู่บนเส้นทางปกติธรรมดา

จื่อเซียงจ้องมองมาด้วยสายตาที่เบิกกว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ นางถอยไปด้านหลังสองสามก้าว มองไปยังเมิ่งฮ่าวด้วยความงุนงง

“นี่เป็นไปไม่ได้! ตอนนี้พวกเราอยู่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่ภาพลวงตาสมัยโบราณ ในภาพลวงตาสมัยโบราณนั้น เจ้ามีตัวตนของเคอจิ่วซือ แต่ในอาณาจักรที่สามนี้ เจ้าก็คือเจ้า! แล้วจะเป็นประมุขได้อย่างไรกัน?!”

เมิ่งฮ่าวมีสีหน้าสงบนิ่งเหมือนเช่นเคย แต่ภายในใจ กลับเต็มไปด้วยคลื่นแห่งความตกตะลึงและสับสน เช่นเดียวกับที่จื่อเซียงได้กล่าวมา เมื่อครู่นี้ได้เกิดอะไรขึ้นกันแน่!

เมิ่งฮ่าวเงียบไปชั่วครู่ก่อนที่จะกล่าวขึ้นช้าๆ “เมื่อพวกเราสามารถทิ้งเครื่องหมายไว้ในที่แห่งนี้ได้ ก็เห็นได้ชัดว่าการทิ้งร่องรอยของตัวตนก็ไม่ใช่เรื่องยากด้วยเช่นกัน มันก็แค่เป็นสิ่งพิเศษที่ท่านสามารถทำได้ในอาณาจักรที่สอง ใช่หรือไม่?”

“แต่นี่มันไม่เหมือนกัน” จื่อเซียงกล่าว ดวงตาเบิกกว้าง “ภาพลวงตาสมัยโบราณก็คือเยี่ย…มัน…มันก็คือภาพลวงตา เครื่องหมายก็เหมือนกับความทรงจำ หือ…” ทันใดนั้นนางก็อ้าปากค้าง มองมายังเมิ่งฮ่าวด้วยสีหน้าอันซับซ้อน “ข้าเข้าใจแล้ว ก็คือเยี่ยนี่เอง! เยี่ยจำเจ้าได้!”

“เยี่ย?” เมิ่งฮ่าวถาม ดวงตาสาดประกาย เขาสรุปได้นานแล้วว่าจื่อเซียงรู้เรื่องเกี่ยวกับสำนักเซียนอสูร มากมายเกินกว่าที่นางเคยบอกกับเขามา

ยกตัวอย่างเช่น เยี่ย (ราตรี)

เมิ่งฮ่าวคิดย้อนกลับไปเมื่อเขาเข้าไปในอาณาจักรที่สองเป็นครั้งแรก เขาเคยได้ยินใครบางคนที่อยู่บนยอดเขาใดยอดเขาหนึ่ง กำลังเทศน์สั่งสอนเกี่ยวกับเต๋า มันได้พูดถึงวิญญาณที่แท้จริง ซึ่งมีนามว่า เยี่ย!

“ไม่ใช่ว่าข้ากำลังปิดบังเรื่องบางอย่างกับเจ้า” นางกล่าว “จากกฏของสำนัก พวกเราไม่อาจจะเปิดเผยข้อมูลเช่นนี้ให้กับบุคคลภายนอกได้ แต่เมื่อเยี่ยจดจำเจ้าได้ ก็คงจะไม่เป็นไรถ้าข้าจะบอกเจ้า ในสวรรค์และปฐพีนี้ มีวิญญาณที่แท้จริงอยู่ แต่จะมีอยู่มากมายเท่าใด ข้าเองก็ไม่รู้”

“ข้ารู้แต่เพียงว่า พวกมันแปลกพิเศษมากๆ เป็นอย่างยิ่ง อันที่จริง ก็มีเพียงแค่สิบหรือน้อยกว่านั้น!”“เป็นวิญญาณที่แท้จริง ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งเดียวในสวรรค์และปฐพีทั้งหมด!”

“มีอยู่หนึ่งวิญญาณ ที่มีนามว่า เยี่ย จากตำนานที่บอกเล่าสืบต่อกันมา เมื่อมันหลับตาลง โลกก็คือความฝัน เมื่อมันลืมตาขึ้น ความฝันก็หายไป และทุกสิ่งทุกอย่างก็จะกลายเป็นความว่างเปล่า”

“แต่ก็มีโชคชะตาบางอย่างที่คงอยู่ระหว่างมัน และสำนักเซียนอสูร ดังนั้นมันจึงอาศัยอยู่ภายในสำนักนี้ และกลายเป็นผู้พิทักษ์อสูรที่แท้จริง”

เมิ่งฮ่าวแอบสะท้านอยู่ภายในใจ หลังจากที่ลังเลอยู่ชั่วขณะ ก็ถามว่า “มันอยู่ที่ไหน…?”

“มันอยู่ใต้เท้าพวกเรา ภายในดินแดนของสวรรค์ชั้นแรก แต่มันจะมีหน้าตาอย่างไร ข้าก็ไม่ทราบ สิ่งที่ข้ารู้ทั้งหมดก็คือว่า จากเรื่องเล่าที่ถูกบอกต่อกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ วิญญาณที่แท้จริงเป็นสิ่งอัปมงคล ใครบางคนยังได้เคยกล่าวว่า เหตุผลที่สำนักเซียนอสูรล่มสลายก็เนื่องมาจากมัน เมื่อสำนักถูกทำลายไป ไม่มีใครสามารถสังหารมันได้ แม้แต่ราชันจี้ก็ตามที แต่ถึงแม้ว่ามันจะมีพลังที่จะกระทำเช่นนั้นได้ การจะสังหารวิญญาณที่แท้จริงก็เป็นที่สุดของข้อห้าม”

“ดังนั้น เยี่ยจึงคงอยู่ในสำนักเซียนอสูรตลอดเวลา มันถูกระลึกถึงเป็นระยะ และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของอาณาจักรที่สองแห่งภาพลวงตาสมัยโบราณ…”

คลื่นยักษ์แห่งความตื่นตระหนก ส่งเสียงกระหึ่มอยู่ภายในใจเมิ่งฮ่าว เขาเริ่มสูดลมหายใจเข้าไปอย่างหนักหน่วง ขณะที่มองไปยังจื่อเซียง

“ท่านกำลังบอกข้าว่า ภาพลวงตาสมัยโบราณที่พวกเราเผชิญหน้ากันมา เป็นแค่ความฝันของเยี่ย?”

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: