I Shall Seal The Heaven Chapter 609

0 Comments

ตอนที่ 609

อ้ายเฟยสามตา

“เวทป้องกัน…กำลังเปิดออกด้วยตัวมันเองจริงๆ!!”

“ใช่หรือไม่ว่าเมิ่งฮ่าวพูดถูก เกี่ยวกับวิญญาณในปรโลก?”

“ถ้านั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง ก็หมายความว่า พวกเราสามารถใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวที่สร้างขึ้นมาในอาณาจักรที่สอง เปิดเวทป้องกันอื่นๆ ออกมาได้!?”

ทุกคนตกตะลึง และแทบไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้

เรื่องเช่นนี้เกินกว่าความคาดคิด และความเข้าใจของพวกมัน เรื่องทั้งหมดนี้ดูเหมือนจะไม่ซับซ้อน แต่ถ้าวิเคราะห์ดูให้ลึกซึ้ง ก็จะเห็นได้ชัดถึงวงจรอันซับซ้อนของกรรม ที่ทำงานขึ้นมาอย่างน่าเหลือเชื่อ

นอกจากนี้ อาณาจักรที่สอง…ก็เป็นแค่ภาพลวงตา!

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในอาณาจักรที่สอง และผู้คนที่พบเจอกันในที่แห่งนั้น ก็เห็นได้ชัดว่ามีการสร้างผลสะท้อนที่เป็นความจริงขึ้นมา มันช่างแปลกประหลาดอย่างถึงที่สุด!

ขณะที่ทุกคนยืนอยู่ที่นั่นด้วยความหวาดกลัวและตื่นตระหนก เมิ่งฮ่าวมองกลับไปยังรอยแยกในเวทป้องกัน หลังจากครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ความแน่วแน่ก็ปรากฏขึ้นในดวงตา ขณะที่ทุกคนกำลังหอบหายใจมองไป เขาก็ก้าวเนิบนาบตรงไปยังเวทป้องกัน ร่างกายแทบจะแวบขึ้นขณะที่เขา…ผ่านเข้าไปด้านใน

ทันทีที่เมิ่งฮ่าวผ่านเข้าไป รอยแยกก็บิดเบี้ยวไปมา และจากนั้นก็ปิดลง สำหรับเมิ่งฮ่าว ตอนนี้เขากำลังยืนอยู่ภายในเวทป้องกัน

ตอนนี้เขาถูกแยกออกมาจากโลกด้านนอก และกลุ่มคนที่มุงดูโดยสิ้นเชิง

โดยไม่สนใจถึงความตกตะลึงของทุกๆ คน เมิ่งฮ่าวมองไปยังซากศพของอี้เชียนจื่อ จากนั้นก็เข้าไปใกล้อย่างเงียบๆ ยืนอยู่ที่นั่นชั่วครู่ จากนั้นก็ประสานมือและโค้งตัวลงต่ำ และเริ่มขุดหลุมอยู่ข้างบ้านหลังนั้น

เมิ่งฮ่าววางซากศพของอี้เชียนจื่อลงไปในหลุมลึกด้วยความระมัดระวัง สำหรับขลุ่ยและกลอง เขาไม่ได้ยึดพวกมันไว้เป็นของตนเอง แต่วางพวกมันลงไปในหลุมข้างซากศพนั้น

“อี้เชียนจื่อ ไม่ว่าท่านจะจดจำข้าได้หรือไม่ แต่ในความทรงจำของข้า พวกเราเป็นสหายกัน…ข้าหวังว่าท่านจะพักผ่อนอย่างสงบ ถ้าชาติหน้ามีจริง…ข้าหวังว่าพวกเราจะได้พบกันอีกครั้ง” เมิ่งฮ่าวมองไปยังซากศพในหลุมลึก และแววตาก็เต็มไปด้วยความหวนรำลึก เขาคิดย้อนกลับไปในอาณาจักรที่สอง เหล่าสหายผู้ถูกตามใจของเขาจากยอดเขาอื่นๆ และตอนที่พวกเขาถูกฟาดโบยด้วยแส้ร่วมกัน

หลังจากผ่านไปนานสักพัก เมิ่งฮ่าวก็ถอนหายใจอย่างแผ่วเบาออกมา ขณะที่เขากำลังจะเริ่มถมดินลงไปในหลุม จู่ๆ กลองสีม่วงก็ส่งเสียงออกมา เป็นเสียงที่คล้ายกับเสียงเต้นของหัวใจ ได้ยินอย่างชัดเจนขณะที่มันดังก้องออกไปรอบๆ บริเวณนั้น

คิ้วเมิ่งฮ่าวขมวดขึ้นอย่างจดจ่อ มองไปยังกลองสีม่วง ซึ่งกำลังกระจายแสงสีม่วงจางๆ ออกมา ค่อยๆ ลอยขึ้นมาจากหลุม ปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าเขา

กลองนี้มีขนาดเท่าศีรษะคน หน้ากลองเป็นสีดำ และด้านข้างรอบๆ เป็นสีม่วง มองเห็นสัญลักษณ์เวทมากมายนับไม่ถ้วน ลอยขึ้นมาจากหน้ากลองอย่างเลือนลาง และมองเห็นด้วยเช่นกันว่าหน้ากลองนั้นเป็นภาพศักดิ์สิทธิ์

ภาพศักดิ์สิทธิ์นั้นเป็นคางคกสีดำ มีรูปร่างหน้าตาที่ดุร้าย ลิ้นที่ยาวของมันกำลังยื่นออกมาจากปาก พันไปรอบๆ ตัวมังกรดำ!

มังกรดำกำลังกระเสือกระสนดิ้นรน แต่ก็เห็นได้ชัดว่าไร้พลังที่จะต่อสู้กลับไปยังคางคกตัวนั้น

เห็นได้ชัดว่ามันเป็นภาพศักดิ์สิทธิ์ แต่เมื่อเมิ่งฮ่าวมองไปยังมัน ก็แทบจะรู้สึกว่ามันกำลังเคลื่อนไหวอยู่ อีกด้านของหน้ากลองเป็นภาพศักดิ์สิทธิ์อีกชนิดหนึ่ง

ภาพศักดิ์สิทธิ์นี้เป็นจระเข้ขนาดใหญ่ที่ดูดุร้ายเป็นอย่างยิ่ง เห็นได้ชัดว่ามันดูโหดเหี้ยมอย่างถึงที่สุด ปากของมันอ้าขึ้น แผดร้องคำรามอย่างไร้เสียงออกมา…

กลองนี้ไม่ธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง!

เมิ่งฮ่าวเงียบไปนานสักพัก ก่อนที่จะยื่นมือออกไป กลองสีม่วงส่งประกายสองสามครั้ง จากนั้นก็ค่อยๆ ลอยลงไปบนฝ่ามือเขา

ทันทีที่มันสัมผัสโดนฝ่ามือ เมิ่งฮ่าวก็ได้ยินเสียงหึ่งๆ อยู่ในจิตใจ ราวกับเป็นเสียงร้องของคางคก, เสียงแผดร้องของมังกรดำ และเสียงอันเหี้ยมเกรียมของจระเข้

เวลาไม่นานผ่านไป ทุกสิ่งทุกอย่างก็กลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม แต่ขณะที่ทุกสรรพสิ่งจางหายไป เมิ่งฮ่าวก็รับรู้ได้ถึงวิธีการใช้กลอง ซึ่งเกิดขึ้นอยู่ในจิตใจตอนนี้

เมื่อทุกคนที่อยู่ด้านนอกมองเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ ดวงตาพวกมันก็เบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ ถึงแม้ว่าพวกมันจะอิจฉาโดยสิ้นเชิง แต่ก็ไม่ยอมแสดงสีหน้าใดๆ ออกมาให้เห็น

ความน่ากลัวที่เมิ่งฮ่าวเพิ่งจะแสดงออกมา ได้ประทับอยู่ในจิตใจพวกมันอย่างที่ไม่อาจจะลบเลือนไปได้ เป็นความทรงจำที่เมิ่งฮ่าวได้ประทับลึกลงไปในพวกมัน และไม่มีทางจะลบล้างให้หายไปได้

เมิ่งฮ่าวเก็บกลองสีม่วงไว้อย่างเงียบๆ จากนั้นก็มองไปยังซากศพ ประสานมือและโค้งตัวลงอีกครั้ง

“ขอบคุณมากสำหรับการช่วยเหลือจากท่าน สหายเต๋า ข้าจะไม่ยอมให้ของสิ่งนี้ ต้องลดคุณค่าลงไปอย่างแน่นอน” ขณะที่เขากล่าว สายลมอันอบอุ่นก็โชยพัดมา กระจายไปทั่วบริเวณนั้น เส้นผมเมิ่งฮ่าวลอยขึ้นไป และแทบจะดูเหมือนกับเป็นเสียงพึมพำ ได้ยินมาจากภายในสายลมนั้น

ในที่สุด เมิ่งฮ่าวก็ฝังซากศพนั้น เขารวบรวมดินให้สูงขึ้นจนกลายเป็นหลุมฝังศพเล็กๆ จากนั้นก็โบกสะบัดมือ ทำให้แผ่นไม้ลอยมา ใช้นิ้วแกะสลักลงไปบนแผ่นไม้นั้น จนกลายเป็นแผ่นป้ายหลุมฝังศพในทันที จากนั้นเขาก็ปักลงไปที่หลุมฝังศพนั้น

อี้เชียนจื่อนอนอยู่ที่นี่

“สหายเต๋า, ข้าหวังว่าท่านจะเดินทางโดยปลอดภัย” เมิ่งฮ่าวกล่าวอย่างเงียบๆ จากนั้นก็หันหลังและเริ่มเดินตรงไปยังเวทป้องกัน เขาไม่ได้ไปยุ่งกับสิ่งอื่นๆ ในบริเวณนั้น และไม่ได้ค้นหาสิ่งใดๆ ด้วยเช่นกัน เขาเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ก็เนื่องมาจากอี้เชียนจื่อและความทรงจำ เขาไม่มีจุดประสงค์อื่นนอกจากมากลบฝังสหายของเขา

ขณะที่เมิ่งฮ่าวเข้าไปใกล้ เวทป้องกันก็แวบขึ้น และรอยแยกก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่เดินออกไป รอยแยกนั้นก็หายไปอีกครั้ง ทุกคนมองมายังเมิ่งฮ่าวด้วยสีหน้าแปลกๆ

ลึกลงไปในจิตใจ พวกมันได้แต่รู้สึกอย่างช่วยไม่ได้ว่า เมิ่งฮ่าวช่างน่าพิศวงอย่างแท้จริง

โดยไม่สนใจคนอื่นๆ เมิ่งฮ่าวเดินออกไปอย่างต่อเนื่อง ทันใดนั้น เขาก็หยุดลงและมองกลับไปยังจี้เซี่ยวเซี่ยว

ทันทีที่เมิ่งฮ่าวมองไปยังนาง จิตใจจี้เซี่ยวเซี่ยวก็สั่นสะท้าน นางกัดฟันที่สวยงามอย่างเงียบๆ จากนั้นก็หันร่างไป พูดจากับสมาชิกตระกูลจี้คนอื่นๆ ด้วยเสียงแผ่วเบา จากนั้นด้วยความตกตะลึงของคนทั้งหมด ร่างนางแวบขึ้นขณะที่ขยับตัวไปเข้าร่วมกับเมิ่งฮ่าว

เมิ่งฮ่าวหัวเราะออกมา ขณะที่เขาบินขึ้นไปในอากาศ จี้เซี่ยวเซี่ยวติดตามไป เพียงชั่วพริบตา คนทั้งสองก็หายลับไปในที่ห่างไกล คนทั้งหมดที่อยู่ด้านหลังสบสายตากันโดยไร้คำพูด ความประทับใจต่อเมิ่งฮ่าวที่พวกมันรู้สึก ยิ่งเข้มข้นลึกลงไปในจิตใจมากขึ้น

เมิ่งฮ่าวบินนำ และจี้เซี่ยวเซี่ยวติดตามไป หลังจากที่หายลับไปในที่ห่างไกล อยู่ในสถานที่ที่ไม่มีใครมองเห็น เมิ่งฮ่าวก็มองไปด้านหลัง และส่งยิ้มอันลี้ลับให้กับจี้เซี่ยวเซี่ยว

เขายังคงจำได้ถึงภาพจากแม่น้ำแห่งดวงดาว ก่อนที่จะมายังอาณาจักรเซียนอสูรโบราณ เมื่อเขาติดอยู่กับร่างนาง

เมื่อได้เห็นรอยยิ้มนี้ ก็ทำให้จี้เซี่ยวเซี่ยวรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว นางรีบกล่าวคำอธิบาย “ร่างอาศัยของจี้หมิงเฟิงเป็นศิษย์หลักจากยอดเขาแรก แต่ร่างนั้นไม่ได้อยู่ที่ยอดเขาแรก กลับไปอยู่ที่เชิงเขาลูกที่สาม”

“โปรดนำทาง” เมิ่งฮ่าวกล่าวตอบเสียงราบเรียบ อันที่จริง เขาไม่ได้สนใจซากศพของจี้หมิงเฟิงแม้แต่น้อย เพียงแค่ใช้กลยุทธ์ในการผูกมัดจี้เซี่ยวเซี่ยวเข้ากับตัวเขา

ด้วยวิธีนี้ เท่ากับเขาสามารถแทรกซึมเข้าไปในตระกูลจี้ได้ ถ้ามีเหตุร้ายใดๆ เกิดขึ้น จี้เซี่ยวเซี่ยวก็ไม่อาจจะหลบหนีความผิดไปได้ เนื่องจากนางเป็นสมาชิกที่แท้จริงของตระกูล ถ้านางทรยศต่อตระกูล ผลลัพธ์ก็คงจะน่าอนาถใจเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับจี้เซี่ยวเซี่ยว นางจะไม่เข้าใจเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร? แต่นางก็มีทางเลือกน้อยมาก เดิมที นางคิดว่าสามารถกระทำได้อย่างเหมาะสม ตอนที่อยู่ในอาณาจักรที่สอง และคิดว่าคงจะไม่มีอะไรเมื่ออยู่ในอาณาจักรที่สาม แต่เมื่อพบว่าพลังพื้นฐานฝึกตนของเมิ่งฮ่าวช่างน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง นางจึงเข้าใจได้อย่างแท้จริงว่า…นางไม่มีทางจะต่อสู้กับเขาได้

ดังนั้น เมื่อนางไม่อาจจะต่อสู้กลับไปได้ จึงไม่จำเป็นต้องดิ้นรนต่อต้าน

คนทั้งสองเร่งความเร็วไปด้วยกัน จี้เซี่ยวเซี่ยวเชื่อฟังเป็นอย่างดี เมิ่งฮ่าวใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์หลบเลี่ยงคนอื่นๆ ในที่สุด พวกเขาก็เข้าไปใกล้ยอดเขาสาม

ถึงแม้จี้เซี่ยวเซี่ยวไม่รู้ว่าเมิ่งฮ่าวกำลังทำอะไรอยู่ แต่นางก็สังเกตได้ว่าพวกเขาไม่ได้เผชิญหน้ากับคนอื่นๆ เลย ด้วยเช่นนั้น นางจึงสันนิษฐานได้ว่าต้องมีบางสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเมิ่งฮ่าว ซึ่งแน่นอนว่าทำให้นางเต็มไปด้วยความหวาดกลัวมากขึ้นกว่าเดิม

สำหรับเมิ่งฮ่าว คิ้วของเขาขมวดมุ่น ขณะที่พวกเขาเคลื่อนที่ไปด้วยกัน จริงๆ แล้วเขาสัมผัสได้ถึงคนอื่นๆ หกถึงเจ็ดคน ทั้งหมดแยกกันตามลำพัง แต่คนทั้งหมดดูเหมือนกำลังเคลื่อนที่มาในทิศทางเดียวกัน พวกมันมุ่งหน้าตรงมายังสถานที่ซึ่งอยู่ระหว่างยอดเขาสามและสี่

เมิ่งฮ่าวคิดย้อนกลับไปในสิ่งที่จื่อเซียงได้บอกกับเขา เกี่ยวกับเจินหลิงเยี่ย (วิญญาณราตรีที่แท้จริง) และหลุมที่อยู่ระหว่างยอดเขาสามและสี่ หลุมนั้นจะเป็นเส้นทางที่นำไปสู่อาณาจักรที่สี่

ดวงตาเมิ่งฮ่าวแวบขึ้น และรอยยิ้มอันเย็นชาก็ปรากฏอยู่บนใบหน้า

“เมื่อพวกมันไม่ได้ค้นหาโชควาสนาใดๆ ในอาณาจักรที่สามอีก แต่เร่งรีบตรงไปยังอาณาจักรที่สี่แทน ก็แสดงให้เห็นว่าพวกมันต้องได้ของวิเศษไปบ้างแล้ว”

“ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็ถึงเวลาที่ข้าจะทำให้พวกมันต้องทำตามข้อตกลง”

ที่เบื้องหน้าขึ้นไป จี้เซี่ยวเซี่ยวหยุดลง “ถึงแล้ว” นางกล่าว มองกลับไปยังเมิ่งฮ่าว “สถานที่แห่งนี้มีเวทป้องกันอยู่ ตามข้ามา”

ทันใดนั้นเมิ่งฮ่าวยกมือขวาดีดนิ้วขึ้น เม็ดยาสีแดงลอยออกไปอย่างรวดเร็ว ปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าจี้เซี่ยวเซี่ยว สีหน้านางเปลี่ยนไป

นางยังมีเวลามากพอที่จะหลบเลี่ยง แต่เมื่อมองไปเห็นแววตาอันเย็นชาของเมิ่งฮ่าว จิตใจนางก็เต้นรัว ไม่ทำอะไรที่จะเบี่ยงตัวหลบหลีก แต่ปล่อยให้เม็ดยาผ่านเข้าไปในปาก ขณะที่เม็ดยาละลายไป ของเหลวที่ขมฝาดก็กระจายไปทั่วทั้งร่างกาย

“ไปกันเถอะ” เมิ่งฮ่าวกล่าวพร้อมกับรอยยิ้มและพยักหน้าให้ มองไปรอบๆ ยังซากปรักหักพัง และเวทป้องกันที่เรืองแสงมากมายนับไม่ถ้วน

ใบหน้าจี้เซี่ยวเซี่ยวน่าเกลียดอย่างถึงที่สุด นางไม่กล่าวอันใด เพียงแค่หันหลังและเดินตรงไป ขณะที่ทำเช่นนั้น ส่วนโค้งส่วนเว้าของร่างนาง ทำให้เกิดเป็นภาพอันงดงาม ที่ทำให้จิตวิญญาณต้องเต้นรัว

นางเดินผ่านไปตามเส้นทางที่เฉพาะเจาะจง ในช่วงเวลาธูปไหม้หมดไปหนึ่งดอก ในที่สุด สระน้ำก็ปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าเมิ่งฮ่าว อย่างน่าตกใจ มองเห็นสองซากศพอยู่ด้วยกันที่ก้นสระ

หนึ่งในนั้นก็คือจี้หมิงเฟิง อีกหนึ่งก็คือร่างอาศัย

อีกาสามตาเกาะอยู่บนร่างจี้หมิงเฟิง แทบจะในทันทีที่เมิ่งฮ่าวมองลงไปยังอีกา มันก็หันหน้ามามองเขา

จี้หมิงเฟิง มีถุงสมบัติอยู่สองใบด้วยกัน หนึ่งเป็นสีขาว และอีกใบเป็นสีดำ ขณะที่เมิ่งฮ่าวมองไปยังถุงสมบัติสีดำ จี้เซี่ยวเซี่ยวก็กล่าวขึ้น

“ถุงสมบัติสีดำเก็บรวบรวมสัตว์อสูรของจี้หมิงเฟิง สำหรับอีกาสามตา มันมีจิตวิญญาณรับรู้มานานแล้ว เมื่อจี้หมิงเฟิงมีอายุเพียงแค่สามขวบ อีกาสามตาก็บินมาจากด้านนอก และติดตามมันมานับตั้งแต่นั้น”

“ท่านโชคดีที่สังหารจี้หมิงเฟิงได้ ถ้าพวกเราอยู่ในโลกภายนอก ถึงแม้ท่านจะอยู่ในขั้นตัดวิญญาณ ก็ยังคงเป็นเรื่องยากมากๆ จริงๆ แล้วมันก็คือ…เต้าจื่อขั้นวิญญาณแรกก่อตั้งแห่งตระกูลจี้”

“มันมีตราประทับของท่านปรมาจารย์อยู่บนร่าง แต่ก็น่าเศร้า ที่ตราประทับนั้นจางหายไปในตอนที่มันตกตายไป”

ก่อนที่เมิ่งฮ่าวจะทันได้มีปฏิกิริยาใดๆ เสียงอันตื่นเต้นก็ได้ยินออกมาจากกระจกทองแดง ที่อยู่ในถุงสมบัติของเขา

“สารเลว! อู่เหยียตื่นแล้ว, สารเลวน้อย! เหลือเชื่อนัก, ข้าเห็นอ้ายเฟยสามตาผู้น่ารักอยู่ที่นี่!”

Categories:
Siripak Rattanamane

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: Queen revenge Chapter 213
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 212
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 211
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: