Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 622

I Shall Seal The Heaven Chapter 622

ตอนที่ 622

สามภูเขา, เก้าคารวะ

ผู้ฝึกตนดาวหนานเทียนมองไป ด้วยสายตาที่เบิกกว้างไม่อยากจะเชื่อ จิตใจพวกมันเต็มไปด้วยความซับซ้อนและอิจฉา อารมณ์พลุ่งพล่านอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งในที่สุดก็กลายเป็นความโลภอยากได้

มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ยินดีจะเห็นเมิ่งฮ่าว ได้พบกับความโชคดีเช่นนั้นอย่างแท้จริง แต่ส่วนใหญ่แล้วก็มีแต่ความอิจฉาจนถึงจุดที่กลายเป็นความเกลียดชัง

“บัดซบ! ทำไมถึงต้องเป็นมัน!?!? ในอาณาจักรที่สองมันเป็นศิษย์ชั้นยอด ในอาณาจักรที่สาม มันขูดรีดของวิเศษพวกเราไปเกือบหมด! ในอาณาจักรที่สี่มันได้ครอบครองดินแดนแห่งกระจกซึ่งเป็นของวิเศษล้ำค่า และตอนนี้ที่นี่ในอาณาจักรที่ห้า…มันมีคุณสมบัติที่จะได้รับมรดกแห่งราชันหลี่!”

“ทำไมถึงเป็นเช่นนี้? มันมีคุณความดีหรือความสามารถอะไร จนทำให้มันโชคดีเช่นนั้นได้?! ข้าไม่อาจทนกับเรื่องเช่นนี้!”

“ที่เลวร้ายมากที่สุดก็คือ พวกเรายังคงเป็นหนี้มันก้อนใหญ่! ตัวข้าเองก็เป็นหนี้ถึงแปดแสนหินลมปราณ…”“ข้าเป็นหนี้มันหนึ่งล้านหินลมปราณ! บัดซบ! ทำไมมันถึงไม่ตายอยู่ในนี้!”

นอกจากสวี่ชิง, ฟางอวี๋ และคนอื่นๆ เพียงไม่กี่คนแล้ว ผู้ฝึกตนทั้งหมดจากดาวหนานเทียนกัดฟันแน่น ความอิจฉาที่พวกมันมีต่อเมิ่งฮ่าว กำลังพุ่งขึ้นไปจนถึงจุดสูงสุด

“ในที่สุดมันก็คงจะกลับไปยังดินแดนแห่งดาวหนานเทียน!” ทันใดนั้นจี้หมิงคงก็กล่าวขึ้น ดวงตาสาดประกาย ทันทีที่มันพูดขึ้นมา ดวงตาของคนอื่นๆ ก็เริ่มแวบขึ้น

“ใช่แล้ว ในที่สุดมันก็จะต้องกลับไปยังดาวหนานเทียน ไม่ว่ามันจะได้ครอบครองอะไรก็ตาม พวกเราต้องรายงานเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ เมื่อกลับไปยังสำนักและตระกูล”

“มันแค่มีคุณสมบัติที่จะได้ครอบครองมรดกแห่งราชันหลี่เท่านั้น แต่มันจะได้มาจริงๆ หรือไม่ ก็ยังไม่รู้แน่!”ขณะที่ผู้ฝึกตนดาวหนานเทียนพูดคุยกันไปมา แม่น้ำแห่งดวงดาวซึ่งห้อมล้อมอยู่รอบๆ พวกมันก็พุ่งออกไปยังที่ห่างไกล อย่างช้าๆ พวกมันก็เริ่มหมดสติไป ในที่สุด สายตาทุกคู่ก็ปิดลง และพวกมันก็อยู่ในขั้นของการหลับไหล เช่นเดียวกับตอนที่พวกมันเดินทางมา แม่น้ำแห่งดวงดาวเริ่มไหลกลับไปยังดินแดนแห่งดาวหนานเทียน

ในเวลาเดียวกันนั้น ย้อนกลับไปยังสำนักเซียนอสูร เมิ่งฮ่าวยืนอยู่บนฝ่ามือของเจินหลิงเยี่ย ขณะที่มันค่อยๆ ยกเขาสูงขึ้นไปในท้องฟ้า

เคอจิ่วซือก็ยืนอยู่บนฝ่ามือของเยี่ยด้วยเช่นเดียวกัน มองมายังเมิ่งฮ่าวด้วยสีหน้าให้กำลังใจ

“นี่คือโอกาสของเจ้า แต่เจ้าจะได้มันมาอย่างไร ก็ขึ้นกับโชควาสนาของตัวเจ้าเองแล้ว” ด้วยเช่นนั้น มันก็โบกสะบัดชายแขนเสื้อ จากนั้นก็ก้าวเท้าออกไป และหายลับไปในกลางอากาศ

จิตใจเมิ่งฮ่าวสั่นสะท้าน เขาไม่เคยจะคาดคิดว่าในที่สุด เขาจะมีคุณสมบัติในการจะได้ครอบครองมรดกแห่งราชันหลี่ เมิ่งฮ่าวหอบหายใจขณะที่ฝ่ามือยักษ์ยกเขาสูงขึ้นไปในอากาศ หลังจากนั้น อย่างน่าตกใจยิ่ง…สามภูเขาที่กลับด้าน ก็ปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้า

นี่ก็คือสามภูเขาอสูรอันยิ่งใหญ่!

ในตอนนี้เองที่เสียงของเยี่ย ก็ดังกระหึ่มออกมา

“ขั้นแรกของมรดกนี้ก็คือ ได้รับการยอมรับจากยอดเขาทั้งเจ็ด เจ้าได้ผ่านขั้นนี้ไปเรียบร้อยแล้ว”

“ขั้นที่สองก็คือ ปลุกข้าให้ตื่นขึ้นมา เจ้า…ก็ผ่านขั้นนี้ไปด้วยเช่นกัน!”

“ขั้นที่สามเกี่ยวข้องกับการคารวะให้กับสามภูเขาเก้าครั้ง ถ้าภูเขาทั้งสามยอมรับเจ้า เจ้าก็สามารถผ่านเข้าไปยังสวรรค์ชั้นสอง!”

“ในนามของจิ่วซือ ข้าขอเตือนเจ้าว่า…การที่จะผ่านขั้นนี้ไปได้ ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าถูกชะตาลิขิตมาหรือไม่!”

“ชะตาลิขิต…” เมิ่งฮ่าวคิด มองไปยังสามภูเขาที่กลับด้าน ซึ่งอยู่สูงขึ้นไปในอากาศ หลังจากที่เงียบไปสักพัก เขาก็หลับตาลง จากนั้นก็ลืมขึ้นมาใหม่ พวกมันสาดประกายด้วยแสงเจิดจ้า

ภูเขาแรกไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากเป็นภูเขาอสูรดินยะเยือก มันถูกแช่แข็งอยู่ที่นั่นโดยสิ้นเชิง และภายในก็เต็มไปด้วยความปั่นป่วนวุ่นวาย ทำให้ยากที่จะมองเห็นได้ชัดเจนถึงภูเขาทั้งหมด แต่เมิ่งฮ่าวก็ยังคงรับรู้ได้ถึงแรงกดดันอันหนาวเหน็บ ที่พุ่งออกมาจากภูเขาลูกนี้ได้อย่างชัดเจน

ดูเหมือนว่าภูเขาลูกนี้จะเป็นสิ่งที่หนาวเย็นมากที่สุดในสวรรค์และปฐพี เป็นบางสิ่งที่แม้แต่เปลวไฟก็ยังไม่อาจจะหลอมละลายมันได้ สิ่งที่หนาวเย็นใดๆ ก็ตาม ก็ยังไม่กล้าแม้แต่จะเรียกตัวเองว่าความหนาวเย็นได้ ขณะที่มายืนอยู่เบื้องหน้าภูเขาลูกนี้!

ถ้าเพ่งดูให้ละเอียดยังการตกแต่งและรูปแบบที่อยู่ภายในชั้นน้ำแข็ง ก็แทบจะดูเหมือนว่าพวกมันประกอบไปด้วยโลกทั้งหมด ดูน่าแปลกใจจนถึงที่สุด!

บนภูเขาลูกนี้ยังมองเห็นแท่นบูชาที่สูงราวกับหอคอยได้เช่นเดียวกัน ด้านบนแท่นบูชานั้นเป็นบัลลังก์ ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์เป็นรูปปั้น รูปร่างหน้าตาของรูปปั้นดูเลือนลางไม่ชัดเจน แต่บนมือขวาที่ยกขึ้นไปในอากาศ มองเห็นเป็นเปลวน้ำแข็งที่ครั้งหนึ่งเคยลุกโชนขึ้น!

ในตอนนี้ เมิ่งฮ่าวกำลังหอบหายใจ เลื่อนสายตามองไปยังภูเขาลูกต่อไป

ภูเขาลูกที่สองเป็นสีแดงเข้มอย่างสิ้นเชิง ราวกับว่าเต็มไปด้วยชิ้นเนื้อ และสีแดงของโลหิต ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยรังสีสังหารอันเข้มข้น อย่างที่ไม่อาจจะอธิบายออกมาได้ ราวกับว่าสิ่งมีชีวิตมากมายนับไม่ถ้วน ได้ถูกฝังอยู่ภายในภูเขาลูกนี้ ผู้คนมากมายที่ตายไป ถูกนำเลือดเนื้อมากองรวมกันอยู่ที่นี่ จนทำให้ภูเขากลายเป็นสีแดงไปโดยสิ้นเชิง

รังสีสังหารหมุนวนอยู่รอบๆ ขยายยืดยาวออกไปจนแม้แต่มองไปเพียงแค่แวบเดียว ก็จะทำให้จิตใจของคนผู้นั้น เต็มไปด้วยภูเขาแห่งซากศพและทะเลแห่งโลหิต

มีแท่นบูชาอยู่บนภูเขาลูกนี้ด้วยเช่นเดียวกัน ด้านบนมองเห็นบัลลังก์สีโลหิต เงาร่างที่นั่งอยู่บนบัลลังก์นี้ ยกมือขวาขึ้นไป

ทันทีที่เมิ่งฮ่าวมองเห็นเงาร่างนี้ จิตใจก็สั่นสะท้าน ภาพอันน่าตกตะลึงปรากฏขึ้นอยู่ในจิตใจ ซึ่งไม่ได้เหมือนกับภาพที่เบื้องหน้านี้ แต่ก็คล้ายคลึงกันอย่างถึงที่สุด

“นี่คือ…” จิตใจเมิ่งฮ่าวสั่นสะท้าน ลมหายใจเริ่มเร่งร้อนถี่เร็ว หลังจากนั้นสักพัก ดวงตาเขาก็แวบขึ้น ขณะที่พยายามสะกดข่มความคิดและความรู้สึกไว้ จากนั้นก็มองไปยังภูเขาลูกที่สาม

ด้านบนภูเขา เปลวไฟโหมกระหน่ำ เป็นเปลวไฟที่ดูสลัวเลือนลาง ดูเหมือนไม่อาจจะลุกไหม้ออกไป แต่ที่น่าแปลกมากไปกว่านั้นก็คือ เมื่อมองไปยังภูเขา ภาพซ้อนทับก็พุ่งขึ้นมาในจิตใจ ราวกับว่ามีภูเขาไฟมากมายนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้น ยากที่จะบอกว่าภูเขาลูกใดจริงลูกไหนเท็จ

ในที่สุด ก็มองเห็นภาพของเงาร่างที่แห้งเหี่ยวมากมายนับไม่ถ้วน อยู่บนพื้นผิวของภูเขาไฟ พวกมันดูคล้ายกับเป็นวิญญาณปีศาจ กระจายเสียงกู่ร้องที่ไร้เสียงออกมา ขณะที่พวกมันปีนขึ้นไป พยายามดิ้นรนอยู่ท่ามกลางคนอื่นๆ เพื่อจะไปให้ถึงยอดเขาเป็นคนแรก และจากนั้นก็กระโดดลงไปในหลุมลาวาบนนั้นไม่มีแท่นบูชา, ไม่มีบัลลังก์, ไม่มีเงาร่าง ภูเขาลูกที่สามนี้แตกต่างไปจากภูเขาอีกสองลูกโดยสิ้นเชิง!

สามภูเขา สามอสูรผู้ยิ่งใหญ่แห่งสวรรค์และปฐพี!

แน่นอนว่า สามอสูรผู้ยิ่งใหญ่ได้ตายไปนานแล้ว อย่างไรก็ตาม แม้แต่ราชันหลี่ก็ยังไม่อาจจะทำให้แก่นแท้ของพวกมันจางหายไป ดังนั้น สามภูเขาก็ยังคงอยู่เหมือนก่อนหน้านี้!

เมิ่งฮ่าวกำลังหอบหายใจ เพ่งมองไปยังภูเขาอสูรดินยะเยือกอีกครั้ง จากนั้นก็ประสานมือและ…โค้งตัวลงจนต่ำ!

คารวะครั้งแรก!

“ข้ามีชะตากรรมที่เชื่อมต่อกับหานซาน” เขากล่าว “ข้าได้รับกระบี่เซียนและขวดสุราสัมฤทธิ์จากท่าน ดังนั้น ข้าควรจะคารวะให้กับภูเขาอสูรดินยะเยือกเป็นครั้งแรก!” ขณะที่คำพูดเขาดังก้องออกไป ทันใดนั้นภูเขาอสูรดินยะเยือกก็สั่นสะท้าน

เสียงแตกร้าวฉับพลันนั้นก็ได้ยินมาจากทั่วทั้งภูเขา เดิมทีน้ำแข็งได้กระจายออกไปทั่วทั้งภูเขา เป็นพลังของการผนึก แต่เมื่อเมิ่งฮ่าวโค้งตัวลงเป็นครั้งแรก น้ำแข็งก็เริ่มแตกร้าวและแยกออก รอยแยกกระจายออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เกิดเป็นเสียงกระหึ่มพุ่งขึ้นไปในสวรรค์ ขณะที่เมิ่งฮ่าวยืดตัวตรงกลับขึ้นมา

ที่ด้านล่างลงไป เคอจิ่วซือยืนอยู่บนศีรษะของเจินหลิงเยี่ย บนยอดเขาสี่ เมื่อมันมองเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ แสงแปลกๆ ก็เริ่มสาดประกายอยู่ในดวงตา แม้แต่ดวงตาของเจินหลิงเยี่ยก็เริ่มจะแวววาวขึ้น “การคารวะครั้งแรกของมัน ทำให้ภูเขาอสูรดินยะเยือกเกิดการเปลี่ยนแปลง มัน…ได้เชื่อมต่อกับภูเขาด้วยชะตาลิขิตอย่างแท้จริง แต่ก็ต้องมาดูกันว่าชะตาลิขิตนั้นจะแข็งแกร่งมากเพียงใด มันจะสามารถจุดไฟอสูรให้ส่องไปยังสวรรค์ชั้นสามได้หรือไม่?!”

เมิ่งฮ่าวมองขึ้นไปยังภูเขาอสูรดินยะเยือก จากนั้นก็สูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ ประสานมือและโค้งตัวลงไปอีกครั้ง

“ภาพศักดิ์สิทธิ์ธาตุดินของข้า ก่อตัวขึ้นมาจากดินยะเยือก ในที่สุด ข้าก็สร้างเป็นวิญญาณแรกก่อตั้งดินยะเยือกขึ้นมาได้ นี่คือความเมตตาหรือชะตาลิขิต ที่ทำให้ข้าต้องโค้งตัวลงอีกครั้งให้กับภูเขาอสูร!”

คารวะครั้งที่สอง!

ตูม!

ขณะที่เสียงเมิ่งฮ่าวดังก้องออกไป เสียงกระหึ่มขนาดใหญ่ก็ได้ยินมาจากภูเขาอสูรดินยะเยือก รอยร้าวปรากฏขึ้นบนชั้นน้ำแข็งที่ปกคลุมภูเขาไว้มากขึ้นกว่าเดิม รอยร้าวเริ่มรวมตัวเข้าด้วยกัน กลายเป็นบางสิ่งที่ดูคล้ายกับเป็นใบหน้า ใบหน้านั้นดูเหมือนกับมีชีวิตอย่างถึงที่สุด เป็นใบหน้าของชายชรา ที่เต็มไปด้วยความเก่าแก่โบราณ ขณะที่มองมายังเมิ่งฮ่าว

ดูเหมือนมันจะสามารถมองเห็นอดีตของเมิ่งฮ่าว ด้วยการมองมาเพียงแค่แวบเดียว รวมทั้งอนาคตของเขาด้วย

ในเวลาเดียวกันนั้น ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นกับเงาร่างที่นั่งอยู่ในบัลลังก์บนแท่นบูชา ก่อนหน้านี้จุดว่างเปล่าในมือขวาของมัน จู่ๆ ก็แวบขึ้น ขณะที่ประกายไฟสีฟ้าปรากฏขึ้น ดูเหมือนกับเป็นเปลวไฟที่ปรารถนาจะถูกจุดขึ้นมาในที่แห่งนั้น

เมื่อเคอจิ่วซือมองเห็นภาพนี้ ดวงตาก็สาดประกายเจิดจ้ามากยิ่งขึ้น สำหรับเจินหลิงเยี่ย มันไม่กล่าวอะไรออกมา แต่ก็มองเห็นแสงแปลกๆ ลุกโชนขึ้นภายในดวงตาของมัน

เมิ่งฮ่าวมองขึ้นไปยังใบหน้าของชายชราในชั้นน้ำแข็ง ประสานมือและโค้งตัวลงอีกครั้ง ความมุ่งมั่นเต็มอยู่ในดวงตา

“ข้ามีข้อตกลงกับผู้อาวุโสหานซานว่า สักวันหนึ่งเมื่อพื้นฐานฝึกตนของข้าสูงขึ้นจนสามารถทำภารกิจได้ ข้าจะกลับไปยังอาณาจักรแห่งซากสะพานเพื่อช่วยเหลือท่าน ข้อตกลงนี้ก็คือชะตาลิขิต ระหว่างตัวข้าและผู้อาวุโสหานซาน และมันก็เป็นชะตาลิขิตระหว่างข้าและภูเขาอสูรดินยะเยือกด้วยเช่นกัน วันนี้ข้าขอสาบานซ้ำเช่นก่อนหน้านี้!”

“ภูเขาอสูร, โปรดเป็นสักขีพยาน การคารวะนี้ก็คือหลักฐานแห่งความมุ่งมั่นของผู้เยาว์รุ่นหลัง, เมิ่งฮ่าว!”

ไม่มีแม้แต่เสียงเดียว ที่จะได้ยินออกมาจากภูเขาอสูรดินยะเยือก ดูเหมือนว่าจะไม่มีปฏิกิริยาตอบรับต่อการโค้งตัวลงเป็นครั้งที่สามของเมิ่งฮ่าว เมิ่งฮ่าวรู้สึกจิตใจเต้นรัว รู้ตัวว่าได้ทำการคารวะเป็นครั้งที่สามเร็วเกินไป

อย่างไรก็ตาม ทันใดนั้น…

“ยอมรับ!” เสียงเก่าแก่โบราณกล่าวขึ้น ดังก้องออกมาจากภูเขาอสูรดินยะเยือก แทบจะออกมาจากส่วนลึกแห่งกาลเวลาของมันเอง ขณะที่เสียงนั้นกระจายออกไปทั่วทั้งบริเวณนั้น มันก็นำเอาความหนาวเย็นอย่างไร้จุดจบมาด้วย ทำให้โลกนี้ต้องบิดเบี้ยวและเลือนลางลง

คำพูดนี้ถูกพูดออกมาจากใบหน้าของชายชรา มันมองไปยังเมิ่งฮ่าวอย่างลึกซึ้งชั่วขณะ และจากนั้นก็เริ่มเลือนลางลง รอยแตกร้าวได้ยินมา ขณะที่รอยร้าวซึ่งก่อตัวเป็นรูปใบหน้ากระจายออกไป พวกมันรวมตัวเข้าด้วยกัน เกิดเป็นรอยแยกขนาดใหญ่ กระจายออกมาจากส่วนบนสุดของยอดเขา ลงไปจนถึงด้านล่าง สร้างเป็นเครื่องหมายกากบาทขนาดใหญ่ ซึ่งขยายยืดยาวออกไปทั่วทั้งภูเขา

เครื่องหมายนั้นยืดยาวออกไปจนถึงแท่นบูชา และเงาร่างที่อยู่บนบัลลังก์ เสียงปังได้ยินมา ประจุสีฟ้าที่เต้นไปมาอยู่บนมือขวาของเงาร่างนั้น จู่ๆ ก็เริ่มรวมตัวเข้าด้วยกัน กลายเป็นเปลวไฟสีฟ้า

ทันทีที่เปลวไฟปรากฏขึ้น มันก็ส่องไปยังใบหน้าของเงาร่างนั้น เป็นใบหน้าที่เหมือนกับหานซานผู้น่านับถือโดยสิ้นเชิง!

เปลวไฟพุ่งทะยานขึ้นไป แยกออกเป็นสามส่วนส่องประกายขึ้นไปในท้องฟ้าที่ด้านบน

อย่างช้าๆ เนื่องจากแสงสว่างของเปลวไฟนั้น จึงเริ่มมองเห็นว่าในท้องฟ้าที่ด้านบน มีสิ่งของขนาดใหญ่อย่างน่าตกใจอยู่สองชิ้น พวกมันลอยสูงขึ้นไปในอากาศ ดูโอ่อ่าเกรียงไกรและน่าตกใจกว่าสามภูเขาอสูรอันยิ่งใหญ่มากนัก

กลิ่นอายอันน่าตกใจจนยากจะอธิบายออกมาได้ ปกคลุมอยู่รอบๆ ของทั้งสองชิ้นนั้น!

จิตใจเมิ่งฮ่าวสั่นสะท้าน และเขาก็หลับตาลง หลังจากที่ระงับสติตัวเองให้เยือกเย็นลง ก็ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง จากนั้นก็มองไปยังภูเขาที่สอง, ภูเขาอสูรสีโลหิต!

เมิ่งฮ่าวประสานมือ มองไปยังภูเขาอสูรโลหิต และจากนั้นก็โค้งตัวลงในทันที “ข้าไม่แน่ใจว่าภูเขาลูกนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับวิหารไท่เอ้อร์โบราณหรือไม่ อย่างไรก็ตาม นี่ก็คือสิ่งที่ข้าโค้งตัวลงให้ ถ้ามีชะตาลิขิตร่วมกัน ข้าขอวิงวอนให้ภูเขาแสดงตัวตนออกมา!”

นี่ก็คือการคารวะเป็นครั้งที่สี่ และเป็นครั้งแรกที่แสดงต่อภูเขาอสูรโลหิต!

 

 

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: