Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 660

I Shall Seal The Heaven Chapter 660

ตอนที่ 660

สุรานี้ค่อนข้างแรง

คำพูดของหญิงสาว ทำให้ใบหน้าชายชราเริ่มดูน่าเกลียดขึ้นเป็นอย่างมาก อีกครั้งที่มันประสานมือให้กับเมิ่งฮ่าว

“สหายเต๋า, ศิษย์ของเหล่าฟู ไม่เข้าใจเรื่องราวใดๆ โปรดอย่าได้ถือสา เมืองไห่เฉิงอาจจะกว้างใหญ่ แต่เรื่องทุกอย่างในที่แห่งนั้น ก็ถูกจัดการอย่างเปิดเผยและชัดเจน เมื่อท่านไปถึง ท่านก็จะเข้าใจเอง”

หญิงสาวเยาว์วัยกัดริมฝีปาก และไม่กล่าวอะไรออกมาอีก แค่จ้องมองไปยังเมิ่งฮ่าวด้วยแววตาขอร้อง

ชายชราเริ่มกังวลใจขึ้นเล็กน้อย “สหายเต๋า, ข้าตอบคำถามท่านโดยไม่ปิดบังสิ่งใดไว้ ศิษย์เหล่าฟูแค่คิดถึงบ้านเท่านั้น แต่ผู้ฝึกตนเช่นพวกเราถ้าต้องการความสำเร็จ ก็ต้องก้าวเท้าออกมาจากเรื่องความสะดวกสบาย นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ข้านำนางออกมาท่องโลกกว้าง เพื่อฝึกฝนประสบการณ์”

เมิ่งฮ่าวมองไปยังหญิงสาวเยาว์วัย และชายชรา จากนั้นก็แอบถอนหายใจออกมา

“ในโลกแห่งการฝึกตน กฎแห่งป่าอยู่เหนือทุกสิ่ง ข้าไม่อาจจะทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนั้น แต่” เขากล่าวพร้อมกับส่ายหน้า “เมื่อมันกลายเป็นการกระทำและการตัดสินใจของพวกเรา ก็มีความจริงที่ไม่ได้ถูกเขียนเอาไว้ นิสัยที่ไม่เที่ยงธรรมสามารถทำให้ท่านไม่อาจจะบรรลุถึงขั้นตัดวิญญาณได้”

“ขอบคุณมากสำหรับการช่วยให้เหล่าฟูบรรลุถึงเป้าหมาย!” ชายชรากล่าว ยื่นมือออกไปจับหญิงสาวไว้

“ผู้อาวุโส!” หญิงสาวกล่าวต่อ “เมื่อท่านมีพื้นฐานฝึกตนที่อ่อนแอ ท่านไม่เคยมีเอินเหริน (ผู้มีพระคุณ) ซึ่งยินดีจะช่วยเหลือท่าน…?” ก่อนที่นางจะทันได้พูดจบ มือของชายชราก็กดลงไปบนร่างนาง ทันใดนั้นนางก็คล้ายกับเป็นหุ่นกระบอก ทำได้แต่เพียงแค่มีหยดน้ำตาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง และความต้องการจะตกตายไป

เมื่อเมิ่งฮ่าวได้ยินคำพูดของนาง ทันใดนั้นเขาก็กล่าวขึ้น “ข้าบอกว่าท่านสามารถจากไปได้แล้ว?”

เป็นคำพูดที่เรียบง่าย แต่ทันทีที่ชายชราได้ยิน จิตใจมันก็สั่นสะท้าน วิญญาณแรกก่อตั้งที่อยู่ในร่างมันเริ่มสั่นไปมา และหยาดเหงื่อเท่าเม็ดลูกประคำก็ไหลลงมาจากหน้าผาก ทันใดนั้นมันก็หยุดชะงักนิ่ง และค่อยๆ หันร่างมา มีสีหน้าไม่อยากจะเชื่อและตกตะลึง ขณะที่มองไปยังเมิ่งฮ่าว

ทันใดนั้นมันก็ตระหนักว่าพื้นฐานฝึกตนของบุคคลที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้ ไกลเกินกว่าของมันเองเป็นอย่างมาก

เสียงเมิ่งฮ่าวราบเรียบขณะที่กล่าว “หญิงสาวนางนี้มีร่างกายที่โดดเด่น เหมาะสำหรับการฝึกวิชาคู่ซึ่งช่วยดึงหยินไปเสริมหยาง…เป้าหมายของท่านไม่ใช่อะไรนอกจากการใช้พลังนั้น ช่วยทะลวงผ่านจุดตีบตันในพื้นฐานฝึกตนของท่าน” ด้วยเช่นนั้น เขายกมือขวาขึ้นมา ทำให้หัวใจอสูรระดับกลางสิบดวง ลอยตรงไปที่ชายชรา

“โดยปกติแล้ว ข้าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวเช่นนี้” เมิ่งฮ่าวกล่าวต่อช้าๆ “แต่เมื่อได้มาพบกับหญิงสาวนางนี้ ก็ดูเหมือนว่าพวกเราจะมีโชคชะตาที่เชื่อมต่อกัน ขอบคุณสำหรับการช่วยตอบคำถามเมื่อครู่นี้ โปรดนำหัวใจอสูรหล่านี้จากไป”

ชายชราดิ้นรนอยู่ภายในใจชั่วขณะ แต่สุดท้าย ก็ปลดปล่อยหญิงสาวและเก็บหัวใจอสูรไว้ พร้อมกับรอยยิ้มอันขมขื่น มันประสานมือและโค้งตัวลงให้กับเมิ่งฮ่าว จากนั้นก็รีบจากไปในที่ห่างไกล

พื้นฐานฝึกตนของเมิ่งฮ่าวเกินกว่าความเข้าใจของมัน และช่องว่างระหว่างคนทั้งสองก็กว้างใหญ่มากเกินไป ชายชราไม่แม้แต่จะรู้สึกไม่พอใจ แค่แอบถอนหายใจในโชคชะตาของตัวเองออกมาเท่านั้น

ขณะที่ชายชราหายลับตาไป หยดน้ำตาก็ไหลลงมาอย่างต่อเนื่องอยู่ที่แก้มของหญิงสาวเยาว์วัย และนางก็โค้งตัวลงให้กับเมิ่งฮ่าวครั้งแล้วครั้งเล่า

“ขอบคุณสำหรับความเมตตาที่ช่วยชีวิตผู้เยาว์ ท่านผู้อาวุโส ข้าเติบโตขึ้นมาจากเมืองไห่เฉิง และจะช่วยท่านผู้อาวุโสอย่างเต็มที” ความรู้สึกขอบคุณของนางมองเห็นได้อย่างชัดเจนในแววตา นางเพิ่งจะหลบหนีออกมาจากมหันตภัยอันร้ายแรง และผลลัพธ์ก็คือ เสียงของนางสั่นสะท้านขณะที่พูดออกมา ดูเหมือนว่าความกล้าหาญทั้งหมดที่นางได้แสดงออกมาเมื่อครู่นี้ ได้หายไปจนหมดสิ้น และกลายเป็นอ่อนแอเหมือนเดิม

“เจ้ามีนามว่าอะไร?” เมิ่งฮ่าวถาม มองไปยังนาง

“เหวยหลี…ผู้เยาว์มีนามว่าเหวยหลี” นางกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา ก้มหน้าลงเพื่อปกปิดความรู้สึกเสียใจอันเนื่องมาจากนามของนาง

เมิ่งฮ่าวพยักหน้า แต่ก็ไม่ถามถึงรายละเอียดใดๆ เพิ่มเติม จากนั้นเขาก็โบกสะบัดชายแขนเสื้อ กวาดเอาหญิงสาวเยาว์วัยให้บินขึ้นไปในทิศทางของเมืองไห่เฉิงสามสำนัก ซึ่งถูกเขียนอยู่บนแผนที่ ที่เขาครอบครองอยู่

เหวยหลีลังเลอยู่ชั่วครู่ ขณะที่บินอยู่ด้านข้างเมิ่งฮ่าว นางมองไปรอบๆ ยังกลุ่มหมอกที่ห้อมล้อมคนทั้งสองไว้ และรับรู้ได้ถึงความรวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อในตอนที่ทั้งสองเคลื่อนที่ไป เป็นสิ่งที่นางไม่เคยพบเจอมาก่อน ในที่สุดนางก็กล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา “ผู้อาวุโส…ท่าน…ท่านเป็นผู้ฝึกตนเร่ร่อน?”

“ทำไมเจ้าถึงถามเช่นนี้?” เมิ่งฮ่าวตอบเสียงราบเรียบ

“ในวงแหวนที่สาม ผู้ฝึกตนวิญญาณแรกก่อตั้งทั้งหมดต่างก็เป็นผู้ฝึกตนเร่ร่อน หรืออาจจะสังกัดสำนักหรือตระกูล ซึ่งจะมีของวิเศษที่ช่วยบินเป็นพิเศษ ของวิเศษเช่นนั้นทำให้ยากที่จะหลีกเลี่ยงปัญหาต่างๆ แต่ก็ช่วยให้ท่านสามารถเข้าฌาณและฝึกฝนพลังฝึกตนขณะที่เดินทางไปได้”

เหวยหลีลังเลอีกครั้ง กังวลว่าคำพูดของนางอาจจะไปทำให้เมิ่งฮ่าวรู้สึกไม่ค่อยพอใจ “ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเข้ามาในเมืองไห่เฉิง ถ้าท่านมีของวิเศษช่วยบินเช่นนั้น ท่านก็จะไม่ถูกสอบปากคำ”

“เป็นเช่นนี้นี่เอง” เมิ่งฮ่าวกล่าว หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก็กล่าวว่า “หลังจากที่ไปถึงเมืองไห่เฉิง สงสัยว่าข้าคงต้องซื้อมันบ้างแล้ว” เขาตระหนักว่าจริงๆ แล้ว ก็ไม่มีของวิเศษที่ช่วยบินแต่อย่างใด เมื่อคิดว่าสามารถฝึกฝนพลังฝึกตนได้ในขณะที่บินไปด้วยของวิเศษเช่นนั้น เมิ่งฮ่าวก็เริ่มรู้สึกค่อนข้างจะตื่นเต้น

ดวงตาเหวยหลีเบิกกว้าง นางแทบอยากจะบอกกับเมิ่งฮ่าวว่า ของวิเศษช่วยบินเช่นนั้นมีราคาแพงมากเป็นอย่างยิ่ง แต่นางก็ไม่กล้าจะเปิดปากพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ จากนั้นนางก็คิดไปถึงตอนที่เขาส่งมอบหัวใจอสูรระดับกลางไปสิบดวงอย่างง่ายดาย นางก็ตระหนักว่าเขาต้องมีฐานะทางสังคมที่น่าเหลือเชื่อเป็นอย่างยิ่ง

หลังจากที่ผ่านไปนาน นางมองไปยังเสื้อผ้าที่ธรรมดาปราศจากการตกแต่งของเมิ่งฮ่าว และจากนั้นก็กล่าวว่า “ผู้อาวุโส…ท่านควรจะเปลี่ยนเสื้อผ้าให้แตกต่างออกไปจากตอนนี้ ท่านสามารถซื้อหาเสื้อผ้าที่สร้างขึ้นมาจากอสูรทะเลได้ จากข่าวลือที่บอกเล่าต่อๆ กันมา เสื้อผ้าที่มีคุณภาพสูง สามารถช่วยต้านทานการโจมตีจากระดับตัดวิญญาณได้”

“ถ้าท่านพอใจต่อเสื้อผ้าที่เรียบง่ายไร้การตกแต่งใดๆ เมืองไห่เฉิงก็มีด้วยเช่นกัน แต่ในแง่ของคุณภาพของวัตถุดิบ หรือความสามารถป้องกัน เสื้อผ้าเช่นนั้นโดดเด่นเป็นอย่างมากในทะเลเทียนเหอ ผู้คนจากสำนักและตระกูลภายในที่ต่างๆ มักจะมายังที่แห่งนี้เพื่อสั่งตัดเย็บ”

เมิ่งฮ่าวมองลงไปยังเสื้อผ้าของเขาและพยักหน้า เขาไม่เคยให้ความสนใจกับเครื่องแต่งกายมากนัก แต่หลังจากที่ได้ยินคำพูดของหญิงสาวเยาว์วัย เขาก็ตระหนักว่ามันสมเหตุสมผล

“อืม เมื่อพวกเราไปถึงที่นั่น ข้าจะซื้อสักหลายชุด”

“ผู้อาวุโส ยังมีเรื่องของถุงสมบัติ ในทะเลเทียนเหอ ท่านอาจจะได้รับถุงวิเศษที่มีความจุมากกว่าปกตินับร้อยเท่า บางถุงสมบัติยังอาจจะมีคุณสมบัติที่ลี้ลับอื่นๆ อีกด้วย”

“อันที่จริง ถุงสมบัติที่มีความสามารถสูงมากเช่นนั้น อาจจะสามารถเก็บกักพลังลมปราณไว้ได้ ถ้าท่านมีพลังเวทลดลง อย่างน้อยก็จะมีโอกาสเปิดถุงสมบัติออกมาได้”

“มีของเช่นนั้นอยู่ด้วย?” เมิ่งฮ่าวถาม ทั้งหมดที่นางพูดมา ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เขาพยักหน้า “เมื่อข้าไปถึง ข้าจะซื้อมาใช้บ้าง”

“ผู้อาวุโส ท่านมียันต์ถ่ายทอดเสียงแล้วหรือไม่? ยังไม่มี? ท่านน่าจะซื้อยันต์ถ่ายทอดเสียงที่มีขายอยู่ในเมืองไห่เฉิงบ้าง ด้วยเช่นนั้นท่านก็สามารถติดต่อกับคนที่อยู่ด้านนอกได้โดยตรง ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ไหนในทะเลเทียนเหอแห่งนี้”

“อืม! ข้าจะซื้อ!”

“ผู้อาวุโส เมื่อพิจารณาจากพื้นฐานฝึกตนของท่านแล้ว ท่านอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้วงแหวนเวท แต่ผู้เยาว์ก็ขอแนะนำให้ท่านซื้อบ้าง…”

“ดี ข้าจะซื้อมันอย่างแน่นอน”

“ผู้อาวุโส ถ้าท่านวางแผนจะอยู่ในวงแหวนที่สามเป็นเวลานาน ท่านอาจจะต้องซื้อถ้ำแห่งเซียนที่อยู่ในเมือง แน่นอนว่า ราคาก็แตกต่างกันขึ้นกับสถานที่…”

“ข้าจะซื้อถ้ำที่ดีที่สุดสักแห่ง!”

ขณะที่คนทั้งสองเดินทางไป เหวยหลีก็ประเมินเมิ่งฮ่าวจากบนลงล่างอย่างต่อเนื่อง ถ้าตกอยู่ในสถานการณ์อื่น เมิ่งฮ่าวอาจจะไม่ให้ความสนใจใดๆ แต่เมื่อคิดไปถึงหัวใจอสูรจำนวนมากมายที่เขามีอยู่ในถุงสมบัติ และจำนวนหินลมปราณที่เขาจะแลกเปลี่ยนมาได้ จิตใจก็พลุ่งพล่านด้วยความยินดี

เต็มไปด้วยความรู้สึกที่จะกลายเป็นคนรวยและภูมิฐาน ตามมาด้วยกับมีใครบางคนมาอธิบายถึงสิ่งต่างๆ ที่เขาควรจะซื้อ ทำให้จิตใจเขาฟูฟ่อง เขาโบกสะบัดชายแขนเสื้อ และตัดสินใจจะซื้อทุกสิ่งทุกอย่าง

หลายวันหลังจากนั้น เมิ่งฮ่าวก็มองไปยังเมืองไห่เฉิงที่อยู่ห่างไกลออกไป ขณะที่คนทั้งสองเข้าไปใกล้ เขาไม่อยู่กับร่องกับรอยมาตั้งแต่ตอนที่เหวยหลีได้อธิบายเรื่องราวมากมายหลายอย่างให้ฟัง และจำไม่ได้ว่าเคยพูดว่าจะซื้ออะไรบ้าง

อย่างไรก็ตาม เหวยหลีก็เป็นผู้เชี่ยวชาญ นางได้นำแผ่นหยกออกมาจดบันทึกไว้โดยละเอียดนานแล้ว

ที่ด้านหน้าเมืองไห่เฉิงมีขนาดกว้างใหญ่อย่างไร้ที่เปรียบ คล้ายกับเป็นสัตว์ทะเลสมัยโบราณ กำลังนอนหลับอยู่เป็นผิวน้ำ ตอนนี้เป็นยามสนธยา และภายในเมืองก็สว่างจ้าไปด้วยแสงไฟ จากการตรวจสอบอย่างคร่าวๆ ทำให้เมิ่งฮ่าวคิดว่าอย่างน้อยต้องมีผู้ฝึกตนอยู่ด้านในถึงหนึ่งแสนคน

พื้นที่รอบๆ มีผู้ฝึกตนของสามสำนักกำลังลาดตระเวนไปมา และยังมองเห็นที่ตรงใจกลางเมืองเป็นหอคอยขนาดใหญ่ ประดับด้วยไข่มุกเรืองแสง กระจายระลอกคลื่นที่มองไม่เห็น ซึ่งมีแต่เมิ่งฮ่าวเท่านั้นที่สามารถรับรู้ได้ กระจายออกปกคลุมไปทั่วทั้งเมือง

ทั่วทั้งเมืองถูกห้อมล้อมไว้ด้วยกำแพงเมืองที่สูงใหญ่ บางส่วนก็ยืดยาวลงไปยังพื้นผิวของน้ำทะเล กำแพงเมืองเป็นสีดำโดยสิ้นเชิง ดูอึมครึมเหมือนเป็นลางไม่ดี มีหอกที่ดูน่ากลัวล้อมรอบไปทั่วเมือง ด้านบนหอกเสียบไว้ด้วยซากศพที่แห้งกรังของอสูรทะเล

ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกายเจิดจ้า เขาสัมผัสได้ว่าภายในเมืองไห่เฉิง มีค่ายกลเวทป้องกันอยู่นับร้อย เห็นได้ชัดว่าถ้าเขาพยายามจะพุ่งเข้าไปในเมืองโดยตรง ก็คงจะเป็นไปไม่ได้

ถ้าพวกมันถูกกระตุ้นให้เกิดการทำงานขึ้น ค่ายกลเวทป้องกันเหล่านี้ สามารถทำลายผู้ฝึกตนตัดวิญญาณได้อย่างง่ายดาย

ถ้านั่นเป็นสิ่งทั้งหมดที่อยู่ในเมืองนี้ ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอันใด แต่เมิ่งฮ่าวยังรับรู้ได้ถึงกลิ่นอันลึกซึ้งอยู่ภายในเมือง ซึ่งทำให้หนังศีรษะเขาต้องด้านชา ดูเหมือนจะเป็นกลิ่นอายบางส่วนของผู้ฝึกตน และเป็นกลิ่นอายบางส่วนของอาวุธเวท

เป็นไปไม่ได้ที่จะแยกความแตกต่างได้อย่างชัดเจน แต่เมิ่งฮ่าวก็แน่ใจว่าไม่ว่าของสิ่งนั้นจะกระจายกลิ่นอายอะไรออกมาก็ตามที…ก็เกินกว่าพลังของขั้นตัดวิญญาณอย่างมากมาย

หลังจากที่มองไปยังเมืองที่เบื้องหน้า สายตาก็ไปหยุดอยู่ที่หอคอยขนาดใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ที่ใจกลางเมือง ในตอนนั้นเองที่หยางหุนเซิ่งชุดแดง ซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ที่ส่วนบนสุดของหอคอย ได้ลืมตาขึ้นมาในทันที

สายตามันพุ่งผ่านออกมาจากภายในหอคอย จนกระทั่งบรรลุถึงเมิ่งฮ่าวที่อยู่ห่างไกลออกไป ถึงแม้ว่าเมิ่งฮ่าวจะเปลี่ยนรูปร่างหน้าตา แต่มันก็ยังคงจดจำเขาได้

คนทั้งสองอยู่ห่างกันค่อนข้างมาก แต่ก็สามารถรับรู้ได้ว่า ต่างคนต่างก็จ้องมองซึ่งกันและกันอยู่ หลังจากผ่านไปชั่วครู่ คนทั้งสองก็ละสายตากลับมา

เมื่อเห็นเมิ่งฮ่าวหยุดอยู่กลางอากาศ เหวยหลีก็มองมาและกล่าวว่า “ผู้อาวุโส?”

หลังจากผ่านไปชั่วขณะ นางก็กล่าวต่อ “ผู้อาวุโส ท่านมีเหรียญตัวตนหรือไม่?”

“ถ้ามี ท่านก็สามารถผ่านเข้าไปได้เลย แต่ถ้าไม่มี ก็คงจะมีปัญหาบ้างเล็กน้อย…”

เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว เขาไม่มีมีเหรียญตัวตน และตอนนี้ ทั้งสองกำลังยืนอยู่ที่หน้าประตูเมือง มีบุรุษสามคนนั่งขัดสมาธิเข้าฌาณอยู่ด้านใน ที่ด้านหน้าพวกมันมีผู้ฝึกตนสิบกว่าคนกำเหรียญคำสั่งอยู่ในมือยืนอยู่ ชำเลืองมองไปรอบๆ ด้วยสีหน้าเย็นชาเป็นระยะ

เป็นยามพลบค่ำแล้ว แต่ก็ยังมีผู้คนเข้าแถวอยู่ที่ด้านนอก รอคอยที่จะเข้าไปในเมืองไห่เฉิง

เมื่อเมิ่งฮ่าวและเหวยหลีไปถึง สามชายชราต่างก็ลืมตาขึ้นมาในเวลาเดียวกัน ในตอนนั้น เมิ่งฮ่าวรับรู้ได้ถึงระลอกคลื่นที่กระเพื่อมไปมา จากค่ายกลเวทป้องกันที่อยู่ใกล้ๆ บริเวณนั้น

เขารู้ว่าถ้าแสดงออกถึงเจตนาร้ายแม้แต่น้อยนิด ค่ายกลเวทเหล่านั้นก็จะถูกกระตุ้นให้มีปฏิกิริยาขึ้นมา

“ผู้อาวุโส” เหวยหลีกล่าว “ถ้าท่านไม่มีเหรียญตัวตน ข้าจะเข้าไปในเมืองก่อนเพื่อซื้อมาให้ท่านหนึ่งเหรียญ แต่ราคาก็ค่อนข้างสูง ดังนั้นข้าจึงซื้อได้แต่เหรียญตัวตนธรรมดาทั่วไป ซึ่งอาจจะทำให้เกิดปัญหาในภายหลังได้ แต่…” ขณะที่นางกำลังพูดอยู่นั้น ลำแสงเจิดจ้าทันใดนั้นก็ลอยออกมาจากภายในเมือง

ภายในลำแสงนั้นเป็นหญิงสาวงดงามในชุดสีชมพู นางมีท่าทางสง่างามตามธรรมชาติ ทันทีที่นางปรากฏกายขึ้น ผู้ฝึกตนที่อยู่ประจำประตูเมืองก็โค้งตัวลงต่ำ

“ขอคารวะ หลินฟูเหริน!” (ภรรยาคนแซ่หลิน)

ในเวลาเดียวกันนั้น สีหน้าเคารพนับถือก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผู้ฝึกตนอื่นๆ ที่อยู่ในบริเวณนั้น พวกมันประสานมือและโค้งตัวลงทีละคน

“ขอคารวะ หลินฟูเหริน!”

สตรีที่ดูสง่างามตามธรรมชาติพยักหน้าและยิ้มให้ นางเดินผ่านกลุ่มฝูงชน จนกระทั่งมาถึงเมิ่งฮ่าว สำหรับเหวยหลี นางถอยไปด้านหลังด้วยความกังวลใจ สีหน้าเมิ่งฮ่าวเป็นปกติขณะที่มองไปยังสตรีที่ทุกคนเรียกว่า ‘หลินฟูเหริน’ ซึ่งเดินเข้ามาหยุดอยู่ที่เบื้องหน้าเขา และขณะที่ทุกคนมองมา นางก็โค้งตัวลงให้กับเขา

นางไม่กล่าว แต่ยิ้มออกมา และส่งเหรียญคำสั่งสีทองให้กับเมิ่งฮ่าว

“มีใครบางคนขอให้ข้าช่วยบอกต่อท่านว่า สุรานั้นค่อนข้างแรง” นางยิ้มและมองเมิ่งฮ่าวอย่างลึกซึ้ง จากนั้นก็หมุนตัวจากไป

ขณะที่นางเดินจากไป ทุกคนในกลุ่มฝูงชนหันหน้ามา มองไปยังเมิ่งฮ่าว เหวยหลีจ้องไปที่เขาอย่างงุนงงด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง

——————-

หมายเหตุ : เหวยหลี (唯离) แปลว่า จากไปแล้ว เป็นชื่อที่มีความหมายเศร้าโศก บางทีอาจจะบ่งชี้ให้เห็นถึงเหตุการณ์ที่น่าเสียใจบางอย่าง ซึ่งเคยเกิดขึ้นกับนางเมื่อในอดีต

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: