Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 670

I Shall Seal The Heaven Chapter 670

ตอนที่ 670

วิกฤตใกล้เข้ามา

ภายในเมืองไห่เฉิง เมิ่งฮ่าวปลดปล่อยพลังออกมา ทำให้เจ็ดชายชรากระจัดกระจายไปด้านหลัง โลหิตพ่นออกมาจากปากพวกมัน ในเวลาเดียวกันนั้น กลุ่มเมฆสีดำพร้อมกับสายฟ้าที่ปะทุขึ้น ลอยผ่านอากาศในวงแหวนที่สี่ไป มายังด้านนอกของสำนักเฟยเซียน (เซียนเหิน)

จากนั้นกลุ่มเมฆก็กระจายตัวออกไป เผยให้เห็นเป็นชายชราที่สวมใส่ชุดยาวสีดำ มันมีรูปร่างหน้าตาที่ดูเก่าแก่โบราณ และรู้สึกว่ากาลเวลาดูเหมือนจะหมุนวนอยู่รอบๆ ร่างมัน มันลอยตัวอยู่กลางอากาศ มองลงไปยังพื้นผิวของน้ำทะเล ด้วยแสงที่ระยิบระยับในดวงตา

ถ้าเมิ่งฮ่าวอยู่ที่นี่ เขาก็จะจดจำมันได้ในทันที ชายชราผู้นี้…ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเป็นปรมาจารย์รุ่นสิบตระกูลหวัง!

“ไม่อาจช้าไปกว่านี้อีกแล้ว” มันกล่าวเสียงราบเรียบ “ครั้งนี้…ข้าต้องฉกฉวยพื้นฐานเต๋าของมันมาให้ได้ ถ้าร่างจำแลงนี้พ่ายแพ้ ข้าก็จะเชื่อมต่อสถานที่แห่งนี้ไว้ และมายังที่นี่ด้วยร่างจริงของข้าเองโดยผ่านทางการเคลื่อนย้ายทางไกลอันยิ่งใหญ่ ต่อให้แท่นผนึกเซียนจะสังเกตเห็น ข้าก็คงจะทำได้สำเร็จไปแล้ว!” แสงอันคมกริบปรากฏขึ้นในดวงตามัน ซึ่งประกอบด้วยความมุ่งมั่นและความต้องการสังหารอันเข้มข้น

“ไร้ร่องรอยของมันในวงแหวนที่สี่ ก่อนที่จะมายังที่แห่งนี้ คำพยากรณ์ของข้าไม่อาจจะหาตำแหน่งที่อยู่ใดๆ ของมันได้ แต่ข้าก็คิดว่ามันยังคงอยู่ในทะเลเทียนเหอแห่งนี้!”

“ถ้ามันไม่อยู่ในวงแหวนที่สี่และทะเลชั้นนอก ถ้าเช่นนั้นก็หมายความว่ามันต้องอยู่ใน…วงแหวนที่สาม!”

“วงแหวนที่สาม…เป็นเขตหวงห้ามของค้นหาเต๋า…” มันขมวดคิ้ว จากนั้นก็มุ่งหน้าตรงไปยังสำนักเฟยเซียนในทันที

มันอยู่ที่ด้านในเป็นเวลาธูปไหม้หมดไปหนึ่งดอก หลังจากที่บินออกมา ทั่วทั้งสำนักเฟยเซียนก็เริ่มมีปฏิกิริยาขึ้นมาในทันที เฟยเซียนเซิ่ง (ผู้ศักดิ์สิทธิ์เซียนเหิน) ได้ออกคำสั่ง ให้ศิษย์สำนักเฟยเซียนมากกว่าครึ่งบินตรงไปยังสาขาของสำนักเฟยเซียนที่อยู่ในเมืองชายทะเลแห่งวงแหวนที่สาม

ศิษย์นับหมื่นพุ่งทะยานฝ่าอากาศไป แต่ละคนกำแผ่นหยกที่มีภาพของเมิ่งฮ่าวอยู่ในมือ ตามติดไปด้วยสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของปรมาจารย์รุ่นสิบตระกูลหวัง

ขณะที่ศิษย์สำนักเฟยเซียนผ่านเข้าไปในสาขาของสำนักในเมืองชายทะเล ก็ทำการตรวจสอบดูบันทึกการเข้าออกของวงแหวนที่สาม แต่ก็ไร้ร่องรอยของเมิ่งฮ่าว หลังจากนั้น สำนักเฟยเซียนจึงกระจายกองกำลังทั้งหมดที่พวกมันสามารถรวบรวมมาได้ พร้อมกับเรือทุกลำ เริ่มเดินทางผ่านกำแพงลมพายุที่ปิดกั้นเส้นทาง เข้าไปในวงแหวนที่สามเพื่อปฏิบัติภารกิจของพวกมัน

ในเวลาเดียวกันนั้น ปรมาจารย์รุ่นสิบตระกูลหวัง กำลังไปเยี่ยมสำนักไห่เสิน (เทพแห่งท้องทะเล) ถึงแม้ไม่อาจจะทราบว่ามันได้ให้คำสัญญาอะไรกับสำนักนี้ แต่เมื่อมันจากไป ไห่เสินเซิ่ง (ผู้ศักดิ์สิทธิ์แห่งท้องทะเล) ก็ออกคำสั่งที่ทำให้ศิษย์สำนักไห่เสินนับหมื่นขยับตัวเคลื่อนไหวในทันที พวกมันกลายเป็นกลิ่นอายกระบี่มากมายนับไม่ถ้วน พุ่งตรงไปยังสาขาของสำนักในเมืองชายทะเล กำแผ่นหยกอยู่ในมือ หลังจากที่ตรวจสอบบันทึกการเข้าออกในวงแหวนที่สาม ศิษย์นับหมื่นก็เริ่มเดินทางผ่านเข้าไปในวงแหวนที่สาม เช่นเดียวกับศิษย์สำนักเฟยเซียน

แม้แต่เฟยเซียนเซิ่ง และไห่เสินเซิ่ง ผู้เชี่ยวชาญตัดวิญญาณทั้งสอง ก็ยังเข้าร่วมกับกองกำลัง ออกจากสำนักและผ่านเข้าไปในกำแพงลมพายุ

สองในสามสำนักใหญ่ถูกผลักดันให้ปฏิบัติการ โดยปรมาจารย์รุ่นสิบตระกูลหวัง แต่เนื่องจากหยางหุนเซิ่งแห่งสำนักหยางหุนเต้า ไปประจำการอยู่ในเมืองไห่เฉิงของสามสำนัก ในวงแหวนที่สาม จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีข้อตกลงร่วมกับปรมาจารย์รุ่นสิบตระกูลหวัง ดังนั้นถึงแม้ว่าปรมาจารย์รุ่นสิบตระกูลหวังจะสามารถตรวจสอบบันทึกของพวกมันได้ แต่ก็ไม่อาจจะระดมกองกำลังได้

หลังจากที่คิดเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ อยู่ชั่วขณะ ประกายแห่งความเข้าใจก็ปรากฏขึ้นในดวงตาของปรมาจารย์รุ่นสิบตระกูลหวัง “เจ้าเด็กผู้นี้เจ้าเล่ห์เป็นอย่างยิ่ง แต่ยิ่งข้าคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มากเท่าใด การที่ไม่มีข้อมูลบันทึกไว้ ก็ยิ่งทำให้ข้าคิดว่ามันต้องอยู่ในวงแหวนที่สามมากขึ้นเท่านั้น!”

มันออกไปจากสำนักใหญ่ของสำนักหยางหุนเต้า และจากนั้นก็เข้าไปในกำแพงลมพายุ

“ข้าวางตาข่ายไว้อย่างแน่นหนาอยู่ในวงแหวนที่สาม ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าเมิ่งฮ่าวนั่น…จะหายตัวไปภายใต้จมูกของศิษย์นับหมื่นจากสองสำนัก!”

“เฟยเซียนเซิ่ง และไห่เสินเซิ่ง ได้สัญญาไว้แล้วว่าจะไปยังวงแหวนที่สาม พื้นฐานฝึกตนของพวกมันธรรมดาไม่โดดเด่น แต่ด้วยมรดกของวิเศษสำนักพวกมัน ทำให้ไม่อาจจะดูแคลนพวกมันได้”

“ไม่มีใครจะเข้าใจวงแหวนที่สามได้มากกว่าพวกมันไปอีกแล้ว เมิ่งฮ่าว ถ้าเจ้าสามารถหลบหนีพวกมันไปได้ ข้าก็คงต้องยอมรับความสามารถของเจ้า”

“ไม่ใช่แค่พวกมันที่กำลังค้นหาเจ้า ข้าเชื่อมั่นว่าจะสามารถโน้มน้าวใจสำนักหยางหุนเต้าได้เช่นกัน ด้วยเช่นนั้นศิษย์นับแสนจากสามสำนัก ก็จะค้นหาเจ้าเพียงคนเดียว…และถ้าไม่เพียงพอ ข้าก็ยังได้ประกาศให้เงินรางวัลเป็นจำนวนมาก เมื่อถึงเวลา ผู้ฝึกตนทั้งหมดในวงแหวนที่สามก็จะกลายเป็นหูตาให้กับข้า! ถ้ามีแม้เพียงคนเดียวรู้ร่องรอยของเจ้า ข้าก็จะรู้ด้วยเช่นกัน!”

ปรมาจารย์รุ่นสิบตระกูลหวังก้าวเนิบนาบผ่านเข้าไปในกำแพงลมพายุ ทุกที่ที่มันเดินผ่านไป กลุ่มหมอกสีดำก็จะกระจายห่างออกไปจากตัวมัน เปิดเป็นเส้นทาง ราวกับว่าไม่มีอะไรจะกล้าเข้ามาขัดขวางเส้นทางของมันได้

“ครั้งนี้ ข้าต้องทำได้สำเร็จ เวลาผ่านไปมากแล้ว และตระกูลจี้กำลังเริ่มสงสัย…” ใบหน้าปรมาจารย์รุ่นสิบตระกูลหวังเคร่งขรึม มันเคยสงสัยว่าทำไมรุ่นผู้เยาว์อันกระจ้อยร่อย ถึงได้ทำให้มันต้องลำบากได้เช่นนี้ แม้แต่มันก็ยังต้องพ่ายแพ้ไปถึงสองครั้งติดต่อกัน

ในเวลาเดียวกันนั้น ขณะที่ศิษย์นับหมื่นของสำนักเฟยเซียน และสำนักไห่เสิน บินเข้าไปในกำแพงลมพายุ ย้อนกลับไปในวงแวนที่สาม ในศาลาแลกเปลี่ยนหัวใจอสูรของสำนักหยางหุนเต้า ในเมืองไห่เฉิงของสามสำนัก เมิ่งฮ่าวกำลังทำท่าคว้าจับ จนทำให้หัวใจอสูรทั้งหมดลอยเข้าไปในถุงสมบัติของเขา

เจ็ดชายชรานิ่งเงียบราวกับเป็นจั๊กจั่นในฤดูหนาว ใบหน้าพวกมันซีดขาว และไม่กล้าจะทำอะไรที่จะไปขัดขวางเมิ่งฮ่าว ความเจ็บปวดที่เต็มอยู่ในจิตใจพวกมัน ได้ไหลซึมออกมาท่วมท้นไปโดยสิ้นเชิงมานานแล้ว

ซุนอวิ๋นเลี่ยงหอบหายใจ และดวงตาก็ลุกโชนด้วยความหลงใหล มันกล่าวขึ้นในทันใด “ผู้อาวุโส ถ้าท่านต้องการจะแลกเปลี่ยนหัวใจอสูรเหล่านี้ ได้โปรดวางใจได้ ทางสำนักจะให้ราคาที่ท่านพึงพอใจอย่างแน่นอน!” มันรู้ว่าถ้ามันสามารถจัดการ การแลกเปลี่ยนนี้ได้ด้วยตนเอง ก็จะถือว่าได้ทำคุณความดีให้กับทางสำนักอย่างยิ่งใหญ่

คุณความดีเช่นนั้นอาจจะทำให้สำนักหยางหุนเต้าเกิดปฏิกิริยาขึ้นมา และอาจจะมีผลกระทบต่อพื้นฐานฝึกตนของมันก็เป็นได้ มันอาจจะมีโอกาสได้เข้าไปในขั้นตัดวิญญาณ!

ถึงแม้ว่าไม่สามารถ มันก็จะกลายเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงอยู่ในสำนักอย่างแน่นอน

“สำนักหยางหุนเต้าของท่านเพียงสำนักเดียว จะสามารถจัดการหัวใจอสูรที่มากมายเช่นนี้ได้?” เมิ่งฮ่าวถาม มองไปยังมัน

ซุนอวิ๋นเลี่ยงอ้าปากค้างชั่วขณะ จากนั้นก็คิดคำนวนอยู่สักพัก ใบหน้ามันดูน่าเกลียดขึ้นเล็กน้อย ขณะที่ตระหนักว่าแม้จะใช้ทรัพยากรทั้งหมดของสำนักหยางหุนเต้า ก็ยังคงเป็นเรื่องยากที่จะแลกเปลี่ยนหินลมปราณกับหัวใจอสูรที่มากมายเช่นนั้นได้

ในช่วงที่มันลังเล แสงเจิดจ้าก็บินตรงมายังศาลาอย่างเร่งด่วน ซึ่งก็คือศิษย์ทายาทของหยางหุนเซิ่ง พร้อมกับการแวบขึ้นของการเคลื่อนย้ายทางไกลย่อย มันก็มาปรากฏกายขึ้นที่ชั้นสอง ทันทีที่มันมาถึง ก็มองเห็นเจ็ดชายชราที่มีใบหน้าซีดขาว จากนั้นสายตามันก็ตกกระทบไปบนร่างเมิ่งฮ่าว

การกวาดมองเพียงแค่แวบเดียวของมันนี้ ก็ทำให้มันมั่นใจว่า นี่ต้องเป็นผู้อาวุโสที่อาจารย์ของมันกล่าวถึงอย่างแน่นอน

นี่เป็นปฏิกิริยาจากสัญชาตญาณของมัน หลังจากที่สูดลมหายใจเข้าไป บุรุษวัยกลางคนก็ประสานมือและโค้งตัวลงในทันที

“ผู้เยาว์หานเฟิง ขอคารวะผู้อาวุโส ท่านอาจารย์ได้สั่งให้ข้ามาเชิญท่านไปพูดคุย”

ทันทีที่บุรุษผู้นี้มาถึง สีหน้าซุนอวิ๋นเลี่ยงก็เปลี่ยนไป และมันก็ประสานมือเพื่อทักทาย เมื่อเจ็ดชายชรามองเห็นมัน ท่าทางหวาดกลัวก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า และพวกมันก็โค้งตัวลงด้วยเช่นกัน

เมิ่งฮ่าวมองไปยังบุรุษวัยกลางคน และดวงตาก็หดเล็กลงเล็กน้อย จากนั้นก็หันหน้ามองไปยังหอคอยที่สูงตระหง่านอยู่ในใจกลางเมืองไห่เฉิง

“อาจารย์ของท่านก็คือหยางหุนเซิ่ง?” เขาถามเสียงราบเรียบ

“ท่านอาจารย์คือหยางหุนเซิ่งจริง” บุรุษผู้นั้นกล่าวตอบ ด้วยน้ำเสียงเคารพ

เมิ่งฮ่าวมองกลับไปยังซุนอวิ๋นเลี่ยง “ข้าจะไปหาหยางหุนเซิ่ง ท่านจัดเตรียมหินลมปราณไว้ และจากนั้นก็ไปหาข้า จำนวนหัวใจอสูรที่ข้าจะมอบให้ท่าน ก็จะขึ้นกับจำนวนหินลมปราณที่ท่านสามารถนำมาเสนอให้กับข้าได้” ศิษย์ทายาทของหยางหุนเซิ่งอ้าปากค้างกับคำพูดของเมิ่งฮ่าว และเหวยหลีก็ยืนอยู่ที่นั่นด้วยความวิตกกังวล

ซุนอวิ๋นเลี่ยงส่งข้อความไปในทันที มันไม่ได้ให้รายละเอียดที่เจาะจง แต่พูดถึงข้อมูลที่เกี่ยวกับจำนวนหัวใจอสูรที่เมิ่งฮ่าวมี ดวงตาของศิษย์ทายาทเบิกกว้างและอ้าปากค้าง

ตอนนี้มันเข้าใจแล้วว่าทำไมท่านอาจารย์ ถึงได้ส่งมันมายังที่นี่

“มันไปมีหัวใจอสูรมากมายเช่นนั้นได้อย่างไร?” ศิษย์ทายาทคิด มันยิ่งมีความเคารพมากขึ้น ขณะที่นำเมิ่งฮ่าวบินตรงไปยังหอคอย

เหวยหลีก็ไปกับคนทั้งสองด้วย และยิ่งเข้าไปใกล้หอคอยมากเท่าใด นางก็ยิ่งวิตกกังวลใจมากขึ้นเท่านั้น ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่นางได้ติดตามเมิ่งฮ่าว นางได้เห็นเรื่องราวอันน่าเหลือเชื่อมากมาย เกินกว่าที่เคยพบเห็นมาในชั่วชีวิตของนาง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาพที่เพิ่งจะแสดงออกมาเกี่ยวกับหัวใจอสูร ซึ่งดูราวกับว่าอาจจะทำให้จิตใจนางหยุดเต้นได้ นางรู้ว่าเมิ่งฮ่าวร่ำรวย แต่ก็ไม่เคยจะคาดคิดว่า…เขาจะร่ำรวยมากขนาดนั้น

บางทีความร่ำรวยของเขาอาจจะเทียบไม่ได้กับระดับประเทศ แต่ก็คงไม่ได้พูดเกินจริงไปนักถ้าจะบอกว่าสามารถเทียบได้กับสำนักใหญ่

ในที่สุด คนทั้งสามก็มาถึงหอคอย เมิ่งฮ่าวหันกลับไปมองยังเหวยหลี

ศิษย์ทายาทประสานมือและโค้งตัวลงในทันที

“ผู้อาวุโส ไม่ต้องกังวลใจ ผู้เยาว์จะจัดเตรียมห้องพักสำหรับสหายเต๋าท่านนี้เอง”

เมิ่งฮ่าวพยักหน้า เมื่อเห็นว่าเหวยหลีไม่ได้พูดอันใด เขาก็หันหลังและบินตรงไปยังชั้นสูงสุดของหอคอย หายลับไปในชั่วพริบตา

เมื่อไปปรากฏกายขึ้นใหม่ เขาก็อยู่ที่ด้านในของหอคอย

หยางหุนเซิ่งในชุดสีดำนั่งขัดสมาธิอยู่ที่ด้านหลังโต๊ะขนาดใหญ่ ใบหน้าไร้ความรู้สึก ข้างกายเป็นภรรยามัน ซึ่งเป็นสตรีที่มีท่าทางสง่างาม นางกำลังสูดดมกลิ่นขวดน้ำเต้าสุราในตอนที่เมิ่งฮ่าวปรากฏกายขึ้น มองมายังเขาและยิ้มให้อย่างอบอุ่น

“เจ้ามอบสุราให้แก่ข้า” หยางหุนเซิ่งกล่าว “ตอนนี้ข้าจะมอบของบางอย่างให้กับเจ้าเพื่อตอบแทน” ขณะที่กล่าววาจา ภรรยามันก็นำขวดน้ำเต้าสุรามา จากนั้นก็หยิบจอกออกมาสองใบ ซึ่งนางได้รินสุราลงไป หลังจากนั้น นางก็นั่งลงข้างกายหยางหุนเซิ่ง และมองไปยังเมิ่งฮ่าวด้วยความอยากรู้อยากเห็น

เมิ่งฮ่าวไม่กล่าวอันใด ขณะที่นั่งลงตรงข้ามกับหยางหุนเซิ่ง เขาหยิบจอกสุราขึ้นมา มองลงไป จากนั้นก็ดื่มเข้าไปหนึ่งคำ

เมื่อสุราผ่านเข้าไปในปาก ก็รับรู้ได้ถึงความหนาวเย็นราวน้ำแข็ง และทำให้ทั่วทั้งร่างรู้สึกราวกับว่ากำลังจะถูกแช่แข็ง ราวกับว่าสุรานี้กำลังจะกำจัดเปลวไฟแห่งพลังชีวิตของเขาไป

ความหนาวเย็นไหลผ่านเข้าไปในเส้นลมปราณ และกระจายออกไปทั่วทั้งร่างกาย แม้แต่พื้นฐานฝึกตนของเขาก็ยังถูกแช่แข็งไปในชั่วพริบตา สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ค่อยๆ ลดลงอย่างช้าๆ และเขาก็แทบจะเริ่มตกอยู่ในห้วงภวังค์หลับไหล แม้แต่จะครุ่นคิดก็ยังยากที่จะทำได้

เขามีความหนาวเย็นจนเกล็ดน้ำแข็งปรากฏขึ้นบนผิวหนัง แทบจะดูเหมือนว่าสุราในจอกนี้สามารถจะเปลี่ยนเขาให้กลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งได้

สุราจอกนี้แทบจะสามารถสังหารผู้ฝึกตนตัดวิญญาณธรรมดาทั่วไปได้ ถ้าใครดื่มมันเข้าไป แต่ร่างกายของเมิ่งฮ่าวมีความแข็งแกร่งยิ่งกว่านั้นมากนัก ถึงแม้ว่าพื้นฐานฝึกตนและสัมผัสศักดิ์สิทธิ์จะถูกแช่แข็งไว้ แต่ร่างกายก็ยังสั่นสะท้านอยู่เล็กน้อย ในช่วงเวลาสั้นๆ แรงสั่นสะเทือนนี้เกิดขึ้นนับพันครั้ง ความถี่ของแรงสั่นสะเทือนดูเหมือนจะสอดคล้องกับเต๋าอันยิ่งใหญ่บางอย่าง และภายในช่วงสูดลมหายใจเข้าออกสิบครั้ง กระแสสีขาวก็เริ่มพุ่งขึ้นมาจากบนขม่อมของเมิ่งฮ่าว กระจายเต็มไปทั่วทั้งชั้นสูงสุดของหอคอย และยังได้ทำให้ผนังเกิดเสียงแตกร้าวขึ้น ขณะที่พวกมันถูกแช่แข็งไป

ท่าทางเคร่งเครียดปรากฏขึ้นในดวงตาของสตรีที่ดูสง่างาม และถึงแม้ว่าใบหน้าของหยางหุนเซิ่งจะไร้ความรู้สึกใดๆ แต่ดวงตาของมันก็เย็นชาขณะที่จ้องมองไปยังเมิ่งฮ่าว

“สุราของท่านไม่ได้แรงมากนัก อย่างน้อยก็ไม่ได้แรงเท่ากับของข้า” เมิ่งฮ่าวตบไปที่ถุงสมบัติ หยิบเอาขวดน้ำเต้าออกมา ซึ่งไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากเป็นขวดสุราสีเงินของหานซาน เขาหยิบจอกขึ้นมา จากนั้นก็รินสุราลงไป และเลื่อนส่งให้กับหยางหุนเซิ่ง

“เชิญ” เมิ่งฮ่าวกล่าวเสียงราบเรียบ

ใบหน้าหยางหุนเซิ่งบิดเบี้ยว ขณะที่มองลงไปยังจอกสุรานั้น มันลังเล ซึ่งเป็นสิ่งที่มันไม่ค่อยจะกระทำมากนัก

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: