I Shall Seal The Heaven Chapter 697

ตอนที่ 697

ร้อยหนึ่งพันภูเขา!

ค่ายกลเวทกลุ่มหมอกสีดำถูกทำลายไป!

เมิ่งฮ่าวถูกปกคลุมด้วยรังสีสังหารขณะที่โผล่ออกมา บีบมือขวาลงไปอย่างแรง ทำให้ปรมาจารย์ตัดวิญญาณครั้งแรกแห่งสำนักชิงหลัวถูกบดขยี้ตายไป กระดูกที่ลำคอหักละเอียด และจากนั้นเมิ่งฮ่าวก็ปล่อยมือ ทำให้ร่างของชายชราตกลงไปบนพื้น

เมิ่งฮ่าวไม่แม้แต่จะไปขบคิดถึงถุงสมบัติของมัน

ดอกปี่อ้านที่อยู่ด้านหลังส่ายไหวไปมา กระจายกลิ่นอายอันดุร้ายออกมา ทำให้ดูราวกับว่าเมิ่งฮ่าวมีเงาร่างสีดำอย่างน่าหวาดกลัว จริงๆ แล้วดอกปี่อ้านก็พร้อมที่จะถูกใช้งานในทันทีที่เขาทำการตัดครั้งที่สองได้สำเร็จ

ยิ่งไปกว่านั้น พลังชีวิตที่อยู่ภายในร่างเขาก็มาจากต๋าหนี่ว์ ซึ่งเป็นดอกปี่อ้านเจ็ดสี เนื่องจากเช่นนั้นถึงแม้ว่าเขาจะผูกชีวิตติดอยู่กับความเป็นตายกับดอกปี่อ่านมานานแล้ว แต่หลังจากที่กำจัดเจตจำนงของมันออกไปได้ ก็ทำให้ตอนนี้มันได้กลายเป็นผู้ที่จงรักภักดีต่อเมิ่งฮ่าว

ความจงรักภักดีเช่นนี้ เป็นความสัมพันธ์ที่ไม่อาจจะถูกทำลายลงไปได้ระหว่างทั้งสอง

ความสัมพันธ์เช่นนี้ มาแทนที่ของวิเศษตัดวิญญาณ ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยผู้ฝึกตนส่วนใหญ่

ในตอนนี้โลกของเมิ่งฮ่าวไม่มีใครอีกต่อไป ยกเว้นเงาร่างที่อยู่ภายในกระถางธูปนั้น ทันทีที่เขาโผล่ออกมาจากค่ายกลเวท ก็กลายเป็นกลุ่มควันสีเขียวพุ่งตรงไปยังภูเขาแรก

สีหน้าของสองผู้ฝึกตนตัดวิญญาณ ที่อยู่ข้างกระถางธูปเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ปรมาจารย์ตัดวิญญาณครั้งที่สองบินขึ้นไปในอากาศและตระโกนออกมา “สกัดมันไว้!”

ในเวลาเดียวกันนั้น ศิษย์สำนักชิงหลัวทั้งหมดที่อยู่ด้านล่าง ก็ได้ก่อตัวกันเป็นค่ายกลเวทขนาดใหญ่ พลังแห่งสวรรค์และปฐพีตกลงมา และร้อยหนึ่งพันภูเขาก็กระจายพลังลมปราณออกมา ค่ายกลเวทพลุ่งพล่านเต็มไปด้วยพลัง

ปรมาจารย์ตัดวิญญาณครั้งที่สามไม่ได้บินขึ้นไป แต่ลุกขึ้นมายืนและวางมือลงไปบนกระถางธูป ดวงตาแวบขึ้นขณะที่พื้นฐานฝึกตนของมันโคจรหมุนเวียน มันกำลังใช้พื้นฐานฝึกตนที่ทรงพลังอันแข็งแกร่งของมันเพื่อทำการกลั่นสกัด!

“คนผู้นี้ไม่ได้อ่อนแอ การที่มันมาถึงที่นี่ได้ ก็ทำให้ข้าไม่มั่นใจว่าจะเอาชนะมันได้หรือไม่ ดังนั้นข้าจะรบกวนจิตใจมัน เมื่อดูจากพื้นฐานฝึกตนของโจวเถี่ย และค่ายกลเวทที่ก่อตัวขึ้นมาจากศิษย์ต่างๆ ถ้าจิตใจมันตกอยู่ในความปั่นป่วนวุ่นวาย ก็มีความเป็นไปได้สูงที่มันจะพ่ายแพ้”

ทันทีที่เมิ่งฮ่าวโผล่ออกมา เขาก็พบกับการต่อต้านของปรมาจารย์ตัดวิญญาณครั้งที่สอง รังสีสังหารอันเข้มข้นเต็มอยู่ในดวงตาเมิ่งฮ่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาเห็นปรมาจารย์ตัดวิญญาณครั้งที่สามซึ่งยืนอยู่ข้างกระถางธูป พยายามที่จะเร่งขั้นตอนการกลั่นสกัดให้เร็วขึ้น ดวงตาเมิ่งฮ่าวกลายเป็นสีแดงก่ำโดยสิ้นเชิง

“ไสหัวไป!” เมิ่งฮ่าวแผดร้องคำราม โบกสะบัดชายแขนเสื้อ ทันใดนั้น ปรมาจารย์ตัดวิญญาณครั้งที่สองก็ลอยละลิ่วปลิวไปทางด้านหลัง โลหิตไหลออกมาจากปาก ทำให้มันเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ขณะที่พยายามจะขัดขวางเมิ่งฮ่าว เพื่อจะทำให้เขาช้าลงไปชั่วครู่

ในเวลาเดียวกันนั้น ผู้ฝึกตนนับแสนซึ่งนั่งอยู่ที่ด้านล่าง ก็ปลดปล่อยพลังของค่ายกลออกมาอย่างรวดเร็ว แสงเจิดจ้าพุ่งขึ้นไปในอากาศ และจากนั้นก็ปกคลุมพื้นที่บริเวณนั้นไว้ทั้งหมด อย่างน่าตกใจมีเงาร่างที่เรืองแสงระยิบระยับพุ่งขึ้นไปในอากาศ เงาแล้วเงาเล่า พวกมันคล้ายกับเป็นวิญญาณที่เรืองแสง และเป็นตัวแทนของศิษย์สำนักชิงหลัวทั้งหมดที่อยู่ด้านล่าง

พวกมันพุ่งขึ้นไปรวมตัวกันอย่างแน่นหนา เพื่อพยายามจะขัดขวางเมิ่งฮ่าวไว้อย่างรวดเร็ว

“มาดูกันว่าเจ้าจะทำลายค่ายกลนี้ได้อย่างไร!” ปรมาจารย์ตัดวิญญาณครั้งที่สองกล่าวอย่างโหดเหี้ยม ขณะที่เสียงมันดังก้องออกมา ค่ายกลเวทก็หมุนวนไปมา ทำให้สีสันในท้องฟ้าและพื้นดินจางหายไป สายลมม้วนตัวไปมา และพลังลมปราณจากร้อยหนึ่งพันภูเขาก็พุ่งออกมา

“พวกเจ้ากำลังรนหาที่ตาย?” เมิ่งฮ่าวกล่าว รังสีสังหารพุ่งขึ้นมา เขาพุ่งตรงไปและยกธวัชสามแฉกขึ้น นอกจากนี้ ความสามารถศักดิ์สิทธิ์ของเซียนโลหิตก็ปรากฏขึ้น เกิดเป็นความตายและการทำลายล้างขึ้นในทันที

เสียงแผดร้องโหยหวนดังก้องออกมาอย่างต่อเนื่อง พลังพื้นฐานฝึกตนอันน่าเหลือเชื่อของเมิ่งฮ่าว ทำให้ศัตรูเหล่านี้คล้ายกับเป็นมดแมลง อย่างไรก็ตามด้วยจำนวนที่มากมายของศิษย์สำนักชิงหลัว จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะสังหารพวกมันไปทั้งหมดในช่วงเวลาสั้นๆ

ปรมาจารย์ตัดวิญญาณครั้งที่สองก้าวเดินอย่างช้าๆ ด้วยความระมัดระวังตัว แอบลอบโจมตีเป็นระยะ เมื่อไหร่ที่มันและเมิ่งฮ่าวต่อสู้กัน เสียงระเบิดอย่างน่าเหลือเชื่อก็จะดังก้องออกไป แต่ละครั้งปรมาจารย์ตัดวิญญาณครั้งที่สองก็จะกระอักโลหิตออกมา และจิตใจมันก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจ

ที่ด้านนอกของค่ายกลเวท ปรมาจารย์ตัดวิญญาณครั้งที่สามแห่งสำนักชิงหลัว เร่งขั้นตอนการกลั่นสกัดให้เร็วขึ้นกว่าเดิม จากนั้นเสียงแผดร้องอย่างน่าอนาถใจของสวี่ชิงก็ดังก้องออกมาจากด้านในกระถางธูป เต็มไปด้วยความอ่อนแอจนอยากจะตายไป และทำให้เมิ่งฮ่าวบ้าคลั่งมากขึ้น

“พวกเจ้าทั้งหมด, ตาย!” ทันใดนั้นเขาก็กระชากแขนขึ้น จากนั้นก็กดลงไปบนพื้น เมื่อเป็นเช่นนั้น พื้นดินก็เริ่มสั่นไหว เส้นผมเมิ่งฮ่าวพริ้วไปมาอย่างดุร้าย และเส้นเลือดก็โผล่ขึ้นมาจากหน้าผาก ดูเหมือนว่าเขากำลังตกเข้าไปในความบ้าคลั่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนจนถึงบัดนี้

“เวทกลืนภูเขา! ร้อยหนึ่งพันภูเขา, พุ่งขึ้นมา!” เมิ่งฮ่าวเงยหน้าขึ้นและส่งเสียงแผดร้องอย่างดุร้ายออกมา ที่ด้านล่างพื้นดินเดือดพล่านราวกับเป็นของเหลว และร้อยหนึ่งพันภูเขาแห่งสำนักชิงหลัวก็เริ่มสั่นสะเทือน

ดูเหมือนว่าพวกมันแทบจะแยกออกมาจากฐานรากได้ทุกเมื่อ ราวกับว่ามีพลังอันยากจะอธิบายออกมาได้ กำลังกลายเป็นมือยักษ์นับแสน พยายามที่จะยกภูเขาขึ้นมาจากพื้นดินอยู่ในตอนนี้

นี่ก็คือ…เวทกลืนภูเขา!

เป็นเวทกลืนภูเขา ที่มีพลังของการตัดวิญญาณครั้งที่สอง อาณาจักรแห่งความเป็นนิรันดร์ของเมิ่งฮ่าว!

เมื่อเวทนี้ถูกปลดปล่อยออกไป ก็ทำให้สวรรค์ต้องสั่นสะท้าน ปฐพีต้องสั่นสะเทือน!

“พุ่งขึ้นมา!!” เมิ่งฮ่าวแผดร้อง ร้อยหนึ่งพันภูเขาสั่นสะท้านขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้หนึ่งหมื่นภูเขาได้ฉีกขาดออกมาจากฐานรากของพวกมันอย่างรุนแรง เศษหินดินทรายไหลลงมาราวกับเป็นสายฝน ขณะที่ภูเขาพุ่งขึ้นไปในอากาศ

ที่พื้นด้านล่างซึ่งขรุขระของมัน ต้นไม้และรากห้อยลงมา บ้างก็มีความยาวไม่กี่จ้าง บ้างก็ยาวถึงสิบกว่าจ้าง

ภาพที่เห็นนี้ทำให้คนทั้งหมดในสำนักชิงหลัวต่างก็ตกตะลึงกันไปตามๆ กัน ซึ่งรวมทั้งศิษย์ธรรมดาทั่วไป, ผู้อาวุโสวิญญาณแรกก่อตั้ง และแม้แต่ปรมาจารย์ตัดวิญญาณทั้งสอง ความประหลาดใจของพวกมันได้บรรลุถึงจุดสูงสุดโดยสิ้นเชิง

“คนผู้นี้คือใคร?! ทำไมถึงได้ดูคุ้นตานัก…?”

“ข้าก็คุ้นตามันด้วยเช่นกัน! มันกำลังจะทำอะไรกันแน่!?”

“บัดซบ! นั่นเป็นพลังเวทอะไรกัน?!”

เสียงกระหึ่มดังเต็มอยู่ในอากาศ และคนทั้งหมดต่างก็มีหน้าตาเหลอหลา ร้อยหนึ่งพันภูเขาแห่งสำนักชิงหลัวกำลังถูกขุดรากถอนโคน ตอนนี้มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้สึกว่าเมิ่งฮ่าวดูคุ้นตา ราวกับว่าพวกมันเคยเห็นเขาจากที่ไหนสักแห่งมาก่อน อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงเรื่องทุกอย่างที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ ก็ทำให้พวกมันไม่อาจจะนึกขึ้นได้ว่า เคยเห็นผู้แข็งแกร่งอันน่ากลัวนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

“สกัดมันไว้!!” ปรมาจารย์ตัดวิญญาณครั้งที่สามแผดร้องออกมา ร้อยหนึ่งพันภูเขาเป็นรากฐานของสำนักชิงหลัว เป็นสิ่งที่ถูกพึ่งพามาอย่างยาวนาน นอกจากนี้ค่ายกลเวทป้องกันในสำนักก็จำเป็นต้องใช้พลังลมปราณของภูเขาเหล่านี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการทำงานขึ้น

เมื่อเป็นเช่นนั้น…ถ้าร้อยหนึ่งพันภูเขาฉีกขาดออกไปจากพื้นดินโดยสิ้นเชิง…ถึงแม้ว่าสำนักจะไม่ได้ถูกทำลายลงไปจริงๆ…แต่โดยหลักการแล้ว มันก็เหมือนกับถูกทำลายลงไปแล้ว!

ในตอนนี้ การกลั่นสกัดสวี่ชิงก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป ปรมาจารย์ตัดวิญญาณครั้งที่สามพุ่งตรงไปยังเมิ่งฮ่าวในทันที ศิษย์สำนักชิงหลัวทั้งหมดต่างก็ไม่สนใจอันตรายใดๆ ด้วยเช่นกัน ต่างก็พุ่งตรงไปยังเมิ่งฮ่าว

ตอนนี้เมิ่งฮ่าวถูกห้อมล้อมด้วยธวัชสามแฉก, ดอกปี่อ้านอันดุร้าย รวมทั้งสัญลักษณ์เวทหนึ่งหมื่นชิ้น ที่เพิ่งจะลอยออกมาจากด้านในถุงสมบัติของเขา วิญญาณแห่งสัญลักษณ์เวทก่อตัวเข้าด้วยกัน กลายเป็นลมพายุที่ม้วนกวาดออกไปทั่วทุกทิศทาง

ตูม!!

หนึ่งพันภูเขาท่ามกลางร้อยหนึ่งพันภูเขา ถูกตัดออกมาจากฐานรากของพวกมัน ลอยขึ้นไปแขวนอยู่กลางอากาศ กลิ่นอายของพวกมันช่างน่าตกใจยิ่ง พลังลมปราณที่รั่วไหลออกมาพลุ่งพล่านปั่นป่วนไปทั่วทุกทิศทาง

“ตอนนี้พวกเจ้าเริ่มหวาดกลัวกันแล้วหรือยัง?” เมิ่งฮ่าวเงยหน้าขึ้นและหัวเราะอย่างบ้าคลั่งออกมา ดวงตาเป็นสีแดงก่ำ รังสีสังหารรุนแรงอย่างน่ากลัว กัดฟันแน่น แผดร้องออกมาอีกครั้ง “เวทกลืนภูเขา! พุ่งขึ้นมา!!”

ตูม!!

อีกหนึ่งหมื่นภูเขาฉีกขาดออกมา และเริ่มลอยขึ้นไปในกลางอากาศ ตอนนี้ภูเขามากกว่าสองหมื่นลูกกำลังลอยอยู่ที่นั่น ที่เหลืออีกแปดหมื่นลูกกำลังสั่นสะท้านอย่างรุนแรง และส่งเสียงดังกระหึ่มอย่างไม่หยุดหย่อน ยอดเขาของแต่ละลูกพังทลายลงและลอยขึ้นไปเป็นระยะ

เมิ่งฮ่าวถูกห้อมล้อมด้วยความสามารถศักดิ์สิทธิ์ ขณะที่ศิษย์สำนักชิงหลัว รวมทั้งปรมาจารย์ตัดวิญญาณครั้งที่สองและสาม พยายามเข้ามาใกล้เขาอย่างคลุ้มคลั่ง โลหิตกระจายออกมาจากปากเมิ่งฮ่าว แต่จากนั้นพลังแห่งอาณาจักรอันเป็นนิรันดร์ก็กระจายออกมา ทำให้คนทั้งหมดตกตะลึงด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

บาดแผลของเมิ่งฮ่าวทั้งหมด ถูกรักษาฟื้นฟูกลับมาเป็นเหมือนเดิมในทันที!

เขาได้ครอบครองอาณาจักรอันเป็นนิรันดร์ และวิญญาณที่ไม่มีวันตาย!

ด้วยวิญญาณที่ไม่มีวันตาย ตราบเท่าที่ยังมีเศษวิญญาณหลงเหลืออยู่ คนผู้นั้นอาจจะตกตายไป แต่ก็สามารถจะกลับมามีชีวิตได้เหมือนเดิม!

ด้วยอาณาจักรอันเป็นนิรันดร์ ตราบเท่าที่หยดโลหิตไม่ถูกทำลายลงไป คนผู้นั้นก็จะมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง!

“ยังไม่ยอมพุ่งขึ้นมาอีก?!” เมิ่งฮ่าวแผดร้องคำราม เสียงกระหึ่มดังเต็มอยู่ในอากาศ ขณะที่รากฐานของภูเขาอีกสามหมื่นลูกส่งเสียงกึกก้อง และพวกมันก็พุ่งขึ้นไปในอากาศ ตอนนี้มีภูเขามากกว่าห้าหมื่นลูกลอยอยู่กลางอากาศ

มากกว่าครึ่งของภูเขาทั้งหมดได้ลอยอยู่ที่ด้านบนแล้วในตอนนี้ โดยไม่มีแรงกดดันที่จะสะกดข่มการไหลเวียนของพลังลมปราณที่ไหลผ่านอยู่ในปฐพีแห่งนี้ ก็ทำให้พลังลมปราณในบริเวณนั้นตกอยู่ในความปั่นป่วนวุ่นวายในทันที พลังลมปราณไหลออกไปเป็นห้วงๆ บดขยี้ไปยังต้นไม้ใบหญ้า ทำให้ทั่วทั้งพื้นดินบริเวณนั้นดูราวกับว่าถูกทำให้สะอาดเกลี้ยงเกลา!

ตอนนี้ ความรุนแรงของเหตุการณ์นี้ได้ทำให้ทั่วทั้งดินแดนด้านใต้เกิดความสนใจขึ้นมา

ในสำนักจื่อยิ่น, ตานกุ่ยที่อยู่ในท่ามกลางการเข้าฌาณ ทันใดนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไป ท่านลุกขึ้นมายืนและเงยหน้าขึ้นไป สิ่งที่ท่านเห็นก็คือ หยดโลหิตที่ลอยอยู่ในอากาศเหนือสำนักจื่อยิ่น

หยดโลหิตนั้นเป็นสีแดงเจิดจ้า และทันทีที่มันปรากฏขึ้น ก็กระจายออกไปก่อตัวเป็นเกราะป้องกันโลหิต ปกคลุมไปทั่วทั้งสำนักจื่อยิ่น

“ปรมาจารย์อสูรโลหิต ท่านกำลังจะทำอะไร?!” ตานกุ่ยร้องออกมา บินขึ้นไปในอากาศ ในเวลาเดียวกันนั้น ผู้ฝึกตนอื่นๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วนก็บินขึ้นไปจากด้านในของสำนักจื่อยิ่น

ตานกุ่ยโบกสะบัดชายแขนเสื้อ และบริเวณนั้นก็สั่นสะเทือน พลังขนาดใหญ่พุ่งตรงไปยังเกราะป้องกันโลหิต ทำให้เกิดเป็นเสียงระเบิดขนาดใหญ่ขึ้น เกราะป้องกันโลหิตสั่นสะท้าน แต่ก็ยังคงมีอยู่เหมือนเดิม

ชายชราเก่าแก่โบราณที่สวมใส่ชุดยาวสีแดง ปรากฏขึ้นที่ด้านนอกของเกราะป้องกัน มองลงไปยังสำนักจื่อยิ่น “สหายเต๋าตานกุ่ย โลหิตนี้ก่อตัวขึ้นมาจากสำนักเซียนอสูรโบราณ ท่านคิดว่าจะสามารถทำลายโลหิตของราชันอสูรได้จริงๆ?”

ชายชราผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น นอกจากเป็นปรมาจารย์แห่งสำนักเซี่ยเยา (อสูรโลหิต) แห่งดินแดนด้านใต้!

จากตำนานที่เล่าสืบต่อกันมา ลึกลงไปในสำนักเซี่ยเยา ได้มีอสูรอันยิ่งใหญ่แห่งสวรรค์และปฐพีซุกซ่อนอยู่ มันได้หลับใหลมานานหลายปีมากแล้ว และตื่นขึ้นมาเป็นครั้งคราวเท่านั้น อสูรอันยิ่งใหญ่นั้นก็คือผู้พิทักษ์เต๋าแห่งสำนักเซี่ยเยา!

กล่าวกันโดยทั่วไปแล้ว สิ่งที่ผู้คนมองเห็นจากภายนอกของสำนักก็คือ ปรมาจารย์อสูรโลหิตผู้นี้

“เหล่าฟูไม่ได้มีเจตนาร้าย” ชายชรากล่าวต่อ “ที่ต้องใช้โลหิตนี้ซึ่งเป็นของวิเศษโดยเฉพาะ ก็เพื่อควบคุมท่านสักเจ็ดวัน”

“หลังจากเจ็ดวันไปแล้ว เกราะป้องกันนี้ก็จะจางหายไป สำหรับหยดโลหิต…ท่านสามารถเก็บมันไว้แทนคำขอโทษจากเหล่าฟู”

“เจ้า!” ตานกุ่ยกล่าว ใบหน้ากลายเป็นเคร่งขรึม ด้านนอกของเกราะป้องกันโลหิต ชายชราในชุดสีแดงหันหลังและหายลับตาไปในที่ห่างไกล

ภาพเหตุการณ์เดียวกันนี้ ได้เกิดขึ้นกับสำนักจินหาน, สำนักอีเจี้ยน, ตระกูลหลี่ และตระกูลซ่ง ในเวลาเดียวกัน มีทั้งหมดห้าหยดโลหิตปรากฏขึ้นในดินแดนด้านใต้ เพื่อปกคลุมไปทั่วทั้งสำนักงานใหญ่ของผู้ที่ทรงพลังทั้งหมด

หยดโลหิตนั้นกลายเป็นผนึก ป้องกันไม่ให้ผู้ใดโผล่ออกมาจากสำนักหรือตระกูล และยังได้ป้องกันไม่ให้ผู้พิทักษ์เต๋าได้ตื่นขึ้นมาอีกด้วย!

“สำนักเซี่ยเยา กำลังทำอะไรกันแน่?!”

นั่นก็คือสิ่งที่ทุกคนกำลังสงสัย แต่สิ่งที่น่าตกใจสำหรับพวกมันมากไปกว่านั้นก็คือว่าฉับพลันนั้น…ท้องฟ้าก็กลายเป็นสีแดงโดยสิ้นเชิง!

ไม่นานก่อนหน้านี้ ศิษย์สำนักเซี่ยเยานับแสน ได้ปรากฏขึ้นในอากาศเหนือดินแดนด้านใต้ ศิษย์แต่ละคนได้กรีดไปที่แขนของพวกมัน ทำให้โลหิตไหลออกมา หลี่ซือฉีลอยอยู่ตรงกลาง ยกขวดเวทขึ้นไปในอากาศด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ภายในขวดนั้นเป็นหยดโลหิตทองคำ ซึ่งได้ลอยออก และไปผสมรวมกับหยดโลหิตทั้งหมด จากนั้นโลหิตทองคำก็กลายเป็นสีแดงเจิดจ้า ต่อมาหยดโลหิตทั้งหมดก็เริ่มกระจายออกไป ก่อตัวเป็นเกราะป้องกันสีแดงจ้า ปกคลุมไปทั่วทั้งดินแดนด้านใต้

ดินแดนด้านใต้ถูกปิดผนึกไว้โดยสิ้นเชิง!

ผนึกขนาดใหญ่เช่นนี้ไม่อาจจะคงอยู่ได้นานนัก อย่างมากที่สุดก็…เจ็ดวัน!

ในตอนที่ผนึกได้เกิดขึ้น เมิ่งฮ่าวอยู่ในสำนักชิงหลัว เพิ่งจะกระชากภูเขาให้ลอยชึ้นไปได้ห้าหมื่นลูก พลังลมปราณในตอนนี้พลุ่งพล่านปั่นป่วน และกระจายออกไปทั่วทุกทิศทางในดินแดนด้านใต้

เกราะป้องกันสีโลหิตป้องกันระลอกพลังลมปราณเหล่านั้นไม่ให้กระจายออกไป ไม่มีสำนักใหญ่หรือตระกูลดังต่างๆ ในดินแดนด้านใต้จะสามารถรับรู้ได้…รวมทั้งผู้เชียวชาญที่แข็งแกร่งใดๆ ก็ไม่มีใครรู้ถึงเรื่องนี้

เวลาเดียวกันนั้น ในส่วนลึกของสำนักเซี่ยเยา ซึ่งมีสระน้ำสีโลหิตอยู่ที่นั่น

ภายในสระน้ำ มีชายชราผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิเข้าฌาณอยู่ มีร่างกายที่เหี่ยวแห้งอย่างถึงที่สุด ดูแทบจะคล้ายกับเป็นซากศพ ฉับพลันนั้น ดวงตามันก็ลืมขึ้นมา และความเก่าแก่โบราณอย่างไร้ขอบเขตก็เต็มอยู่ในแววตาคู่นั้น

“ข้าได้รอช่วงเวลานี้มานานมากแล้ว ในที่สุด…วันนี้ก็มาถึง!”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น