Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 703

I Shall Seal The Heaven Chapter 703

ตอนที่ 703

หัวใจของอสูรโลหิต

นี่ก็คือร่างจริงของมัน เมื่อไหร่ที่มันปรากฏขึ้นที่ด้านนอกสำนัก มันก็จะใช้ร่างจำแลง ทั้งในปีนั้นที่สำนักเอกะเทวะ หรือก่อนหน้านี้ในสำนักชิงหลัว ทั้งหมดนั้นก็คือร่างจำแลงของมัน

ร่างจริงของมันได้หลับใหลอยู่ที่นี่มาชั่วนิรันดร์ จากตอนแรกมาจนกระทั่งถึงตอนนี้ มันไม่เคยจะย่างเท้าออกไปจากถ้ำนี้เลยแม้แต่ครึ่งก้าว และไม่เคยจะขยับตัวออกไปจากสระน้ำแห่งนี้

ขณะที่เมิ่งฮ่าวมองไปยังมัน หน้าของมันก็ค่อยๆ เงยขึ้นมา และมองกลับไป

สายตามันดูเก่าแก่โบราณ จนดูเหมือนว่าจะเต็มไปด้วยกาลเวลาที่ผ่านมาหลายปีจนนับไม่ถ้วน ใครก็ตามที่มองไปก็จะต้องคิดว่ากำลังมองดูกาลเวลาที่ไหลย้อนกลับ ราวกับว่าสายตาคู่นั้นกำลังมองไกลออกไปในอดีต เข้าไปในสมัยโบราณและกลุ่มดาวต่างๆ

“ข้าตระหนักดีถึงทางเลือกของเจ้าแล้ว” มันกล่าว เสียงแหบแห้งของมันดังก้องไปมาอยู่ภายในถ้ำ

มือที่เต็มไปด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่นยกขึ้นมา และโบกผ่านอากาศไปอย่างแผ่วเบา โลหิตพุ่งขึ้นมาจากภายในสระน้ำ เคลื่อนไหวไปตามการขยับนิ้วร่ายเวทของมัน เพื่อแข็งตัวจนกลายเป็นสัญลักษณ์เวท

ทันทีที่สัญลักษณ์เวทเสร็จสิ้นการก่อตัว สีของมันก็เปลี่ยนไป มันไม่ได้มีสีโลหิตอีกต่อไป แต่ส่องประกายระยิบระยับด้วยแสงสีทอง

พลังชีวิตอย่างน่าเหลือเชื่อกระจายออกมา ราวกับว่าสัญลักษณ์นั้นมีชีวิตด้วยตัวของมันเอง ทันทีที่พลังชีวิตปรากฏขึ้น ปรมาจารย์อสูรโลหิตก็ดูแก่ชราลงและแห้งเหี่ยวมากขึ้นกว่าเดิม มันไม่ได้อธิบายใดๆ ต่อเมิ่งฮ่าว แต่สัญลักษณ์เวทสีทองนี้ถูกสร้างขึ้นมาจากแก่นแท้แห่งพลังชีวิตของมันบางส่วน พลังเช่นนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาจากการฝึกตนที่ยาวนาน และเป็นสิ่งที่ไม่อาจจะฟื้นฟูกลับคืนมาได้

สัญลักษณ์สีทองแวบขึ้นสองสามครั้ง จากนั้นก็ลอยตรงมายังเมิ่งฮ่าว

“วางสัญลักษณ์เวทนี้ไปบนร่างกายของเจ้า” มันกล่าวด้วยเสียงแหบแห้งและน้ำเสียงที่เฉื่อยชา “หลังจากที่ผ่านการบำรุงรักษาแปดสิบเอ็ดวัน วิญญาณคนรักของเจ้าก็จะสามารถกลับเข้าไปในร่างนางใหม่ และนางก็สามารถท่องไปในดินแดนแห่งดาวหนานเทียนได้อีกครั้ง ถ้านางไม่เข้าไปในวัฏจักรแห่งการเกิดใหม่ภายในหนึ่งร้อยปี อายุขัยหนึ่งพันปีของนางก็จะหายไป”

“เมื่อไหร่ที่นางเข้าไปในวัฏจักรแห่งการเกิดใหม่ สัญลักษณ์เวทนี้ก็จะนำทางนางผ่านเข้าไปในความว่างเปล่า เมื่อนางอยู่ในปรโลกมันก็จะคอยปกป้องคุ้มครองนาง มันจะช่วยนางเมื่อบรรลุขั้นเซียนอมตะด้วยเช่นกัน”

เมิ่งฮ่าวมองไปยังสัญลักษณ์เวท เมื่อพิจารณาถึงระดับพื้นฐานฝึกตนของเขา แล้วทำไมเขาถึงไม่อาจจะมองเห็นพลังชีวิตอันน่ากลัวที่มีอยู่ข้างใน และการที่ปรมาจารย์อสูรโลหิตเริ่มอ่อนแอลงหลังจากที่สัญลักษณ์เวทนี้ปรากฏขึ้นได้?

อารมณ์อันซับซ้อนจู่ๆ ก็พุ่งขึ้นมาภายในจิตใจ ไม่สำคัญว่าปรมาจารย์อสูรโลหิตจะบีบบังคับให้เขายอมรับตำแหน่งเจ้าสำนักน้อยหรือไม่ แต่เขาก็ยังคงรู้สึกซาบซึ้งตื้นตันใจอยู่ดี

เมิ่งฮ่าวรับสัญลักษณ์เวทนั้นมาและเก็บไว้ด้วยความระมัดระวัง จากนั้นก็ประสานมือและโค้งตัวลงต่ำให้กับอสูรโลหิต

“ขอคารวะท่านปรมาจารย์!”

ดวงตาของอสูรโลหิตสาดประกายด้วยแสงแปลกๆ และเสียงหัวเราะที่แหบแห้งของมันก็ดังก้องไปทั่วทั้งสำนักเซี่ยเยา

เมิ่งฮ่าวไม่กล่าวอันใดอีก เขารู้ว่าเดิมทีแล้ว ชีวิตเขาก็ไม่ค่อยจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับสำนักเซี่ยเยามากมายนัก แต่ปรมาจารย์อสูรโลหิตก็ยังได้แสดงความเมตตาต่อเขาเป็นอย่างดี

ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ด้านนอกของสำนักเอกะเทวะเมื่อปีนั้นเพียงอย่าเดียว ถ้าย้อนกลับไปให้ไกลกว่านั้น ก็จะพบว่าจริงๆ แล้ว ปรมาจารย์อสูรโลหิตได้ปรากฏขึ้นที่ภายในสำนักเอกะเทวะด้วยเช่นกัน เห็นได้ชัดว่าเมิ่งฮ่าวมีความสัมพันธ์กับสำนักเซี่ยเยามานานแล้ว

จนกระทั่งเมื่อมันได้ยื่นมือเข้ามาช่วยในสำนักชิงหลัว ก็ทำให้เมิ่งฮ่าวตระหนักดีถึงความเมตตานั้น ถึงจะเป็นเช่นนั้น เขาก็ยังคงเลือกที่จะเดินไปบนเส้นทางนี้

“ข้าไม่มีข้อเรียกร้องใดๆ กับเจ้า” ปรมาจารย์อสูรโลหิตกล่าว “ถึงแม้ว่าเจ้าจะนำสำนักเซี่ยเยาออกไปในดินแดนด้านใต้ เพื่อทำสงครามกับสำนักชิงหลัว เพื่อกำจัดพวกมันไป…ข้าก็จะไม่ห้ามเจ้า”

“เจ้าสามารถทำอะไรก็ได้ตามที่ต้องการในที่แห่งนี้ ความปรารถนาเดียวของข้าก็คือให้เจ้าฝึกฝนเวทยิ่งใหญ่อสูรโลหิต ฝึกฝนไปจนกระทั่งถึงระดับหก และจากนั้นเจ้าก็สามารถจากไปโดยที่ข้าจะไม่ขัดขวางใดๆ”

เมิ่งฮ่าวเงยหน้าขึ้น มองไปยังปรมาจารย์อสูรโลหิต สีหน้าเต็มไปด้วยตกตะลึง เขาไม่เคยจะคาดคิดว่าจะมีเพียงแค่ข้อเรียกร้องเดียวเท่านั้น และเป็นข้อเรียกร้องเช่นนี้อีกด้วย

“เมื่อเจ้าฝึกฝนไปจนถึงระดับสาม” ปรมาจารย์อสูรโลหิตกล่าว สายตาจ้องนิ่งมายังเมิ่งฮ่าว “ข้าจะมอบโชควาสนาบางอย่างให้กับเจ้า หลังจากนั้น แต่ละระดับที่เพิ่มขึ้นก็จะมาพร้อมกับโชควาสนามากขึ้นไปอีก!”

“ข้าไม่ได้สังหารหกเต๋าแห่งสำนักชิงหลัว เพียงแค่ขจัดพื้นฐานมันไปเท่านั้น พื้นฐานฝึกตนของมันจะตกลงไปอยู่ในขั้นต้นค้นหาเต๋าอย่างรวดเร็ว เมื่อเวทยิ่งใหญ่อสูรโลหิตของเจ้าบรรลุถึงระดับสี่ เจ้าก็สามารถสังหารผู้ที่อยู่ในขั้นนั้นได้อย่างง่ายดาย ในเวลาเดียวกันนั้น เจ้าก็สามารถกวาดล้างทั่วทั้งสำนักชิงหลัวด้วยตนเองได้”

เมิ่งฮ่าวไม่ได้กล่าวตอบ แต่ดวงตาสาดประกายด้วยแสงแปลกๆ

“ทั้งหมดที่ข้ามอบให้กับเจ้าก็คือตำแหน่งในสำนัก ไม่ว่าเจ้าจะสามารถยืนหยัดด้วยขาของตนเอง, หรือสามารถชักจูงให้ทุกคนเชื่อฟังเจ้า…และรับรู้ถึงตำแหน่งของเจ้าได้หรือไม่ก็ตามที…”

“นั่นก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของเจ้าเอง” อสูรโลหิตมองเมิ่งฮ่าวด้วยแววตาอันลึกล้ำ จากนั้นก็โบกสะบัดมือขวา หยดโลหิตลอยไปอยู่ตรงหน้าเมิ่งฮ่าว เขายื่นมือออกไปคว้ามันไว้ เมื่อหยดโลหิตนั้นสัมผัสโดนฝ่ามือเขา มันก็กลายเป็นผลึกสีโลหิต ภายในมีสัญลักษณ์เวทที่ส่องแสงระยิบระยับ ซึ่งดูเหมือนจะประกอบไปด้วยเต๋าอันยิ่งใหญ่ที่ลี้ลับ

หลังจากที่ส่งหยดโลหิตออกไป ปรมาจารย์อสูรโลหิตก็เริ่มอ่อนแอลงอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่าหยดโลหิตนี้สร้างขึ้นมาจากโลหิตชีวิต ซึ่งประกอบด้วยเจตจำนงบางส่วนของมัน และไม่อาจจะทำลายลงไปได้ และยังได้ประกอบด้วยโชควาสนาอีกด้วย

นี่ก็คือมรดก! เป็นมรดกแห่งปรมาจารย์อสูรโลหิต!

หลังจากที่เห็นเมิ่งฮ่าวรับหยดโลหิตไปแล้ว ปรมาจารย์อสูรโลหิตก็มองไปที่เขาด้วยสายตาอันอบอุ่น

“ข้ามีชีวิตอยู่มานานหลายปี” มันพึมพำอยู่ภายในใจ “และสุขภาพของข้าก็ย่ำแย่ลงไปทุกวัน ในที่สุดวิญญาณของข้าก็จะแตกดับลงและตายไป เมื่อเกิดขึ้นเช่นนั้นข้าก็สามารถจะไปอยู่เป็นเพื่อนกับสหายที่ตายไปนานแล้วของข้าในปรโลก…พวกมันตายไป แต่ข้ายังมีชีวิตอยู่ตามลำพัง…รอข้าก่อน เม่ยเหม่ย (น้องสาว) รอข้าก่อนสหายทั้งหลาย พวกเราจะได้พบกันอีกในไม่ช้า…”

“เมื่อข้าตายไป ความตายของข้าก็จะมีคุณค่าอย่างยิ่งใหญ่ต่อพวกมันทั้งหมด ความตายของข้าจะเปลี่ยนแปลงพันธมิตรแห่งผู้ผนึกอสูร!”

“อันที่จริง นั่นก็คือเหตุผลที่ข้าเลือกจะตกลงมายังที่แห่งนี้ ในดินแดนแห่งดาวหนานเทียน…เพราะนี่ก็คือบ้านเกิดของผู้ผนึกอสูร รอข้าก่อน สหายทั้งหลาย วันนั้นใกล้เข้ามาในไม่ช้าแล้ว…”

เมิ่งฮ่าวประสานมือและโค้งตัวลงต่ำ จากนั้นก็หันหลังและออกไปจากถ้ำ

ขณะที่เขากำลังจะก้าวเท้าออกไปจากปากถ้ำ ทันใดนั้นเขาก็หยุดชะงักลง

“ท่านปรมาจารย์ ด้วยการเป็นเจ้าสำนักน้อย ข้ามีสิทธิ์ที่จะสังหาร, ใช่หรือไม่? มีชีวิตของศิษย์มากมายเท่าใด ที่อยู่ภายใต้สิทธิ์นี้?”

ทันทีที่ปรมาจารย์อสูรโลหิตได้ยินคำพูดนี้ ดวงตามันก็แวบขึ้น เงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งจากภายในสระโลหิต

“หนึ่งร้อยต่อปี”

“ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม?”

“ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม” เป็นคำตอบที่เยือกเย็น สำหรับมันแล้ว ไม่มีใครในเหล่าศิษย์ของสำนักเซี่ยเยาจะมีความสำคัญเท่ากับเมิ่งฮ่าวอีกแล้ว

เมิ่งฮ่าวไม่ได้กล่าวเพิ่มเติมใดๆ ออกมาจากถ้ำแห่งเซียน และขณะเดียวกันนั้น เสียงของปรมาจารย์อสูรโลหิตก็ดังก้องเต็มไปทั่วทั้งสำนัก

“นับจากวันนี้เป็นต้นไป เมิ่งฮ่าว…คือเจ้าสำนักน้อยแห่งเซี่ยเยาจง! (สำนักอสูรโลหิต)”

คำพูดนี้ดังกระหึ่มราวกับเป็นเสียงฟ้าร้อง กระจายไปทั่วทั้งห้ายอดเขาแห่งสำนักเซี่ยเยา ทันใดนั้น กระแสแห่งสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ก็ปรากฏขึ้นจากภายในสี่ยอดเขาด้านนอก ทุกกระแสเพ่งนิ่งไปยังเมิ่งฮ่าว ขณะที่เขายืนอยู่ที่นั่นบนยอดเขาอสูรโลหิต

สีหน้าเมิ่งฮ่าวสงบนิ่งเหมือนเช่นเคย ขณะที่ก้าวเนิบนาบลงไปทีละก้าว สีหน้าที่สงบนิ่งของเขาดูเหมือนจะราบเรียบและเงียบขรึม หลังจากที่ตายไป บุคลิกส่วนตัวของเขาได้เปลี่ยนไปอย่างมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ทำการสังหารหมู่ในสำนักชิงหลัว เขาก็ยิ่งดูโหดเหี้ยมและดุร้ายมากขึ้นกว่าเดิม

สิ่งที่มีอิทธิพลมากไปกว่านั้นก็คือทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับสวี่ชิง เท่าที่เมิ่งฮ่าวคิด ทั้งชีวิตของเขาได้แตกต่างไปจากเดิมแล้วในตอนนี้

เขาเดินไปอย่างเงียบๆ ไม่ได้ทำอะไรเพื่อยับยั้งไม้ให้กระแสแห่งสัมผัสศักดิ์สิทธิ์มากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งเริ่มมาเพ่งนิ่งบนร่างเขาหยุดการกระทำเช่นนั้น แต่ละกระแสเต็มไปด้วยความเป็นปรปักษ์ นอกจากนั้น สำหรับสำนักเซี่ยเยาแล้ว เมิ่งฮ่าวก็คือ…คนแปลกหน้า!

สำหรับคนแปลกหน้าที่จู่ๆ ก็มายังสำนักเซี่ยเยา และจากนั้นก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าสำนักน้อยในทันที เป็นสิ่งที่กระทบต่อความสนใจของผู้คนไม่น้อย เห็นได้ชัดว่ามีผู้คนมากมายเริ่มไม่พอใจ

ความไม่พอใจของพวกมัน ไม่อาจจะแสดงออกต่อหน้าปรมาจารย์อสูรโลหิตได้ แต่สำหรับเมิ่งฮ่าว พวกมันไม่สนใจเขาแม้แต่น้อย ถึงแม้ว่าเขาจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าสำนัก ในสำนักเซี่ยเยา…คำพูดจำเป็นต้องมีความแข็งแกร่งเกื้อหนุน

สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นในสำนักชิงหลัว มีเพีงเมิ่งฮ่าวเท่านั้นที่รู้ ผู้แข็งแกร่งคนอื่นๆ ในสำนักเซี่ยเยารู้แต่เพียงว่า ปรมาจารย์ของพวกมัน ได้สร้างค่ายกลเวทขึ้นมา และจากนั้นก็กลับมาจากสำนักชิงหลัวพร้อมกับเมิ่งฮ่าว

สำหรับเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในสำนักชิงหลัวนั้น ก็เห็นได้ชัดว่าไม่มีข่าวคราวถูกเผยแพร่ออกมา ดังนั้นการที่ศิษย์สำนักเซี่ยเยาที่เหลือจะรับรู้ในรายละเอียด ก็คงไม่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ นี้

ผู้แข็งแกร่งที่ทรงพลังซึ่งได้ครอบครองสี่ยอดเขาด้านนอกแห่งสำนักเซี่ยเยา พวกมันได้สร้างกลุ่มของตนเองขึ้นมาในสำนัก จนในที่สุดก็ทำให้สำนักเซี่ยเยาถูกแบ่งออกเป็นสี่กองกำลังหลัก

กล่าวกันโดยทั่วไปแล้ว ทั้งสี่กองกำลังนั้นเข้ากันไม่ค่อยได้ และยากที่จะตัดสินว่าใครอยู่เหนือกว่าใคร บนฉากหน้าก็ดูสามัคคีปองดองกันดี แต่ในความเป็นจริง ยังมีความลับมากมายอย่างไม่รู้จบพยายามดิ้นรนเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

ไม่ว่าจะอยู่ด้านนอกหรือในสำนัก ก็มักจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป

สำหรับตำแหน่งเจ้าสำนักน้อย เป็นสิ่งที่แต่ละกองกำลังปรารถนาที่จะได้มาเป็นของพวกมันเอง ถ้าพวกมันได้ตำแหน่งเจ้าสำนักน้อย ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะเปลี่ยนไป และจะทำให้พวกมันมีคุณสมบัติที่จะควบคุมยอดเขาได้ทั้งหมด

ยอดเขาแรกถูกเรียกว่าภูเขาโลหิตเหล็ก มีผู้ฝึกตนห้าหมื่นคนเรียกมันว่าบ้าน และพวกมันทั้งหมดเป็นผู้ฝึกตนอสูร และเป็นนักฆ่าเลือดเย็น ตอนนี้ สายตาอันเย็นชาทั้งหมดของพวกมัน ต่างก็จ้องนิ่งไปยังภูเขาอสูรโลหิต

พวกมันไม่สนใจแม้แต่น้อยเกี่ยวกับเจ้าสำนักน้อยคนใหม่ หรือพื้นฐานฝึกตนที่ไม่ธรรมดาของเขา ถึงแม้จะพิเศษมากไปกว่านี้ เขาก็ยังคงเป็นคนแปลกหน้าอยู่ดี แล้วเขาจะต่อต้านภูเขาโลหิตเหล็กทั้งหมดได้อย่างไร?!

ในถ้ำแห่งเซียนตรงจุดที่สูงที่สุดบนภูเขา เป็นสองปรมาจารย์โลหิตเหล็ก พวกมันไม่ใช่ผู้ฝึกตนแต่เป็นอสูร สำหรับร่างจริงของพวกมัน น้อยคนนักจะรู้ว่าพวกมันดูเหมือนกับอะไร

โดยปกติแล้ว พวกมันไม่ค่อยจะออกไปด้านนอกบ่อยครั้งนัก และตอนนี้พวกมันก็นั่งขัดสมาธิ ลืมตาขึ้นมองไปยังเมิ่งฮ่าว

“ไม่มีอะไรมากไปกว่าเป็นผู้เยาว์รุ่นหลัง” หนึ่งในนั้นกล่าว

ยังมีบุรุษวัยกลางคนยืนอยู่ที่ด้านนอกถ้ำแห่งเซียนของสองปรมาจารย์นี้อีกด้วย ดวงตามันแวบรังสีสังหารออกมา ขณะที่จ้องมองไปยังภูเขาอสูรโลหิต

“ตำแหน่งเจ้าสำนักน้อยนั้นตั้งขึ้นมาสำหรับข้า, ฉางอี่! เมิ่งฮ่าวผู้นี้กล้าที่จะมาแย่งชิ้นเนื้อไปจากปากพยัคฆ์? มันกำลังรนหาที่ตาย!”

ร่างมันเริ่มเปล่งแสงสีโลหิตออกมา และทะเลแห่งโลหิตก็พุ่งอยู่ภายในดวงตามัน เห็นได้ชัดว่าบุรุษผู้นี้เต็มไปด้วยโทสะ และวิญญาณโลหิตมากมายนับไม่ถ้วน ก็ปรากฏขึ้นรอบๆ ร่างมัน ทั้งหมดนั้นส่งเสียงแผดร้องอย่างโหยหวนออกมา

มันกัดฟันแน่น คุกเข่าลงและโขกศีรษะตรงไปยังถ้ำแห่งเซียน “ท่านอาจารย์ โปรดอนุญาตให้ศิษย์ลงมือ!”

“มันอาจจะเป็นเจ้าสำนักน้อย” หนึ่งในสองปรมาจารย์โลหิตเหล็กกล่าว “แต่ตำแหน่งของมันและเจ้า มีความแตกต่างกันเพียงแค่ว่า มันได้ครอบครองเวทยิ่งใหญ่อสูรโลหิตเท่านั้น ถ้าเจ้าสามารถทำให้มันก้มศีรษะให้ มันก็จะกลายเป็นหุ่นเชิดของเจ้า!”

“ใช่แล้ว” อีกคนกล่าวด้วยเสียงเย็นชา “ถ้าเจ้าทำให้มันยอมจำนนได้ ในฐานะที่เป็นผู้ควบคุมห้องลงทัณฑ์ อาจารย์ก็จะมีสิทธิ์บดขยี้มัน แน่นอนว่า มันถูกแต่งตั้งโดยท่านปรมาจารย์ ดังนั้นเจ้าไม่อาจจะเป็นคนลงมือก่อน!”

บุรุษวัยกลางคนมองขึ้นไป และดวงตาก็แวบแสงแห่งความดุร้ายออกมา โดยไม่ลังเลมันออกไปจากยอดเขาในทันที

ในเวลาเดียวกันนั้น บนยอดเขาสองแห่งสำนักเซี่ยเยา ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนามว่า ภูเขาสวรรค์ลี้ลับ ผู้ฝึกตนผู้หนึ่งได้ออกมาจากการเข้าฌาณ เพื่อมองไปยังภูเขาอสูรโลหิต นี่ก็คือผู้เฒ่าอสูรสวรรค์ลี้ลับ ซึ่งถูกกล่าวกันว่าเป็นอสูร แต่ในความเป็นจริงแล้วก็เป็นผู้ฝึกตน

ด้านหลังมันเป็นศิษย์ทายาททั้งหมดเจ็ดคน ไม่มีใครที่ดูเหมือนจะเป็นคนจิตใจดีมีเมตตา ดวงตาพวกมันสาดประกายด้วยแสงสีแดงและรังสีสังหาร

ศิษย์นับหมื่นบนภูเขาสวรรค์ลี้ลับ ทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้เฒ่าอสูรสวรรค์ลี้ลับ ต่างก็นิ่งเงียบจ้องสายตาที่เย็นชามองไปยังภูเขาอสูรโลหิต

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: