I Shall Seal The Heaven Chapter 81

ตอนที่ 81

ถ้ำแห่งเซียนของท่านปรมาจารย์

ในเขตกัมมัฏฐานของท่านปรมาจารย์เอกะเทวะ ผู้ฝึกตนจากแคว้นจ้าวทุกคน จ้องไปที่ศิลาตัวอักษร ซึ่งถูกทิ้งไว้โดยเฉินฟ่าน ด้วยความตื่นเต้น พวกมันคัดลอกตัวอักษรบนศิลาลงไปบนแผ่นหยก

“ศิลาอักษรนี้ก็คือคัมภีร์สุดยอดวิญญาณ!”

“ข้าไม่เคยคิดเลยว่า มันจะได้มาอย่างง่ายดายเช่นนี้! ฮา ฮา ฮา! ถึงแม้ข้าจะบรรลุขั้นพื้นฐานแล้ว แต่ด้วยคัมภีร์เล่มนี้ ข้าก็สามารถสร้างแกนทะเลลมปราณแห่งที่สองได้ ด้วยตำรารวบรวมลมปราณนี้ ข้าก็จะยกระดับเสาแห่งเต๋าจากแตกร้าวขั้นพื้นฐาน ให้กลายเป็นรอยร้าวขั้นพื้นฐาน และมันอาจจะกลายเป็นพื้นฐานไร้ตำหนิเลยก็เป็นไปได้!”

เทียนจีซ่างเหริน เข้ามาถึง ตามด้วยหญิงชราท่าทางสง่างาม “ไม่ใช่” นางกล่าว “ที่นี่มีแค่คัมภีร์เพียงครึ่งเล่ม…” นางสามารถบอกความจริงได้จากการมองเพียงแค่แวบเดียว

เทียนจีซ่างเหริน ยังคงเดินตรงไปสองสามก้าว ดวงตาของมันส่องประกายด้วยแสงแปลกๆ

ทันใดนั้น ราวกับว่าศิลาอักษรนี้ ไม่อาจทนต่อการจ้องมองจากผู้คนมากมาย มันเริ่มมีรอยร้าวเกิดขึ้น เสียงปะทุดังออกมา เมื่อมีรอยร้าวกระจายออกไปทั่ว ทุกคนมองดูด้วยความตกใจ

ขณะที่รอยร้าวกระจายออกไป ตัวอักษรสีทองก็จางหายไป แทนที่ด้วยกลุ่มตัวอักษรอื่น ซึ่งมืดสลัวและยากที่จะอ่านได้ ตัวอักษรพวกนี้ เป็นส่วนครึ่งหลังของตำรารวบรวมลมปราณ ในคัมภีร์สุดยอดวิญญาณ

ก่อนที่ทุกคนจะอ่านจบ เสียงระเบิดก็ดังออกมา และศิลาอักษรนี้ก็ระเบิดขึ้น แตกกระจายออกเป็นแปดชิ้น

มองเห็นเป็นลำแสงหลากสีแปดลำ เมื่อชิ้นส่วนเหล่านั้นลอยออกไปในทิศทางที่แตกต่างกัน

พวกที่มุงดูอยู่ต่างก็ตกใจ แต่ก็รีบแตกกระจายกันไปในทันที เจ็ดผู้ฝึกตนขั้นสร้างแกนลมปราณ ต่างก็พุ่งไล่ตามหนึ่งในชิ้นส่วนนั้นไป เทียนจีซ่างเหรินก็ตามไปด้วย ชิ้นที่แปดตามไปด้วยผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณสิบคน หรือมากกว่านั้น

ในทันใดนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างก็สับสนวุ่นวายขึ้นมา ขณะที่พวกมันแยกย้ายกันออกไป กลุ่มที่มาใหม่พวกนี้ พบว่าเขตนั่งกัมมัฏฐานของปรมาจารย์เอกะเทวะ เต็มไปด้วยอาวุธเวท และเม็ดยามากมาย แน่นอนว่าเป็นเหตุให้พวกมันเกิดความสนใจ

แต่โชคร้ายที่ของทุกชิ้น ได้ถูกคุ้มครองด้วยขอบเขตของเวทอาคม จนกว่าพวกมันจะคลายเวทป้องกันนี้ จึงจะจับต้องสิ่งของเหล่านั้นได้

ทันใดนั้น เสียงกระหึ่มก็ดังก้องออกมา จากภายในเขตนั่งกัมมัฏฐาน แสงสีเทาปรากฎขึ้นเป็นเงาร่างหลายร่าง ด้วยท่าทางคลุ้มคลั่ง พวกมันพุ่งตรงไปที่ผู้บุกรุกทั้งหลายเหล่านั้น

สำหรับเมิ่งฮ่าว ทันทีที่ความโกลาหลวุ่นวายเกิดขึ้น เขาก็หยิบเอากุญแจหยกผลึกโลหิตออกมา และก้าวออกไปด้านข้าง ครั้งที่แล้วเขาได้ใช้ผลึกโลหิตไปค่อนข้างมาก

แต่สุดท้ายก็ยังมีเหลืออีกสองชิ้น ซึ่งเขาได้เก็บไว้ในถุงเก็บสมบัติ หลังจากที่หยิบพวกมันออกมา ทันใดนั้น เหล่ามนุษย์กลผู้บ้าคลั่งก็ไม่เข้ามาใกล้เขาอีกเลย

“ข้าได้นำทุกคนมาที่นี่ คราวนี้ก็เพียงแต่คอยดูว่า ท่านปรมาจารย์จะจัดการพวกมันอย่างไร”

ดวงตาของเมิ่งฮ่าวสาดประกายเย็นเยียบ เขาไม่มีความรู้สึกที่ดีกับบุคคลกลุ่มนี้ เขามองไปขณะที่พวกมันวิ่งไล่ตาม ชิ้นส่วนของศิลาอักษร รอยยิ้มอันเย็นชา ปรากฎบนใบหน้า เขาเกือบจะทนรอไม่ไหวที่จะเห็นพวกมันตกตายไป

แน่นอนว่า ศิลาอักษรนั้นเป็นของปลอม เขารู้ในทันทีที่มันปรากฎขึ้น เมื่อปีที่แล้ว เขาเดินตรงไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ด้วยความระมัดระวัง พยายามหลีกเลี่ยงผู้ฝึกตนคนอื่นๆ

เขาไม่รู้ตำแหน่งที่ปรมาจารย์เอกะเทวะนั่งกัมมัฏฐานอย่างแน่ชัด รู้แต่เพียงว่า เขาจะไม่ออกจากสถานที่แห่งนี้ จนกว่าท่านปรมาจารย์จะช่วยเขาขจัดพิษออกไปจากร่างเขาจนหมดก่อน

รวมถึงรางวัลที่ท่านปรมาจารย์ได้พูดไว้อีกด้วย

หลังจากนั้นไม่นาน เมิ่งฮ่าวก็หยุดเดิน และมองไปรอบๆ เสียงระเบิดดังก้องในอากาศ พื้นดินสั่นสะเทือนจาการระเบิดนี้ ห่างออกไปไกล เขามองเห็นหญิงชราผู้สูงส่ง เส้นผมของนางลอยขึ้นอย่างยุ่งเหยิง ขณะที่กำลังใช้เวทอาคมโจมตีไปที่เกราะป้องกัน ตรงหน้านางครั้งแล้วครั้งเล่า

ภายในเกราะป้องกันนั้น เป็นศิลาอักษรที่แตกออกมาหนึ่งชิ้น

หญิงชราผู้นี้อยู่ในขั้นสร้างแกนลมปราณ การโจมตีของนาง ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่าง รอบๆ บริเวณนั้นสั่นสะเทือนไปทั่ว วิชาเวทที่พุ่งออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า ราวกับเป็นแม่น้ำสีเงิน ส่งความหนาวเย็นที่เสียดลึกไปถึงกระดูกออกมา ทำให้ทุกสิ่งรอบตัวนางกลายเป็นน้ำแข็ง

ภายในแม่น้ำสีเงินนั้น ก็ได้ยินเสียงที่คล้ายวิญญาณจากนรกโลกันต์ มากมายนับไม่ถ้วนกรีดร้องอย่างโหยหวนออกมา ราวกับว่าแม่น้ำนี้เกิดขึ้นมาจากนรกขุมที่เก้า

นางโบกสะบัดแขนเสื้อ และภาพดำมืดของภูเขาก็ปรากฎขึ้น กดทับลงไปยังเกราะป้องกันนั้น ภูเขาซึ่งดูเหมือนว่าจะประกอบด้วยดวงดาวมากมาย ที่ถูกเผาไหม้จับตัวรวมกันกลายเป็นสีดำ ถึงแม้มันจะมีสีดำ แต่ก็ยังคงส่งแสงสว่างเจิดจ้าออกมา

ในฉากที่น่าตื่นเต้นนี้, แม่น้ำ และภูเขา ก็เริ่มเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน

เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เส้นสีเงินซึ่งอยู่รอบๆ หญิงชรานี้ ดูเหมือนว่าจะมีพลังที่สามารถทำลายสวรรค์ สั่นพื้นปฐพีได้ แน่นอนว่า นางสามารถสังหารเขา เหมือนตบมดตายได้อย่างง่ายดาย โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้วิชาเวท แม่น้ำจากนรก หรือภูเขาจากดวงดาว แต่อย่างใด

“นี่คือขั้นสร้างแกนลมปราณ…” เมิ่งฮ่าวจับตาดูอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันก็ถอยห่างออกไปมากขึ้น เขาไม่กล้าจะเข้าใกล้มากเกินไป

นางส่งเสียงกู่ร้อง และเสียงระเบิดก็ดังกึกก้อง สั่นสะเทือนไปทั่วบริเวณรอบๆ นั้น ถึงแม้จะอยู่ห่างออกไป แต่ร่างของเมิ่งฮ่าวก็สั่นไปด้วย เขาพ่นโลหิตออกมาเล็กน้อย เคลื่อนที่ไปด้านหลังมากขึ้น มองไปเห็นหญิงชราพ่นยาเม็ดกลมๆ ออกมาจากปาก

เป็นยาที่ประกอบไปด้วยสี สามสีประสานกัน เมื่อมันปรากฎขึ้น เมิ่งฮ่าวรู้สึกราวกับว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ กำลังจะแตกกระจายออกเป็นชิ้นๆ ในสายตาของเขา เม็ดยาสามสีนี้ คือ จุดเริ่มต้น และจุดจบของทุกสิ่ง

เม็ดยาส่งประกายเจิดจ้า พุ่งตรงไปยังเกราะป้องกัน ครั้นแล้ว เสียงระเบิดขนาดใหญ่ก็ดังออกมา เมิ่งฮ่าวต้องถอยหลังออกไปอย่างต่อเนื่อง ด้วยสีหน้าซีดขาว

“ผู้ฝึกตนขั้นสร้างแกนลมปราณ สามารถกำจัดข้าได้ในชั่วพริบตา!” ขณะที่เขาถอยหลังไป เขาก็คิดย้อนกลับไปถึงผู้คุ้มครองเต๋า หวังซีฟ่าน แห่งตระกูลหวัง

“ข้าอยู่ระดับเก้าขั้นรวบรวมลมปราณ แต่ถึงแม้จะบรรลุถึงระดับสิบ…ข้าก็ยังอ่อนแออยู่ดี ไม่สามารถต่อต้าน วิชาเวทของผู้ฝึกตนขั้นสร้างแกนลมปราณได้แม้แต่น้อย!” เขาจ้องไปยังสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ถอยไปด้านหลังอย่างต่อเนื่อง

“คนกลุ่มนี้ทุกคนต่างก็มีอายุเกินหนึ่งร้อยปี ในแง่ของความรอบรู้ และประสบการณ์ ข้าสู้พวกมันไม่ได้เลย…แต่ก็ดีที่อุบายเมื่อครู่นี้ของข้าได้ผล ไม่เช่นนั้น…” เมื่อเขาคิดถึงเรื่องนี้ จิตใจก็กระตุกด้วยความหวาดกลัว

“หลังจากขั้นสร้างแกนลมปราณ ก็เป็นขั้นวิญญาณแรกก่อตั้ง ข้าอยากรู้นักว่า ผู้ฝึกตนขั้นวิญญาณแรกก่อตั้ง จะมีความแข็งแกร่งสักเพียงไร…” เมื่อเขาคิดถึงเรื่องนี้ จิตใจก็เริ่มเต้นรัว และเขาก็คิดไปถึงซ่งเหล่าไกว้ ผู้ซึ่งเขาไม่เคยเจอมาก่อน

“ท่านปรมาจารย์เอกะเทวะ มีระดับการฝึกตนอยู่ในขั้นไหน? ข้าจำได้ว่า ท่านเจ้าสำนักได้เคยพูดถึงมาก่อน น่าจะอยู่ที่ขั้นตัดวิญญาณ…ซึ่งเหนือกว่าขั้นวิญญาณแรกก่อตั้ง!” เมิ่งฮ่าวเริ่มหายใจแรงขึ้น และความอิจฉาก็ปรากฎขึ้นในแววตา ความดื้อรั้นยืนกรานเติมเต็มอยู่ในจิตใจ

เขาตัดสินใจว่าต้องเป็นผู้แข็งแกร่ง ต้องแข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะหลีกเลี่ยง จากการเป็นแมลง ที่ใครก็สามารถเหยียบย่ำ และบดขยี้ได้ มีแต่กลายเป็นผู้แข็งแกร่งเท่านั้น ถึงจะบรรลุเป้าหมาย และเติมเต็มความฝันของเขาได้

ต้องฝึกฝนในระดับสูงขึ้นไป จนกลายเป็นผู้แข็งแกร่งเท่านั้น ถึงจะมีชีวิตรอด ในโลกแห่งการฝึกตนนี้ได้

เมิ่งฮ่าวมองไปด้วยความหวาดกลัว ขณะที่พลังของผู้ฝึกตน ขั้นสร้างแกนลมปราณ ถูกปลดปล่อยออกมา ระเบิดขนาดใหญ่ครอบคลุมไปทั่วเขตนั่งกัมมัฏฐาน ของปรมาจารย์เอกะเทวะ

เสียงระเบิดไม่ได้ดังออกมาจากที่แห่งเดียว แต่จากเจ็ดแห่ง ทั่วทั้งบริเวณนี้เต็มไปด้วยเสียงกระหึ่มกึกก้อง และเกราะป้องกันมากมาย ก็เริ่มเกิดเป็นระลอกคลื่น

การระเบิดครั้งนี้ เกิดจากผู้ฝึกตนเจ็ดคน ขั้นสร้างแกนลมปราณ ดูเหมือนว่าพวกมันอาจเป็นสาเหตุให้สถานที่แห่งนี้ต้องพังทะลายลง

“ท่านปรมาจารย์แค่บอกว่า ให้นำผู้ฝึกตนระดับสูงจากแคว้นจ้าวมาที่นี่ แต่ไม่บอกว่าต้องทำอะไรหลังจากนั้น…” เมิ่งฮ่าวลังเล และกำลังคิดว่าจะหนีออกไป แต่ในตอนนั้นเอง เสียงหัวเราะก็ดังออกมา ไกลออกไปยังที่ห่างไกล ลำแสงพุ่งขึ้นไป

จากตำแหน่งที่ห่างไกลนี้ ลำแสงที่เห็นไม่ได้หนามากนัก อย่างไรก็ตาม เมิ่งฮ่าวก็บอกได้ว่า มันต้องมีเส้นผ่าศูนย์กลางเก้าสิบฉื่อโดยประมาณ ปรากฎขึ้นเต็มท้องฟ้าในถ้ำแห่งเซียนนี้ด้วยพลังของมัน

เสียงหัวเราะดังก้องออกมาจากทิศทางเดียวกับลำแสง และเมิ่งฮ่าวก็จำได้ว่า เป็นเสียงของเทียนจีซ่างเหริน เห็นได้ชัดว่า มันได้ทำลายเกราะป้องกัน และได้ครอบครองหนึ่งในชิ้นส่วน ของศิลาอักษรเรียบร้อยแล้ว

หลังจากนั้นไม่นาน เสียงระเบิดจากจุดอื่นก็ดังออกมา และลำแสงก็พุ่งขึ้นไป แสงนี้พุ่งขึ้นมาจากทิศทางของหญิงชราท่าทางสูงสง่านางนั้น เส้นผมของนางลอยกระจัดกระจายขึ้นไป ขณะที่เกราะป้องกันแตกออกเป็นเสี่ยงๆ นางเดินไปข้างหน้า และหยิบศิลาอักษรขึ้นมา

ในเวลาเดียวกันนั้น ภายในเขตนั่งกัมมัฏฐาน ดวงตาของปรมาจารย์เอกะเทวะส่องประกาย และมันก็หายใจเร็วขึ้น ร่างกายผอมแห้งร่วงโรย มันจ้องนิ่งไปที่ตะเกียงน้ำมันเจ็ดดวง ซึ่งกระจายอยู่ตรงเบื้องหน้า

ครั้งแรกที่จ้องไป พวกมันดูเหมือนว่าจะกระจายเคว้งคว้างออกไป แต่เมื่อได้ตรวจดูอย่างใกล้ชิด ก็เห็นได้ชัดว่า พวกมันได้ถูกจัดวางอยู่ในรูปแบบอันลี้ลับ

เมื่อครู่นี้ ตะเกียงสองดวงได้ดับไป อีกห้าดวงที่เหลือก็เริ่มส่องแสงริบหรี่

“เจ้าเด็กนั่นมาสายไปตั้งสองสามเดือน ข้ากำลังเริ่มกังวลมากขึ้น และมากขึ้น แต่ในที่สุด มันก็นำคนมาถึงที่นี่!” ความตื่นเต้นเติมเต็มอยู่ในดวงตา เมื่อมันมองไปที่ตะเกียงน้ำมัน

“ดับสิ, บัดซบ! คนพวกนี้ช่างอ่อนแอนัก พวกมันเพิ่งจะดับตะเกียงผนึกไปแค่สองดวง ข้ากำลังใช้พลังการฝึกตนของข้า ทำให้ตะเกียงผนึกอ่อนกำลังลง เพื่อให้ผู้ฝึกตนขั้นสร้างแกนลมปราณจัดการตะเกียงพวกนี้ได้ แต่พวกมันก็ยังคงทำไม่สำเร็จ”

“บัดซบ! ไม่มีข้าช่วยสอน เจ้าเด็กสารเลวแคว้นจ้าวเหล่านี้ ก็ไม่รู้ว่าต้องฝึกฝนกันอย่างไร เมื่อในอดีต ข้าน่าจะทุบตีพวกมันบ้างเป็นครั้งคราว เพื่อช่วยให้การฝึกตนของพวกมันดีขึ้นกว่านี้บ้าง”

เมื่อคิดย้อนกลับไปในวันเก่าๆ ปรมาจารย์เอกะเทวะก็ต้องถอนหายใจออกมา ความต้องการที่จะทำลายเขตนั่งกัมมัฏฐานของมัน ก็รุนแรงมากขึ้นกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

“หลังจากที่ข้าดูดซับพลังฝึกตน และกำจัดความทรงจำของคนพวกนี้ ข้าก็สามารถจะบรรลุถึงการรู้แจ้ง และสำเร็จการตัดวิญญาณครั้งที่สอง จากนั้นข้าก็จะสามารถบรรลุถึงแผนการใหญ่! บัดซบ! การตัดวิญญาณทุกครั้ง ข้าต้องบรรลุถึงการรู้แจ้งแห่งเต๋า เมื่อสำเร็จ การตัดวิญญาณถึงจะดำเนินต่อไปได้ แต่หลังจากนั้น ข้าก็จะอ่อนแอลงอย่างไม่น่าเชื่อ ถ้าไม่มีโชคชะตาช่วยข้าฟื้นฟู การตัดวิญญาณก็จะทำให้ตาย และกลายเป็นหนึ่งเดียวกับเต๋าได้”

ปรมาจารย์เอกะเทวะกัดฟันแน่น แต่เมื่อคิดไปถึงแผนการใหญ่ ความหวังก็สาดประกายอยู่ในดวงตา ดูเหมือนว่าความหวังนี้ได้คงอยู่มานานหลายปี…หลายปีมาแล้ว

เวลานี้ เสียงระเบิดราวฟ้าผ่าก็ดังออกมา และตะเกียงอีกดวง ตรงหน้ามันก็ดับลง ความมุ่งหวังในดวงตาก็เพิ่มมากขึ้น

สำหรับเมิ่งฮ่าว เขายืนตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว อยู่นอกเขตกัมมัฏฐาน ไม่เดินพล่านไปทั่วอีกแล้ว แต่แอบหลบซ่อนอยู่ในมุมที่ห่างไกลออกไป ด้วยสีหน้าระมัดระวังตัวเป็นอย่างมาก

เขากำลังรอให้ปรมาจารย์เอกะเทวะปรากฎตัว จัดการจบชีวิตกลุ่มคนพวกนี้ จากนั้นก็ช่วยขจัดพิษในร่างของเขา และให้รางวัลแก่เขา

หลังจากผ่านไปไม่นาน เสียงกระหึ่มกึกก้องราวฟ้าฟาดก็ดังขึ้นอีกหนึ่งเสียง เทียนจีซ่างเหริน และหญิงชราผู้สูงสง่า ก็ได้ร่วมกับคนอื่นๆ เพื่อช่วยโจมตี เกราะป้องกันที่เหลืออยู่ ก็พังทะลายลงในไม่ช้า เกราะป้องกันที่สาม, สี่ และห้า แตกกระจายไป…

ในช่วงเวลาธูปไหม้หมดไปหนี่งดอก เสียงระเบิดดังก้องราวฟ้าผ่าก็ดังอย่างต่อเนื่อง ในไม่ช้า เสาแห่งแสงเจ็ดต้นก็พุ่งขึ้นไปในท้องฟ้า

ในที่สุด เจ็ดผู้ฝึกตนขั้นสร้างแกนลมปราณ ก็กลายเป็นลำแสง ขณะที่พวกมันพุ่งไปรวมกันยังเกราะป้องกันสุดท้าย ซึ่งขณะนี้ถูกรายล้อมไปด้วยผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ

พวกมันรวมพลังเข้าด้วยกัน และภายในช่วงเวลาหายใจเข้าออกสิบครั้ง เสียงระเบิดก็สั่นสะเทือนไปทั่ว และเสาแห่งแสง เสาที่แปดก็พุ่งขึ้นไปด้านบน ทั่วทั้งถ้ำแห่งเซียนดูเหมือนเกือบจะพังถล่มลงมา

ณ เวลานี้ ท่ามกลางเสียงกระหึ่มกึกก้อง และแรงสั่นสะเทือน รอยร้าวขนาดใหญ่ก็ปรากฎขึ้นที่พื้น เสียงกระหึ่มดังมากยิ่งขึ้น พื้นดินดูเหมือนจะกระเพื่อมเป็นระลอกคลื่น ราวกับว่ามันกำลังจะยุบลงไป

ผู้ฝึกตนจากแคว้นจ้าว มองไปยังสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นด้วยความตกใจ พวกมันเหาะขึ้นไปในอากาศ และมองลงมายังพื้นดินที่กำลังยุบตัวลง ในขณะนั้นเอง การสั่นสะเทือนก็หยุดลง จากนั้นพวกมันก็สังเกตเห็นเศษหินเศษอิฐ และรอยร้าวทั้งหมด ได้ก่อตัวเป็น…ใบหน้าขนาดใหญ่!

ใบหน้านี้ไม่ใช่ของใครอื่น นอกจากปรมาจารย์เอกะเทวะ!

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น