Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 822

I Shall Seal The Heaven Chapter 822

ตอนที่ 822

นับจากนี้ไปเรียกข้าว่าเสียวไห่

ที่ด้านข้าง ดวงตาซุนไห่เบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ ขณะที่มองเห็นเมิ่งฮ่าวจับตัวหลี่หลิงเอ๋อร์ใส่เข้าไปในถุงสมบัติ การโจมตีที่มันได้เห็นเมื่อครู่นี้ทำให้ต้องรู้สึกด้านชาไปทั่วศีรษะ

“คนผู้นี้เป็นแค่ผู้ฝึกตนพื้นเมืองเท่านั้น แต่…แต่ทำไมมันถึงได้แข็งแกร่งเช่นนี้!?!?”

ในเวลาเดียวกันนั้น เสียงแผดร้องด้วยโทสะก็ดังก้องออกมาจากที่ห่างไกล เป็นเสียงของฝานตงเอ๋อร์ ซึ่งติดตามมาพร้อมกับคนกลุ่มใหญ่

ร่างเมิ่งฮ่าวแวบขึ้นขณะที่เขาจับซุนไห่ใส่ลงไปในถุงสมบัติด้วยเช่นกัน ร่างจริงที่สองกลายเป็นเงาขณะที่เขาพุ่งออกไปยังที่ห่างไกล

ตะเกียงที่กำลังลุกไหม้ลอยอยู่เหนือศีรษะส่องประกายแสงจางๆ ออกมา ขณะที่เมิ่งฮ่าวพุ่งตรงไปข้างหน้า เขากวาดเช็ดโลหิตที่มุมปากและหยิบเอาเม็ดยามากลืนกินลงไป ดวงตาสาดประกายด้วยแสงเจิดจ้า ขณะที่ลำแสงแห่งปราณกระบี่ลอยลงมาจากยอดเขาที่อยู่ใกล้ๆ บริเวณนั้น มองเห็นเงาร่างผู้หนึ่งอยู่ในลำแสงนั้น

มันคือจ้าวอีฝาน ซึ่งถูกแยกออกจากเมิ่งฮ่าวด้วยหุบเขาขนาดใหญ่ อากาศในบริเวณนี้ถูกสะกดไว้ ดังนั้นมันจึงไม่อาจจะบินตรงมาได้ อย่างไรก็ตามปราณกระบี่ของมันก็สามารถจะกรีดเฉือนอากาศได้ และมีพลังอย่างน่าเหลือเชื่อจนทำให้เกิดเป็นระลอกคลื่นขนาดใหญ่ กระจายออกไปทั่วทุกทิศทาง ขณะที่มันพุ่งลงมายังเมิ่งฮ่าว ใครก็ตามที่มองเห็นก็คงจะตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง

เมิ่งฮ่าวมองขึ้นไปยังปราณกระบี่ที่ใกล้เข้ามา และอดที่จะนึกไปถึงกระบี่ทั้งเก้าท่าซึ่งบิดาได้สอนไว้อย่างช่วยไม่ได้ ถึงแม้ว่ากระบี่ที่พุ่งเข้ามานี้ ไม่อาจจะเปรียบเทียบได้กับของบิดา แต่เขาก็มองเห็นร่องรอยบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับเต๋าแห่งกระบี่ภายในนั้นได้

ดวงตาสาดประกายด้วยแสงแปลกๆ ขณะที่เขาสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ จากนั้นก็ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า ร่างเขาโค้งตัวลงราวกับเป็นคันธนู และในจิตใจก็คิดไปถึงวิธีการสูดลมหายใจที่บิดาได้สอนไว้ ในทันใดนั้น ระลอกคลื่นหลายชั้นได้กระจายออกไป และพื้นดินก็ดูเหมือนจะหดตัวลงไป ฉับพลันนั้นเมิ่งฮ่าวก็ดูเหมือนจะขยายร่างใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว

ขณะที่เขาสูดลมหายใจเข้าไป ก็ดูเหมือนว่าพลังทั้งหมดในบริเวณนั้นกำลังถูกดูดเข้ามาในร่าง เสียงปะทุได้ยินมาขณะที่ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้ถือกระบี่อยู่ในมือ แต่น่าตกใจยิ่ง…ที่ปราณกระบี่ได้ปรากฏขึ้นมาอยู่เล็กน้อย!

เมิ่งฮ่าวรู้สึกราวกับว่าร่างกายกำลังจะระเบิดออก เขารู้ว่าการเคลื่อนไหวต่อไปเป็นการขยับเท้าขวาให้ก้าวเดินตรงไป และนั่นจะต้องกระทำให้เกิดเป็นสายลมกระโชกขึ้นมาอย่างรุนแรงและรวดเร็วไปพร้อมๆ กัน น่าเสียดายที่เขาไม่อาจจะกระทำการเคลื่อนไหวเช่นนั้นได้อย่างถูกต้อง ร่างกายเขาได้มาถึงขีดจำกัดแล้ว เต็มไปด้วยพลังที่มากเกินไปอย่างน่าเหลือเชื่อ

เขาตัดสินใจที่จะไม่กระทำการเคลื่อนไหวในครั้งที่สองนี้ แต่กวาดมือขึ้นไปในท้องฟ้าราวกับเป็นลูกธนู ทันใดนั้นเส้นขนทั่วร่างก็ลุกตั้งชี้ชันและรู้สึกได้ถึงพลังอันน่าเหลือเชื่อที่อยู่ภายในร่าง ตามมาด้วยพลังของพื้นฐานฝึกตนทั้งหมดได้ระเบิดออกไป

เสียงกระหึ่มดังเต็มอยู่ในอากาศ ขณะที่คนที่มองดูอยู่ต่างก็ตกตะลึงต่อปราณกระบี่ที่อยู่บนภูเขาที่เมิ่งฮ่าวยืนอยู่ ถึงแม้ว่ามันจะดูเลือนลางไม่ชัดเจนนักก็ตามที แต่ก็สามารถพุ่งขึ้นไปปะทะกับปราณกระบี่ที่ใกล้เข้ามาของจ้าวอีฝานได้

เสียงร้องด้วยความประหลาดใจ ทันใดนั้นก็ดังก้องไปทั่วทั้งหุบเขา

“เต๋าแห่งกระบี่!”

“อะไรกัน?! มัน…มันก็เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเต๋าแห่งกระบี่ด้วย!?!?”

“กระบี่!? มีแต่ผู้คนที่มีจิตใจเมตตาเท่านั้น ถึงจะสามารถฝึกฝนเต๋านั่นได้ คนผู้นี้ไร้ยางอายเป็นอย่างยิ่ง! แล้วมันจะไปฝึกฝนเต๋าแห่งกระบี่เช่นนั้นได้อย่างไรกัน!?”

เสียงกระหึ่มดังเต็มอยู่ในอากาศ ขณะที่สองลำแสงแห่งปราณกระบี่กระแทกเข้าหากัน แสงอันเจิดจ้าแวบขึ้นไปในอากาศ ส่องสว่างไปทั่วบริเวณนั้นในทันที

บนภูเขาที่อยู่ตรงข้ามกับเมิ่งฮ่าว จ้าวอีฝานยืนตัวสั่นสะท้านอยู่ที่นั่น ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่ก็รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง ดวงตาสาดประกายขึ้นยิ่งกว่าความตั้งใจที่จะต่อสู้ก่อนหน้านี้

“เจ้า…เจ้าต้านรับกระบี่ศิลาของข้าได้!!”

จื่อเซียงอยู่ในที่ห่างไกลออกไป และเมื่อนางเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ ปากอันจิ้มลิ้มของนางก็ต้องอ้ากว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง ยิ่งนางรู้จักเมิ่งฮ่าวมากขึ้นเท่าใด นางก็ยิ่งรู้สึกว่าเขาจะมีความลึกลับมากขึ้นเท่านั้น จริงๆ แล้ว เขาแทบจะดูเหมือนว่าแตกต่างไปจากเมิ่งฮ่าวที่นางเคยรู้จักโดยสิ้นเชิง

“มัน…มันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมายเช่นนี้ได้อย่างไรกัน!?” นางคิดพร้อมกับอ้าปากค้าง ในตอนนี้เองที่เสียงอย่างมีโทสะของฝานตงเอ๋อร์ก็ได้ยินก้องออกมาจากที่ห่างไกล

“เมิ่งฮ่าว ข้าจะสังหารเจ้า!” นางแผดร้องออกมา ดูเหมือนแทบจะคลุ้มคลั่งไปได้ทุกเมื่อ ซากศพของหญิงสาวที่ลอยอยู่ด้านหลังนางราวกับเป็นเงาร่าง ตลอดทั้งช่วงเวลากลางวัน มันไม่ได้เลวร้ายมากเท่าใดนัก แต่มันน่าตกใจมากกว่า ซึ่งอย่างน้อยมันก็ไม่ได้ทำให้เกิดเสียงน่ารำคาญใดๆ ขึ้น…

แต่เมื่อถึงยามราตรี…เส้นผมของซากศพก็จะลอยพริ้วไปมา และดวงตาก็จะสาดประกายด้วยแสงแปลกๆ มันเริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมาด้วยเสียงที่น่าหวาดกลัว ซึ่งเสียดแทงเข้าไปในส่วนลึกของวิญญาณฝานตงเอ๋อร์ เมื่อนางนั่งลงเข้าฌาณ เสียงร้องไห้นั้นก็จะทำให้นางต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจในทันที

แดนศักดิ์สิทธิ์ภูเขาไท่หยางและตระกูลซ่ง ต้องการจะสังหารเมิ่งฮ่าวไปให้จงได้ แต่พวกมันก็ต้องเต็มไปด้วยความกังวล เพราะว่าเขาได้จับตัวเสียวจู่ (นายน้อย) ของพวกมันไป และพวกมันก็ไม่แน่ใจว่าคนทั้งสองจะมีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้ว ดังนั้นพวกมันจึงต้องไล่ตามเมิ่งฮ่าวมาด้วยความรู้สึกที่ทั้งกระวนกระวายใจ และความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า

กลุ่มคนทั้งสามแห่งตระกูลฟาง ได้กระจายตัวออกไปค้นหาในตำแหน่งอื่น ฟางตงหานเป็นผู้ที่มีบุคลิกที่หดหู่ และแทบจะไม่ได้ปรากฏตัวขึ้นในที่สาธารณะ อันที่จริงผู้คนมากมายได้มองข้ามมันไป อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะว่าฟางเว่ยผู้ชั่วร้าย ดวงตะวันอันเจิดจ้าของตระกูลฟางก็ต้องเป็นฟางตงหานอย่างแน่นอน

ฟางอวิ๋นอี้มองว่าปราณกระบี่ของเมิ่งฮ่าวไม่มีอะไรที่แปลกพิสดาร และสำหรับฟางเซียงซาน นางได้เพ่งสมาธิไปที่การฝึกตนและไม่ได้ให้ความสนใจต่อโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะว่าท่านปรมาจารย์ได้ออกคำสั่งมา นางก็คงจะไม่มายังสถานที่แห่งนี้ ดังนั้นถึงแม้ว่านางจะไม่มีความรู้สึกในเชิงลบกับเมิ่งฮ่าว แต่นางก็ไม่มีความรู้สึกที่ดีด้วยเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ฟางตงหานในตอนนี้ก็จ้องนิ่งไปยังเมิ่งฮ่าว ที่กำลังหายตัวเข้าไปในเขตเทือกเขา และจิตใจมันก็สั่นสะท้าน มัน…จดจำได้ถึงการเคลื่อนที่ของกระบี่นั้น! นั่นคือเวทแห่งเต๋าอันลี้ลับที่ถูกบันทึกอยู่ในบันทึกโบราณของตระกูลฟาง จ่านเทียนเจี้ยน! (กระบี่ตัดสวรรค์)

ในตระกูลฟางทั้งหมด มีเพียงคนผู้เดียวเท่านั้นที่ฝึกฝนกระบี่ตัดสวรรค์ และทำให้กลายเป็นเต๋าของตนเองได้ นั่นก็คือฟางซิ่วเฟิง!

“เมิ่งฮ่าว…เด็กผู้นั้นจากเมื่อหลายปีก่อนโน้น จริงๆ แล้วก็คือเปี่ยวเกอ (ลูกพี่ลูกน้องที่มีอายุมากกว่า) ของข้า…มันเป็นหลานปู่ที่มีอายุมากที่สุดในรุ่นข้า…นามของมันก็คือเมิ่งฮ่าว!”

“ฟางฮ่าว เมิ่งฮ่าว…” ฟางตงหานสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ และดวงตาก็สาดประกายเจิดจ้าขึ้น

ในขณะที่คนทั้งหมดพุ่งตรงไปยังภูเขาที่เพิ่งจะมองเห็นเมิ่งฮ่าวอยู่ที่นั่น เขาก็หายตัวไปนานแล้วและไม่มีใครรู้ว่าเขาจากไปในทางทิศใด

อย่างไรก็ตาม ไม่นานนักกลุ่มคนจากตระกูลหลี่ก็พบว่าเสินหนี่ว์ (สตรีศักดิ์สิทธิ์) หลี่หลิงเอ๋อร์…ได้หายตัวไป

ในที่สุด กลุ่มคนจากนิกายตี้เซียน (เซียนจักรพรรดิ) ก็ตระหนักว่าผู้ถูกเลือกของพวกมันก็หายตัวไปเช่นเดียวกัน…

หลังจากที่ทำการตรวจสอบอีกครั้ง พวกมันก็สรุปได้ว่า หลี่หลิงเอ๋อร์และซุนไห่ได้หายตัวไปจริงๆ เห็นได้ชัดว่า…บุคคลที่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ในครั้งนี้ก็น่าจะเป็นเมิ่งฮ่าว!

“สวรรค์! ไท่หยางจื่อ, ซ่งหลัวตาน, หลี่หลิงเอ๋อร์ และซุนไห่ ทั้งหมดต่างก็ถูกเมิ่งฮ่าวจับตัวไป!”

“อย่าลืมฝานตงเอ๋อร์ด้วย ถึงแม้ว่านางจะไม่ถูกจับตัวไป แต่จริงๆ แล้ว นางมีความขมขื่นมากกว่าที่จะถูกจับตัวไปมากนัก”

“เมิ่งฮ่าวผู้นี้…ต้องการที่จะต่อต้านสวรรค์!”

คำพูดไม่น้อยได้ถูกเอ่ยขึ้นมาตลอดทั้งยามราตรีที่เหลืออยู่ ผู้คนมากมายทำการค้นหาเมิ่งฮ่าว แต่เทือกเขานี้ก็มีอาณาเขตที่กว้างใหญ่เป็นอย่างยิ่ง แม้แต่สำนักและตระกูลต่างๆ ยังได้พยายามใช้พลังอันลี้ลับของพวกมันมาจัดการ แต่เนื่องจากพวกมันไม่อาจจะบินขึ้นไปได้ จึงไม่อาจจะค้นหาเมิ่งฮ่าวได้ อย่างน้อยก็เป็นการชั่วคราว

น่าประหลาดใจยิ่ง ที่ขีดจำกัดบนอากาศไม่ได้ลดน้อยลงไป เมื่อวิหารโบราณหายสาบสูญไป แต่จริงๆ แล้วก็ยิ่งมีความเข้มข้นมากขึ้นกว่าเดิม และปกคลุมไปทั่วทั้งอาณาเขตที่กว้างใหญ่นั้น

ในที่สุดก็เป็นยามรุ่งอรุณ เมิ่งฮ่าวยืนอยู่ใต้ต้นไม้โบราณ ดวงตาสาดประกายด้วยความเจิดจ้า หลังจากที่ได้พักผ่อนมาหนึ่งชั่วยาม พลังลมปราณก็ฟื้นฟูกลับคืนมาโดยสมบูรณ์ และเขาเพิ่งจะเดินหน้าต่อไป แต่ทันใดนั้นก็ตัดสินใจที่จะตบไปที่ถุงสมบัติ นำเอาหลี่หลิงเอ๋อร์และซุนไห่ออกมา

พื้นฐานฝึกตนของคนทั้งสองถูกผนึกปิดกั้นไว้ ดังนั้นสิ่งที่หลี่หลิงเอ๋อร์ทำได้ทั้งหมดก็คือจ้องมองมายังเมิ่งฮ่าว เส้นผมนางยุ่งเหยิง และกำลังกัดฟันแน่น ขณะที่ในตอนนี้ไม่มีท่าทางหยิ่งยโสกีดกันผู้คนจนห่างไกลเหลืออยู่อีกเลย

ซุนไห่กำลังสั่นไปทั้งตัว เมื่อมองเห็นว่าเมิ่งฮ่าวกำลังจะคว้าจับไปที่เส้นผมของมัน มันก็ร้องไห้คร่ำครวญขึ้นมาในทันที “ข้าจะเขียนตั๋วสัญญา!”

มันไม่กล้าจะต่อต้านเมิ่งฮ่าวอีกต่อไป เสื้อผ้ามันฉีกขาดออกเป็นชิ้นๆ ไปนานแล้ว และผิวหนังของมันก็ถูกครูดจนเป็นบาดแผลอยู่มากมาย นอกจากนี้มันยังได้เห็นการต่อสู้ของเมิ่งฮ่าวและหลี่หลิงเอ๋อร์อีกด้วย ทำให้มันตัดสินใจที่จะยอมจำนนขึ้นมาในทันที

“ทำไมท่านถึงไม่พูดขึ้นมาให้เร็วกว่านี้!?” เมิ่งฮ่าวกล่าวขึ้นยิ้มอย่างมีความสุข หยิบเอากระดาษและพู่กันออกมายื่นส่งให้กับซุนไห่ในทันที ซุนไห่ถอนหายใจและจากนั้นก็เริ่มเขียนตัวเลขเป็นจำนวนมากลงไป มันมองไปยังเมิ่งฮ่าวด้วยหน้าตาที่บูดบึ้ง จากนั้นก็สบถด่าอยู่ภายในใจ ถ้ามันมีชีวิตรอดไปได้ มันจะไม่มีทางลืมใบหน้าเมิ่งฮ่าวไปได้ตลอดชั่วชีวิตนี้ของมัน

เมื่อจัดการกับซุนไห่เสร็จสิ้น เมิ่งฮ่าวก็หันหน้ามองไปยังหลี่หลิงเอ๋อร์ต่อไป นางจ้องมองกลับมาด้วยโทสะ ทำให้เขาต้องกระแอมไอออกมา

“อย่าได้มองข้าเช่นนั้น ข้าแต่งงานแล้วจริงๆ และภรรยาข้าก็น่ารักกว่าเจ้ามากนัก” ด้วยเช่นนั้น เขาจึงนำถุงสมบัติของหลี่หลิงเอ๋อร์ออกมาตรวจสอบดู และทันใดนั้นดวงตาก็เริ่มสาดประกายเจิดจ้าขึ้น

“พวกเจ้าเหล่าผู้ถูกเลือก…จริงๆ แล้วก็…ช่างร่ำรวยเป็นอย่างยิ่ง!!” เขาสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ ขณะที่จ้องมองไปยังหินลมปราณจำนวนมากมาย ที่อยู่ภายในถุงสมบัติ แม้แต่เม็ดยาและกล่องหยกที่หายากก็ยังมีให้เห็นเช่นเดียวกัน

ภายในกล่องหยกเป็นมีดสั้นสีทองเข้ม ซึ่งมียันต์เวทแปะติดอยู่

แรงกดดันที่กระจายออกมานั้น เทียบได้กับศิลาดวงตะวันที่เขาได้มาจากก่อนหน้านี้ มันต้องเป็นของวิเศษอย่างแน่นอน!

กระบี่เล่มนี้เป็นสิ่งที่ต้องมีการเตรียมตัวก่อนที่จะใช้ออกมาได้ พลังอันน่าเหลือเชื่อของเมิ่งฮ่าว ทำให้หลี่หลิงเอ๋อร์ต้องตกอยู่ในสถานการณ์อันเลวร้าย ตลอดทั้งช่วงของการต่อสู้ ทำให้นางไม่มีเวลาที่จะนำมันออกมาใช้

“อันที่จริงข้าไม่ชอบที่จะบอกว่า ข้าอยากได้มีดเล่มนี้” เขากล่าว กระแอมไอออกมา ดวงตาหลี่หลิงเอ๋อร์แทบจะมีเปลวไฟพุ่งออกมา เมิ่งฮ่าวเก็บถุงสมบัติของนางไว้ จากนั้นก็ยื่นมือออกและสอดมือเข้าไปในเสื้อผ้านาง หลังจากที่ค้นหาอยู่ชั่วขณะ ก็มีแผ่นหยกและสิ่งของจิปาถะอื่นๆ ติดมือออกมาด้วย

ที่ด้านข้าง ซุนไห่มองมาด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง รู้สึกอิจฉาเมิ่งฮ่าวอยู่บ้างเล็กน้อย

ใบหน้าหลี่หลิงเอ๋อร์กลายเป็นสีแดงก่ำ ความต้องการสังหารและเพลิงโทสะลุกไหม้มากขึ้นกว่าเดิม แม้ในขณะที่เมิ่งฮ่าวนำสิ่งของจิปาถะทั้งหมดของนางไป ร่างนางก็แวบขึ้นในทันที อย่างน่าตกใจยิ่ง นางยังคงมีพื้นฐานฝึกตนให้สามารถใช้ได้อยู่เล็กน้อย นางเอนตัวลงไปที่ด้านข้าง และจากนั้นก็ยื่นมือตรงไปยังตะเกียงสัมฤทธิ์ นางขยับตัวไปด้วยความรวดเร็วราวกับสายฟ้า เฝ้ารอคอยด้วยความอดทนเพื่อช่วงเวลานี้ที่นางจะขยับตัวเคลื่อนไหวได้ ขณะที่มือนางเข้าไปใกล้ตะเกียง เปลวไฟก็มืดลง ราวกับว่ามันกำลังจะดับลงไป

“ช่างเป็นเด็กหญิงที่มีความอดทนนัก” เมิ่งฮ่าวกล่าวเสียงราบเรียบ จากนั้นก็ยกมือขวาขึ้นและตีไปที่ก้นนาง

เสียงเพียะดังก้องออกมา และหลี่หลิงเอ๋อร์ก็ส่งเสียงกรีดร้องแหลมเล็กออกมา ทั่วทั้งร่างนางด้านชา และกองลงไปอยู่บนพื้นด้วยความเจ็บปวด ไม่อาจจะแตะมือไปที่ตะเกียงโบราณได้โดยสิ้นเชิง ใบหน้านางซีดขาว และเหงื่อเย็นๆ ก็เริ่มไหลลงมาจากบนหน้าผาก เมิ่งฮ่าวได้ตีไปที่ก้นนาง…อย่างต่ำช้า จากมุมมองที่ได้เปรียบของซุนไห่ ก็เห็นได้ชัดว่า…บั้นท้ายของหลี่หลิงเอ๋อร์ในตอนนี้มีขนาดไม่เท่ากันทั้งสองข้าง…

“นิสัยเช่นนี้ของเจ้าไม่ค่อยดีนัก” เมิ่งฮ่าวกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ ยกมือขวาขึ้นไปในอากาศอีกครั้ง และขณะที่ซุนไห่มองมาด้วยความตกตะลึง…

เพียะ!

จิตใจของซุนไห่ในตอนนี้กลายเป็นความว่างเปล่าไปโดยสิ้นเชิง ขณะที่มันตระหนักว่าก้นของหลี่หลิงเอ๋อร์ในตอนนี้…มีขนาดเท่ากันอีกครั้ง

หลี่หลิงเอ๋อร์รู้สึกเจ็บปวดจนหยดน้ำตาไหลลงมานองใบหน้า ทำให้สายตานางพร่ามัวมองเห็นได้ไม่ชัดเจน แต่ก็ทำให้นางมีความงดงามมากขึ้นกว่าเดิม จนอาจจะเป็นสาเหตุให้บุรุษทั้งหลายต้องตกหลุมรักนางได้ เมิ่งฮ่าวมีท่าทางคล้ายกับจะยิ้มอยู่ แต่จริงๆ แล้ว ดวงตาเขาเยือกเย็นโดยสิ้นเชิง หลังจากที่ได้ผ่านพบประสบการณ์มาอย่างโชกโชนในชีวิต เขาก็ไม่ใช่คนที่จะหวั่นไหวได้โดยง่ายดายในเรื่องเช่นนี้อีกต่อไป

หลังจากที่ผนึกหลี่หลิงเอ๋อร์ไว้อย่างแน่นหนา เขาก็ใส่นางกลับเข้าไปในถุงสมบัติ และจากนั้นก็มองไปยังซุนไห่

“ท่านคือสหายเต๋าซุน ใช่หรือไม่?”

ซุนไห่เริ่มตัวสั่นสะท้านเมื่อมันตระหนักว่าเมิ่งฮ่าวกำลังจ้องมองมา พร้อมด้วยจิตใจที่เต้นรัว มันรีบทำสีหน้าประจบขึ้นในทันที

“พี่เมิ่งฮ่าว ข้ายังไม่ได้แนะนำตัวเอง ต่อไปท่านเรียกข้าว่าเสียวไห่ก็ได้…”

“พี่เมิ่ง ท่านรู้หรือไม่ ทันทีที่พวกเรามองเห็นท่านแค่แวบเดียว ในครั้งแรกตอนที่อยู่นอกวิหาร ข้าก็บอกได้เลยว่าท่านคือมังกรในมวลหมู่บุรุษ เป็นเต้าจื่อท่ามกลางผู้ถูกเลือก เป็นผู้ที่น่ามหัศจรรย์ในท่ามกลางผู้ที่มีพรสวรรค์ทั้งหลาย! ดวงตาของท่านราวกับเป็นทะเลแห่งดวงดาว และจากที่ข้าเห็นท่านมาในตอนนั้น ก็ทำให้เกิดเป็นความนับถือขึ้นลึกลงไปในจิตวิญญาณของข้า!”

“โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่กี่วันมานี้ที่ท่านได้ให้คำแนะนำสั่งสอนมา เสียวไห่รู้สึกซาบซึ้งใจและมีความปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง ทุกส่วนในจิตวิญญาณของข้าเต็มไปด้วยความเคารพที่มีต่อท่าน!”

เมิ่งฮ่าวอ้าปากค้างมองไป

“นับจากนี้ไป โปรดเรียกข้าว่าเสียวไห่!” ซุนไห่กล่าวขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่ลึกล้ำ

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: