Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 823

I Shall Seal The Heaven Chapter 823

ตอนที่ 823

ลอบโจมตี!

ถึงแม้ว่าเมิ่งฮ่าวจะมีประสบการณ์มาอย่างโชกโชน แต่เมื่อได้เห็นซุนไห่จากนิกายตี้เซียน (เซียนจักรพรรดิ) เปลี่ยนแปลงน้ำเสียงของมันได้อย่างรวดเร็ว พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ประจบสอพลอเช่นนั้น ก็ทำให้เขาต้องอ้าปากค้างขึ้นในตอนแรก และจากนั้นก็แอบถอนหายใจอยู่ลึกๆ ภายใน ทันใดนั้นเขาก็คิดไปถึงความไร้ยางอาย ความต่ำช้าของผีโต้งและนกแก้ว

หลังจากที่ซุนไห่กล่าวจบ เมิ่งฮ่าวก็กระแอมไอออกมา ถึงแม้ว่าเขาจะรู้สึกยินดีอยู่ลึกๆ ข้างใน แต่ก็จ้องมองไปยังซุนไห่อย่างเคร่งขรึมและกล่าวว่า “ช่างเป็นฝีปากที่คมกล้านัก เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนที่ชอบการประจบสอพลอเช่นนี้จริงๆ!?”

จิตใจซุนไห่เริ่มเต้นรัว และมันก็พึมพำกับตนเองถึงเรื่องราวที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก ในตลอดชีวิตที่ผ่านมา มันเคยพบกับผู้ที่แข็งแกร่งเช่นนี้เพียงไม่กี่คนเท่านั้น และรู้ว่าคนเหล่านั้นส่วนใหญ่แล้วยากที่จะจัดการได้ มันลังเลอยู่ชั่วขณะ และจากนั้นเมิ่งฮ่าวก็ถอนหายใจขึ้นมาในทันที

“แต่เมื่อคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าพูดมานั้นเป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น ข้าก็จะยกโทษให้เจ้าสักครั้ง” ด้วยเช่นนั้น เมิ่งฮ่าวก็คว้าจับไปที่เส้นผมของซุนไห่ และจับมันโยนกลับเข้าไปในถุงสมบัติ

ภายในใจซุนไห่มีโทสะเป็นอย่างยิ่ง ดูเหมือนว่าเส้นผมของมันแทบจะหลุดล่วงลงไปจนหมดสิ้น แต่มันก็ไม่กล้าที่จะดิ้นรน และพยายามทำสีหน้าขอบคุณขึ้น

มันกำลังก่นด่าสาปแช่ง ด้วยความโศกเศร้าและความขุ่นเคืองอยู่ภายในใจ

หลังจากที่เก็บซุนไห่กลับเข้าไปแล้ว เมิ่งฮ่าวก็กระแอมไอเบาๆ

“รู้สึกซาบซึ้งใจและมีความปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง ทุกส่วนในจิตวิญญาณเต็มไปด้วยความเคารพ กล่าวได้ดี” เมิ่งฮ่าวมองขึ้นไปในท้องฟ้า จากนั้นร่างก็แวบขึ้นกลายเป็นภาพเลือนลางไป ขณะที่เขามุ่งหน้าลึกเข้าไปในเขตเทือกเขามากยิ่งขึ้น สีหน้าสงบนิ่งเหมือนเช่นเคย แต่ดวงตาสาดประกายด้วยแสงอันเย็นชา ขณะที่มุ่งหน้าต่อไปอย่างไร้สุ้มเสียงโดยสิ้นเชิง

“จากระดับพื้นฐานฝึกตนของท่านพ่อ ท่านสามารถจะขัดขวางไม่ให้คนเหล่านี้เข้ามาในที่แห่งนี้ได้ นี่คือการทดสอบของข้า…ดังนั้นมันก็คงจะไม่เหนือบ่ากว่าแรงข้ามากนัก”

“ถึงแม้ว่าเจ้าตัวบัดซบชราเหล่านั้นจะเป็นเซียน พื้นฐานฝึกตนของพวกมันจริงๆ แล้วก็เกินกว่าอาณาจักรวิญญาณ แต่ก็เห็นได้ชัดว่าพวกมันได้ผนึกตนเองไว้…” ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกาย ขณะที่คิดคำนวนว่าจะรวบรวมร่องรอยที่เขามีเข้าด้วยกันได้อย่างไรดี

“พวกมันไม่กล้าที่จะไม่ปิดผนึกตนเอง…มิเช่นนั้นพวกมันก็จะต้องเผชิญหน้ากับหายนะ!”

ทีละวัน ทีละวัน ในที่สุดก็ผ่านไปแล้วสองสามวัน

เมิ่งฮ่าวเดินทางไปสลับกับการหยุดพักเป็นช่วงๆ เมื่อเขาพบกับผู้ที่ไล่ติดตามมาบ่อยครั้งเข้า เขามักจะหลบหนีจากไปหลังจากที่ต่อสู้กันชั่วขณะ บางครั้งเขาก็จะตั้งใจแสดงให้เห็นว่า แทนที่จะต่อสู้กับพวกมันด้วยความวุ่นวาย ก็ทำการหลบหนีจากไปจนพวกมันไม่อาจจะคาดเดาทิศทางไปของเขาได้

ผ่านไปอีกหลายวัน ในที่สุดอาการบาดเจ็บทั้งหมดที่เขาได้รับมา ในช่วงการต่อสู้กับหลี่หลิงเอ๋อร์ก็ถูกรักษาให้หายไปจนหมดสิ้น ตะเกียงสัมฤทธิ์ที่กำลังลอยอยู่ด้านบนศีรษะเขา ยังคงลุกไหม้อย่างต่อเนื่อง ในตอนนี้เขาเริ่มรับรู้ได้ถึงร่องรอยพลังแห่งเซียน ที่กำลังหมุนวนอยู่ไปมาข้างใน!

ทำให้เมิ่งฮ่าวรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง และช่วยเติมเต็มความมุ่งมั่นที่จะอดทนอยู่ต่อไปให้ครบทั้งสี่สิบเก้าวัน

“ใกล้จะถึงเวลาแล้ว!” เขาคิด สูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ พุ่งออกไปยังที่ห่างไกลอีกครั้ง

อีกสามวันได้ผ่านไป ตอนนี้เป็นยามสนธยา และเมิ่งฮ่าวกำลังเคลื่อนที่ไปเหมือนเช่นเคย แต่ทันใดนั้นเขาก็ต้องหยุดชะงักนิ่ง จากนั้นก็พุ่งทะยานไปทางด้านหลัง ภาพทับซ้อนกำลังใกล้เข้ามา ดูเหมือนว่ากำลังมุ่งหน้าตรงมายังหน้าผากของเขา

ในเวลาเดียวกันนั้น ก็มีคนผู้หนึ่งเข้ามาใกล้จากที่ห่างไกลออกไป ทุกๆ ย่างก้าวที่มันเดินมา ทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน ราวกับว่ามันไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นสัตว์ป่าในสมัยโบราณ

มันไม่มีเส้นผม และมีรูปร่างที่สง่างามเป็นอย่างยิ่ง ร่างกายมันกระจายแรงกดดันอย่างน่าเหลือเชื่อออกมา และดวงตาก็ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยดวงดาวที่เปล่งประกายระยิบระยับ แสงอันเจิดจ้าหมุนวนอยู่รอบๆ ร่างมัน

นี่เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่ากายเนื้อของมัน ได้ถูกฝึกฝนจนถึงระดับขั้นสูงสุด คนผู้นี้คือ…ฟางอวิ๋นอี้แห่งตระกูลฟาง!

“ข้าหาเจ้าพบในที่แห่งนี้ได้เหมือนกับที่คาดคิดไว้” มันกล่าวพร้อมกับรอยยิ้มที่ภาคภูมิใจ

“คาดคิดไว้?” เมิ่งฮ่าวกล่าวตอบ ดวงตาสาดประกายราวกับเป็นกระบี่สองเล่ม คำว่า ‘คาดคิดไว้’ มีหลายความหมาย และฟางอวิ๋นอี้ผู้นี้ก็ไม่ได้คุ้นเคยกับเมิ่งฮ่าว มันเป็นหนึ่งในสามของกลุ่มคนตระกูลฟาง ซึ่งเมิ่งฮ่าวได้สังเกตดูเป็นพิเศษ ในตอนที่อยู่ด้านนอกของวิหาร

เมิ่งฮ่าวมีความรู้สึกที่ซับซ้อนอันเนื่องมาจากตระกูลฟาง

“ข้าไม่สนใจเกี่ยวกับโชควาสนาของเจ้า สิ่งที่ข้าสนใจก็คือตัวของเจ้าเอง!” มันกล่าวขึ้น พุ่งตรงมาราวกับเป็นสายลม ช่องว่างระหว่างมันและเมิ่งฮ่าวหดเล็กลงอย่างรวดเร็ว

“มาเป็นผู้ติดตามของข้า…หรือไม่ก็ตายไป!” ขณะที่มันพูด ท้องฟ้าที่อยู่ในดวงตาของมันก็เห็นได้ชัดมากยิ่งขึ้น และพลังของมันก็พุ่งขึ้นมาจนถึงจุดสูงสุด

สองคำสุดท้ายที่มันพูดออกมา ดังก้องราวกับเป็นเสียงฟ้าผ่ากระจายออกไปในทั่วทุกทิศทาง ทำให้ทุกสรรพสิ่งกลายเป็นระลอกคลื่น รอยแตกที่ไร้รูปร่างฉีกขาดออกอยู่ในอากาศ เพียงชั่วพริบตา เมิ่งฮ่าวก็กลายเป็นเรือลำน้อยที่อยู่ในทะเลอันบ้าคลั่ง แรงกดดันอันเข้มข้นกดทับลงมา จนดูราวกับว่าจะสามารถบดขยี้เขาลงไปได้ทุกขณะจิต

“ไสหัวไป!” เมิ่งฮ่าวกล่าว มองไปยังฟางอวิ๋นอี้อย่างเย็นชา คำพูดของเขาดังก้องออกไปอย่างน่าตกใจ ราวกับเป็นเสียงฟ้าร้อง เกิดเป็นคลื่นเสียงที่ทำให้แรงกดดันที่ก่อตัวขึ้นมาจากพลังที่มองไม่เห็นของฟางอวิ๋นอี้แตกกระจายออกไป

“รนหาที่ตาย?!” ฟางอวิ๋นอี้กล่าวขึ้นพร้อมกับหัวเราะเป็นเสียงเย็นชาออกไป มันก้าวเท้าตรงมา กำมือขวาแน่นจนกลายเป็นหมัด จากนั้นก็ต่อยออกไปด้วยพลังแห่งกายเนื้อ ที่เกินกว่าขั้นสูงสุดค้นหาเต๋า พลังขนาดใหญ่ระเบิดออกไป ยิ่งไปกว่านั้นภาพแห่งธรรมขนาดใหญ่ได้ปรากฏขึ้นที่ด้านหลังมัน เป็นภาพที่ดูเลือนลาง ทำให้ยากที่จะมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามันคืออะไรกันแน่ แต่ก็เห็นได้ว่าเป็นมนุษย์

ดวงตาเมิ่งฮ่าวเริ่มเย็นชามากขึ้น และไม่กล่าวอะไรออกมาอีก ก้าวเท้าตรงไป และพลังของกายเนื้อก็ระเบิดขึ้น ขณะที่เขาต่อยหมัดขวาออก ไปปะทะเข้ากับการโจมตีของฟางอวิ๋นอี้โดยตรง

เสียงระเบิดดังกระหึ่มกึกก้องออกมา เมื่อเมิ่งฮ่าวแปลงร่างกลายเป็นวิหคยักษ์ เวทกลืนภูเขากลายเป็นภูเขาขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อเข้าด้วยกัน ก่อตัวเป็นเทือกเขาที่ม้วนกวาดออกไปทั่วในบริเวณนั้น สีหน้าฟางอวิ๋นอี้เปลี่ยนไป ในชั่วพริบตาก็มีการโจมตีกันไปมานับร้อยครั้ง

เกิดเป็นเสียงระเบิดดังก้องขึ้น และอากาศก็แตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ ในที่สุดคนทั้งสองก็แยกออกจากกัน ใบหน้าฟางอวิ๋นอี้ซีดขาว และโลหิตก็ไหลซึมออกมาจากมุมปากอย่างช่วยไม่ได้

สีหน้าเมิ่งฮ่าวสงบนิ่งเหมือนเช่นเคย ขณะที่เขาเตรียมตัวจะจากไป

“อย่ามากวนใจข้า!” เขากล่าว

ดวงตาฟางอวิ๋นอี้กลายเป็นสีแดงก่ำ และเส้นโลหิตก็โผล่ขึ้นมาบนลำคอและใบหน้าของมัน

“แยกสวรรค์!” ทันใดนั้นมันก็แผดร้องคำรามออกมา เสียงกระหึ่มดังเต็มอยู่ในอากาศ ขณะที่ภาพอันเลือนลางของภาพแห่งธรรมที่ด้านหลังมันจู่ๆ ก็เริ่มมองเห็นได้ชัดขึ้น อย่างน่าตกใจยิ่ง มันคือยักษ์สองหัว!

ยักษ์ตนนั้นกระจายกลิ่นอายที่เก่าแก่โบราณออกมา ราวกับว่าภาพแห่งธรรมของมันเองมีต้นกำเนิดมาจากสมัยโบราณ และได้เดินทางผ่านกาลเวลามาปรากฏขึ้นในที่แห่งนี้ ศีรษะทั้งสองของมันเอียงไปทางด้านหลัง และเสียงคำรามที่ไร้เสียงของมันก็ดังเต็มอยู่ในอากาศอย่างน่าตกใจ ในเวลาเดียวกันนั้น พลังของฟางอวิ๋นอี้ก็พุ่งขึ้นไป และมีความแตกต่างไปจากก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง

ตอนนี้มันมีความโหดเหี้ยมอย่างน่าตกใจยิ่ง!

มันแผดร้องคำรามออกมาอีกครั้ง ขณะที่พุ่งตรงไป ต่อยหมัดมายังเมิ่งฮ่าวอีกครั้ง

ม่านตาเมิ่งฮ่าวหดเล็กลง จากความรู้สึกถึงอันตรายอันร้ายแรงที่เขารับรู้ได้จากฟางอวิ๋นอี้ สีหน้าเขาเคร่งขรึมขณะที่ภาพแห่งธรรมของตัวเองปรากฏขึ้น เป็นยักษ์ที่น่าตกใจเช่นเดียวกันปรากฏขึ้นทำให้ทุกสรรพสิ่งสั่นสะเทือน เมิ่งฮ่าวกำมือเป็นหมัดเคลื่อนที่ไปสกัดกั้นฟางอวิ๋นอี้ไว้

ขณะที่คนทั้งสองเข้ามาใกล้ซึ่งกันและกัน เสียงร้องไห้คร่ำครวญก็ดังเต็มอยู่ในอากาศ ขณะที่เงาร่างปรากฏขึ้น พุ่งตรงมายังเมิ่งฮ่าวราวกับเป็นสายฟ้า

นอกเหนือจากเสียงร้องไห้นั่นแล้ว ยังมีเงาร่างที่กรีดร้องเป็นเสียงแหลมเล็กออกมา “เมิ่งฮ่าว!!”

เสียงนั้นเต็มไปด้วยความเกลียดชังอย่างไร้ที่สิ้นสุด และเจ้าของเสียงก็เป็นหญิงสาวที่ ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเป็นฝางตงเอ๋อร์ เสียงร้องไห้นั้นไม่ได้ดังออกมาจากปากนาง แต่เป็น…เสี่ยวชิง ซึ่งอยู่ห่างจากด้านหลังนางไม่กี่ชุ่นเท่านั้น

ในเวลาเดียวกันนั้น อีกสองเงาร่างก็ใกล้เข้ามา พวกมันเป็นผู้ฝึกตนชรา หนึ่งมาจากภูเขาไท่หยาง และอีกหนึ่งมาจากตระกูลหลี่ จากวิธีการที่พวกมันมาถึง ก็ดูเหมือนว่าพวกมันจะรู้ว่าเมิ่งฮ่าวจะมาปรากฏกายขึ้นในที่แห่งนี้

ตูม!

ขณะที่สามผู้มาใหม่ใกล้เข้ามา ปากของฟางอวิ๋นอี้ก็บิดขึ้นกลายเป็นรอยยิ้มที่เยาะเย้ย ถึงแม้ว่ามันจะมีท่าทางหยาบกร้านและหุนหันพลันแล่น แต่จริงๆ แล้วมันก็สามารถจะวางแผนได้อย่างเจ้าเล่ห์ หมัดขวาของมันอ้าออกเป็นฝ่ามือ เคลื่อนที่ไปคว้าจับหมัดของเมิ่งฮ่าวไว้ มันเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ต้องทำก็คือถ่วงเวลาเมิ่งฮ่าวไว้แค่ไม่กี่อึดใจ และเขาก็จะต้องพ่ายแพ้ไปอย่างแน่นอน

ในช่วงวิกฤตนี้ ดวงตาเมิ่งฮ่าวแวบขึ้น ชี้นิ้วข้างขวาออกไปในขณะที่เวทผนึกอสูรรุ่นแปดถูกปลดปล่อยออกมา ปราณอสูรม้วนกวาดออกไป และฟางอวิ๋นอี้ก็สั่นสะท้าน สีหน้าสลดลงขณะที่มันตระหนักว่า จู่ๆ มันก็ถูกปิดกั้นให้ต้องหยุดชะงักนิ่งไม่อาจจะขยับตัวได้โดยสิ้นเชิง

จากนั้นเมิ่งฮ่าวก็แตะปลายนิ้วทั้งห้าเข้าด้วยกัน เพื่อก่อตัวเป็นรูปภูเขา สีหน้าอันดุร้ายมองเห็นได้บนใบหน้าเขา ขณะที่จ้วงมือแทงตรงเข้าไปในฝ่ามือของฟางอวิ๋นอี้

ในเวลาเดียวกันนั้น ภาพแห่งธรรมของเมิ่งฮ่าวก็แผดร้องคำรามออกมา ขณะที่มันกระแทกเข้าไปยังภาพแห่งธรรมของฟางอวิ๋นอี้ที่อยู่ในกลางอากาศ

เสียงกระหึ่มดังเต็มอยู่ในอากาศ ขณะที่ภูเขาบดขยี้ลงมา โลหิตพ่นกระจายออกมาจากปากของฟางอวิ๋นอี้ ใบหน้ามันเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก แต่ก่อนที่มันจะสามารถหลบหนีจากไปได้ เมิ่งฮ่าวก็กลายเป็นวิหคยักษ์กระแทกเข้าไปที่หน้าอกของมัน เสียงแตกร้าวได้ยินมา และสีหน้าฟางอวิ๋นอี้ก็สลดลง มันรู้สึกราวกับว่ามีดวงดาวกำลังกระแทกเข้ามายังร่างมัน แม้ในขณะที่กระดูกหน้าอกของมันแตกกระจายไป เมิ่งฮ่าวก็ยังได้ปลดปล่อยเวทยิ่งใหญ่อสูรโลหิตออกมาอีกด้วย ซึ่งได้เริ่มดูดปราณจากฟางอวิ๋นอี้ออกไป ในเวลาเดียวกันนั้น ร่างจริงที่สองก็โผล่ออกมา และพุ่งตรงไปยังฝานตงเอ๋อร์

ตอนนี้เมิ่งฮ่าวได้ยืมความแข็งแกร่งจากกายเนื้อของฟางอวิ๋นอี้เพื่อเติมเต็มร่างกายของตนเอง ในเวลาเดียวกันนั้น เขาก็อดทนต่อการโจมตีอันแข็งแกร่งที่ใกล้เข้ามาจากสองผู้ฝึกตนชรา

เสียงระเบิดอย่างน่าตกใจได้ยินมา และเมิ่งฮ่าวก็กระอักโลหิตออกมากองโต ฟางอวิ๋นอี้ส่งเสียงแผดร้องอย่างน่าอนาถใจออกมา ขณะที่ร่างกายมันแห้งเหี่ยวลงไป มันแทบจะตกตายไปในตอนที่เมิ่งฮ่าวโยนมันเข้าไปในถุงสมบัติ และจากนั้นก็เริ่มพุ่งออกไปยังที่ห่างไกล

กระถางสายฟ้าปรากฏขึ้น เสียงประจุไฟฟ้าปะทุดังขึ้นมา เขากำลังจะใช้พลังของมันแต่ทันใดนั้นเอง ที่ลำแสงของดวงดาวได้ปรากฏขึ้น ประจุไฟฟ้าหายไป และเวทเคลื่อนร่างย้ายตำแหน่งของเมิ่งฮ่าวก็ไม่อาจจะใช้ออกมาได้!

อย่างน่าตกใจยิ่ง ฝานตงเอ๋อร์กำลังถือก้อนศิลาดวงดาวอยู่ในมือ ซึ่งกำลังสาดประกายส่องแสงแห่งดวงดาวออกมา

ในตอนนี้เองที่ลำแสงแห่งปราณกระบี่อันน่าตกใจได้พุ่งลงมาจากด้านบนขึ้นไป มุ่งหน้าตรงมายังเมิ่งฮ่าว นี่ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเป็นจ้าวอีฝาน

“มีใครบางคนคิดว่าข้าจะผ่านมาทางนี้ และ…พวกมันก็ติดตั้งกับดักไว้!” ถ้าเมิ่งฮ่าวไม่อาจจะปะติดปะต่อชิ้นส่วนเหล่านี้เข้าด้วยกันได้ เขาก็คงไม่มีทางจะมีชื่อเสียงอยู่ในดินแดนแห่งดาวหนานเทียนแล้ว

เปลวไฟของตะเกียงสัมฤทธิ์ที่อยู่เหนือศีรษะเขายังคงลุกไหม้อยู่ แต่ก็ดูริบหรี่ลงกว่าก่อนหน้านี้ ราวกับว่ามันอาจจะดับลงไปได้ทุกเมื่อ ยิ่งไปกว่านั้น เมิ่งฮ่าวก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก ไม่เพียงแต่คนทั้งหมดจะโจมตีเขามาโดยพร้อมเพรียงกันเท่านั้น แต่ในตอนนี้เขายังได้รับบาดเจ็บสาหัสอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย

ปราณกระบี่ที่กำลังปิดกั้นเส้นทางของเขามาจากจ้าวอีฝาน ซึ่งกำลังยืนอยู่ที่นั่นจนดูคล้ายกับเป็นเซียนกระบี่ ด้านหลังมันเป็นฝานตงเอ๋อร์ ซึ่งกำลังต่อสู้กันอย่างวุ่นวายอยู่กับร่างจริงที่สอง ดวงตานางสาดประกายด้วยรังสีสังหาร และทะเลแห่งดวงดาวที่กำลังห้อมล้อมอยู่รอบๆ ร่างนาง ก็พุ่งตรงมายังเมิ่งฮ่าวเพื่อบดขยี้เขาไป

ตรงตำแหน่งด้านซ้ายและขวาเป็นผู้ฝึกตนชราสองคน ใบหน้าพวกมันเย็นชาและโหดเหี้ยม การผนึกพื้นฐานฝึกตนของพวกมันทำให้มีพลังเทียบเท่ากับเซียนเทียม

เมิ่งฮ่าวถูกห้อมล้อมอยู่ทุกด้าน และตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีอันร้ายแรง ซึ่งจะต้องสังหารเขาได้อย่างแน่นอน!

แสงแห่งดวงดาวปกคลุมไปทั่วในบริเวณนั้น พื้นที่ว่างรอบๆ ตัวเมิ่งฮ่าวถูกจำกัดและผนึกไว้โดยสิ้นเชิง

ในเวลาเดียวกันนั้น จี้ยินจากตระกูลจี้กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนยอดเขาใกล้ๆ บริเวณนั้น ห้อมล้อมไว้ด้วยกรรมอันไร้ขอบเขตที่หมุนวนไปมา ทำให้ยากที่จะมองเห็นรูปร่างหน้าตาของมันได้อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ก็เห็นได้ชัดว่าดวงตามันกำลังสาดประกายด้วยความเย็นชาอย่างโหดร้าย แทงทะลุออกมาจากชั้นของกรรมที่หมุนวนไปมาเพื่อมองไปยัง…ตะเกียงน้ำมันที่กำลังลอยอยู่เหนือศีรษะของเมิ่งฮ่าว

“ตะเกียงนั่น…ไม่มีกรรมอยู่เลย” มันพึมพำ เปลวไฟค่อยๆ ลุกไหม้ขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ปรากฏขึ้นอยู่ภายในดวงตาที่เย็นชาของมัน

“เหตุผลหลักที่ข้ามายังดินแดนแห่งดาวหนานเทียนนี้เป็นเพราะว่า ข้ารับรู้ได้ถึงกรรมที่อยู่ในที่แห่งนี้ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าได้เชื่อมต่อกับโชคชะตาของข้า!”

“เมิ่งฮ่าวผู้นี้ไม่ธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง แต่โชคชะตานั้น…ต้องเป็นของข้า!”

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: