Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 850

I Shall Seal The Heaven Chapter 850

ตอนที่ 850

เสือดาวเปลี่ยนลายของมันได้หรือไม่?

เมิ่งฮ่าวหยุดชะงักนิ่ง จ้องมองไปด้วยความงุนงง ยังภาพเลือนลางที่จู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นอยู่ตรงหน้า เขามองเห็นบุรุษวัยกลาง ที่สวมใส่ชุดยาวสีขาว กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ที่เบื้องหน้าบ่อน้ำ

กำแพงที่ห้อมล้อมบ่อน้ำครบถ้วนสมบูรณ์ขึ้นมาในทันที มองเห็นกระท่อมที่เรียบง่ายอยู่ติดกำแพง ด้านข้างปกคลุมไปด้วยต้นเถาวัลย์ขวดน้ำเต้า

บุรุษวัยกลางคนดูเหมือนกำลังจ้องมองไปยังบ่อน้ำตราบชั่วนิรันดร์ เวลาดูเหมือนจะหยุดนิ่งไปตลอดกาล

มันเป็นภาพที่เรียบง่ายจนแทบจะดูเหมือนปกติธรรมดา แต่เมิ่งฮ่าวก็รู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังสั่นสะท้าน เสียงที่อยู่ในหูแทงทะลุผ่านเข้าไปในจิตใจ และดังก้องไปทั่วทั้งจิตวิญญาณ

เขาคิดไปถึงเรื่องราวหลายอย่าง ผู้คนมากมาย สิ่งของที่หลากหลาย

โดยไม่รู้สึกตัว เมิ่งฮ่าวเดินไปนั่งลงขัดสมาธิอยู่ที่ด้านหน้าของบ่อน้ำ และเริ่มจ้องมองไป จิตใจเต็มไปด้วยความฉงนสนเท่ห์และความดิ้นรน ราวกับว่าเสียงโบราณจากเมื่อครู่นี้ กำลังปล่อยให้เศษซากปรักหักพังจากสมัยโบราณในที่แห่งนี้ สอดแทรกเข้ามาในพลังแห่งเจตจำนงของเขา และทำให้ต้องสูญเสียตัวตนไป

ภายในใจเมิ่งฮ่าวกำลังต่อสู้กับแรงกดดันนั้น จากความแข็งแกร่งของพลังแห่งเจตจำนงของตัวเอง ทำให้เขาสามารถมีสติได้เล็กน้อย ก่อนที่จะสูญเสียตัวตนไป

หลังจากที่ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม แววตาที่ฉงนสงสัยของเมิ่งฮ่าวก็ค่อยๆ จางหายไปอย่างช้าๆ และถูกแทนที่ด้วยแสงอันเจิดจ้า

“ช่างเป็นภาพสะท้อนเต๋าที่น่าเหลือเชื่อนัก!” เมิ่งฮ่าวคิด เหงื่อไหลลงมาจากหน้าผาก สูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ คิดย้อนกลับไปยังความสงสัยที่เพิ่งจะผ่านมา และทำให้ต้องรู้สึกตกใจ ถ้าพลังอันน่ากลัวในบริเวณนี้ถูกแทนที่ด้วยโชควาสนาและโอกาสเพื่อความรู้แจ้ง เมิ่งฮ่าวก็คงจะตกอยู่ในอันตรายอย่างใหญ่หลวงไปแล้วเมื่อครู่นี้

“สัมผัสศักดิ์สิทธิ์จะช่วยให้ข้าค้นพบเศษซากเซียนเหล่านี้ได้มากขึ้น และพลังแห่งเจตจำนงก็จะทำให้ข้าสามารถต่อสู้กลับไปยังแรงกดดันได้ สำหรับการหยั่งรู้ นั่นเป็นสิ่งที่ข้าจำเป็นต้องได้รับความรู้แจ้ง นั่น…คือสิ่งที่จะนำไปสู่ความคิดที่สร้างสรรค์”

หลังจากที่นิ่งเงียบไปชั่วขณะ เมิ่งฮ่าวก็นั่งขัดสมาธิอยู่ที่นั่นต่อไป นึกย้อนกลับไปยังทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเพิ่งจะได้พบเห็นมา

“ต้องมีสิ่งของบางอย่างที่เมื่อเห็นแล้ว จะทำให้ข้าต้องคิดไปถึงใครบางคน” เขาพึมพำ เปิดถุงสมบัติออก และใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์กวาดผ่านไป ทันใดนั้น เขาก็หยุดชะงักนิ่งและดวงตาก็กระพริบไปมาอย่างช้าๆ

“อืม…” เขาลังเลอยู่ชั่วขณะ จากนั้นก็หยิบเอาตั๋วสัญญาออกมาปึกใหญ่จากถุงสมบัติ

“ทุกครั้งที่ข้ามองไปยังตั๋วสัญญานี้ ข้าก็จะคิดไปถึงไท่หยางจื่อผู้เจิดจ้า…”

“และตั๋วใบนี้ทำให้ข้าคิดไปถึงจี้เซี่ยวเซี่ยว”

“แผ่นนี้ทำให้ข้าคิดไปถึงซ่งหลัวตาน”

“และแผ่นนี้…หลี่หลิงเอ๋อร์ แผ่นนี้เป็นซุนไห่ แย่นักที่ข้าไม่มีตั๋วสัญญาจากฝานตงเอ๋อร์ จี้ยินก็ไม่ได้เขียนด้วยเช่นกัน” หลังจากที่มองไปยังตั๋วสัญญาเหล่านั้น เขาก็ยิ้มอย่างแห้งแล้งออกมา และตระหนักว่าความรู้แจ้งที่เขาประสบพบมา ดูจะไม่เหมือนกับบุรุษวัยกลางคนที่อยู่เบื้องหน้าบ่อน้ำนั้น

เห็นได้ชัดว่าบุรุษผู้นั้นคิดถึงสหายเก่าหรือคนที่สนิทสนมคุ้นเคย หรือบางทีอาจจะเป็นอย่างอื่น แต่ประสบการณ์ของเมิ่งฮ่าวค่อนข้างจะแตกต่างไปจากมัน

เมิ่งฮ่าวถอนหายใจ หยิบตั๋วสัญญาใส่กลับเข้าไปในถุงสมบัติ และลุกขึ้นมายืน หลังจากที่มองไปยังซากปรักหักพังเป็นครั้งสุดท้าย เขาก็แวบหายไปยังที่ห่างไกล

“ข้าคิดว่าการรู้แจ้งในที่แห่งนี้ไม่ค่อยเหมาะสมกับข้านัก” เขาคิดพร้อมกับส่ายศีรษะ “ถ้าใช่ แล้วทำไมข้าถึงได้คิดไปถึงตั๋วสัญญา ในสถานที่ซึ่งเห็นได้ชัดว่า ออกแบบมาเพื่อให้ผู้คนคิดไปถึงสหายเก่า?” เขากลายเป็นลำแสงพุ่งออกไปยังที่ห่างไกล

แน่นอนว่า สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเมิ่งฮ่าว มีพลังของเซียนแท้แปดในสิบส่วนหนุนหลังอยู่ ดังนั้นเมื่อเขาส่งมันออกไป เพื่อค้นหาซากปรักหักพังอื่นๆ เขาก็พบเห็นได้อย่างรวดเร็ว และจากนั้นก็บินตรงไปยังทิศทางนั้น

สิ่งที่เขาพบเห็นก็คือ แม่น้ำเก่าๆ ที่เหือดแห้งไปนานแล้ว

มีเพียงสิ่งเดียวที่ยังหลงเหลือคือเส้นทางที่แม่น้ำเคยไหลผ่านซึ่งว่างเปล่าไปแล้ว และแรงกดดันก็กระจายออกมาอีกครั้งเมื่อเมิ่งฮ่าวเข้าไปใกล้ ไม่มีสุ้มเสียงใดๆ มีแต่แรงกดดันเท่านั้น และแรงกดดันนี้ก็รุนแรงมากกว่าที่เขาได้พบเจอมาที่บ่อน้ำ

เมิ่งฮ่าวนั่งลงขัดสมาธิอยู่ในทางน้ำที่ว่างเปล่า และต่อสู้กลับไปยังแรงกดดันนั้นประมาณครึ่งชั่วยาม เมื่อเขากลับเข้าสู่สภาพที่ปกติเหมือนเดิม ก็ต้องหอบหายใจออกมา และเหงื่อก็ไหลลงมาจากหน้าผากมากยิ่งขึ้น

“ถ้าซากปรักหักพังทั้งเก้าสิบเก้าแห่ง รวมทั้งศาลาเซียนที่สมบูรณ์เป็นเช่นนี้ นั่นก็หมายความว่ายิ่งข้าได้รับความรู้แจ้งมากขึ้นเท่าใด ข้าก็จะยิ่งสร้างความสามารถศักดิ์สิทธิ์ได้ดีมากขึ้นเท่านั้น”

“แต่…เมื่อข้าอยู่ที่ซากปรักหักพังที่สอง ก็พบว่ามันยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง ข้าอยากรู้นักว่าซากปรักหักพังของคนอื่นๆ ที่จะได้รับความรู้แจ้ง จะมีมากมายเท่าไหร่กัน” เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว และมองออกไปยังเส้นทางน้ำที่ว่างเปล่า ต่อสู้กลับไปยังแรงกดดันนั้นอีกครั้งด้วยพลังแห่งเจตจำนง เขาเริ่มมองเห็นอะไรบางอย่างแล้ว

เขามองเห็นแม่น้ำและคลื่นอันไร้ขอบเขตกำลังไหลขึ้นไปในท้องฟ้า แม่น้ำนี้ดูเหมือนจะสามารถทำให้สวรรค์สะท้านปฐพีสะเทือนได้ ขณะที่มันไหลขึ้นไป ก็ทำให้ท้องฟ้าถูกตัดออกเป็นรอยแยกขนาดใหญ่

“ถ้าข้าเข้าใจแม่น้ำนี้ได้ ก็คงจะสามารถสร้างความสามารถศักดิ์สิทธิ์ ที่เกี่ยวข้องกับการไหลของแม่น้ำได้อย่างแน่นอน เมื่อข้าปลดปล่อยมัน แม่น้ำสวรรค์ก็จะปรากฏขึ้นอยู่รอบๆ ตัวข้า ซึ่งสามารถจะม้วนกวาดปกคลุมไปทั่วทุกสรรพสิ่ง” หลังจากที่ครุ่นคิดเกี่ยวกับแม่น้ำนี้ เขาก็ตัดสินใจได้ว่าด้วยความสามารถศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ มันต้องมีความแข็งแกร่งมากเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น เขาจึงนั่งขัดสมาธิอยู่ที่นั่นต่อไป พยายามจะบรรลุถึงความรู้แจ้งอย่างเงียบๆ

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่สามชั่วยามไหลผ่านไป เขาก็ลืมตาขึ้นมาด้วยความขุ่นมัว จากเวลาทั้งหมดที่ผ่านมา เขาไม่อาจจะรวบรวมความคิดขึ้นมาได้แม้แต่น้อย

“เมื่อข้ามองไปยังแม่น้ำ ข้าก็รู้ว่ามันสามารถนำไปสู่ความรู้แจ้งที่เกี่ยวข้องกับความสามารถศักดิ์สิทธิ์ แต่ข้าก็ไม่อาจจะหยุดคิดไปถึงแม่น้ำที่อยู่ตรงเชิงเขาต้าชิง ขวดน้ำเต้าและกระดาษแผ่นน้อยที่อยู่ด้านใน ซึ่งข้าโยนลงไปได้” เมิ่งฮาวยกมือขึ้นเกาศีรษะด้วยความงุนงง เขาจำได้ว่าเคยเขียนความใฝ่ฝันอันยิ่งใหญ่ลงไปบนกระดาษใบนั้น และยังคงไม่บรรลุถึงเป้าหมายนั้นในตอนนี้ ทำให้ต้องถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้

“ดูเหมือนว่าสถานที่แห่งนี้ก็ไม่ได้เหมาะกับข้าเช่นกัน” เขาคิด

ในเวลาเดียวกันนั้น คนทั้งหมดที่อยู่ด้านนอก ในตี้จิ่วซานไห่ กำลังมองไปยังจอภาพต่างๆ ที่กำลังแสดงออกมาบนเส้นทางโบราณขั้นวิญญาณแรกก่อตั้ง, ตัดวิญญาณ และค้นหาเต๋า แน่นอนว่า ทุกสิ่งทุกอย่างค่อนข้างจะดูเลือนลาง แม้แต่ปรมาจารย์จากสำนักต่างๆ ที่อยู่ในวิหารบนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว ก็ไม่อาจจะมองเห็นได้ชัดเจนมากนัก ถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้

นอกจากนั้นเศษซากเซียนเหล่านี้ต่างก็เต็มไปด้วยพลังอันน่าเหลือเชื่อ จนกระทั่งในที่สุดผู้เข้าร่วมการแข่งขันต่างก็สร้างเป็นความสามารถศักดิ์สิทธิ์ของตัวเองขึ้นมาได้ คนทั้งหมดที่อยู่ด้านนอกถึงจะสามารถมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ได้

อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ชมก็สามารถจะมองเห็นสามเส้นทางโบราณ และรู้ว่าผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด กำลังพยายามได้รับความรู้แจ้งจากซากปรักหักพังเหล่านั้น

สูงขึ้นไปในวิหารบนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว ปรมาจารย์ต่างๆ กำลังพูดคุยกันยังภาพที่เห็นอยู่บนจอภาพ

“ดูเหมือนว่าผู้เข้าแข่งขันส่วนใหญ่จะยังคงจมอยู่ ในการศึกษาเศษซากเซียนแห่งแรกของพวกมัน ข้าอยากรู้นักว่าคนที่ศึกษาได้มากที่สุด จะได้รับความรู้แจ้งแบบไหนกันแน่!?”

“ไม่ว่าจะเป็นใครที่ทำได้เช่นนั้น พวกมันคงจะต้องสามารถสร้าง ความสามารถศักดิ์สิทธิ์ที่แข็งแกร่งอย่างน่าเหลือเชื่อขึ้นมาได้อย่างแน่นอน ต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว”

“ใช่แล้ว ฝานเหล่าจากอาณาจักรแห่งท้องทะเลที่เก้า ได้รับความรู้แจ้งมาจากเศษซากเซียนแห่งที่เก้าสิบเอ็ด ทำให้ท่านสร้างทะเลธรรมดาให้กลายเป็นอมตะได้อย่างน่าตกใจและไร้ที่เปรียบ! สุดท้ายท่านก็ได้รับแท่นศิลาตัวอักษรถึงสิบเก้าแท่น!”

“การสร้างความสามารถศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาได้ ต้องเกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึกของคนผู้นั้นเป็นอย่างมาก ผู้คนที่สง่างามและยิ่งใหญ่จะสร้างความสามารถศักดิ์สิทธิ์ที่เหมาะสมกับบุคลิกส่วนตัวของตนเอง ในขณะที่กลุ่มคนซึ่งมีความคิดที่คับแคบ ก็มีแนวโน้มที่จะสร้างความสามารถศักดิ์สิทธิ์ที่สุดโต่ง ด้วยบุคลิกส่วนตัวที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดเป็นความสามารถศักดิ์สิทธิ์ที่ต่างกันออกไป”

ในตอนนี้เองที่ปรมาจารย์จากกลุ่มเต๋าเซียงหั่วเต้า (เต๋าธูปเผาไหม้) จู่ๆ ก็มองไปยังจอภาพของเมิ่งฮ่าว “หือ? ฟางมู่ได้รับความรู้แจ้งจากเศษซากเซียนแห่งที่สองแล้ว!”

อย่างน่าตกใจยิ่ง มองเห็นแสงเจิดจ้าสองจุดบนจอภาพของเมิ่งฮ่าว

ในเวลาเดียวกันนั้น บนเส้นทางโบราณของวิญญาณแรกก่อตั้ง เจ้าอ้วนกำลังนั่งอยู่ที่ด้านข้างกองฟืน ดูเหมือนว่าจะตกอยู่ในความงุนงง กองฟืนนั้นดูเหมือนจะเก่าแก่โบราณ ราวกับว่าได้คงอยู่มานานหลายปีจนนับไม่ถ้วน และกองสูงขึ้นไปจากพื้นดินมากกว่าหนึ่งร้อยจ้าง

ตรงส่วนบนสุดของกองฟืนเป็นเห็ดหลินจือ!

เห็ดหลินจือที่ขนาดใหญ่นี้ มีรูปร่างราวกับเป็นกระด้ง มีสีม่วงและกระจายกลิ่นหอมออกมา เจ้าอ้วนกลืนน้ำลาย และจากนั้นดวงตาก็เริ่มสาดประกายเจิดจ้า

“นั่นคือของวิเศษ…แค่ดมกลิ่นข้าก็บอกได้ว่ามันต้องเป็นสิ่งของจากสวรรค์ หรือของวิเศษจากปฐพีอย่างแน่นอน” มันหยิบเอากระบี่บินออกมาจากถุงสมบัติในทันที และส่งให้กระบี่พุ่งตรงไปยังเห็นหลินจือนั้น กระบี่สั่นสะท้านขณะที่เข้าไปใกล้ จากนั้นก็กระแทกลงไปเบาๆ ทำให้กระบี่ต้องพุ่งย้อนกลับไป เห็ดหลินจือนั้นไม่ได้ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อยนิด

ดวงตาเจ้าอ้วนสาดประกายด้วยความมุ่งมั่น และหยิบเอาของวิเศษออกมามากขึ้น จากนั้นก็ผลักดันให้พุ่งออกไปอย่างรุนแรงด้วยพื้นฐานฝึกตนของมัน หลังจากครึ่งชั่วยามผ่านไป แม้แต่พื้นผิวของเห็ดหลินจือ มันก็ยังไม่อาจจะทำให้เกิดเป็นรอยถลอกได้เลยแม้แต่น้อย

“ข้าไม่อยากจะเชื่อเลย!” มันกล่าวพร้อมกับกัดฟันแน่น พุ่งทะยานขึ้นไป บินขึ้นไปยังเห็ดหลินจือ จากนั้นก็อ้าปากกัดลงไปอย่างรุนแรง

เมื่อมันกัดลงไป ก็ต้องแผดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดอย่างช่วยไม่ได้ ขณะที่มันลอยละลิ่วปลิวไปทางด้านหลัง ประกายดาวส่องแสงระยิบระยับอยู่เต็มดวงตา รู้สึกว่าฟันของมันแทบจะแตกกระจายออกไป หยดน้ำตาไหลลงมาอาบแก้ม สีหน้ามันเหมือนกับตอนที่อยู่ในสำนักจื่อยิ่น เมื่อเมิ่งฮ่าวปรุงเม็ดยาพิเศษให้มันกัด

“ข้าไม่ยอมแพ้!” มันแผดร้อง บินตรงไปอีกครั้ง และใช้พลังทั้งหมดจากพื้นฐานฝึกตน ที่สามารถจะรวบรวมได้ เน้นสมาธิไปที่ฟันซึ่งคล้ายกับเป็นของวิเศษของมัน อีกครั้งที่มันกัดลงไปบนเห็ดหลินจือนั้นอย่างรุนแรง

ความเจ็บปวดไหลบ่าไปทั่วร่าง แต่เจ้าอ้วนก็ไม่สนใจ และพุ่งพลังเข้าไปมากขึ้น

“ไม่มีอะไรที่พ่างเหยีย (ท่านปู่อ้วน) จะกัดไม่ขาด!” มันร้องตะโกนขึ้น ดวงตากลายเป็นสีแดงก่ำ ขณะที่กัดลงไปด้วยความรุนแรงมากขึ้น โชคดีที่ไม่มีใครอยู่ในที่แห่งนี้ ได้เห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ มิเช่นนั้นพวกมันก็คงจะต้องปากอ้าตาค้างกันไปเลยทีเดียว

ถ้ามีใครมาวาดภาพของฉากนี้ ก็จะวาดให้เห็นว่าเจ้าอ้วน มีท่าทางคล้ายกับเป็นสุนัข ขณะที่มันฉีกกระชากเห็ดหลินจือนั้นด้วยฟันของมัน…

หลังจากที่กัดลงไปครั้งแล้วครั้งเล่านานครึ่งชั่วยาม เจ้าอ้วนก็ส่งเสียงแผดร้องคำรามด้วยโทสะออกมา และในที่สุดก็สามารถกัดเห็ดหลินจือออกมาได้เป็นชิ้นเล็กๆ หนึ่งชิ้น

ดวงตามันกลายเป็นสีแดงเจิดจ้า ขณะที่เคี้ยวเห็ดหลินจือนั่นอย่างดุร้ายและกลืนลงไป มันกำลังจะพยายามทำต่อไปแต่ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนก็วิ่งผ่านไปทั่วร่าง และมันก็ล้มหงายตึงไปทางด้านหลัง หมดสติไป

หลังจากที่นอนแน่นิ่งไม่ไหวติงอยู่ที่นั่นเป็นเวลาหนึ่งชั่วยาม ในที่สุดมันก็ลืมตาขึ้นมา และแววตาก็ดูเหมือนจะงุนงงสับสน

“ข้าฝันอะไรกัน! ทำไมถึงเห็นว่าตัวเองกำลังสร้างความสามารถศักดิ์สิทธิ์อยู่…” หลังจากผ่านไปชั่วขณะ ดวงตามันก็เริ่มสาดประกายด้วยแสงอันเจิดจ้า และมันก็กลับมาฉีกเห็ดหลินจือด้วยฟันต่อไป จนกระทั่งฉีกออกมาได้อีกชิ้น หลังจากที่กินลงไปมันก็หมดสติไปอีกครั้ง

วงจรเช่นนี้หมุนวนไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เกิดขึ้นหลายครั้งมากจนแม้แต่เจ้าอ้วนก็ยังไม่รู้ว่า มันได้เกิดขึ้นมานานเท่าใดแล้ว ในที่สุดมันก็กินเห็ดหลินจือลงไปได้ครึ่งหนึ่ง

บนเส้นทางโบราณขั้นวิญญาณแรกก่อตั้งอีกแห่งเป็นเฉินฝาน ซึ่งกำลังยืนอย่างเงียบๆ อยู่ข้างก้อนศิลาขนาดใหญ่ ถือพู่กันอยู่ในมือด้วยสีหน้าที่ว่างเปล่า ราวกับว่ามันกำลังจมอยู่ในห้วงภวังค์ ในที่สุดมันก็ยื่นแขนออกไป และเริ่มวาดภาพของหญิงสาวขึ้นมา

แน่นอนว่าต้องเป็นภรรยาของมันเอง ซานหลิง

“ถึงวิญญาณข้าจะเย็นเยียบ แต่ก็ไม่อาจจะนิ่งเงียบไปชั่วนิรันดร์” เฉินฝานพึมพำออกมาเป็นเสียงแผ่วเบา

สถานที่อีกแห่งหนึ่งเป็นหวังโหย่วฉาย ที่เบื้องหน้ามันเป็นกระจกสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ ซึ่งดูเก่าแก่โบราณอย่างถึงที่สุด มันนั่งขัดสมาธิอยู่ที่นั่น จ้องมองไปยังภาพของตนเองในกระจก

สีหน้าอันโหดเหี้ยมมองเห็นได้จากบนใบหน้ามัน ซึ่งบางครั้งก็ถูกแทนที่ด้วยความว่างเปล่า จากนั้นในช่วงเวลาอื่นๆ ก็มีสีหน้ารู้แจ้งขึ้นมา มันนั่งอยู่ที่นั่นเป็นเวลานานมากแล้ว

มันกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้ง “เมื่อข้ามองไปยังโลก เมื่อข้ามองออกไปยังสวรรค์และปฐพี ข้าเห็นอนาคต และข้าก็เห็นอดีต…แต่ข้าก็รู้ว่าในสายตาของข้าเหล่านี้ สามารถที่จะมองเห็นได้มากกว่านั้น!” แทบจะดูเหมือนว่ามันกำลังจะใกล้บ้าไปได้ทุกขณะจิต

เมื่อเมิ่งฮ่าว, ตงหู่ และหวังโหย่วฉาย เข้าสังกัดสำนักเอกะเทวะเมื่อปีนั้น สามารถกล่าวได้ว่าเมิ่งฮ่าวเป็นผู้ที่มีเขาว์ปัญญาหลักแหลม ตงหู่เป็นคนที่เศร้าหมอง และหวังโหย่วฉายเป็นพวกที่ดื้อรั้นดันทุรัง!

——————–

หมายเหตุ : ชื่อตอนนี้น่าจะหมายความว่าแต่ละคนมีนิสัยและบุคลิกที่ไม่เหมือนกัน จนไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงได้เช่นเดียวกับเสือดาวที่ไม่อาจจะเปลี่ยนลายเป็นเสือโคร่งได้

 

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: