Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 854

I Shall Seal The Heaven Chapter 854

ตอนที่ 854

ร่องรอยแห่งความลับ!

“มันหาพบแล้ว!” ในวิหาร ชายชราจากสามกลุ่มเต๋าอันยิ่งใหญ่ทั้งหมด ต่างก็จ้องมองไปด้วยดวงตาที่สาดประกายเจิดจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งชายชราที่มาจากเซียนกู่เต้าฉ่าง (พิธีเต๋าเซียนโบราณ) ทั่วทั้งใบหน้ามันสาดประกายด้วยแสงอันเจิดจ้าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“มันเป็นคนแรกตั้งแต่ในสมัยโบราณจวบจนกระทั่งถึงตอนนี้ ที่เดินไปบนเส้นทางโบราณด้วยพื้นฐานฝึกตนที่อยู่ในอาณาจักรวิญญาณ และค้นพบพื้นฐานสวรรค์แห่งดินแดนในฝัน!”

“มันแค่สังเกตดูจากที่ห่างไกลเท่านั้น ไม่อาจจะเข้าไปใกล้ได้ จากสัมผัสศักดิ์สิทธิ์และพลังแห่งเจตจำนงของมัน ทำให้รู้ได้ว่าไม่ปลอดภัย มันจึงไม่เข้าไปใกล้อย่างวู่วาม”

“นั่นก็ขึ้นกับโชควาสนาของมันแล้ว ในโลกของด่านที่หก, เจ็ดและแปดนี้ เวลาที่ผ่านไปแตกต่างไปจากโลกที่ด้านนอก อันที่จริง การพยายามได้รับความรู้แจ้งหนึ่งวันในที่นั่น ราวกับต้องใช้เวลานับสิบปีในโลกด้านนอกนี้!”

เสียงพูดคุยอย่างแผ่วเบาดังเต็มอยู่ในวิหาร

แต่กลับกัน กลุ่มฝูงชนในตี้จิ่วซานไห่กำลังพูดคุยกันเป็นเสียงดังออกมา

เมื่อพวกมันมองเห็นจุดแสงเก้าสิบเก้าจุด คนทั้งหมดต่างก็รู้ว่ามันหมายถึงอะไร ทุกคนตกอยู่ในความโกลาหลวุ่นวาย และตอนนี้นามฟางมู่ก็ได้ประทับลึกลงไปในจิตใจของคนทั้งหมดแล้ว

ขณะที่คนทั้งหมดในโลกด้านนอกกำลังตกอยู่ในความวุ่นวาย เมิ่งฮ่าวก็ลืมตาขึ้นมา สูดลมหายใจเข้าไปอย่างหนักหน่วงอยู่ชั่วขณะ จากนั้นก็กัดฟันแน่นและหลับตาลงอีกครั้ง ส่งสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ออกไปอีกครั้งเพื่อสังเกตดูสะพานอันน่าประหลาดใจทั้งเก้านี้

สะพานปรากฏขึ้นอย่างสมบูรณ์ แต่เมิ่งฮ่าวก็รู้ว่าถ้าพวกมันเป็นเช่นนั้น เขาก็คงจะถูกสังหารไปได้อย่างง่ายดาย ถ้ามองไปยังพวกมัน ตอนนี้แม้แต่การสังเกตดูจากที่ห่างไกล ก็ทำให้เขาต้องได้รับบาดเจ็บ จริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่ดีที่สะพานแห่งนี้ถูกทำลายลงไป มิเช่นนั้นด้วยพื้นฐานฝึกตนของเขาในตอนนี้ ทันทีที่สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ไปแตะสัมผัสพวกมัน เขาก็คงต้องถูกทำลายล้างไปโดยสิ้นเชิง

“สะพานต่อต้านสวรรค์ทั้งเก้านี้คล้ายกับถูกทำลายไปจริงๆ…ไม่มีสะพานเหลืออยู่อีกต่อไป! เห็นได้ชัดว่าพวกมันถูกสร้างขึ้นมาเป็นพิเศษ เพื่อช่วยให้ผู้ฝึกตนมีพื้นฐานฝึกตนเพิ่มขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ สามารถที่จะทะลวงผ่านอาณาจักรแห่งพลังออกไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ!”

“ข้าไม่เคยคาดคิดว่าจะได้เห็นสิ่งของเช่นนี้ในที่แห่งนี้มาก่อน นี่คือโชควาสนาอันสูงสุดสำหรับข้า!” ขณะที่ครุ่นคิด จิตใจเมิ่งฮ่าวจู่ๆ ก็สั่นสะท้านขึ้นมา

“ไม่เคยมีกฎใดๆ ให้สร้างความสามารถศักดิ์สิทธิ์ได้แค่หนึ่งครั้งเท่านั้น…ถ้าเช่นนั้น ทำไมข้าถึงไม่สร้างขึ้นมาสักสองอย่าง?” เดิมทีเมิ่งฮ่าวได้คิดแผนการที่จะสร้างความสามารถศักดิ์สิทธิ์ไว้แล้ว แต่หลังจากที่ได้เห็นสะพานทั้งเก้านี้ ความรู้แจ้งรูปแบบใหม่ก็ปรากฏขึ้นในจิตใจ จากนั้นก็กลายเป็นรูปเป็นร่างของความสามารถศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา ยิ่งไปกว่านั้นเขาก็ไม่อยากที่จะละทิ้งหนึ่งในสองความคิดนี้ไปอีกด้วย

ความสามารถศักดิ์สิทธิ์แรกสอดคล้องกับบุคลิกส่วนตัวของเขาโดยสิ้นเชิง สำหรับความคิดที่สอง เมิ่งฮ่าวหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ครอบครองมัน

เขาสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ และจากนั้นก็ตัดสินใจหยุดคิดเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ เพ่งสมาธิส่งสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ออกไปยังสะพานทั้งเก้า และพยายามต่อต้านแรงกดดัน เขาไม่เพียงแต่จะประทับภาพของสะพานไว้ในจิตใจเท่านั้น ยังได้ตัดสินใจที่จะพยายามเข้าไปใกล้กว่านี้อีกเล็กน้อย เพื่อให้ได้รับโชควาสนาเพิ่มขึ้นจากแรงกดดันที่กดทับลงมา

เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ

สามวันต่อมา มีแค่สี่คนเท่านั้นที่ยังเหลืออยู่ อีกสามคนในที่สุดก็ตระหนักว่าไม่อาจจะได้รับความรู้แจ้งจากเศษซากเซียนได้อีก จึงตัดสินใจสร้างความสามารถศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา จากคนทั้งสามเหล่านั้น มีอยู่คนเดียวที่ได้พบกับเศษซากเซียนมากที่สุดคือเจ็ดสิบหกแห่ง

ความสามารถศักดิ์สิทธิ์ที่พวกมันสร้างขึ้นมาแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง หนึ่งในพวกมันทำให้แท่นศิลาตัวอักษรสิบเอ็ดแท่นตกลงมา ทำให้เกิดเป็นความสนใจขึ้นอย่างมากมาย

อีกสิบวันได้ผ่านไป จากสี่คนที่ยังเหลืออยู่บนเส้นทางโบราณ สองคนไม่ได้ดำเนินการต่อไป เลือกที่จะสร้างความสามารถศักดิ์สิทธิ์ของพวกมันขึ้นมา หนึ่งในนั้นเป็นบุรุษหนุ่มที่มีฝูงยุง ซึ่งได้พบกับเศษซากเซียนแปดสิบเก้าแห่ง ในตอนนี้มันสร้างความสามารถศักดิ์สิทธิ์ที่มีสิบสามแท่นศิลาตัวอักษรขึ้นมา

มีผู้คนไม่น้อยที่รู้สึกประหลาดใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ และบุรุษหนุ่มผู้นี้ก็มีชื่อเสียงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในตอนนี้ มีเพียงสองคนเท่านั้นที่ยังเหลืออยู่บนเส้นทางโบราณ หนึ่งในนั้นคือเมิ่งฮ่าว และอีกคนเป็นบุรุษที่สวมหน้ากาก, หลีเหยียน!

หลีเหยียนได้พบกับเศษซากเซียนถึงเก้าสิบสามแห่ง และตอนนี้เป็นคนที่สองในการแข่งขันที่ค้นพบเศษซากเซียนได้มากกว่าฝานเหล่า

มันและเมิ่งฮ่าวกลายเป็นจุดสนใจของตี้จิ่วซานไห่ทั้งหมด

อีกสามวันได้ผ่านไป เมิ่งฮ่าวกระอักโลหิตออกมา และภาพที่เบื้องหน้าก็เริ่มเลือนลางลง ตลอดช่วงเวลายี่สิบกว่าวันที่ผ่านไปนี้ เขาได้รับบาดเจ็บมาหลายครั้ง ขณะที่บังคับให้ตนเองครุ่นคิดศึกษาสะพานทั้งเก้าอย่างต่อเนื่อง และได้ประทับภาพของพวกมันลงไปในจิตใจ

มันเป็นเรื่องยาก แต่ด้วยพลังแห่งเจตจำนงอันเข้มข้น ทำให้สามารถจะเข้าใจได้อย่างช้าๆ เขาไม่ได้ทะเยอทะยานที่จะประทับภาพของสะพานทั้งเก้าไว้ในความทรงจำทั้งหมด แต่ตั้งใจที่จะทำให้ได้แค่สะพานเดียวเท่านั้น

ในที่สุดวันที่ยี่สิบห้าก็มาถึง ในสถานที่อันพิเศษเฉพาะนี้ การเข้าฌาณให้ได้รับความรู้แจ้งด้วยเวลาเท่านี้ เทียบได้กับการใช้เวลามากกว่าสองร้อยปีที่โลกด้านนอก เสียงกระหึ่มดังเต็มอยู่ในจิตใจเมิ่งฮ่าว ดวงตาเขาสาดประกายด้วยแสงแห่งความรู้แจ้ง ขณะที่ภาพของสะพานแรกได้ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาที่เบื้องหน้าเขาอย่างสมบูรณ์

ทันใดนั้นเอง ลึกลงไปในจิตใจ เขาสามารถจะรับรู้ได้ว่าจะทำลายสะพานนี้ไปได้อย่างไร ทันใดนั้นสะพานเก้าสิบเก้าในร้อยส่วนก็หายไป และพบว่าสะพานแรกนี้จริงๆ แล้ว…ก็ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากเป็นก้อนศิลาขนาดเท่ากำปั้น!

มันเป็นเพียงแค่ก้อนศิลาเท่านั้น แต่เมื่อมองไปยังมันก็ทำให้เมิ่งฮ่าวต้องกระอักโลหิตออกมา และรู้ว่าถ้าเข้าไปใกล้มัน เขาก็คงจะถูกทำลายไปทั้งร่างกายและวิญญาณ การเข้าฌาณด้วยเวลายี่สิบกว่าวันในที่แห่งนี้ เทียบได้กับเวลาสองร้อยกว่าปีในโลกด้านนอก

ในทันทีที่เขาเข้าใจถึงสถานการณ์ที่แท้จริงของสะพานแรก และเค้าโครงของตัวสะพานก็ได้ปรากฏขึ้นมาอยู่ในจิตใจ ในเวลาเดียวกันนั้นสายตาของเมิ่งฮ่าวก็เริ่มมองเห็นเป็นภาพขึ้น

ภายในภาพที่เมิ่งฮ่าวเห็น เป็นดวงตะวันขนาดใหญ่เก้าดวง กำลังฉุดลากรูปปั้นอันน่าประหลาดใจอยู่ ดูเหมือนว่าพวกมันจะใหญ่โตมากจนไม่อาจจะมองเห็นจุดสิ้นสุดได้ ผู้ฝึกตนฝ่ายศัตรูนับไม่ถ้วน ได้ปลดปล่อยพลังโจมตีออกมา ทำให้เกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่อยู่ในอากาศ ซึ่งจากนั้นพวกมันก็พุ่งผ่านเข้าไป

ด้านหลังของรูปปั้นอันน่าตกใจนี้เป็นสะพานทั้งเก้าที่ทำให้สวรรค์ยังต้องสั่นสะเทือน แสงอันไร้ขอบเขตซึ่งปกคลุมไปยังทุกสรรพสิ่ง ได้กระจายออกมาจากสะพานทั้งเก้านั้น

ภาพที่เห็นนี้ ทำให้จิตใจเมิ่งฮ่าวต้องสั่นสะท้าน และทำให้เขาต้องคิดย้อนกลับไปยังสิ่งที่เขาเคยเห็นตอนที่อยู่ในวิหารพิธีเต๋าเซียนโบราณ บางภาพที่เห็นแทบจะเหมือนกันเลยทีเดียว

จากนั้นภาพก็เปลี่ยนไป เขามองเห็นสงครามที่ทำให้โลกต้องสั่นสะเทือน สิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนกำลังเข่นฆ่าสังหารกัน และท้องฟ้าก็พังทลายลงมา ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวแตกกระจายไป และในทุกๆ ครั้งของการสูดลมหายใจเข้าไป ชีวิตนับไม่ถ้วนถูกกำจัดไป

สะพานทั้งเก้ากระจายแรงกดดันอันน่าเหลือเชื่อออกมา ทำให้ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวเริ่มพังทลายลง ต่อมาเมิ่งฮ่าวมองเห็นสามเงาร่างขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นที่ด้านบนขึ้นไป เมื่อพวกมันรวมพลังกัน ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวก็หายไป และโลกก็กลายเป็นสีดำสนิท ราวกับว่ากลิ่นอายทั้งหมดที่คงอยู่นั้นถูกดูดกลืนเข้าไป เพื่อก่อตัวเป็นภูเขาขนาดใหญ่เก้าลูก จากนั้นก็บดขยี้ลงไปยังสะพานทั้งเก้า

สะพาน…แตกกระจายไป!

ภาพที่เห็นจบลงอย่างฉับพลัน เมิ่งฮ่าวไม่มีเวลาที่จะครุ่นคิดไตร่ตรองภาพเหล่านั้นก่อนที่พวกมันจะหายไป ทิ้งให้เขายืนอยู่ที่นั่นด้วยความตื่นตระหนก ดวงตาเบิกกว้าง จิตใจงุนงงและสั่นสะท้าน

“ภูเขาทั้งเก้าเหล่านั้น…” เมิ่งฮ่าวกำลังหอบหายใจ จากสิ่งที่เขารู้สึกได้ ทำให้สามารถจะรับรู้ได้เล็กน้อยถึงความลับอันยิ่งใหญ่นั้น

“ทำไมโลกที่ข้าอยู่ถึงได้มีแค่เก้าขุนเขาและเก้าทะเล โดยที่มีสี่ดวงดาวโคจรหมุนวนอยู่รอบๆ แต่ละขุนเขาเท่านั้น?!”

“ก่อนหน้านี้ข้าไม่เคยครุ่นคิดเกี่ยวกับมันมากนัก แต่ทำไมดาวหนานเทียนถึงได้พิเศษนัก? ทำไมคนภายนอกถึงได้ต้องการให้เตียเหนียง (บิดามารดา) ข้าคอยเฝ้าปกป้องมันไว้?!”

“ยังมีสถานที่ที่อยู่ด้านล่างทะเลสาบเต๋าโบราณบนดาวหนานเทียนซึ่งข้าได้ลงไปคืออะไรกัน? สิ่งมีชีวิตที่ถูกบดขยี้และจากนั้นก็ถูกผนึกไว้ เคยกล่าวบางอย่างไว้ว่า…เซียนเป็นต้นเหตุของความวุ่นวายทั้งปวง!”

“มันหมายความว่าอะไรกันแน่?!” ลมหายใจเมิ่งฮ่าวเร่งร้อนขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และเขากำลังสั่นไปทั้งร่าง ตอนนี้เขามีความคิดเกี่ยวกับความหมายของทั้งหมดนี้ แต่ก็ไม่กล้าที่จะคิดว่ามันคือเรื่องจริง

ขณะที่จิตใจเขากำลังสั่นสะท้าน สะพานทั้งเก้าที่เบื้องหน้าก็หายไป ครั้งนี้พวกมันได้หายไปอย่างแท้จริง แม้แต่ตอนที่เมิ่งฮ่าวส่งสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ออกไปค้นหา ก็ไม่อาจจะหาพวกมันได้

หลังจากที่เงียบไปเป็นเวลานาน เมิ่งฮ่าวก็ถอนหายใจอย่างแผ่วเบาออกมา เรื่องราวของภาพที่เห็นนั้นเป็นสิ่งที่อยู่ห่างไกลจากสถานการณ์ในตอนนี้ และจากระดับพื้นฐานฝึกตนของตัวเอง ทำให้เขาไม่มีคุณสมบัติที่จะไปสืบสวนความลับเช่นนั้นได้

“สักวันหนึ่ง ข้าจะต้องเข้าใจมันทั้งหมด!” เมิ่งฮ่าวคิดพร้อมกับดวงตาที่สาดประกายด้วยความมุ่งมั่น สูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ และส่งสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ออกไปเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อเห็นว่าไม่อาจจะหาตำแหน่งของสะพานได้อีก เขาก็ตัดสินใจไปค้นหาศาลาเซียนที่หลิงอวิ๋นจื่อได้กล่าวไว้

สองสามวันต่อมา เมิ่งฮ่าวยังคงไม่มีความคืบหน้าใดๆ ไม่ว่าจะใช้วิธีการอย่างไรก็ตามที แม้แต่การหลับตาลง ก็ยังไม่อาจจะตรวจจับศาลาเซียนใดๆ ได้ อันที่จริงตอนนี้เขาค่อนข้างจะมั่นใจว่าคงไม่อาจจะค้นพบมันได้ ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะนั่งลงขัดสมาธิอยู่ในสถานที่ ที่สะพานทั้งเก้าเคยตั้งอยู่มาก่อน และเริ่มสร้างความสามารถศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา!

เมิ่งฮ่าวตกเข้าไปอยู่ในความเคลิบเคลิ้มอย่างรวดเร็ว

ความคิดมากมายลอยผ่านเข้ามาในจิตใจ รวมทั้งภาพต่างๆ ที่แวบขึ้นมา ความรู้แจ้งที่เขาได้รับมาจากเศษซากเซียนทั้งเก้าสิบเก้าแห่ง เริ่มหลอมรวมเข้าด้วยกัน จนกระทั่งในที่สุด เจตจำนงก็ระเบิดขึ้นมาจากภายในจิตใจ ซึ่งก็คือความสามารถศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว

ขณะที่เมิ่งฮ่าวกำลังรวมความรู้แจ้งเข้าด้วยกันเพื่อสร้างเป็นความสามารถศักดิ์สิทธิ์ หลีเหยียนได้ผ่านเศษซากเซียนไปแล้วเก้าสิบห้าแห่ง แต่ก็ไม่อาจจะค้นหาแห่งที่เก้าสิบหกได้อีก

หลังจากนั้นไม่นาน มันก็ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องหยุดความเสียใจ และเริ่มสร้างความสามารถศักดิ์สิทธิ์ของตัวเองขึ้นมา

ในตอนนี้คนทั้งหมดในตี้จิ่วซานไห่ รวมทั้งปรมาจารย์ในวิหารบนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว กำลังเฝ้ารอที่จะได้เห็นความสามารถศักดิ์สิทธิ์ของเมิ่งฮ่าวและหลีเหยียนว่าจะสร้างเป็นอะไรขึ้นมา

ยังมีบางสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่ไม่มีใครในวิหารสังเกตเห็น ถึงแม้จะดูเหมือนว่าผู้เฒ่าจากสามกลุ่มเต๋าอันยิ่งใหญ่ กำลังมองไปยังจอภาพบนกระแสน้ำวนนั้นด้วยดวงตาที่สาดประกายเจิดจ้าก็ตามที แต่ลึกลงไปในสายตาพวกมัน มองเห็นท่าทางแห่งความผิดหวังอยู่เล็กน้อย

ท่าทางเช่นนั้นได้ถูกซุกซ่อนไว้ในส่วนลึก แต่ก็ดูเหมือนว่าจะรู้สึกผิดหวังต่อสิ่งที่ไม่ได้เป็นไปตามที่คาดคิดไว้

หลายวันผ่านไป และความมุ่งหวังในท่ามกลางกลุ่มคนที่มุงดูอยู่ด้านนอกในตี้จิ่วซานไห่ก็เริ่มมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“เมิ่งฮ่าวและหลีเหยียนจะสร้างความสามารถศักดิ์สิทธิ์อะไรขึ้นมา? ใครจะมีแท่นศิลาตัวอักษรมากที่สุด?!”

“ข้าคิดว่าเป็นฟางมู่ นอกจากนั้นมันยังได้รับความรู้แจ้งจากเศษซากเซียนทั้งเก้าสิบเก้าแห่ง นั่นเป็นสิ่งที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน!”

“ไม่จำเป็นต้องเป็นฟางมู่ มันแค่ได้เปรียบจากความโชคดีบางอย่างเท่านั้น สุดท้ายแล้วข้าพนันได้เลยว่า ความสามารถศักดิ์สิทธิ์ที่ดีที่สุดต้องถูกสร้างขึ้นมาโดยหลีเหยียน!”

“ถ้าคนทั้งสองไม่อาจจะสร้างความสามารถศักดิ์สิทธิ์สิบหกแท่นศิลาขึ้นมาได้ นั่นก็หมายความว่าหวังโหย่วฉายจะอยู่ในอันดับหนึ่งของด่านที่หก, เจ็ดและแปดนี้!”

อีกสองวันได้ผ่านไป แต่ทันใดนั้นพื้นที่รอบๆ ตัวหลีเหยียนที่สวมหน้ากากก็ลุกขึ้นมาเป็นเปลวไฟ

เปลวไฟนั้นเป็นสีดำ ทำให้ท้องฟ้าสว่างขึ้นมาในทันที หลีเหยียนลืมตาขึ้นมา และม่านตามันก็ประกอบไปด้วยเปลวไฟ!

เปลวไฟส่งเสียงดังกระหึ่มอยู่รอบๆ ตัวมัน ปกคลุมไปทั่วทั้งพื้นดิน ทำให้ทุกสรรพสิ่งลุกไหม้ ทั่วทั้งโลกแห่งนั้นกลายเป็นทะเลแห่งเปลวไฟ จากนั้นก็เริ่มหลอมละลาย ราวกับว่าไม่อาจจะต่อต้านกับความร้อนนี้ได้ ตอนนี้กลุ่มคนที่อยู่ด้านนอกในตี้จิ่วซานไห่ สามารถจะมองเห็นหลีเหยียน และทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในโลกของมันได้อย่างชัดเจน

เสียงหอบหายใจได้ยินออกมาจากสถานที่มากมายในตี้จิ่วซานไห่ และในวิหารบนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว ปรมาจารย์ทั้งหลายต่างก็มองไปด้วยแสงแปลกๆ ในดวงตา ชายชราจากเหยียนโม๋ไห่ (กระดูกแห่งเปลวไฟปีศาจ) หนึ่งในห้าดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ต้องสังเกตมองไปด้วยดวงตาที่เบิกกว้างขึ้นอย่างช่วยไม่ได้

“หลีเหยียนช่างยอดเยี่ยมยิ่ง! มันสร้างเป็นความสามารถศักดิ์สิทธิ์เปลวไฟอะไรขึ้นมา? ถึงสามารถหลอมละลายโลกทั้งหมดได้!”

“มันต้องได้แท่นศิลาสิบหกแท่นเป็นอย่างน้อย ความสามารถศักดิ์สิทธิ์ของมันอยู่ในระดับเดียวกับของหวังโหย่วฉาย แต่จากความรู้สึกของข้า มันน่าจะมีความแข็งแกร่งมากกว่า!”

หลีเหยียนลุกขึ้นมายืนอย่างช้าๆ สีหน้าภาคภูมิใจปรากฏขึ้นอยู่หลังหน้ากาก จากนั้นมันก็สูดลมหายใจเข้าไปสามครั้ง

ลมหายใจแต่ละครั้งทำให้ทุกสรรพสิ่งสั่นสะท้าน และทะเลเปลวไฟก็กระจายออกไปเป็นวงกว้างมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากสามลมหายใจ ทั่วทั้งโลกนั้นก็ถูกปกคลุมด้วยเปลวไฟ ในที่สุดหลีเหยียนก็สูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ

เมื่อมันหายใจเข้าไป เปลวไฟทั้งหมดในโลกแห่งนั้นก็เริ่มพลุ่งพล่านม้วนตัวไปมา ลอยตรงมายังหลีเหยียน ขณะที่มันดูดกลืนเปลวไฟเข้าไปในร่าง

ต่อมา เสียงกระหึ่มก็ดังก้องออกมาจากร่างกายมัน ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครมองเห็นเปลวไฟใดๆ แต่เมื่อคนทั้งหมดมองไปยังร่างหลีเหยียน ก็ทำให้ทุกคนรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดที่คล้ายกับเกิดขึ้นมาจากเปลวไฟ

“ร่างเวท!”

“สวรรค์! นั่นคือสิ่งที่สร้างขึ้นมาได้ยากมากที่สดุ! ร่างเวท!!”

“ไม่เพียงแต่เป็นร่างเวทเท่านั้น นั่นแทบจะเป็นเวทแห่งเต๋าเลยทีเดียว!”

“ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่เวทแห่งเต๋าที่สมบูรณ์ แต่ก็โดดเด่นอย่างแท้จริง ถ้าในวันข้างหน้ามันสามารถฝึกฝนไปอย่างต่อเนื่องจนถึงจุดสูงสุด ก็มีโอกาสสูงที่มันจะสามารถกลั่นสกัดให้กลายเป็นมรดกเวทแห่งเต๋าที่แท้จริงขึ้นมาได้!!”

——————–

หมายเหตุ : เมิ่งฮ่าวเคยมองเห็นภาพเช่นเดียวกันนี้ในตอนที่ 819 : ภาพแห่งสมัยโบราณแวบขึ้น

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: