Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 877

I Shall Seal The Heaven Chapter 877

ตอนที่ 877

ปลดปล่อย!

คนทั้งหมดที่กำลังมองดูอยู่ในขุนเขาทะเลที่เก้าต่างก็ตกตะลึง แม้แต่เหล่าปรมาจารย์ในวิหารบนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว ต่างก็มองไปด้วยความประหลาดใจ เห็นได้ชัดว่าคนที่ถูกจับตามองมากที่สุดในการแข่งขันสิบด่านแรกและสังเวียนการประลองในครั้งนี้คือเมิ่งฮ่าว

ตั้งแต่ตอนแรกของการแข่งขัน จนกระทั่งถึงสังเวียนการประลองนี้ เส้นทางของเขาเต็มไปด้วยพลังและชื่อเสียง

การต่อสู้เพื่อคัดเลือกผู้เข้ารอบชิงชนะเลิศยังคงดำเนินต่อไป หลังจากที่เวลาผ่านไปชั่วธูปไหม้หมดไปครึ่งดอก จ้าวอีฝานก็ต่อสู้เสร็จสิ้น มันเอาชนะเซียวหลัวแห่งกู่เซียนหลิง (สุสานเซียนโบราณ) ไปได้อย่างง่ายดาย เซียวหลัวได้สูญเสียจิตใจที่จะต่อสู้ไปนานแล้ว การเชื่อมต่อของมันกับซากศพทั้งเก้าที่ทรงพลังได้ถูกตัดขาดไป ทำให้เป็นเรื่องยากสำหรับมันที่จะต่อสู้เพื่อให้เข้าไปอยู่ในรอบรองชนะเลิศได้

จ้าวอีฝานในตอนนี้กลายเป็นผู้ฝึกตนคนที่สอง ที่ได้เข้าไปสู่รอบรองชนะเลิศ ตลอดการต่อสู้ทั้งสี่รอบที่มันได้สู้มา มันไม่เคยออกไปจากสังเวียนการประลองของตนเองเลย มันมองไปยังเมิ่งฮ่าว ซึ่งอยู่ห่างออกไปสองสังเวียนการประลอง สายตาของคนทั้งสองสบประสานกันชั่วขณะ ดวงตาของจ้าวอีฝานสาดประกายด้วยความต้องการต่อสู้ แต่สีหน้าเมิ่งฮ่าวก็ยังคงสงบนิ่ง หลังจากนั้นเขาก็มองไปทางอื่น

ครึ่งชั่วยามต่อมา อีกสองการต่อสู้ก็ได้ข้อสรุป หลี่หลิงเอ๋อร์ที่ต่อสู้ไปสี่รอบ ได้รับชัยชนะมาสามครั้ง จึงสามารถผ่านเข้าไปในรอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ

หลี่หลิงเอ๋อร์สามารถกู้ชื่อเสียงกลับมาใหม่ได้อีกครั้ง นางต่อสู้จากสี่คนสุดท้ายจนเข้าไปสู่รอบรองชนะเลิศได้ ทำให้เกิดเป็นความปั่นป่วนขนาดใหญ่กระจายออกไปในขุนเขาทะเลที่เก้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตระกูลหลี่ ซึ่งคนทั้งหมดกำลังตื่นเต้นเป็นอย่างมาก

เฉียนตัวตัวก็เอาชนะได้สามครั้งในการต่อสู้ทั้งสี่รอบด้วยเช่นกัน มันเคยพ่ายแพ้ให้กับหลี่หลิงเอ๋อร์เท่านั้น คู่ต่อสู้คนอื่นๆ ทั้งหมดของมันมักจะคลุ้มคลั่งไปชั่วคราวด้วยระดับความบ้าที่แตกต่างกันไป มีแต่หลี่หลิงเอ๋อร์เท่านั้นที่ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ต่อเวทของมันแม้แต่น้อย ทำให้นางได้รับชัยชนะไป

ฝานตงเอ๋อร์ถูกคัดออก นางพ่ายแพ้ไปสองครั้ง ครั้งหนึ่งโดยเซี่ยอีเซียนแห่งเซียงหั่วเต้า และอีกครั้งโดยหลี่หลิงเอ๋อร์ ทั้งหมดนี้ทำให้นางรู้สึกสะเทือนใจเป็นอย่างมาก

สีหน้านางหมองคล้ำ ขณะที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนใบไม้ระดับล่าง จ้องมองออกไปยังที่ห่างไกล ภายในใจนางได้นึกย้อนไปยังการต่อสู้ต่างๆ ที่ผ่านมา และในที่สุดก็ต้องก้มหน้าลง ในตอนนี้นางได้เข้าใจถึงเหตุผลแห่งความล้มเหลวของตัวเองแล้ว นั่นเป็นเพราะว่าจิตเต๋าของนางถูกแยกออกไป

ถูกแยกออกเพราะซากศพหญิงสาว

นางสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ หลังจากนั้นสีหน้าก็สดใสขึ้น

“นี่คือทัณฑ์ส่วนตัวของข้า แต่ท่านอาจารย์ได้บอกว่า จริงๆ แล้วมันคือโชควาสนาของข้า ดังนั้น…นับจากนี้ไป ข้าจะไม่ปิดบังซากศพนี้ไว้ ข้าจะเปิดเผยนางให้คนทั้งหมดได้เห็น และจะไม่ต่อต้านนาง แต่จะยอมรับนาง!” ในตอนนี้เองที่กลุ่มหมอกด้านหลังนางเริ่มจางหายไป เผยให้เห็นซากศพหญิงสาวอย่างชัดเจน

นางไม่สนใจกลุ่มคนทั้งหมดที่จู่ๆ ก็หันหน้ามองมา ดวงตานางสาดประกายด้วยความมุ่งมั่น

ในวิหารบนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว ปรมาจารย์จากอาณาจักรแห่งท้องทะเลที่เก้าพยักหน้าให้เล็กน้อย จากมุมมองของมัน การพ่ายแพ้ของฝานตงเอ๋อร์นี้ จริงๆ แล้วก็คือเรื่องดีสำหรับนาง

รอบรองชนะเลิศถูกคัดเลือกออกมาแล้ว!

มีอยู่สี่คนได้กลายเป็นจุดสนใจของคนทั้งหมดในขุนเขาทะเลที่เก้า

หลิงอวิ๋นจื่อมองไปยังหญิงสาวชุดขาว ที่กำลังลอยตัวอยู่เหนือต้นไม้เต๋า ด้วยความระมัดระวังตัว จากนั้นก็กล่าวขึ้น

“พวกเจ้ามีเวลาพักสามวัน หลังจากนั้น…พวกเราก็จะรู้ว่าใครจะได้เข้าไปสู่รอบชิงชนะเลิศ!”

เมิ่งฮ่าวนั่งขัดสมาธิอยู่ที่นั่น หลับตาลงไม่พูดจา บุรุษครึ่งศีรษะยังคงลอยตัวอยู่ใกล้กับสังเวียนการประลองของเขา จ้องมองมายังเมิ่งฮ่าวอยู่ตลอดเวลาโดยไม่แม้แต่จะกะพริบตา

สายตานั้นเพียงพอที่จะทำให้ใครก็ตาม รู้สึกได้ถึงความน่ากลัวจนเส้นผมต้องลุกตั้งชี้ชัน อย่างไรก็ตามหลังจากตลอดเวลาที่ผ่านมา เมิ่งฮ่าวก็รู้สึกคุ้นเคยกับมันแล้ว และไม่สนใจบุรุษผู้นั้นโดยสิ้นเชิง

หนึ่งวันต่อมา สังเวียนการประลองขั้นวิญญาณแรกก่อตั้งและตัดวิญญาณ ก็ได้ผู้เข้าสู่รอบรองชนะเลิศของพวกมัน

สามวันหลังจากนั้น รอบรองชนะเลิศก็เริ่มขึ้น!

เมื่อเสียงของหลิงอวิ๋นจื่อดังก้องออกมา เสียงหึ่งๆ ด้วยความตื่นเต้นก็ดังขึ้นอยู่ในท่ามกลางกลุ่มผู้ชมในขุนเขาทะเลที่เก้า

“ไม่ต้องสงสัยอีกแล้ว! ฟางมู่และจ้าวอีฝานจะต้องต่อสู้กันในรอบรองชนะเลิศนี้ จากนั้นคนทั้งสองก็จะต่อสู้กันในรอบสุดท้ายอย่างแน่นอน!”

“เจ้าพูดถูกแล้ว หลี่หลิงเอ๋อร์เคยพ่ายแพ้ให้กับฟางมู่แล้ว ดังนั้นมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะสู้กับมันคือเฉียนตัวตัว พื้นฐานฝึกตนของเฉียนตัวตัวช่างลี้ลับและยากหยั่งถึงนัก ซึ่งน่าจะเป็นการต่อสู้ที่น่าสนใจยิ่ง”

“พวกเราก็แค่รอคอยที่จะเห็นว่าจะมีการต่อสู้กันอย่างไร!”

ขณะที่กลุ่มฝูงชนเฝ้ารอคอยด้วยความมุ่งหวัง เมิ่งฮ่าวก็หายไปจากจุดที่อยู่ในสังเวียนการประลอง ก่อนที่เขาหรือผู้เข้าร่วมการต่อสู้รอบรองชนะเลิศคนอื่นๆ จะปรากฏกายขึ้นใหม่ ดวงตาของหญิงสาวชุดขาวซึ่งกำลังลอยตัวอยู่ที่ด้านนอกต้นไม้เต๋า ก็แวบแสงขึ้นมาจนแทบจะมองไม่เห็น เห็นได้ชัดว่าแสงนั้นได้ไปกระทำการบางอย่างกับต้นไม้เต๋า

ไม่นานต่อมา คนทั้งหมดก็ปรากฏกายขึ้น

เมื่อเมิ่งฮ่าวโผล่ออกมาจากแสงระยิบระยับ เขาก็อยู่ที่ด้านล่างของใบไม้สีทอง ซึ่งอยู่ที่ด้านบนสุดของต้นไม้เต๋านั้น

ตอนนี้เขายืนอยู่บนใบไม้สีเงิน หนึ่งในสองใบที่อยู่บนต้นไม้เต๋านี้เท่านั้น

เมื่อจ้าวอีฝานปรากฏกายขึ้น ก็พบว่าบุคคลที่มันกำลังเผชิญหน้าด้วย…ไม่ใช่เมิ่งฮ่าว! แต่เป็นหลี่หลิงเอ๋อร์ที่โผล่ออกมาจากแสงระยิบระยับนั้น

สำหรับคู่ต่อสู้ของเมิ่งฮ่าว ก็คือชายชราที่คลุ้มคลั่ง เฉียนตัวตัว

นี่คือการต่อสู้ที่กลุ่มฝูงชนในโลกด้านนอกต้องการจะดู ความตื่นเต้นและความมุ่งหวังกำลังก่อตัวขึ้น แน่นอนว่าเหล่าปรมาจารย์ในวิหารบนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว ได้สังเกตเห็นบางสิ่งที่แปลกๆ ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นนี้ และหลายคนมีสีหน้าเปลี่ยนไป ชายชราจากสามกลุ่มเต๋าอันยิ่งใหญ่สูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ และแววตาก็ปรากฏเป็นความตื่นเต้นขึ้น

“นางกระทำการบางอย่างเพื่อแทรกแซงไปที่ต้นไม้เต๋าจริงๆ!”

“นั่นแสดงว่านางได้รับรองการต่อสู้ในครั้งนี้!!”

ย้อนกลับไปยังสังเวียนการประลอง ใบหน้าเมิ่งฮ่าวสงบนิ่งขณะที่มองไปยังเฉียนตัวตัวที่ใกล้เข้ามา ในกลุ่มคนรอบรองชนะเลิศนี้ เมิ่งฮ่าวและเฉียนตัวตัวมีชื่อเสียงขึ้นมาจากการแข่งขันสิบด่านแรกจนกระทั่งมาถึงในจุดนี้

เฉียนตัวตัวมองไปยังเมิ่งฮ่าวอย่างเงียบๆ ชั่วขณะ แสงเจิดจ้าหลอมรวมอยู่ภายในดวงตา พลังของมันเริ่มพุ่งขึ้นมา บรรลุถึงระดับที่ไกลเกินกว่าที่เคยได้เห็นมาในการต่อสู้ก่อนหน้านี้

แม้แต่ตอนที่มันพ่ายแพ้ให้กับหลี่หลิงเอ๋อร์ ก็ยังไม่มีพลังมากมายเท่านี้

“เฉียนตัวตัว ยินดีที่ได้พบสหายเต๋าฟาง ตลอดช่วงการต่อสู้นี้ ข้าจะใช้พลังทั้งหมดที่สามารถจะรวบรวมได้ออกมา ข้าต้องการได้อันดับหนึ่ง และมีโอกาสเดียวเท่านั้นที่จะทำได้คือทำให้เจ้าพ่ายแพ้!”

เมิ่งฮ่าวจ้องมองไปยังเฉียนตัวตัว ก่อนหน้านี้เขาเคยให้ความสนใจต่อชายชราผู้นี้มาแล้ว การที่มันสามารถผ่านการแข่งขันในสิบด่านแรกมาจนถึงจุดนี้ได้ ก็พิสูจน์แล้วว่ามันไม่ธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง

โดยเฉพาะเมื่อคิดว่ามันได้เอาชนะเซี่ยอีเซียนมาได้ ถึงแม้จะดูเหมือนว่าเมิ่งฮ่าวจะรู้สึกผ่อนคลายในการต่อสู้กับเซี่ยอีเซียน ถ้าเขาไม่ได้ใช้เวทยิ่งใหญ่อสูรโลหิตขโมยเอาพลังชีวิตของมันมา การต่อสู้นั้นก็คงจะยากเย็นเป็นอย่างยิ่ง แน่นอนว่าจากพลังพื้นฐานฝึกตนของเมิ่งฮ่าว โลกธูปเผาไหม้ไม่อาจจะควบคุมเขาไว้ได้ตลอดไป

อย่างไรก็ตามเมิ่งฮ่าวไม่รู้ว่าชายชราผู้นี้ เอาชนะโลกธูปเผาไหม้มาได้อย่างไรกัน

“คนทั้งหมดที่ต่อสู้กับมันกลายเป็นบ้าไป แม้แต่เซี่ยอีเซียนและคนอื่นๆ ที่พ่ายแพ้ไป ได้แสดงให้เห็นถึงร่องรอยแห่งความบ้าคลั่งไม่มากก็น้อย ช่างน่าสนใจนัก” เมิ่งฮ่าวคิด ดวงตาสาดประกายเจิดจ้าขึ้น

เขากำมือขวาเป็นหมัดอยู่ที่ข้างลำตัว พยักหน้าให้กับชายชรา

เฉียนตัวตัวสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ จากนั้นจู่ๆ ร่างกายมันก็เริ่มพองตัวออกคล้ายกับลูกหนัง เสียงแตกร้าวได้ยินมาขณะที่ทันใดนั้นรูปร่างที่ผอมกระหร่องของมันโป่งพองออกเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ ในชั่วพริบตามันก็สูงใหญ่ขึ้นไปสองช่วงศีรษะ พลังของมันพุ่งขึ้นตามไปด้วย

ภาพที่เห็นนี้ทำให้ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกายเจิดจ้า กลุ่มผู้ชมในโลกด้านนอกต่างก็ตกตะลึง เฉียนตัวตัวไม่เคยกระทำอะไรเช่นนี้มาก่อนในช่วงการต่อสู้ก่อนหน้านี้ของมัน แม้แต่ตอนที่มันต่อสู้กับหลี่หลิงเอ๋อร์ก็ตามที

ตูม!

เฉียนตัวตัวบินขึ้นไปในอากาศด้วยความรวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ เหลือไว้แต่ภาพซ้อนทับที่ด้านหลัง ขณะที่มันพุ่งตรงไปปรากฏกายขึ้นที่เบื้องหน้าเมิ่งฮ่าว ต่อยหมัดออกไปปะทะกับฝ่ามือของเมิ่งฮ่าวในทันที

เมื่อเสียงระเบิดขนาดใหญ่ทำให้สังเวียนการประลองสั่นไปมา เท้าของเฉียนตัวตัวก็เตะฝ่าอากาศตรงไปยังเมิ่งฮ่าว

ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกายเจิดจ้ามากขึ้นกว่าเดิมในตอนนี้ เขาไม่ได้ล่าถอยหลบหนี แต่ก้าวเท้าไปข้างหน้าโบกสะบัดมือ ทำให้กระแสน้ำมากมายปรากฏขึ้นอยู่รอบๆ ตัว จากนั้นก็รวมตัวเข้าด้วยกันกลายเป็นแม่น้ำอันกว้างใหญ่ กวาดผ่านไปทั่วทั้งสังเวียนการประลอง

เสียงปังดังออกมาขณะที่เฉียนตัวตัวถอยไปทางด้านหลัง แต่ทันใดนั้นมันก็ขยับมือร่ายเวท ทำให้ภาพของดวงตะวันและจันทราก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา หมุนวนอย่างรวดเร็ว สร้างเป็นกระแสน้ำวนขึ้นพุ่งตรงไปยังเมิ่งฮ่าว สีหน้าเมิ่งฮ่าวสงบนิ่งเหมือนเช่นเคย ขณะที่กลายร่างเป็นคฤธรพุ่งตรงไปยังชายชรา ในตอนนี้เองที่ดวงตาเฉียนตัวตัวฉายแววแปลกๆ และฉับพลันนั้นมันก็ร้องตะโกนเป็นเสียงดังออกมา

“ชั่วร้าย!”

คำพูดนี้ดูเหมือนจะประกอบไปด้วยพลังที่แปลกๆ ไหลผ่านเข้าไปในหูของเมิ่งฮ่าว และเข้าไปในจิตใจ ทันใดนั้นจิตใจเขาก็เริ่มหมุนคว้างและความคิดที่ชั่วร้ายจู่ๆ ก็เดือดพล่านขึ้นมาอยู่ภายในจิตใจ

เนื่องจากความคิดที่ชั่วร้ายนั้น ทำให้เมิ่งฮ่าวไม่อาจจะคงอยู่ในรูปแบบของคฤธรได้อีกต่อไป อีกครั้งที่เขากลายเป็นมนุษย์ จากนั้นเฉียนตัวตัวก็ขยับมือขวาร่ายเวทและชี้นิ้วออกไป เมิ่งฮ่าวแค่นเสียงเย็นชา กำลังจะโจมตีออกไปแต่…

“ชั่วร้าย!” เฉียนตัวตัวแผดร้องออกมา

ครั้งนี้เป็นเสียงที่คล้ายกับเสียงฟ้าผ่าที่ระเบิดขึ้นมาอยู่ในจิตใจเมิ่งฮ่าว ความคิดอันชั่วร้ายมากมายเกิดขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง เขาไม่อาจจะควบคุมความคิดของตนเองได้ ทำให้เต็มไปด้วยความรู้สึกที่คลุ้มคลั่ง

อย่างช้าๆ เมิ่งฮ่าวเริ่มตระหนักว่าจิตมารที่เขาได้ตัดออกไป ในช่วงที่ทำการตัดจิตมารและค้นหาเต๋า…กำลังปรากฏขึ้นมาใหม่อีกครั้งในตอนนี้ เพียงชั่วพริบตาจิตมารก็กลืนกินความคิดชั่วร้ายไป เห็นได้ชัดว่าจิตมารยังคงมีอยู่ในจิตใจเขามาโดยตลอด หลบซ่อนอยู่ในส่วนลึกของจิตใจด้วยการถูกปิดผนึกไว้

แต่ตอนนี้ด้วยการตอบรับต่อวิชาเวทอันน่าประหลาดใจของเฉียนตัวตัว ทำให้จิตมารก่อตัวขึ้นมาอีกครั้ง!

ในชั่วพริบตาเมิ่งฮ่าวและเฉียนตัวตัวก็ปะทะกันไปมาสิบกว่าครั้ง สุดท้ายเฉียนตัวตัวตะโกนคำว่า ‘ชั่วร้าย’ ออกมาหกครั้ง แต่ละครั้งทำให้วิชาเวทและการโจมตีของเมิ่งฮ่าวถูกขัดขวางไป นี่เป็นครั้งแรกในการต่อสู้ทั้งหมด ที่ทำให้เมิ่งฮ่าวต้องล่าถอยไปอย่างต่อเนื่องอยู่ในตอนนี้

โลหิตไหลซึมออกมาจากมุมปากของเขา ดวงตากลายเป็นสีแดงก่ำ กลิ่นอายอันน่ากลัวดูเหมือนแทบจะถูกปลดปล่อยออกมาจากภายในร่างเขา เฉียนตัวตัวคือคนที่ต้องรับผิดชอบต่อการปลดปล่อยจิตมารนี้ออกมา ถึงแม้มันจะไม่รู้ว่าสิ่งที่กำลังปลดปล่อยนี้คืออะไรก็ตามที ถึงแม้มันจะไม่รู้ว่ากำลังจัดการกับอะไรอยู่ แต่มันก็ยังคงตื่นเต้นเป็นอย่างมาก และโจมตีพลังปลดปล่อยนี้ออกมาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อกลุ่มฝูงชนที่ด้านนอกในขุนเขาทะเลที่เก้ามองเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้ สีหน้าพวกมันก็เปลี่ยนไปด้วยความประหลาดใจ

“ฟางมู่กำลังถูกตอบโต้กลับไปแล้ว!!”

“เฉียนตัวตัวใช้วิชาเวทอะไร ถึงสามารถสะกดฟางมู่ไว้ได้?!”

“เป็นไปได้หรือไม่ว่า ฟางมู่จะพ่ายแพ้ไปในที่สุด!?!?”

ขณะที่กลุ่มฝูงชนส่งเสียงหึ่งๆ ด้วยความประหลาดใจออกมา เฉียนตัวตัวก็โจมตีไปอย่างไม่ลดละ ทำให้เกิดเป็นเสียงระเบิดดังก้องขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมิ่งฮ่าวมีใบหน้าซีดขาว ดวงตากลายเป็นสีแดงก่ำไปโดยสิ้นเชิง ราวกับว่าเขาแทบจะบ้าคลั่งไปได้ทุกเมื่อ โลหิตไหลซึมออกมาจากมุมปาก แต่รอยยิ้มจางๆ ในที่สุดก็เริ่มเบ่งบานอยู่บนใบหน้า

“เจ้าแพ้แล้ว!” เฉียนตัวตัวส่งข้อความเข้าไปในจิตใจเมิ่งฮ่าว ดังนั้นจึงมีแต่เขาเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ได้ยิน “เวทของเหล่าฟูสามารถขโมยโชควาสนามาจากสวรรค์และปฐพีได้! ไม่ว่าเจ้าจะมีพลังแห่งเจตจำนงที่แข็งแกร่งมากแค่ไหนก็ตามที ถ้ามีความคิดชั่วร้ายขึ้นมาในจิตใจแม้แต่นิดเดียว ก็จะไปกระตุ้นเวทนี้ขึ้นมา!”

“เมื่อความคิดชั่วร้ายระเบิดออกมา พวกมันก็จะทำให้ร่างกายเจ้าตกอยู่ในเปลวไฟ และต้องพ่ายแพ้ไป!”

“เหล่าฟูต้องใช้วิชานี้กับเจ้า เพื่อที่จะมีโอกาสได้อันดับหนึ่ง วิชานี้ถูกซุกซ่อนไว้อยู่ตลอดเวลา ที่เหล่าฟูยอมพ่ายแพ้ให้กับหลี่หลิงเอ๋อร์ ก็เพราะมั่นใจว่าได้เข้ามาสู่รอบรองชนะเลิศนี้แล้ว และไม่ต้องการให้เจ้าหรือจ้าวอีฝานระมัดระวังตัวไป…”

“เจ้าได้แต่ต้องตำหนิความโชคร้ายของตัวเองเท่านั้น ถ้าเจ้าทำให้จ้าวอีฝานรับรู้ได้ถึงร่องรอยใดๆ ทำให้มันมีโอกาสที่จะเตรียมตัวต่อต้าน”

“ข้าก็จะปลดปล่อยความคิดชั่วร้ายทั้งหมดของเจ้าออกมา เปลี่ยนแปลงมันให้กลายเป็นเปลวไฟแห่งผลกรรม เพื่อเผาไหม้วิญญาณของเจ้า เพื่อทำลายเจ้าไปทั้งร่างกายและวิญญาณ!”

“ชั่วร้าย!” มันแผดร้องคำรามออกมา ขยับมือร่ายเวทและชี้ตรงไปยังเมิ่งฮ่าว นี่คือ…’ชั่วร้าย’ ครั้งที่เก้า!

ทันทีที่คำพูดนั้นหลุดออกมาจากปากมัน จิตมารที่อยู่ในร่างเมิ่งฮ่าวก็พุ่งขึ้นมา และถูกปลดปล่อยออกมาโดยสิ้นเชิง ดวงตากลายเป็นสีแดงเจิดจ้า ขณะที่เขาตกอยู่ในความโศกเศร้าเสียใจ บ้าคลั่งอย่างโหดเหี้ยม ลึกลงไปในความบ้าคลั่งนั้น เป็นความเย็นชาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เปลวไฟสีดำพุ่งขึ้นมาจากผิวหนัง ทะยานขึ้นไปอย่างบ้าคลั่งในท้องฟ้า แต่เปลวไฟนั้นไม่ได้ทำให้เมิ่งฮ่าวได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย เขามองขึ้นไปยังเฉียนตัวตัว เสียงกระหึ่มดังเต็มอยู่ในจิตใจชายชรา สีหน้ามันสลดลงไปในทันที

“นั่นไม่ใช่ความคิดชั่วร้าย! ข้า…ข้าได้ปลดปล่อยอะไรออกมา!?!?”

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: