Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 878

I Shall Seal The Heaven Chapter 878

ตอนที่ 878

มือเดียวบดบังฟ้า

สีหน้าเฉียนตัวตัวสลดลง ถอยโซเซไปทางด้านหลังสองสามก้าว ใบหน้าซีดขาวดวงตาเบิกกว้าง ความรู้สึกถึงวิกฤตอันร้ายแรงพุ่งมาปะทะจิตใจมันอย่างรุนแรง

“ข้าปลดปล่อยอะไรออกมา!?!?” เฉียนตัวตัวกล่าวเสียงแหบแห้ง “นี่ไม่ใช่ความคิดชั่วร้าย! ความคิดชั่วร้ายจะก่อตัวเป็นเปลวไฟแห่งผลกรรม เป็นเปลวไฟที่สามารถจะเผาไหม้ผู้คน ทำลายไปทั้งร่างกายและวิญญาณ!”

“นี่…ความรู้สึกนี้ กลิ่นอายนี้ แม้แต่เปลวไฟแห่งผลกรรมสีดำ ก็ยังไม่อาจจะเผาไหม้มันได้ มัน…มันช่างแข็งแกร่งจนน่าเหลือเชื่อนัก!!” ขณะที่เฉียนตัวตัวถอยไปทางด้านหลัง จิตใจมันก็เต็มไปด้วยความเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ถ้ามันสามารถเลือกได้ ก็คงจะไม่ปลดปล่อยสิ่งที่มันเพิ่งจะปลดปล่อยออกมานี้อย่างแน่นอน

มันมีความรู้สึกว่าได้เปิดประตู ปลดปล่อยมารอันน่ากลัวออกมา

กลุ่มฝูงชนที่ด้านนอกในขุนเขาทะเลที่เก้าทั้งหมด ต่างก็ประหลาดใจยังภาพของเมิ่งฮ่าวบนจอภาพกระแสน้ำวน ซึ่งถูกปกคลุมด้วยเปลวไฟสีดำ ที่ดูเหมือนไม่อาจจะทำให้เขาได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อยนิด

ดวงตาสีแดงของเมิ่งฮ่าวดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความบ้าคลั่งอย่างถึงที่สุด แต่…ดวงตาทั้งคู่นั้นก็ยังคงแน่วแน่เป็นอย่างยิ่ง ยิ่งไปกว่านั้นพลังของเขาก็กำลังพุ่งทะยานขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง

“มัน…มัน…”

“มันอยู่ในขั้นอะไรกัน? มันฝึกฝนวิชาอะไรมา? ทำไมจู่ๆ มันถึงได้กลายเป็นคนที่ดูเลือดเย็นน่ากลัวเช่นนั้น?”

“มาร! สวรรค์! นั่นคือจิตมาร! เป็นจิตมารอันยิ่งใหญ่! มีแต่คนที่เคยสังหารมาแล้วมากมายอย่างไม่รู้จบ เย็นชาและโหดเหี้ยมจนอยู่ในขอบเขตที่ต่อต้านสวรรค์เท่านั้น ถึงจะมีจิตมารเช่นนั้นได้!”

ในวิหารบนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว เหล่าปรมาจารย์ทั้งหมดลุกขึ้นมายืน หอบหายใจออกมาขณะที่มองไปด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด

“ช่างเป็นจิตมารที่น่าตกใจอะไรเช่นนี้! ก่อนหน้านี้ดูเหมือนว่ามันจะปกติไปโดยสิ้นเชิง! เด็กผู้นี้…เด็กผู้นี้มีพลังแห่งเจตจำนงที่น่าตกใจเป็นอย่างยิ่ง!”

“จิตมารเช่นนี้ไม่เคยมีใครสามารถจะขับไล่ หรือตัดมันไปโดยสมบูรณ์มาก่อน! จะติดตามมันไปตลอดจนกระทั่งไปเกิดใหม่!”

“จากในสมัยโบราณมาจนกระทั่งถึงตอนนี้ ใครก็ตามที่มีจิตมารเช่นนี้ จะต้องจบลงด้วยการเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงที่ร้ายแรงนับไม่ถ้วน และจะเปลี่ยนชีวิตมันไปโดยสิ้นเชิง!!”

สูงขึ้นไปเหนือต้นไม้เต๋า หญิงสาวในชุดขาวลอยตัวอยู่ที่นั่นด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึกอยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ตามในตอนนี้เอง ที่ดวงตานางเริ่มสาดประกายด้วยแสงแห่งความอยากรู้อยากเห็น ขณะที่มองไปยังเมิ่งฮ่าว

สำหรับเฉียนตัวตัว มันไม่ได้หยุดการล่าถอยไปทางด้านหลัง และกำลังสั่นสะท้านไปทั้งร่างด้วยความหวาดกลัว หนังศีรษะด้านชา รู้สึกหวาดกลัวจนแทบจะเป็นบ้าไป ถึงแม้เมิ่งฮ่าวจะยังไม่ได้โจมตีไป แต่พลังของจิตมารและเปลวไฟแห่งผลกรรมได้ทำให้เฉียนตัวตัวรู้สึกประหลาดใจอย่างถึงที่สุด รู้สึกได้ถึงโลหิตที่แห้งกรัง กลิ่นอายอันน่ากลัวที่พุ่งขึ้นมา ทำให้มันสั่นสะท้านไปทั่วร่าง มันแทบจะรู้สึกว่ากำลังมองไปยังสิ่งที่ไม่ใช่ผู้ฝึกตน แต่เป็นภูเขาแห่งซากศพ และทะเลแห่งโลหิต เป็นดาวมารที่พุ่งขึ้นมาจากขุมนรกโลกันต์

“ข้ายอม…” ก่อนที่มันจะทันได้พูดจบ สายตาเมิ่งฮ่าวก็หันมามองที่มันโดยตรง

ดวงตาทั้งคู่นั้นคล้ายกับเป็นมหาสมุทรแห่งโลหิต พร้อมกับม่านตาที่กระจายแสงอันเจิดจ้าอันเป็นนิรันดร์ออกมา จนดูเหมือนว่าจะสามารถดูดซับวิญญาณเข้าไปได้

ทันทีที่สายตาของคนทั้งสองสบประสานกัน จิตใจเฉียนตัวตัวก็ส่งเสียงดังกระหึ่ม รู้สึกราวกับว่ากำลังจะระเบิดออกมา ร่างกายมันสั่นสะท้าน ราวกับมีใบมีดอันแหลมคมแทงทะลุเข้ามาในดวงตา แทงเข้ามาในวิญญาณของมัน จากนั้นก็ระเบิดอยู่ข้างในกลายเป็นสนามรบที่ปกคลุมไปด้วยภูเขาแห่งซากศพและทะเลแห่งโลหิต มันมองเห็นผู้คนในสนามรบ ถูกห้อมล้อมด้วยกระแสน้ำวน ไม่ว่าบุรุษผู้นี้จะไปยังที่แห่งใด ผู้ฝึกตนนับไม่ถ้วนก็ต้องส่งเสียงแผดร้องอย่างน่าอนาถใจออกมา ขณะที่ร่างกายพวกมันแห้งเหี่ยวลงไป เลือดเนื้อของพวกมันถูกดูดซับเข้าไป วิญญาณพวกมันถูกกลืนกิน สุดท้ายมีเพียงสิ่งเดียวที่เหลืออยู่คือ ซากศพที่แห้งกรัง ดวงตากำลังเบิกโพลงจ้องมองขึ้นไปในท้องฟ้า

เฉียนตัวตัวกระอักโลหิตออกมากองโต จากนั้นจู่ๆ สายตามันก็มองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น มันมองเห็นเมิ่งฮ่าวมาปรากฏขึ้นที่ตรงหน้า ถูกปกคลุมด้วยเปลวไฟสีดำที่กำลังส่ายไหวไปมา เมิ่งฮ่าวยกมือขวาขึ้นมาและคว้าจับไปที่ลำคอของชายชรา จากนั้นก็ยกมันขึ้นไปในอากาศ ดวงตาเขาลุกไหม้ด้วยความบ้าคลั่งที่เย็นชา และปากก็บิดขึ้นมาเป็นรอยยิ้มที่โหดเหี้ยม

“ขอบคุณท่าน ความรู้สึกนี้…ช่างดีอย่างยิ่งจริงๆ”

“น่าเสียดายที่มันไม่สอดคล้องกับจิตเต๋าของข้า ข้าคิดว่าได้ตัดมันไปหมดสิ้นแล้ว ไม่เคยคาดคิดว่ามันจะยังคงมีอยู่…”

“แต่ถึงอย่างไรข้าก็ต้องขอบคุณท่านที่ช่วยให้ข้าตระหนักว่า มันคงอยู่ในจิตใจข้ามานานแล้ว และตอนนี้…ข้าจะมอบพิธีฝังศพอันยิ่งใหญ่ให้!” เมิ่งฮ่าวหัวเราะหึๆ และดวงตาของเฉียนตัวตัวก็เบิกกว้างขึ้น ตอนนี้มันไม่อาจจะพูดออกมาได้แม้แต่ครึ่งคำ กำลังสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ภายในดวงตาที่เบิกกว้างของมันสามารถมองเห็นความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุดอยู่

ทันทีที่เมิ่งฮ่าวพูดจบ เปลวไฟสีดำที่ปกคลุมอยู่รอบๆ ตัวก็พุ่งขึ้นไป กลายเป็นปากขนาดใหญ่ ปากนั้นบิดขึ้นด้วยความโหดเหี้ยมและบ้าคลั่ง ขณะที่มันพุ่งตรงไปยังเฉียนตัวตัว

เพียงชั่วขณะเปลวไฟสีดำก็ลุกท่วมไปทั่วร่าง มันส่งเสียงแผดร้องอย่างน่าอนาถใจออกมา จนแทบฟังไม่ออกว่าเป็นเสียงของมนุษย์ เสียงที่น่าอนาถใจนั้นดังก้องออกไปในทั่วทุกทิศทาง ทำให้ผู้ฝึกตนทั้งหมดที่อยู่บนต้นไม้เต๋า ไม่เพียงแต่จะรู้สึกตกตะลึงเท่านั้น แต่ยังรู้สึกสะเทือนใจขึ้นอีกด้วย จากนั้นพวกมันก็เริ่มสั่นสะท้านไปตามๆ กัน

ใบหน้าหลี่หลิงเอ๋อร์ซีดขาว เมื่อนางมองเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ นางยังเริ่มสั่นสะท้านขึ้นด้วยความรู้สึกที่หวาดกลัวอย่างรุนแรง มากกว่าที่นางรู้สึกกับเมิ่งฮ่าวขึ้นไปอีก

ใบหน้าจ้าวอีฝานปกคลุมด้วยสีหน้าที่จดจ่ออย่างเข้มข้น ขณะที่มันมองไป ทั้งมันและหลี่หลิงเอ๋อร์กำลังหอบหายใจออกมา

เฉียนตัวตัวแผดร้องออกมา ขณะที่ร่างกายมันแห้งเหี่ยวลงไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่มันใกล้จะตกตายไป ก็มองไปยังเมิ่งฮ่าวด้วยสายตาที่งุนงง และจิตใจเต็มไปด้วยความรู้สึกเสียใจอย่างรุนแรง มันรู้ว่าไม่ควรจะปลดปล่อยความคิดอันชั่วร้ายที่อยู่ในจิตใจของคู่ต่อสู้ออกมา กลายเป็นว่าในที่สุดมันได้ปลดปล่อย…มารออกมาด้วยตนเอง!

ในช่วงเวลาเพียงแค่ไม่กี่อึดใจ เฉียนตัวตัวก็กลายเป็นเถ้าธุลีลอยไปตามสายลม

เมิ่งฮ่าวลดมือลง และเปลวไฟก็กะพริบไปมา กลายเป็นเครื่องหมายผนึกสีดำ ที่มองเห็นได้อยู่บนผิวกาย ขณะที่ยืนอยู่ที่นั่น พลังของเขาก็พุ่งขึ้นไป

ในตอนนี้เอง ที่จู่ๆ เขาก็ลอยออกไปจากสังเวียนการประลอง และลงไปอยู่บนใบไม้สีทองที่อยู่ด้านบนสุดของต้นไม้เต๋า จากนั้นก็หันหน้ามองกลับไปยังจ้าวอีฝาน

“จ้าวอีฝาน เจ้าต้องการจะต่อสู้กับข้า ใช่หรือไม่? มาเลย!”

เห็นได้ชัดว่าบุรุษครึ่งศีรษะที่กำลังมองดูเมิ่งฮ่าวอยู่ รับรู้ได้ถึงจิตมารนี้ จากการที่มันสั่นสะท้านอย่างแทบไม่อาจจะมองเห็นได้ เห็นได้ชัดว่าแม้แต่มันก็ยังต้องหวาดกลัวต่อจิตมารนี้

แรงสั่นสะเทือนวิ่งผ่านไปทั่วร่างจ้าวอีฝาน ขณะที่มันมองออกไปยังเมิ่งฮ่าว สีหน้าเคร่งเครียดเป็นอย่างยิ่งปกคลุมอยู่บนใบหน้า ดวงตามันลุกโชนด้วยความต้องการจะต่อสู้ ไม่สนใจหลี่หลิงเอ๋อร์โดยสิ้นเชิง บินขึ้นไปในอากาศ ไปหยุดอยู่ที่เบื้องหน้าเมิ่งฮ่าวบนใบไม้สีทองด้วยเช่นกัน

มันยื่นมือขวาออกไป และทันใดนั้นกระบี่สีฟ้าก็ปรากฏขึ้น

กระบี่นี้มีความยาวเจ็ดฉื่อ (1 ฉื่อยาวประมาณ 23 เซนติเมตร) สาดประกายเป็นแสงสีเขียวออกมา รวมทั้งความหนาวเย็นที่กว้างใหญ่ราวกับทะเล จ้าวอีฝานมองไปยังเมิ่งฮ่าว จากนั้นก็ยกกระบี่ขึ้นกวาดตวัดตรงไปที่เขาราวกับเป็นลูกธนูที่หลุดออกจากแหล่ง

กระบี่นี้ทำให้อากาศสั่นไปมา สีสันแวบขึ้น ความหนาวเย็นอันรุนแรงพุ่งออกไปในทั่วทุกทิศทาง และปราณกระบี่ที่คล้ายมังกรก่อตัวเข้าด้วยกันกลายเป็นมังกรสีฟ้า มังกรสีฟ้ามีกรงเล็บอันดุร้ายที่สามารถจะกรีดเฉือนอากาศให้กลายเป็นชิ้นๆ ได้ และหนวดที่ยาวของมันสามารถจะทำให้รอบๆ บริเวณนั้นแตกกระจายออกไปได้ เสียงกระหึ่มดังเต็มอยู่ในอากาศ ขณะที่มังกรพุ่งตรงไปยังเมิ่งฮ่าว สังเวียนการประลองทั้งหมดสั่นสะเทือน และอากาศก็ถูกฉีกกระชากออกเป็นชิ้นๆ แทบจะราวกับว่ามังกรสีฟ้าตัวนี้สามารถจะบดขยี้สิ่งใดๆ ก็ตามที่มาขัดขวางเส้นทางของมัน

ในชั่วพริบตา มันก็มาอยู่ตรงหน้าเมิ่งฮ่าว ในช่วงก่อนที่มันจะพุ่งเข้ามาปะทะ เมิ่งฮ่าวมีสีหน้าที่เย็นชาและดวงตาที่แดงก่ำ คิดไม่ถึงว่าเขาไม่ได้ทำอะไรเพื่อหลีกเลี่ยงมัน แต่ยกมือขึ้น ผลักตรงไปยังมังกรตัวนั้น

เสียงกระหึ่มขนาดใหญ่ได้ยินมา ขณะที่ลำแสงปราณกระบี่ ขยายออกไปในทั่วทุกทิศทางอย่างรวดเร็ว กลายเป็นเกราะป้องกันทรงโค้งของกระบี่นับหมื่นเล่ม เส้นผมเมิ่งฮ่าวพลิ้วไปมา…ขณะที่เขายืนอยู่ที่นั่นไม่ขยับตัวเคลื่อนไหว ใช้แค่มือเดียวเท่านั้นตวัดออกไปเพื่อส่งปราณกระบี่ออกไปต่อต้าน

ราวกับว่ามือเดียวของเขาสามารถจะบดบังไปทั่วทั้งท้องฟ้า!

คนทั้งหมดมองไปด้วยความประหลาดใจในการต่อสู้ตัดสินครั้งสุดท้ายนี้!!

ในวิหารบนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว เหล่าปรมาจารย์กำลังมองไปด้วยจิตใจที่จดจ่ออย่างเต็มที่เช่นเดียวกัน

การต่อสู้เพื่อตัดสินนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเกินไป ในตอนนี้คนทั้งหมดบนต้นไม้เต๋าคล้ายกับเป็นฉากหลังให้กับเมิ่งฮ่าวและจ้าวอีฝาน ซึ่งได้กลายเป็นจุดศูนย์กลางของความสนใจไปแล้วโดยสิ้นเชิง

เมิ่งฮ่าวจ้องมองไปยังจ้าวอีฝานด้วยความเย็นชา ค่อยๆ กำมือเป็นหมัดขึ้นอย่างช้าๆ ขณะที่ทำเช่นนั้น เกราะป้องกันรูปทรงโค้งที่กระจายตัวออกไป ก็เริ่มเกิดเป็นเสียงแตกร้าวขึ้น จากนั้นก็หดตัวลงในทันที

ขณะที่มันหดตัวลงไป มังกรสีฟ้ากำลังดิ้นรนอย่างไร้ประโยชน์อยู่ มือของเมิ่งฮ่าวกำเป็นหมัดขึ้น

ตูม!

เกราะป้องกันปราณกระบี่แตกออกเป็นเสี่ยงๆ มังกรสีฟ้าพังทลายกลายเป็นชิ้นๆ และจากนั้นก็ระเบิดขึ้น การโจมตีของกระบี่หายไป ที่เหลืออยู่เบื้องหลังทั้งหมดนั้น แสดงให้เห็นถึงเครื่องหมายสีขาวบนฝ่ามือของเมิ่งฮ่าวออกมา ดูเหมือนว่ามันจะเป็นบาดแผล แต่ในชั่วพริบตานั้นเอง บาดแผลนั้นก็ถูกรักษา และเครื่องหมายนั้นก็หายไป

การเปลี่ยนแปลงนี้ถูกสังเกตเห็นโดยกลุ่มผู้ชมที่อยู่ในขุนเขาทะเลที่เก้า และพวกมันต่างก็ประหลาดใจไปตามๆ กัน

“นั่นคือพลังฟื้นฟูอะไรกัน!?”

“มันใช้เพียงแค่มือเดียวก็ปิดกั้นกระบี่ของจ้าวอีฝานได้ และมันก็ถูกกรีดไปแค่เล็กน้อยเท่านั้น! สวรรค์! แค่พริบตามันก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม!”

“นี่คือพลังที่แท้จริงของฟางมู่! ก่อนหน้านี้มันได้ปกปิดพื้นฐานฝึกตนของตัวเองไว้!!”

ขณะที่กลุ่มฝูงชนตกอยู่ในความปั่นป่วนวุ่นวาย เหล่าปรมาจารย์ที่อยู่ในวิหารบนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวกำลังหอบหายใจออกมา และจ้องนิ่งไปยังเมิ่งฮ่าวบนจอภาพ

“นั่นต้องเป็น…อาณาจักรความเป็นนิรันดร์!!”

“มันครอบครองอาณาจักรความเป็นนิรันดร์ในตำนานได้จริงๆ!”

“ด้วยอาณาจักรเช่นนั้น ถือได้ว่ามันคือผู้ไร้พ่ายในรุ่นของมัน!!”

เวลาเดียวกันนั้น ที่ด้านนอกของดาวตงเซิ่ง ปรมาจารย์เอกะเทวะกำลังจ้องมองไปยังจอภาพกระแสน้ำวนด้วยสายตาที่งุนงง ดวงตาเบิกกว้าง มันเริ่มหอบหายใจออกมา และไม่นานต่อมา ก็เริ่มส่งเสียงสาปแช่งด่าทอขึ้น

“เจ้าสารเลวน้อย ข้าไม่อยากเชื่อว่ามันจะมีอาณาจักรความเป็นนิรันดร์!!”

แสงแปลกๆ ปรากฏขึ้นในดวงตาของหญิงสาวชุดขาว ที่กำลังลอยตัวอยู่เหนือต้นไม้เต๋าอีกครั้ง ขณะที่นางมองไปยังเมิ่งฮ่าว

ในเวลาเดียวกันนั้น ที่ด้านนอกของสังเวียนการประลองที่เมิ่งฮ่าวยืนอยู่ บุรุษครึ่งศีรษะกำลังลอยตัวอยู่ที่นั่น แน่นิ่งไม่ไหวติง แต่ดวงตาที่ยังเหลืออยู่ข้างเดียวของมันก็จ้องนิ่งไปยังเมิ่งฮ่าว แสงที่เปล่งประกายออกมานั้นดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความโลภ

สีหน้าจ้าวอีฝานเปลี่ยนไป และมันก็สูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ ภาพแห่งธรรมของมันจู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นที่ด้านหลัง ภาพที่แสดงออกมานั้นคือตัวมันเอง!

มีขนาดใหญ่โตมโหฬารสูงถึงหนึ่งพันจ้าง กระจายพลังอันน่าตกใจออกมา

เพื่อที่จะมีภาพแห่งธรรมเช่นนี้ คนผู้นั้นต้องมีพลังของเซียนแท้ของตนเอง อย่างน้อยก็หกถึงเจ็ดในสิบส่วน ย้อนกลับไปในดาวหนานเทียน จ้าวอีฝานแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่ได้แข็งแกร่งเท่านี้ อันที่จริง ยังสามารถจะมองเห็นได้อย่างเลือนลางว่า มีบางอย่างที่คล้ายกับเป็นต้นเถาวัลย์ที่เรืองแสงอยู่บนภาพแห่งธรรมของมันอีกด้วย!

มันคือ…ต้นเถาวัลย์ประกายเซียน!!

“สวรรค์! จ้าวอีฝานกำลังต่อสู้อยู่ในขณะที่มันกำลังใช้ต้นเถาวัลย์ประกายเซียน! คนส่วนใหญ่จะต้องอยู่ในช่วงการเข้าฌาณตามลำพังแล้วในตอนนี้ แต่มันก็ยังกล้าจะออกมาต่อสู้!!”

“มันกำลังใช้การต่อสู้เพื่อให้ได้รับความรู้แจ้งหรือไม่? ใช้การต่อสู้เพื่อเปล่งประกายเซียน และเปิดเป็นเส้นทางสู่การเป็นเซียนแท้ของมัน? จ้าวอีฝานผู้นี้สมกับชื่อเสียงของมัน ในฐานะที่เป็นหนึ่งในสองของศิษย์ทายาทที่แข็งแกร่งมากที่สุด ที่เคยมีมาในรอบหลายปีของสำนักกระบี่ไท่สิง!”

ที่ยิ่งน่าตกใจมากไปกว่านั้นก็คือว่า ภาพแห่งธรรมของมันถือกระบี่ยาว ที่บนตัวกระบี่มีอักษรสองตัวสลักไว้

อวิ๋นเฟิง! (ผนึกเมฆา)

กระบี่นี้ค่อนข้างจะดูเลือนลาง แต่คนทั้งหมดก็สามารถมองเห็นมันได้

ทันทีที่กลุ่มคนมองเห็นตัวอักษรนั้น คนทั้งหมดต่างก็ตกอยู่ในความปั่นป่วนวุ่นวาย

“กระบี่ผนึกเมฆา! ภาพแห่งธรรมของมันมีกระบี่ผนึกเมฆาจริงๆ!”

“สำนักกระบี่ไท่สิงมีกระบี่ศักดิ์สิทธิ์อยู่สามเล่ม และกระบี่ผนึกเมฆาก็เป็นหนึ่งในนั้น! พวกมันเป็นกระบี่ที่ไม่มีอยู่ในความเป็นจริง แต่สามารถเรียกมาได้โดยการฝึกฝนเวทแห่งเต๋าจากสำนักกระบี่ไท่สิงเท่านั้น มีผู้ถูกเลือกไม่กี่คนเท่านั้นที่จะมีวิชาเวทและความสามารถศักดิ์สิทธิ์ที่จะทำได้เช่นนี้”

“แต่…การที่กระบี่ปรากฏขึ้นอยู่ในมือของภาพแห่งธรรม เป็นสิ่งที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน! คงไม่ได้หมายความว่า มันสามารถจะใช้วิชาเวทและความสามารถศักดิ์สิทธิ์ใดๆ ก็ได้ตามที่ต้องการ และสามารถจะปลดปล่อยพลังของกระบี่ผนึกเมฆาออกมาได้ในเวลาเดียวกัน!?”

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: