I Shall Seal The Heaven Chapter 889

ตอนที่ 889

อันตรายซุ่มซ่อนอยู่ทั่วทุกที่

ประกายแสงบนดาวหนานเทียน คงอยู่ในช่วงเวลาธูปไหม้หมดไปหนึ่งดอก ก่อนที่จะจางหายไปโดยสิ้นเชิง

ด้านนอกท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว เป็นสนามของอุกกาบาต ที่ดูเหมือนจะลอยไปมาอยู่ท่ามกลางหมู่ดาวตราบชั่วนิรันดร์

อุกกาบาตที่มีขนาดใหญ่มากที่สุด มีความกว้างนับหมื่นจ้าง ที่เล็กมากที่สุดแค่สิบกว่าจ้าง เมื่อมองมาจากที่ห่างไกล สนามอุกกาบาตแทบจะดูคล้ายกับเป็นแม่น้ำแห่งดวงดาวที่กำลังลอยผ่านห้วงอวกาศไป

อวกาศส่วนนี้ไม่ได้มืดสนิทไปทั้งหมดจริงๆ มีจุดประกายแสงแวบขึ้นไปมาอยู่เป็นระยะ เพียงมองไปแค่แวบเดียว ก็ดูเหมือนว่าท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวนี้จะไร้จุดที่สิ้นสุด แต่ในความเป็นจริง มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น มันดูเหมือนกับเป็นชีพจรที่มีชีวิตมากกว่า

สนามอุกกาบาตเต็มไปด้วยอุกกาบาตขนาดใหญ่มากมาย ซึ่งเห็นได้ชัดว่าถูกห้อมล้อมด้วยพลังอันน่าตกใจ ที่แทบจะคล้ายกับเป็นเกราะป้องกัน

หนึ่งในอุกกาบาตที่มีความกว้างนับหมื่นจ้างเหล่านั้น กำลังส่องแสงระยิบระยับอยู่ ทำให้มองเห็นเป็นประตูเคลื่อนย้ายทางไกลจำนวนมากมาย ถูกแกะสลักอยู่ในพื้นผิวของมัน ประตูเหล่านั้นนับพันได้รวมตัวกันอย่างแน่นหนาอยู่บนนั้น

หนึ่งในประตูเคลื่อนย้ายทางไกลเหล่านั้น กำลังส่องแสงระยิบระยับอยู่ในตอนนี้ เงาร่างของเมิ่งฮ่าวและสือจิ่วซูค่อยๆ มองเห็นได้อย่างช้าๆ

“ฮ่าวเอ๋อร์ ดาวหนานเทียนและดาวตงเซิ่งอยู่ห่างกันอย่างมาก จึงเป็นเรื่องยากที่จะเคลื่อนย้ายทางไกลไปตรงๆ พวกเราจำเป็นต้องย้ายมาที่ประตูเคลื่อนย้ายทางไกลที่นี่ก่อน” สือจิ่วซูกล่าวพร้อมกับรอยยิ้ม เมื่อท่านมองไปยังเมิ่งฮ่าว ความรู้สึกและความรักก็สาดประกายอยู่ในแววตา

ท่านรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งที่บุตรชายของพี่ใหญ่สามารถเอาชนะทัณฑ์ทรมานของตัวเองได้แล้ว และในที่สุดก็สามารถกลับไปยังตระกูลได้

เมื่อท่านคิดไปถึงค่าตอบแทนอันแพงลิ่วที่ฟางซิ่วเฟิงต้องจ่ายออกมาตลอดทั้งหลายปีมานี้ ก็ต้องแอบถอนหายใจขึ้นอย่างช่วยไม่ได้

“เจ้าสามารถมองไปรอบๆ ได้ อุกกาบาตนี้เป็นของตระกูลฟาง ดังนั้นพวกเราจะไม่มีอันตรายใดๆ จำเป็นต้องใช้เวลาปรับเปลี่ยนประตูเคลื่อนย้ายทางไกลนี้บ้าง ในตอนนี้ร่างกายเจ้าไม่อาจจะรับได้ ข้าขอเวลาแค่…ธูปไหม้หมดไปหนึ่งดอกเท่านั้น” ด้วยเช่นนั้น ท่านจึงได้เริ่มปรับเปลี่ยนประตูเคลื่อนย้ายทางไกล

เมิ่งฮ่าวพยักหน้าเพื่อตอบรับ จากนั้นก็ก้าวเท้าออกมาจากประตูเคลื่อนย้ายทางไกลเพื่อมองไปรอบๆ

ไม่มีดวงตะวัน ไม่มีท้องฟ้า สิ่งเดียวที่เขาสามารถมองเห็นได้คือแสงดาวระยิบระยับที่อยู่ในท่ามกลางความมืดมิด ถึงแม้ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกของเมิ่งฮ่าว ที่ได้ก้าวเท้าออกมาในท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว แต่ก็แตกต่างเป็นอย่างมากกับช่วงเวลาครั้งก่อนๆ เหล่านั้น

“ข้าออกมาจากดาวหนานเทียนแล้วจริงๆ…” เขามองออกไปยังที่ห่างไกล แต่ก็ไม่รับรู้ได้ถึงทิศทางใดๆ และไม่รู้ว่าดาวหนานเทียนอยู่ที่ตรงจุดไหน จิตใจเกิดความรู้สึกว่างเปล่าขึ้นเล็กน้อย และรู้สึกกังวลใจเมื่อไปถึงดาวตงเซิ่งในฐานะคนแปลกหน้าด้วยเช่นกัน

แน่นอนว่า นั่นคือสถานที่ที่เขาถือกำเนิดขึ้นมา และเป็นดวงดาวที่เป็นของตระกูลฟางของตัวเองด้วยเช่นกัน

เขาลูบไปที่ถุงสมบัติ ภายในเป็นแผ่นหยกที่บิดามอบให้มา มันประกอบไปด้วยแผนที่ของขุนเขาทะเลที่เก้า พร้อมกับเส้นทางในท่ามกลางหมู่ดาวต่างๆ

“เมื่อไหร่ที่ทำการปรับแต่งประตูนี้เสร็จ พวกเราก็สามารถไปต่อได้” สือจิ่วซูร้องตะโกนออกมาพร้อมรอยยิ้ม ขณะที่ทำการปรับแต่งให้ประตูเคลื่อนย้ายทางไกลเหมาะสมสำหรับเมิ่งฮ่าว “ท่านปรมาจารย์ทั้งหมดต่างก็ไปนั่งเข้าฌาณตามลำพัง เหลือไว้แต่ท่านผู้เฒ่าสูงสุดของตระกูล ท่านดีใจเป็นอย่างมากที่รู้ว่าเจ้ากำลังจะกลับไป และได้จัดเตรียมรวบรวมกลุ่มคนในตระกูลเป็นจำนวนมากเพื่อมาต้อนรับเจ้า”

“มันต้องคึกคักมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างแน่นอน! ฮา ฮา ฮา! เมื่อไหร่ที่พวกเรากลับไป เจ้าต้องช่วยสั่งสอนบุตรชายของสือจิ่วซูบ้างแล้ว!”

เมิ่งฮ่าวพยักหน้า และด้วยเหตุผลบางอย่าง ทำให้จิตใจมีความอบอุ่นพุ่งขึ้นมาเล็กน้อยอย่างช่วยไม่ได้ เป็นความอบอุ่นของความเป็นครอบครัว เป็นความอบอุ่นที่เริ่มเย็นชาลงไปแทบจะในทันทีที่จากดาวหนานเทียนมา และเริ่มย่างเท้าออกไปในห้วงอวกาศ

“สือจิ่วซู ดาวตงเซิ่งทั้งหมดเป็นของตระกูลฟางหรือไม่?” เมิ่งฮ่าวถาม

“บิดาเจ้าไม่ได้บอกให้รู้? นั่นก็ใช่แล้ว ต้าเกอ (พี่ใหญ่) ไม่ค่อยพอใจตระกูลอยู่เล็กน้อย อ้าย…”

“ฮ่าวเอ๋อร์ เจ้าควรจะรู้ว่าดินแดนและดวงดาวทั้งหมดจริงๆ แล้วก็เป็นส่วนหนึ่งของจิ่วต้าซานไห่ (เก้าขุนเขาทะเลอันยิ่งใหญ่) หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือว่า มีเก้าขุนเขาคงอยู่ในท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว แต่ละขุนเขามีทะเลอยู่หนึ่งแห่ง ดังนั้นจึงมีอยู่เก้าทะเล”

“ในจิ่วต้าซานไห่ (เก้าขุนเขาทะเลอันยิ่งใหญ่) หนึ่งขุนเขาทะเลก็คือหนึ่งโลก ดังนั้นจึงมีโลกอยู่เก้าแห่ง”

“โลกแต่ละแห่งเหล่านั้น มีดาวอยู่สี่ดวงโคจรหมุนวนอยู่รอบๆ ขุนเขาไปตราบชั่วนิรันดร์ ที่ด้านนอกของเก้าขุนเขาเหล่านั้นมีร่างสวรรค์ขนาดใหญ่อยู่สองร่าง ก็คือดวงตะวันและจันทรา”

“เนื่องจากการสะท้อนของทะเลแห่งดวงดาว ทำให้ดวงตะวันและจันทราดูแตกต่างกันออกไปในแต่ละดวงดาว แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีดวงตะวันและจันทราเพียงแค่ดวงเดียวเท่านั้นในจิ่วต้าซานไห่นี้”

“ในตี้จิ่วซานไห่ (ขุนเขาทะเลที่เก้า) หนึ่งในสี่ดวงดาวเหล่านั้นคือดาวตงเซิ่ง (ชัยชนะตะวันออก) ซึ่งเป็นของตระกูลฟางโดยสิ้นเชิง ถึงแม้ว่าจะมีสำนักและตระกูลที่แข็งแกร่งอื่นๆ อยู่บนดาวตงเซิ่ง แต่ถ้าตระกูลฟางต้องการ พวกเราสามารถจะรวมกองกำลังเหล่านั้นเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวได้ แต่พวกเราก็ยอมให้พวกมันคงอยู่ต่อไป”

“อันที่จริง ดวงดาวที่ใหญ่โตมากที่สุดในตี้จิ่วซานไห่ ไม่ใช่ดาวตงเซิ่ง แต่เป็นดาวเป่ยหลู (ขลุ่ยทิศเหนือ) มันมีขนาดใหญ่กว่าดาวตงเซิ่งหลายเท่า และเป็นสถานที่ซึ่งตระกูลหวัง, ตระกูลซ่ง และตระกูลหลี่ สามตระกูลอันยิ่งใหญ่เหล่านี้เรียกมันว่าบ้าน”

“ยังมีดาวซีเฮ่อ (สุขสันต์ตะวันตก) ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักกระบี่ไท่สิง ซึ่งเป็นหนึ่งในสามกลุ่มเต๋าอันยิ่งใหญ่ รวมทั้งสำนักที่มีชื่อเสียงอื่นๆ”

“ถ้าจะวิเคราะห์กันให้ละเอียดมากไปกว่านี้ ก็ต้องมองไปที่เก้าขุนเขาและเก้าทะเลในภาพรวมทั้งหมด”

“เมื่อเทียบกับดาวอื่นๆ แล้ว ดาวหนานเทียนพิเศษมากที่สุด เมื่อบิดาเจ้าไม่ได้บอกรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ข้าก็ไม่ควรจะพูดออกมาด้วยเช่นกัน” หลังจากที่ให้คำอธิบาย สือจิ่วซูก็ยิ้มออกมาและทำการปรับแต่งเวทค่ายกลต่อไป

ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกายด้วยแสงอันเจิดจ้า คำอธิบายของสือจิ่วซูซ้อนทับกับความเข้าใจในเรื่องราวต่างๆ และยังมีภาพในมุมกว้างมากกว่าสิ่งที่อยู่ในจิตใจของเมิ่งฮ่าว

“สือจิ่วซู บนดาวตงเซิ่งยังมีสำนักอะไรอีกบ้าง?” เมิ่งฮ่าวถามขึ้นมาในทันที

“ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือนิกายเซี่ยหลัน (กล้วยไม้โลหิต) และนิกายกุ่ยเสิน (เทพหุ่นเชิด) ซึ่งอยู่ในท่ามกลางสามนิกายหกสำนัก นอกจากพวกมันแล้วก็ยังมีสำนักเย่าเซียน (เซียนโอสถ) ถึงสำนักนี้จะไม่อยู่ในสามนิกายหกสำนัก แต่เมื่อพูดถึงเต๋าแห่งการปรุงยา ในตี้จิ่วซานไห่ (ขุนเขาทะเลที่เก้า) ทั้งหมดนี้ พวกมันก็เป็นรองเพียงแค่เต๋าคุนหลุนเท่านั้น”

“ถ้าจะกล่าวให้ถูกต้อง…สำนักเย่าเซียนมีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับตระกูลฟาง อ้าย…อันที่จริงสำนักนี้ถูกก่อตั้งขึ้นโดยปรมาจารย์ของตระกูลฟาง ซึ่งไม่พอใจและออกไปตั้งสำนักของตนเองขึ้นมา”

“หลังจากที่พวกเรากลับไปยังตระกูล บุตรชายข้าซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของเจ้า จะบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดเหล่านี้เอง” สือจิ่วซูยื่นมือขวาออกกดลงไปบนพื้นผิวของประตูเคลื่อนย้ายทางไกล ทำให้แสงระยิบระยับปรากฏขึ้น

“เรียบร้อย! ฮ่าวเอ๋อร์ไปกันต่อเถอะ หลังจากธูปไหม้หมดหนึ่งดอกผ่านไป เจ้าก็จะมองเห็นดาวตงเซิ่งแล้ว!” พร้อมกับเสียงหัวเราะที่ดังก้องออกมา สือจิ่วซูก็ก้าวเท้าเข้าไปในประตูเคลื่อนย้ายทางไกล ตามติดไปด้วยเมิ่งฮ่าวอย่างใกล้ชิด ขณะที่แสงของการเคลื่อนย้ายทางไกลปกคลุมคนทั้งสอง ดวงตาเมิ่งฮ่าวก็สาดประกายด้วยความมุ่งหวังขึ้นมา

เมิ่งฮ่าวและสือจิ่วซูหายตัวไปพร้อมกับแสงระยิบระยับ แต่ในทันทีที่คนทั้งสองจางหายไป ผู้ฝึกตนในชุดยาวสีดำก็ได้ปรากฏกายขึ้นอยู่ที่ด้านบนของประตูเคลื่อนย้ายทางไกล

ใบหน้ามันไร้ความรู้สึกจนกลายเป็นความเย็นชาราวน้ำแข็ง แทบจะดูเหมือนว่าไร้อารมณ์ความรู้สึกไปโดยสิ้นเชิง มันปรากฏกายขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียงใดๆ เมื่อมองเห็นเมิ่งฮ่าวและสือจิ่วซูหายตัวไปในประตู มันก็ใช้เท้าขวากระทืบลงไปอย่างรุนแรง ทำให้ประตูเคลื่อนย้ายทางไกลแตกกระจายไปในทันที

โดยพื้นฐานแล้วประตูเคลื่อนย้ายทางไกลจะไม่แตกกระจายออกไปอย่างง่ายดาย มิเช่นนั้นเมิ่งฮ่าวและสือจิ่วซูจะไม่มั่นใจที่จะใช้มัน นอกจากนั้นอุกกาบาตแห่งนี้ก็เป็นของตระกูลฟาง และถูกปกป้องด้วยเวทเกราะป้องกัน ทำให้ยากที่จะมีบุคคลภายนอกเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ได้

บุรุษชุดดำหยิบเอาแผ่นหยกออกมา และส่งเจตจำนงศักดิ์สิทธิ์บางส่วนเข้าไป

“พบเป้าหมายแล้ว โครงสร้างของประตูเคลื่อนย้ายทางไกลถูกทำลายไปแล้ว” ด้วยเช่นนั้นมันก็หายตัวไป

แทบจะในทันทีที่มันหายตัวไป แสงอันเจิดจ้าจู่ๆ ก็มองเห็นได้จากที่ไหนสักแห่งระหว่างอุกกาบาตและดาวตงเซิ่ง ตามติดมาด้วยเสียงกระหึ่มกึกก้องขนาดใหญ่ ในท่ามกลางแสงนั้นเป็นหลุมที่ฉีกขาดออกมาจากความว่างเปล่า แสงหลากสีได้พุ่งกระจายออกมา รวมทั้งระลอกคลื่นอันน่ากลัว เสียงคำรามได้ยินมาซึ่งเป็นสือจิ่วซู ที่พุ่งออกมาจากภายในหลุมนั้น เส้นผมท่านยุ่งเหยิงเป็นกระเซิง สีหน้าเต็มไปด้วยโทสะ พื้นฐานฝึกตนโคจรหมุนเวียนอย่างเต็มกำลัง ต่อมาเมิ่งฮ่าวก็ก้าวเท้าออกมาจากภายในหลุมเช่นเดียวกัน ถูกปกคลุมไปด้วยเสียงคำรามที่ดังราวกับเสียงฟ้าผ่านั้น

ใบหน้าสือจิ่วซูดูน่ากลัว ขณะที่ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกายด้วยแสงอันเข้มข้น ก่อนหน้านี้คนทั้งสองอยู่ในท่ามกลางการเคลื่อนย้ายทางไกล แต่ทันใดนั้นอุโมงค์การเคลื่อนย้ายทางไกลก็พังทลายลงไป ถ้าสือจิ่วซูไม่ได้ปกป้องเมิ่งฮ่าวด้วยพลังพื้นฐานฝึกตนของท่านไว้ละก็ เมิ่งฮ่าวก็คงต้องถูกสังหารไปอย่างแน่นอน

แทบจะในทันทีที่สือจิ่วซูและเมิ่งฮ่าวปรากฏกายขึ้น ระลอกคลื่นก็เริ่มกระจายอยู่รอบๆ ตัวคนทั้งสอง ในชั่วพริบตาเงาร่างของคนในชุดดำที่ใบหน้าไร้ความรู้สึกเก้าคนก็ปรากฏขึ้น เท่าที่เห็นพวกมันได้คิดคำนวนไว้แล้วว่าสือจิ่วซูและเมิ่งฮ่าวจะหลบหนีออกมาจากทิศทางไหน และได้ปิดล้อมคนทั้งสองไว้ นี่คือกับดักอันน่ากลัว!

เสียงกระหึ่มดังก้องออกมา ขณะที่คนทั้งเก้าได้โจมตีมาโดยพร้อมเพรียงกัน…ด้วยพลังขั้นสูงสุดของเซียนแท้ทั้งหมด!

“บัดซบ!” สือจิ่วซูแผดร้องออกมา “พวกเจ้าช่างบังอาจนัก! ไม่รู้หรือว่าประตูเคลื่อนย้ายทางไกลนี้เป็นของตระกูลฟาง!?” ท่านขยับมือร่ายเวทด้วยมือขวาขึ้นในทันที ทำให้กลิ่นอายทำลายล้างระเบิดพุ่งออกไปในทั่วทุกทิศทาง

แต่ในตอนนี้เองที่กลิ่นอายอันบางเบาจู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นในความว่างเปล่า และจากนั้นก็ส่งเสียงกระหึ่มขึ้นมาอย่างรุนแรง กลิ่นอายนี้ไม่ได้อยู่ในอาณาจักรเซียน แต่สูงไปกว่านั้น อยู่ในขั้นต้นของอาณาจักรโบราณ!

การปรากฏขึ้นของกลิ่นอายใหม่นี้ทำให้สีหน้าของสือจิ่วซูเปลี่ยนไป ท่านกัดฟันแน่น และความมุ่งมั่นก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า รีบคว้าจับไปที่ร่างเมิ่งฮ่าวและโยนเขาออกไปยังที่ห่างไกล รวมทั้งสิ่งของอื่น ซึ่งกลายเป็นลำแสงพุ่งตามเมิ่งฮ่าวไป

“ฮ่าวเอ๋อร์ พวกมันอาจจะตามข้ามา เจ้าออกไปจากที่นี่ก่อน ข้าจะตามไปทีหลัง!” จากนั้นสือจิ่วซูก็เริ่มขยับร่ายเวทพร้อมกันทั้งสองมือ

“ความว่างเปล่าแห่งสวรรค์อันยิ่งใหญ่!” สือจิ่วซูร้องตะโกนขึ้น ทั่วทั้งร่างจู่ๆ ก็กลายเป็นกระแสน้ำวนขนาดใหญ่ ซึ่งดูดกลืนกลิ่นอายของอาณาจักรโบราณเข้าไปในทันที รวมทั้งผู้ฝึกตนอาณาจักรเซียนขั้นสูงสุดทั้งเก้า จากนั้นคนทั้งหมดก็หายตัวไป

ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยความรวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง จากการพังทลายลงไปของประตูเคลื่อนย้ายทางไกล จนกระทั่งสือจิ่วซูได้ปลดปล่อยความสามารถศักดิ์สิทธิ์ของท่านออกมา และดูดกลืนคู่ต่อสู้เข้าไป แทบจะเป็นเวลาในชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น

เมิ่งฮ่าวหอบหายใจออกมา ขณะที่สั่นสะท้านอยู่ในความว่างเปล่า ลำแสงที่ติดตามเขามาได้รวมตัวกันจนกลายเป็นยานบิน ซึ่งปกคลุมเมิ่งฮ่าวไว้และพุ่งออกไปยังที่ห่างไกล ยานบินนี้จะช่วยคุ้มครองเมิ่งฮ่าวจากท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวสักระยะ

สีหน้าเมิ่งฮ่าวเปลี่ยนไป และหันหลังมองกลับไปยังจุดที่สือจิ่วซูได้ต่อสู้กับกลุ่มคนร้ายที่ลึกลับเหล่านั้น แต่ก็มองไม่เห็นอะไรเลย เห็นได้ชัดว่าตอนนี้เมิ่งฮ่าวเป็นเพียงคนเดียวที่อยู่ในท่ามกลางหมู่ดาว

“กลุ่มคนเหล่านั้นไล่ตามสือจิ่วซูมา หรือว่าพวกมัน…ไล่ตามข้ามา!?” ดวงตาเมิ่งฮ่าวแวบขึ้น เขาไม่ได้เพิ่งจะก้าวเข้ามาในโลกแห่งการฝึกตนนี้ แต่ตรงกันข้ามเขามีความฉลาดอย่างมากที่สุด นอกจากนี้การเดินไปบนเส้นทางแห่งการฝึกตนมาจนกระทั่งถึงขั้นสูงสุดค้นหาเต๋า ก็กระทำด้วยความสามารถและพละกำลังของตนเองทั้งสิ้น โดยที่ทั้งหมดนี้แม้แต่บิดามารดาก็ยังไม่ทราบ ทำให้เขามีพลังแห่งเจตจำนงและการหยั่งรู้ที่น่าตกใจยิ่ง

โดยไม่หยุดชะงักลงแม้แต่น้อย เมิ่งฮ่าวส่งสัมผัสศักดิ์สิทธิ์บางส่วนเข้าไปในยานบิน หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะ ก็ตระหนักว่าเขาไม่ได้ไม่ไว้วางใจสือจิ่วซู และรู้ด้วยเช่นกันว่าถ้าเขาไม่ใช่เป้าหมายของกลุ่มคนเหล่านั้น เขาก็สามารถจะทำอะไรก็ได้ตามที่ต้องการในตอนนี้ แต่ถ้าพวกมันมีเป้าหมายมาที่เขา ก็หมายความว่าเป้าหมายที่พวกมันติดตามมาจะไม่ใช่สือจิ่วซู แต่เป็นตนเอง ดังนั้น…เขาจึงไม่ปลอดภัยที่จะอยู่ในยานบินลำนี้

เมิ่งฮ่าวตัดสินใจที่จะไม่ใช้ยานลำนี้อีกต่อไป สูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ กัดฟันแน่น และจากนั้นก็บินออกไปจากตัวยาน พุ่งเข้าไปในท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว

ทันทีที่เมิ่งฮ่าวออกไปจากตัวยาน แรงกดดันที่ทำให้หายใจไม่ออกได้กดทับลงมา ร่างเขาสูญเสียสมดุลย์ไปในทันที และเหงื่อก็เริ่มไหลออกมา กล่าวกันโดยทั่วไปแล้ว ใครก็ตามที่ไม่ใช่เซียนไม่อาจจะเดินทางไปในท่ามกลางหมู่ดาวได้

“ข้ามีพลังของเซียนแท้แปดในสิบส่วน ข้าสามารถสังหารเซียนเทียมได้อย่างง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ และเทียบได้กับเซียนที่มีสี่สิบจุดชีพจร รวมทั้งกายเนื้อที่มีความแข็งแกร่งอย่างน่าเหลือเชื่อ ดังนั้น…ข้าจะพึ่งพาเพียงตนเองเพื่อบินผ่านหมู่ดาวไป!”

“ถึงแม้ว่าข้าจะไปได้ไม่รวดเร็วมากนัก แต่ก็สามารถจะทำได้อย่างปลอดภัย!” เขาแตะไปที่ยานบินอย่างแผ่วเบา ทำให้มันบินออกไปยังทิศทางอื่น และในเวลาเดียวกันนั้นก็พ่นโลหิตไปบนยานด้วยเล็กน้อย ทำให้กลายเป็นร่างจำแลงโลหิตที่หยาบกร้านในทันที ไม่อาจจะใช้ความสามารถศักดิ์สิทธิ์ใดๆ ออกมาได้แม้แต่น้อย

ยานบินที่บรรทุกร่างจำแลงโลหิตของเมิ่งฮ่าว ลอยออกไปยังที่ห่างไกลอย่างรวดเร็ว

ด้วยเช่นนั้น เมิ่งฮ่าวได้กลายเป็นลำแสงพุ่งออกไปยังที่ห่างไกลอีกทิศทางหนึ่ง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น