Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 932

I Shall Seal The Heaven Chapter 932

ตอนที่ 932

ตะวันขึ้น!

ในตอนนี้ก่อนที่จะถึงยามรุ่งอรุณ ทุกสิ่งทุกอย่างมืดสนิท สายตาทุกคู่ต่างก็จ้องนิ่งไปยังทิศตะวันออก!

ไม่เพียงแต่กลุ่มคนที่อยู่ด้านในศาลารุ่งบูรพาเท่านั้น ที่กำลังจ้องมองไปยังทิศตะวันออก สมาชิกของตระกูลฟางทั้งหมดที่อยู่บนชายหาดของทะเลสาบจันทร์เจิดจ้า ตลอดทั้งคนที่เหลือในคฤหาสน์โบราณ และแม้แต่บนดาวตงเซิ่งทั้งหมด ต่างก็เฝ้ารอคอยอยู่ในตอนนี้

อย่างไรก็ตาม ย้อนกลับไปในศาลารุ่งบูรพา เมื่อเมิ่งฮ่าวได้ยินนาม ‘ฟางอวี๋’ สีหน้าเขาก็เปลี่ยนไปในทันที ดวงตาเบิกกว้าง และหันไปมองยังซุนไห่ในทันใด

ซุนไห่มีท่าทางอึดอัดใจอยู่เล็กน้อย เมื่อไหร่ที่มันเอ่ยนามของฟางอวี๋ออกมา มันก็รู้สึกมีความสุข และสีหน้าแห่งการหวนรำลึกก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า

“เจ้าบอกว่าหญิงสาวที่เจ้าชอบมีนามว่าฟางอวี๋?” เมิ่งฮ่าวถาม เริ่มหอบหายใจออกมา และทันใดนั้นก็เริ่มรู้สึกไม่ดีขึ้นมา

“ใช่แล้ว นางมีนามว่าฟางอวี๋ นางเป็นคนของตระกูลฟาง แต่ก็เป็นศิษย์ของนิกายตี้เซียนด้วยเช่นกัน” ซุนไห่กล่าวตอบ พร้อมกับพยักหน้า มันรู้สึกมีความสุขมากขึ้นกว่าเดิม และไม่ได้สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของสีหน้าเมิ่งฮ่าว

“พี่เมิ่ง ทั้งหมดนี้ก็ขึ้นกับท่านแล้วในตอนนี้ ท่านต้องการหินลมปราณมากมายเท่าใด ตราบเท่าที่ข้าสามารถส่งมอบให้ได้ ข้าก็จะมอบให้กับท่าน พี่เมิ่ง ได้โปรดช่วยพูดจาให้กับข้าด้วย…”

สีหน้าเมิ่งฮ่าวเปลี่ยนไปอีกครั้ง ตอนนี้เขากำลังจ้องมองไปด้วยสีหน้าที่ว่างเปล่า

ด้วยความไม่ยินดีที่จะยอมรับความจริง เขาเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง

“แซ่ฟางของนาง คือแซ่เดียวกับตระกูลฟางของข้าใช่หรือไม่? และ 瑜 (อวี๋) ก็เป็นตัวอักษรเดียวกับตัวอักษรที่หมายถึง หยกที่สวยงาม ( 美玉 เหม่ยอวี้) ใช่หรือไม่?”

“ใช่แล้ว!” ซุนไห่กล่าวขึ้น มีท่าทางดีใจเป็นอย่างมาก “นางคือฟางอวี๋ ที่มีความงดงามราวกับหยก”

จิตใจเมิ่งฮ่าวเริ่มหนักอึ้ง “นางเข้าสังกัดนิกายตี้เซียนเมื่อสองปีก่อนใช่หรือไม่?” เขาถามขึ้น ยังคงยากที่จะเชื่อในสิ่งที่กำลังได้ยินอยู่นี้

“อี๋? ท่านรู้ได้อย่างไรกัน? นั่นก็ใช่แล้ว! นางเพิ่งจะเข้าสังกัดนิกายตี้เซียนเมื่อสองปีก่อน! แต่พรสวรรค์ของฟางซือเม่ย (ศิษย์น้องหญิงฟาง) ช่างน่าตกใจยิ่ง ยากที่จะกล่าวได้อย่างชัดเจนว่าโอกาสในอนาคตของนางจะเป็นเช่นใด” ซุนไห่ถอนหายใจออกมา

“เจ้า…” เส้นเลือดเขียวเริ่มโผล่ขึ้นมาจากหน้าผากเมิ่งฮ่าว และเขากำลังจ้องมองไปยังซุนไห่ด้วยสีหน้าที่กราดเกรี้ยว

ซุนไห่อ้าปากค้าง ในที่สุดมันก็สังเกตเห็นสีหน้าที่แปลกๆ ของเมิ่งฮ่าว

ด้วยความแปลกใจ มันรีบกล่าวขึ้นในทันที “พี่เมิ่ง ไม่ต้องกังวลไป ซุนไห่จะไม่มีวันลืมความเมตตาในครั้งนี้ ถ้าฟางอวี๋และข้าได้แต่งงานกัน ข้าจะต้องเชิญท่านมาในงานเลี้ยงวันวิวาห์อย่างแน่นอน…”

จิตใจเมิ่งฮ่าวเต็มไปด้วยเสียงกระหึ่ม เมื่อคิดไปถึงอารมณ์ที่รุนแรงของเหลาเจี่ย (พี่สาว)ฟางอวี๋ ถ้านางรู้ในสิ่งที่เขาได้รับปากว่าจะทำให้กับซุนไห่ ก็ไม่มีทางจะรู้ได้เลยว่านางจะทุบตีเขาสักกี่ครั้งเมื่อได้พบกันในครั้งหน้า…ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกว่าช่างเป็นเรื่องโง่มากที่สุดในโลกนี้แล้ว ที่เขาได้…ขายพี่สาวของตัวเองออกไป…

จากนั้นซุนไห่ก็กล่าวต่อไป ด้วยความตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่มันพูด

“ถ้าพวกเรามีบุตร ก็จะให้ท่านมาเป็นอี้ฟู่! (บิดาบุญธรรม)”

“ในฐานะที่เป็นสามีภรรยา พวกเราจะไม่มีทางลืมความเมตตาของท่านไปชั่วชีวิต…ทั้งหมดนี้ขึ้นกับท่านแล้ว พี่เมิ่ง…”

“พี่เมิ่ง ท่านสามารถช่วยข้าสอบถามและหาว่าฟางอวี๋มาจากสายโลหิตใดได้หรือไม่? ข้าวางแผนไว้ว่าจะมาเยี่ยมอย่างเป็นทางการในไม่ช้า…”

“หุบปากเจ้าเดี๋ยวนี้!” เมิ่งฮ่าวร้องคำรามออกมา เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นคนโง่งมอย่างแท้จริง ที่ไม่ได้คิดถึงความเป็นไปได้นี้ การระเบิดขึ้นในทันใดของเขา ทำให้ใบหน้ามากมายที่อยู่ในศาลาได้หันมามองในทันที ซุนไห่อ้าปากค้าง ไม่แน่ใจว่าทำไมจู่ๆ เมิ่งฮ่าวถึงต้องมีโทสะขึ้นมา

เมิ่งฮ่าวยื่นมือออกไปคว้าจับซุนไห่ไว้ และดึงมันเข้ามาใกล้ กัดฟันแน่น จ้องมองเข้าไปในดวงตาซุนไห่ แน่ใจว่าที่ซุนไห่ได้ทำสิ่งเหล่านี้ไปทั้งหมดก็เพื่อเจตนาที่จะขุดหลุม และจากนั้นก็ผลักให้เขาพุ่งลงไป

ใช่แล้ว! มันต้องจงใจทำอย่างแน่นอน!

“เจ้ามีน้องสาวหรือไม่?” เมิ่งฮ่าวถามผ่านร่องฟัน

ซุนไห่มีหน้าตาเหลอหลาไปชั่วขณะ มันรู้สึกได้ในตอนนี้ว่า เมิ่งฮ่าวดูเหมือนจะมีโทสะขึ้นมาได้ทุกเมื่อ

“เอ่อ…ใช่, ใช่แล้วข้ามีน้องสาว นาง…”

“น้องสาวเจ้าเถอะ!” เมิ่งฮ่าว พูดแทรกขึ้นมาเป็นเสียงดัง “คิดไม่ถึงว่าเจ้ากล้าที่จะขุดหลุมพรางล่อข้า!!” ดวงตาเขากลายเป็นสีแดงก่ำ และจิตใจก็เต้นรัวด้วยโทสะ ในชั่วชีวิตของเขา มีแต่เขาที่ไปหลอกลวงคนอื่น และไม่เคยคาดคิดว่าซุนไห่จะกล้ามาหลอกลวงเขาได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคิดไปถึงคำสัญญาที่เขาได้รับปากไว้ เมิ่งฮ่าวต้องแอบถอนหายใจขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ไม่มีทางที่เขาจะกล้าทำสิ่งใดๆ เกี่ยวกับความรักของพี่สาวได้ ทุกครั้งที่เขาคิดไปถึงอารมณ์ที่ดุร้ายรุนแรงของนาง เขาก็รู้สึกว่าจะเริ่มปวดศีรษะขึ้นมา

“ข้าไม่ได้หลอกลวงท่าน!” ซุนไห่กล่าวขึ้น ด้วยท่าทางสับสน “ข้ามีน้องสาวจริงๆ นางมีนามว่าซุนฉาน” เพลิงโทสะของเมิ่งฮ่าวทำให้มันรู้สึกแปลกๆ ขึ้น ก่อนหน้านี้ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังดำเนินไปด้วยดี จากนั้นเขาก็มีโทสะขึ้นมาในชั่วพริบตา ทันใดนั้นซุนไห่เกิดความรู้สึกขึ้นมาว่าเมิ่งฮ่าวและฟางอวี๋ ต่างก็มีนิสัยที่คล้ายคลึงกันเป็นอย่างยิ่ง

เมิ่งฮ่าวมีโทสะพุ่งขึ้นมา และกำลังจะกล่าวอะไรออกไป แต่ทันใดนั้นก็มีแสงปรากฏขึ้นอยู่ในความมืดมิดที่ด้านนอก

แสงนั้นม้วนกวาดออกไปในทันที ฉีกกระชากความมืดมิดให้แตกกระจายกลายเป็นชิ้นๆ แสงตะวันสาดส่องออกไปทั่วทุกทิศทาง พลังอันยิ่งใหญ่นั้นได้สะกดข่มความมืดมิดทั้งมวลของยามราตรีไปในทันใด

ฉับพลันนั้นในตอนที่ความมืดและแสงสว่างได้มาบรรจบกัน ขณะที่สีขาวและสีดำมาปะทะกัน สายตาทุกคู่ในโลกนี้ดูเหมือนจะตรึงแน่นไปยัง…ทิศตะวันออก ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของลำแสงทั้งหมดนี้

“มาแล้ว ตงเซิงจือหยาง! (ตะวันรุ่งบูรพา)”

“ตงเซิงจือหยางที่โผล่ขึ้นมาในทุกๆ หนึ่งร้อยปี วงจรหนึ่งร้อยปีได้หมุนมาบรรจบครบรอบแล้วในตอนนี้! นี่คือช่วงที่ดวงตะวันจะมาอยู่ใกล้กับดาวตงเซิ่งมากที่สุด!”

“ถ้าไปอาบไล้อยู่ในแสงแห่งตงเซิงจือหยาง กายเนื้อก็จะบรรลุถึงจุดที่มีพลังขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ!”

ขณะที่เสียงพูดคุยดังกระจายไปทั่ว ทันใดนั้นดาวตงเซิ่งทั้งหมดก็เต็มไปด้วยความร้อนอย่างที่ไม่อาจจะอธิบายออกมาได้ แทบจะราวกับว่าทั่วทั้งดวงดาวกำลังตกอยู่ในกองเพลิง!

กลุ่มควันสีดำได้ลอยขึ้นมาจากพื้นดิน และมีไอน้ำลอยขึ้นมาจากน้ำ ดูเหมือนว่าพื้นดินกำลังเกิดเป็นระลอกคลื่นขึ้น ราวกับว่าความร้อนนั้นมีผลกระทบไปทั่วทั้งดวงดาว

ปรากฏการณ์ตงเซิงจือหยาง (ตะวันรุ่งบูรพา)…กำลังเกิดขึ้นมาแล้ว!!

แม้แต่เมิ่งฮ่าวก็ยังได้ลืมไปเกี่ยวกับความคิดที่จะสร้างปัญหาให้กับซุนไห่ และมองขึ้นไป

ภาพที่เห็นนี้ทำให้จิตใจเขาหมุนคว้างขึ้นในทันที เพราะ…มองเห็นได้อย่างชัดเจนถึงดวงตะวันที่กำลังลอยขึ้นมาจากทางทิศตะวันออก และตามปกติโดยทั่วไปแล้ว มันน่าจะลอยขึ้นไปอย่างช้าๆ แต่ในทันใดนั้นที่เมิ่งฮ่าวจ้องมองไป สิ่งที่เขาเห็นก็คือ…เป็นดวงตะวันยามเที่ยง!

ราวกับว่าขั้นตอนที่ดวงตะวันลอยขึ้นมาจากขอบฟ้า เข้าไปสู่จุดกึ่งกลางของท้องฟ้า ใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่อึดใจเท่านั้น

อันที่จริงนี่ไม่ใช่การเคลือนที่ของตงเซิงจือหยาง แต่เป็นการเคลื่อนไหวของดาวตงเซิ่ง ทันใดนั้นด้วยวิธีการที่ลึกล้ำบางอย่าง ทำให้ดาวทั้งดวงโคจรหมุนวน ปรับแต่งให้มันเปลี่ยนมุมไป จนกลายเป็นว่าคฤหาสน์โบราณของตระกูลฟางได้ไปหยุดนิ่งอยู่ตรงจุดที่ใกล้กับดวงตะวันมากที่สุด!

ตอนนี้มันกำลังเคลื่อนที่ไปพร้อมกับดวงตะวัน ซึ่งหมายความว่า…ด้วยการมีตงเซิงจือหยางอยู่ในท้องฟ้า แทนที่จะเป็นวันแบบปกติทั่วไปซึ่งมีสิบสองชั่วยาม กลับกลายเป็นว่าในช่วงปรากฏการณ์ตงเซิงจือหยางนี้จะมีถึงสามสิบหกวัน!

หลังจากผ่านสามสิบหกวันนี้ไปแล้ว ดวงตะวันก็จะเคลื่อนที่ห่างออกไป และจะไม่เข้ามาใกล้ดาวตงเซิ่งอีกต่อไป ในขณะที่ดวงดาวก็จะกลับเข้ามาสู่ภาวะปกติขึ้นอีกครั้ง

นั่นจะเป็นเครื่องหมายที่แสดงให้เห็นว่าตงเซิงจือหยางได้สิ้นสุดลงไปแล้ว สำหรับกลุ่มคนที่อยู่บนดาวอีกสามดวงในขุนเขาทะเลที่เก้า พวกมันอาจจะได้รับผลประโยชน์บ้าง แต่เป็นเพราะว่าพวกมันอยู่ห่างออกไปไกล จึงไม่ได้รับมากเท่ากับคนที่อยู่บนดาวตงเซิ่งนี้!

ดวงตะวันจะคงอยู่เช่นนี้ไปเป็นเวลาสามสิบหกวัน มันจะเป็นยามเที่ยงวันตลอดไป!

ภาพทั้งหมดนี้จะยิ่งมองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น ถ้ามองออกมาจากห้วงอวกาศ ดาวตงเซิ่งลอยตัวอยู่ที่นั่น ส่องแสงแพรวพราว กลุ่มควันพุ่งขึ้นมา แทบจะราวกับว่ามันกำลังจะหลอมละลายไป!

พลังที่ทำให้ดาวตงเซิ่งแทบจะหลอมละลายไป…มาจากแสงที่กำลังสาดส่องลงมาอย่างเจิดจ้าซึ่งปกคลุมไปทั่วทั้งท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว!

ประกายแสงเจิดจ้านั้นมาจากทิศตะวันออก ม้วนกวาดออกไปทั่วทั้งท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว พลังของมันสามารถจะละลายสิ่งใดๆ ก็ได้ถ้าไปแตะต้องสัมผัสมัน

อุกกาบาตและเศษซากชิ้นส่วนต่างๆ มากมายนับไม่ถ้วน หายไปอย่างไร้ร่องรอย แทบจะราวกับว่าพวกมันได้ระเหยเหือดแห้งหายไป

ถ้ามีผู้ยิ่งใหญ่บางคนที่สามารถเดินเข้าไปในแสงนั้นได้ ก็จะมองเห็นว่าที่ด้านตะวันออกของดาวตงเซิ่ง ภายในห้วงอวกาศที่ว่างเปล่าอันมืดมิดก่อนหน้านี้ ทันใดนั้น…ก็มี…ร่างสวรรค์ซึ่งมีขนาดใหญ่โตอย่างไร้ที่เปรียบขึ้น!

ร่างสวรรค์นี้เป็นสีแดงเข้ม ราวกับว่ามันได้ก่อตัวขึ้นมาจากลาวา ซึ่งกระจายความร้อนและแสงอันเข้มข้นออกมา นี่ก็คือ…ดวงตะวัน!!

นี่คือหนึ่งในสองร่างสวรรค์ซึ่งคงอยู่ที่ด้านนอกของจิ่วต้าซานไห่ (เก้าขุนเขาทะเลอันยิ่งใหญ่) ดวงตะวัน!

ที่ด้านนอกของจิ่วต้าซานไห่ เป็นดวงตะวันและจันทราที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งได้โคจรไปรอบๆ ขุนเขาทะเลทั้งหมดด้วยรูปแบบที่คงที่ รอบแล้วรอบเล่า พวกมันได้โคจรหมุนวนมานานหลายปีจนนับไม่ถ้วน โดยที่ไม่เคยซ้อนทับกันมาก่อน เห็นได้ชัดว่าพวกมันจะยังคงเป็นเช่นนี้ไปตลอดชั่วกาลนาน

เนื่องจากตำแหน่งของขุนเขาทะเลที่เก้า และขุนเขาทะเลลำดับแรก ได้เป็นสถานที่ซึ่งสามารถจะอาบไล้อยู่ในแสงของดวงตะวันและจันทราได้ในตอนนี้ สำหรับดาวตงเซิ่ง มันได้อยู่ใกล้กับดวงตะวันมากที่สุด ในขุนเขาทะเลที่เก้าทั้งหมด

ในตอนนี้ มีผู้ฝึกตนน้อยคนนักที่สามารถจะมีชีวิตรอดอยู่ในห้วงอวกาศ ระหว่างดวงตะวันและดาวตงเซิ่ง กลุ่มคนที่สามารถจะทำได้เช่นนั้นมีแค่…ผู้แข็งแกร่งที่อยู่ในอาณาจักรเต๋าของขุนเขาทะเลที่เก้าเท่านั้น!

ยังมีผู้ยิ่งใหญ่คนอื่นๆ ที่เฝ้ารอคอยช่วงเวลานี้มานานแล้ว ที่สามารถจะอาบไล้อยู่ในแสงตะวัน และได้รับโชควาสนาบางอย่าง

แทบจะในทันทีที่ดวงตะวันลอยขึ้นมา ผู้ฝึกตนมากมายที่อยู่บนดาวตงเซิ่ง ต่างก็บินขึ้นไปในท้องฟ้า เพื่อรับรู้ถึงแสงแห่งดวงตะวัน เพื่ออาบไล้และทำร่างกายให้บริสุทธิ์อยู่ในแสงนั้น

กลุ่มคนเหล่านั้นไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะไปยังตระกูลฟาง เพื่ออาบไล้อยู่ในแสงแห่งดวงตะวัน ได้แต่ต้องอยู่ที่เขตรอบนอกต่างๆ เพื่อให้ได้รับแสงที่มีคุณภาพต่ำกว่า

แน่นอนว่า ภายในคฤหาสน์โบราณของตระกูลฟาง ศาลารุ่งบูรพาที่อยู่บนทะเลสาบจันทร์เจิดจ้า คือตำแหน่งที่อยู่ใกล้กับตงเซิงจือหยาง (ตะวันรุ่งบูรพา) มากที่สุด ตอนนี้มันคือสถานที่ซึ่งเป็นที่ต้องการมากที่สุดบนดาวตงเซิ่งนี้

นอกจากการก้าวเท้าเข้าไปในท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวเองแล้ว ก็ไม่มีสถานที่แห่งใด ที่เหมาะสมสำหรับการอาบไล้อยู่ในแสงแห่งดวงตะวันมากไปกว่าศาลารุ่งบูรพาอีกแล้ว แต่ก็แน่นอนว่าไม่มีใครที่อยู่ต่ำกว่าอาณาจักรเต๋า จะสามารถก้าวเท้าเข้าไปในท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวโดยไม่ตกตายลงไปได้

ด้วยเช่นนั้น จึงเป็นเรื่องง่ายที่จะคาดคิดได้ว่า การที่มีโอกาสไปอยู่ในศาลารุ่งบูรพาจะเป็นสิ่งที่ล้ำค่ามากมายแค่ไหน

ในเวลาเดียวกันนั้น ผู้อาวุโสตระกูลฟางก็ได้ระดมผู้แข็งแกร่งสามหมื่นคน มานั่งขัดสมาธิอยู่ที่ด้านล่าง ก่อตัวเป็นรูปร่างของค่ายกลเวทขนาดใหญ่ เมื่อค่ายกลเวทถูกกระตุ้นให้ทำงานขึ้น เสาแห่งแสงขนาดใหญ่ก็พุ่งขึ้นไป!

เสาแห่งแสงโอบล้อมไปรอบๆ ทะเลสาบจันทร์เจิดจ้า ยืดขยายออกไปจนมีความกว้างถึงสามพันจ้าง และจากนั้นก็พุ่งจากพื้นดินขึ้นไปสู่ท้องฟ้า ดูเหมือนจะทำการเชื่อมต่อกับดาวตงเซิ่ง ลำแสงนี้ทำให้คนภายนอกไม่สามารถจะผ่านเข้ามาในบริเวณนั้นได้ และทำให้พลังของตงเซิงจือหยาง ซึ่งเข้มข้นกว่าสถานที่ใดๆ ก็ยิ่งมีความเข้มข้นมากขึ้นเป็นหลายเท่าจากก่อนหน้านี้!

ภายในลำแสงสามพันจ้าง มีสมาชิกของตระกูลฟางมากกว่าเก้าในสิบส่วน รวมทั้งผู้ถูกเลือกอื่นๆ ที่มายังดาวตงเซิ่งเมื่อเร็วๆ นี้อยู่ที่ด้านใน

สามารถกล่าวได้ว่าถ้ามีใครบางคน เพียงแค่มานั่งขัดสมาธิอยู่ภายในแสงนี้ ถึงแม้จะไม่ได้พุ่งขึ้นไปในท้องฟ้า กายเนื้อของพวกมันก็ยังคงจะได้รับความก้าวหน้าขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ แต่มีคำถามที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือว่า พวกมันจะสามารถคงอยู่ภายในแสงนี้ได้นานเท่าใด ถ้าใครบางคนพยายามกดดันจนเกินขีดจำกัดของตัวเอง ทั่วทั้งร่างของพวกมันก็จะถูกเผาไหม้จนกลายเป็นเถ้าธุลีไป

แน่นอนว่า ผู้แข็งแกร่งที่แท้จริง จะไม่ใส่ใจแค่การนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นเท่านั้น พวกมันเลือกที่จะบินขึ้นไปในอากาศ ยิ่งบินสูงขึ้นไปมากเท่าใด ก็จะยิ่งอยู่ใกล้กับตงเซิงจือหยางมากขึ้นเท่านั้น ถ้าสามารถจะบรรลุถึงเขตแดนระหว่างดวงดาวและห้วงอวกาศที่ด้านนอก คนผู้นั้นก็จะได้รับประสบการณ์อย่างที่ไม่อาจจะจินตนาการออกมาได้

น่าเสียดาย ตลอดหลายปีที่ผ่านมาทั้งหมดนี้ ไม่มีใครที่อยู่ต่ำกว่าอาณาจักรเต๋า จะสามารถบรรลุถึงจุดนั้นได้

ยิ่งไปกว่านั้น ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะบอกว่าจุดนั้นอยู่ที่ตรงไหนกันแน่!

บางคนกล่าวว่าอยู่ที่เขตห้าหมื่นจ้าง เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ตรงจุดนี้เป็นตำแหน่งที่ท้องฟ้าไม่ได้เป็นสีฟ้าอีกต่อไป แต่กลายเป็นสีม่วงเข้ม บางคนก็กล่าวว่าจุดนั้นน่าจะอยู่ที่เขตหนึ่งแสนจ้าง เพราะว่าที่ตำแหน่งนั้น ท้องฟ้าเป็นสีดำ และมีความแตกต่างอยู่น้อยมาก ระหว่างพื้นที่แห่งนั้นและท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว จากที่นั่นสามารถจะมองลงไป และเห็นดวงดาวทั้งหมดได้อยู่ที่ด้านล่างเท้าของมัน

ยังมีใครบางคนได้กล่าวไว้ว่าจุดนั้นอยู่ที่เขตสองแสนจ้าง และบางคนยังได้กล่าวว่าสามแสนจ้าง มีความคิดเห็นเช่นนี้อยู่มากมาย อย่างไรก็ตามไม่มีใครจะสามารถบอกได้ชัดเจน นอกจากนั้น ขนาดของดวงดาวจริงๆ แล้วก็มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นอย่างมากกับเรื่องนี้

ดังนั้น ความสูงที่แน่นอนของท้องฟ้าแห่งดาวตงเซิ่ง จึงเป็นสิ่งที่ยากจะตัดสินได้

จากตระกูลฟาง จุดที่มีการแบ่งเขตระหว่างดวงดาว และท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวถูกกำหนดไว้ที่หนึ่งแสนจ้าง!

ตอนนี้ ไม่มีใครที่อยู่ต่ำกว่าอาณาจักรเต๋า จะสามารถบินขึ้นไปจนถึงจุดหนึ่งแสนจ้างได้!

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: