บทที่ 265 : ยวิ๋นไห่หยาง
การมาถึงของเจ้าเมืองหงหูทำให้ทั่วทั้งภูเขาเถี่ยกานเต็มไปด้วยแรงกดดัน ทุกอย่างดูอึดอัดไปเสียสิ้น
เจ้าเมืองหงหูผู้นี้นับว่าเป็นผู้มากอำนาจในอาณาเขตนี้ ทั้งชื่อเสียงและความน่าเกรงขามก็มีมาอย่างช้านาน
มีคำเล่าขานว่า ยามที่เจ้าเมืองหงหูยังเยาว์วัย เขาคืออัจฉริยะในตระกูลหลิวแห่งหงหู ดังนั้นแล้วตระกูลหงหูในรุ่นนี้นี้จึงหวังไว้กับเขามาก
ดีที่ว่าการมาของเขาไม่ได้มีความประสงค์ร้าย เพียงแค่อยากมาหาผู้เป็นบุตรเขยเท่านั้น
“ขอบคุณในความหวังดีของท่านเจ้าเมือง เขาทำเพียงแค่พูดคุยกับท่านอาจารย์เท่านั้น มิได้สร้างเรื่องแต่อย่างใด”
คนในตำหนักเถี่ยกานต่างก็แสดงความเคารพยำเกรงต่ออีกฝ่าย
“พวกเจ้าแน่ใจนะว่าเขาไม่ได้ก่อปัญหา?”
เจ้าเมืองหงหูถามย้ำเพื่อความมั่นใจ
อาจารย์ช่างผู้หนึ่งฝืนยิ้มก่อนเอ่ย “เด็กหนุ่มผู้นี้สร้างความวุ่นวาย ทว่าได้ถูกเชิญเข้าไปในห้องโถงด้านในเพื่อพูดคุยกับท่านอาจารย์แล้ว”
“ใช่แล้ว ข้ามิเคยเห็นมาก่อนเลยกับการที่คนผู้หนึ่งสร้างเรื่องแล้วยังสามารถเป็นแขกคนสำคัญของท่านอาจารย์ได้”
เหล่าผู้ช่วยทั้งหลายต่างก็มีสีหน้าเหลือเชื่อ
สีหน้าของเจ้าเมืองหงหูปรากฏความตื่นตะลึง
ไม่ช้า
หลิวฉินซินได้ตามเข้าไปในบริเวณตำหนักเถี่ยกาน
“บุตรสาวท่านเจ้าเมืองก็มาด้วย”
“ดูเหมือนว่าบุตรเขยผู้นี้จะสำคัญต่อตระกูลหลิวมาก”
คนในตำหนักเถี่ยกานต่างเอ่ยพูดคุยกัน
หลิวฉินซินรับรู้ได้ถึงสีหน้าแปลกประหลาดของผู้เป็นบิดา
“จ้าวเฟิงก่อเรื่องอันใดใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
หลิวฉินซินเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา
นางรู้สึกสับสนในตนเอง ทางหนึ่งก็เห็นใจจ้าวเฟิง อีกทางหนึ่งก็อยากรู้ถึงผลสรุปยิ่งนัก
หากจ้าวเฟิงสร้างปัญหา สร้างความผิดหวังให้บิดา ย่อมต้องถูกลงโทษอย่างหนัก
ทว่าเจ้าเมืองหงหูไม่ได้ตอบในทันที
ในตอนนั้นเอง จ้าวเฟิงและอาจารย์เถี่ยกานก็ได้เดินออกมาจากห้องโถงพร้อมกัน
ทั้งสองทำการตกลงกันเรียบร้อยและต่างก็เป็นที่พอใจของทั้งสองฝ่าย
ทว่าอาจารย์เถี่ยกานรู้สึกเสียดายพรสวรรค์ของจ้าวเฟิงด้านการทำอาวุธ
“ศิษย์น้องจ้าว หากมีเวลาว่างเจ้าสามารถมาที่ภูเขาเถี่ยชานได้เท่าที่ต้องการ หากสนใจที่จะฝึกวิชาการทำอาวุธ ข้า อาจารย์ผู้นี้ยินดีต้อนรับเสมอ”
อาจารย์เถี่ยกานแย้มยิ้มออกมาอย่างยินดีพร้อมเดินไปส่งจ้าวเฟิงที่ประตู
ภาพนี้ได้ทำให้หลิวฉินซินตื่นตะลึงและสับสน
จ้าวเฟิงสร้างปัญหามิใช่หรือ? เหตุใดจึงได้กลายเป็นแขกคนสำคัญของอาจารย์เถี่ยกานไปเสียเล่า?
ทุกคนล้วนเห็นว่าอาจารย์เถี่ยกานชื่นชมและชมชอบในตัวของจ้าวเฟิง
เมื่อเทียบกับเจ้าเมืองหงหูแล้ว อาจารย์เถี่ยกานกลับมีสีหน้าเย็นชา ต้อนรับอีกฝ่ายเช่นคนแปลกหน้าผู้หนึ่ง
“ได้ขอรับท่านอาจารย์ ในช่วงนี้ข้าจะไปศึกษาเพิ่มเติมก่อนจะมาหาท่านอีกครั้ง”
ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของทุกคน จ้าวเฟิงแสดงความเคารพอีกฝ่ายก่อนจากไป
หลังจากเดินออกมาจากตำหนักเถี่ยกาน เจ้าเมืองหงหูและหลิวฉินซินต่างมองไปที่จ้าวเฟิงด้วยความเคลือบแคลง
เด็กหนุ่มผู้นี้เป็นราวกับหมอกหนา ลึกลับและมิอาจทำความเข้าใจได้โดยสมบูรณ์
ภายใต้คำถามของเจ้าเมืองหงหู จ้าวเฟิงได้เอ่ยอธิบายเรื่องราวให้อีกฝ่ายฟังอีกครั้ง
เหตุผลที่เด็กหนุ่มได้รับความไว้วางใจนั้นเป็นเพราะกระติกเหล้าองุ่นลึกลับและพรสวรรค์ในการทำอาวุธของเขา
เมื่อฟังจบ เจ้าเมืองหงหูและหลิวฉินซินต่างก็มองหน้ากัน
เจ้าเมืองหงหูมองไปที่จ้าวเฟิงอีกครั้ง เขาคิดว่าเขามองจ้าวเฟิงได้ทะลุปรุโปร่งหมดแล้ว มิคาดว่าอีกฝ่ายจะสร้างเรื่องประหลาดใจและน่ายินดีเช่นนี้ขึ้นได้อีก
“เอาเช่นนี้เป็นอย่างไร ยามนี้เจ้าก็ได้หมั้นกับบุตรของข้าแล้ว นับได้ว่าเป็นคนของตระกูลหลิวผู้หนึ่ง เรื่องการจัดหาวัสดุเพื่อพัฒนาคันศรหลัวซุยให้ข้าจัดการ ส่วนเจ้าก็พยายามสร้างสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอาจารย์เถี่ยกานเอาไว้”
คำพูดของผู้เป็นเจ้าเมืองทำให้เด็กหนุ่มไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายมหาศาลนี้
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโส อ่า ไม่ใช่สิ… ขอบคุณท่านพ่อตา”
จ้าวเฟิงยินดี
จากข้อตกลงกับอาจารย์เถี่ยกานนั้น เขาต้องเป็นผู้หาวัสดุเพื่อพัฒนาคันศรหลัวซุยซึ่งจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก ราวๆ สองหมื่นผลึกเริ่มต้น
เป็นเพราะแมวขโมยตัวน้อยที่ไม่ยินยอมมอบกระติกเหล้าองุ่นให้อีกฝ่าย มิเช่นนั้นค่าใช้จ่ายเหล่านี้อาจารย์เถี่ยกานก็คงจะยอมยกให้
จ้าวเฟิงเองก็กังวลกับเรื่องนี้อยู่ มิคาดว่าเพียงคำพูดหนึ่งของผู้เป็นเจ้าเมืองก็สามารถแก้ไขปัญหาให้เขาได้
เจ้าเมืองหงหูพยักหน้าด้วยความพอใจ ความชมชอบในตัวจ้าวเฟิงมีมากขึ้น
หลิวฉินซินรู้สึกไม่ดี หากเป็นแบบนี้ต่อไปผู้เป็นบิดาย่อมให้ความสำคัญกับจ้าวเฟิงมากขึ้นไปอีก
ขณะเดียวกัน ว่าที่สามีของนางผู้นี้ยังมีความลับที่ยากจะคาดเดาได้อยู่อีกมาก
เด็กหนุ่มนักฝึกสัตว์ที่มีวิชาธนูที่แข็งแกร่ง มีพลังสายเลือดที่ไม่รู้ที่มา ทำให้อาจารย์เถี่ยกานรู้สึกชื่นชมในพรสวรรค์ ทั้งยังมีแมวที่โดดเด่นในด้านการอำพรางตัว
เด็กหนุ่มผู้นี้ยังมีความลับอันใดหลบซ่อนอยู่อีก?
หลิวฉินซินตระหนักได้ในที่สุด ว่าที่สามีของนางมิอาจเป็นคนธรรมดาทั่วไปได้
เหตุใดจึงต้องเป็นคนผู้นี้ คนที่นับวันก็ยิ่งไม่ใส่ใจในตัวข้า หลังจากหมั้นแล้วก็เอาแต่ยุ่งทั้งวัน แทบจะไม่เห็นเห็นนางอยู่ในสายตา
เมื่อคิดถึงยามนี้ หลิวฉินซินได้กัดฟันเล็กน้อยพร้อมมองไปยังจ้าวเฟิงที่กำลังเดินออกไป
หลังจากกลับมาถึงตำหนักเจ้าเมือง จ้าวเฟิงได้ใช้เส้นสายของคนในตระกูลหลิวแห่งหงหูเพื่อรวบรวมวัสดุในการพัฒนาคันศรหลัวซุย
ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ผู้เป็นเจ้าเมืองได้ออกให้ทั้งหมด
จ้าวเฟิงยังลอบใช้ “เงินกองกลาง” เพื่อหาวัสดุของผ้าคลุมเงาหยินเพิ่ม โดยใส่ชื่อวัสดุเข้าไปในรายการด้วย
ยามนี้จ้าวเฟิงได้รับความไว้ใจจากเจ้าเมือง ทั้งพ่อบ้านยังมีความเกรงใจในตัวเขา จึงไม่ได้ตรวจสอบหรือซักถามเกี่ยวกับวัสดุเหล่านี้
ไม่ถึงสิบวัน วัสดุที่ต้องใช้ในการทำธนูหลัวซุยก็ถูกรวบรวมครบถ้วน
จ้าวเฟิงนำวัสดุทั้งหมดมุ่งหน้าไปยังภูเขาเถี่ยกาน
ณ ตำหนักเถี่ยกาน
“ข้ากำลังขาดผู้ช่วยอยู่พอดี ในการทำคันศรหลัวซุยจำต้องใช้ความช่วยเหลือจากเจ้า”
อาจารย์เถี่ยกานเอ่ยขอ
“ไม่มีปัญหา”
ในด้านการทำอาวุธนั้นจ้าวเฟิงได้อ่านผ่านตามาบ้าง นอกจากนั้น การมีโอกาสได้เป็นลูกมือช่วยอาจารย์ช่างก็นับว่าเป็นสิ่งที่หลายๆ คนต้องการ
ทว่าจ้าวเฟิงก็รู้สึกว่ามันแปลกๆ อยู่บ้าง เหตุใดอาจารย์เถี่ยกานจึงต้องการให้เขาเป็นลูกมือ
หรือว่าเป็นเพราะพรสวรรค์ของเขามันแปลกประหลาด?
“เด็กน้อยผู้นี้มีเข้าใจในวัสดุต่างๆ อย่างชัดเจน ข้าจำต้องลองทดสอบเขาเสียหน่อย”
สีหน้าของอาจารย์เถี่ยกานยังคงปกติ นำงานทั้งหมดส่งมอบให้เด็กหนุ่มตระกูลจ้าว ทั้งยังกำชับให้ทำด้วยความระมัดระวัง
จ้าวเฟิงใช้เนตรจิตวิญญาณเทพเจ้าของเขามองไปยังวัสดุเหล่านั้น ทุกสิ่งมิสามารถหลุดรอดออกไปจากสายตาของเขาได้
ความสามารถในการตรวจสอบ ควบคุม และความแม่นยำของเขานั้นมากกว่าคนทั่วไปอยู่หลายเท่า
เนตรจิตวิญญาณเทพเจ้าของจ้าวเฟิงสามารถมองวัตถุได้ทั้งใกล้ไกล สามารถขยายให้เล็กหรือใหญ่ได้
ด้วยเพราะเหตุนี้จึงทำให้เขาสามารถมองวัตถุที่มีข้อบกพร่องภายในห้องโถงได้
จ้าวเฟิงทำสิ่งที่ได้รับมอบหมายอย่างตั้งใจ
เพราะคันศรหลัวซุยนั้นคืออาวุธของเขา เขายิ่งต้องทำมันด้วยความระมัดระวัง
อาจารย์เถี่ยกานมองเห็นทุกการกระทำของจ้าวเฟิง ในใจปรากฏความตื่นตะลึง
“ความละเอียดในการทำงานและความแม่นยำนี้ แม้ว่าจะเป็นอาจารย์ช่างที่มากประสบการณ์ยังไม่อาจมีความสามารถเทียบเท่าได้”
อาจารย์เถี่ยกานอดกลั้นความตื่นตะลึงภายในใจเอาไว้
เมื่อถึงยามนี้ มันราวกับว่าเขาได้มองหยกน้ำงามของโลกใบนี้อยู่ มันถูกแกะสลักอย่างประณีตงดงาม ส่องประกายเรืองรองอยู่เจือจาง
การพัฒนาคันศรหลัวซุยนั้นต้องใช้เวลาประมาณสี่ถึงห้าวัน
ในขั้นตอนการทำ อาจารย์เถี่ยกานได้บอกถึงวิธีการและรายละเอียดให้แก่จ้าวเฟิง
จ้าวเฟิงได้ฝึกปรุงยา เรียนรู้ค่ายกล ได้กวาดอ่านผ่านเรื่องราวการทำอาวุธ บัดนี้เมื่อได้รับการชี้แนะจากผู้ที่อยู่ในระดับอาจารย์ย่อมได้รับผลประโยชน์
กระทั่งสิ่งที่สำคัญเช่น ‘การควบคุมเปลวไฟ’ อาจารย์เถี่ยกานยังให้จ้าวเฟิงเข้าช่วยเหลือ
การหลอมอาวุธนั้นมีขั้นตอนในการควบคุมไฟเช่นกัน ดังนั้นความยากของมันก็นับว่าใกล้เคียงกับการปรุงยา
ในที่สุด การกระทำของจ้าวเฟิงก็ได้สร้างความตื่นตะลึงให้กับอาจารย์เถี่ยกานอีกครั้ง
หากไม่นับถึงประสบการณ์และระดับพลังฝึกตนที่มีจำกัด การควบคุมไฟของจ้าวเฟิงนับว่าแทบจะไม่มีที่ติ
“อัจฉริยะที่ไร้ตำหนิในการทำอาวุธ…”
อาจารย์เถี่ยกานข่มความตกใจไว้ ในใจปรากฏความยินดี
หลายวันต่อมา
การพัฒนาคันศรหลัวซุยได้เสร็จสิ้นลง
คันศรหลัวซุยแต่เดิมนั้น เมื่อได้รับการเพิ่มพลังจากผลึกหยาดน้ำตาลึกลับ คุณสมบัติของวัสดุก็ได้เปลี่ยนแปลงไป
การพัฒนาในครั้งนี้ได้เพิ่มผลึกวิญญาณเหมันต์ที่ล้ำค่าเข้าไป มันนับเป็นวัสดุหายาก หากไม่ได้ความช่วยเหลือจากตระกูลหลิวแห่งหงหู เกรงว่าคงไม่อาจที่จะหาได้รวดเร็วเช่นนี้
“คันศรหลัวซุย” คันใหม่นั้นแข็งแกร่งกว่าเดิมหลายเท่า ภายนอกปรากฏแสงสีเขียวเงินล้อมรอบ ตราบัวหิมะแต่เดิมมีประสิทธิภาพมากขึ้น
คันศรหลัวซุยเมื่อได้รับการเสริมจากวัสดุใหม่ ความสามารถของมันจึงเพิ่มขึ้น
จากลักษณะวิชาของจ้าวเฟิงนั้น คันศรหลัวซุยได้ปรากฏธาตุสายลมและสายฟ้า รวมกับพลังความเย็นที่น่าพรั่นพรึงของตัวคันศร ทำให้มันทรงพลังยิ่งขึ้นไปอีก
“คันศรหลัวซุยกับศรหลัวซุยล้วนเป็นอาวุธชั้นยอด เมื่อสองอย่างมารวมกันความสามารถของมันก็นับว่าเทียบเคียงได้กับอาวุธชั้นจิตวิญญาณ เหนือกว่าอาวุธชั้นมนุษย์ทั่วไป”
อาจารย์เถี่ยกานเองก็รู้สึกพึงพอใจกับผลงานชิ้นนี้เช่นกัน
จ้าวเฟิงชมชอบมันเช่นกัน ความสามารถและคุณสมบัติของคันศรหลัวซุยนั้นไร้ที่ติ ระดับที่แท้จริงของมันอาจเทียบเคียงได้กับอาวุธชั้นจิตวิญญาณ
หลังจากที่พัฒนาคันศรหลัวซุยเสร็จสิ้น จ้าวเฟิงจึงได้นำ ‘ผ้าคลุมเงาหยิน’ ออกมา
ความจริงแล้วผ้าคุลมนี้นับเป็นจุดประสงค์หลักของเขา คุณค่าของมันนั้นเหนือกว่าคันศรหลัวซุย
“มรดกที่แตกหัก…”
สีหน้าของอาจารย์เถี่ยกานเคร่งขรึมขึ้น
แม้ว่าจะมีวัสดุแล้ว แต่หากต้องการซ่อมแซม เขาจำต้องศึกษาเพิ่มเติมเสียก่อน
จ้าวเฟิงพยักหน้า ทิ้งผ้าคลุมเงาหยินเอาไว้ก่อนกลับไปยังตำหนักเจ้าเมือง
เพียงกลับมาถึง จ้าวเฟิงก็ถูกเรียกพบโดยเจ้าเมืองหงหู
ตำหนักเจ้าเมือง
ในห้องรับแขกด้านข้าง
สองพ่อลูก เจ้าเมืองหงหูและหลิวฉินซินกำลังจิบน้ำชาพูดคุยหัวเราะกัน
ในห้องนั้นยังมีเด็กหนุ่มอีกคนหนึ่ง
“จ้าวเฟิง มานี่มา คนผู้นี้คือพี่ชายของฉินซิน นามว่า ‘ยวิ๋นไห่หยาง…”
เจ้าเมืองหงหูแนะนำเด็กหนุ่มให้รู้จัก
พี่ชายของหลิวฉินซิน?
จ้าวเฟิงรู้สึกประหลาดใจขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ ไม่เพียงเท่านั้น นามของคนผู้นี้ยังแทบจะเหมือนกับผู้อาวุโสหยุนไห่เสียด้วย
ชื่อเต็มของผู้อาวุโสหยุนไห่คือ หยุนไห่
ทว่าพี่ชายหลิวฉินซินผู้นี้มีนามว่า ยวิ๋นไห่หยาง
ขณะที่แนะนำตัวนั้น สายตาของยวิ๋นไห่หยางได้ส่องประกายเย็นเยียบ ปรากฏความไม่เป็นมิตรอยู่บ้าง
“น้องฉิน นี่คือว่าที่สามีของเจ้าหรือ?”
ยวิ๋นไห่หยางแสดงสีหน้าดูถูกและรังเกียจอย่างชัดเจน : น้องสาวที่งดงามราวเทพธิดาของเขาจำต้องแต่งงานกับไอ้เด็กหัวเขียวตาเดียวหน้าตาชั่วร้ายผู้นี้หรือ?
เมื่อพูดคุยกัน จ้าวเฟิงก็พบว่ายวิ๋นไห่หยางผู้นี้มีพื้นเพไม่ธรรมดา มาจากหนึ่งในสี่ตระกูลแห่งอาณาจักรนภา ‘ตระกูลยวิ๋น’
นอกจากนั้น ในยามเยาว์วัย ความสัมพันธ์ระหว่างยวิ๋นไห่หยางและหลิวฉินซินยังดีมาก
ระหว่างที่พูดคุยกัน ยวิ๋นไห่หยางแสดงท่าทีไม่เป็นมิตร ในใจไม่ต้องการให้หลิวฉินซินแต่งงานกับจ้าวเฟิง
จ้าวเฟิงจิบชา ใบหน้าราบเรียบ ไม่ให้ความสนใจใดๆ ในใจของยวิ๋นไห่หยางเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง สีหน้าปรากฏความมืดทะมึนอยู่ส่วนหนึ่ง
เจ้าเมืองหงหูเห็นสถานการณ์ทั้งหมด ทว่าไม่ได้ขัดขวางแต่อย่างใด
ยวิ๋นไห่หยางนึกเรื่องน่าสนุกบ้างอย่างขึ้นมา เขาลุกขึ้นยืนก่อนเอ่ยว่า “ได้ยินว่าฝีมือการยิงธนูของน้องจ้าวนั้นยอดเยี่ยมนัก ข้า ยวิ๋นเองก็ชมชอบในการยิงธนูเช่นกัน มิทราบว่าจะสามารถประลองแลกเปลี่ยนกันสักหนึ่งถึงสองกระบวนท่าได้หรือไม่”
พรึบ
ไม่ว่าจ้าวเฟิงจะตกลงหรือไม่ ในมือของเด็กหนุ่มก็ได้ปรากฏคันธนูสีเขียวแดงขึ้นมา พื้นผิวของมันปรากฏร่องรอยสีสดลึกลับส่องประกาย ราวกับจะแสดงให้เห็นถึงความขุ่นเคืองในใจของผู้เป็นเจ้าของ