ตอนที่ 1244 ปรมาจารย์จางกำลังเปิดการบรรยาย!
เมื่อได้ยินคำพูดของปรมาจารย์เหยา ฝูงชนก็พากันตั้งใจฟัง
พวกเขาได้ฟังคำพูดของปรมาจารย์ซ่งก่อนหน้านี้แล้ว ไม่เพียงแต่เขาตั้งใจจะทำให้ความเป็นชายของจางเซวียนต้องหมดสภาพ ยังตั้งใจจะสังหารหม้อต้นกำเนิดทองคำและบังคับให้จางเซวียนกล่าวคำขอโทษต่อหน้าสาธารณชนด้วย
เมื่อสถานการณ์พลิกผันไป พวกเขาก็อดอยากรู้ไม่ได้ว่าจางเซวียนจะรับมือเรื่องนี้อย่างไร
ด้วยความโหดร้ายของปรมาจารย์ซ่งที่แสดงออกมาก่อนหน้า การลงโทษใดๆ ที่จางเซวียนจะทำกับเขาก็ดูจะไม่เกินเลยนัก
ในเวลาเดียวกัน ปรมาจารย์ซ่งก็กำหมัดแน่น รอคอยคำพิพากษาของจางเซวียนอย่างร้อนใจ
ผู้ที่เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในการเผชิญหน้าระหว่างปรมาจารย์นั้นจะต้องยอมรับทุกสิ่งที่ผู้ชนะต้องการ นี่คือกฎเกณฑ์ที่สภาปรมาจารย์ตั้งขึ้น
จางเซวียนโบกมือและพูดว่า “ปรมาจารย์ซ่งพยายามจะสังหารซุนฉาง ผู้อาวุโสฉู่ และผู้มีความดีความชอบคนอื่นๆ แต่นั่นก็เป็นเพราะสถานการณ์บีบบังคับ ถึงผมจะไม่เห็นด้วยกับการกระทำของเขา แต่ก็พอเข้าใจเหตุผลของการกระทำนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ผมไม่ได้มีความขัดแย้งเป็นการส่วนตัวกับเขามาก่อน และหากจะมองข้อเท็จจริง ของล้ำค่าของผมก็ทำเกินเหตุไปที่ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บ ดังนั้นผมจึงไม่คิดจะลงโทษอะไรเขาอีก”
จะว่าไป การโจมตีจากหม้อต้นกำเนิดทองคำก็ถือเป็นการลงโทษที่รุนแรงพอสำหรับปรมาจารย์ซ่งแล้ว ตอนนี้เขาไม่สนใจจะเอาเรื่องเอาราวอีกต่อไป เพราะนั่นมีแต่จะทำให้เขากลายเป็นคนใจแคบที่ไม่รู้จักการให้อภัย
“สมกับเป็นปรมาจารย์จาง ทั้งใจกว้างและมีเมตตา!”
“จริงด้วย พวกเขาก็เป็นปรมาจารย์จากสภาปรมาจารย์เหมือนกัน ทำไมถึงมีบุคลิกแตกต่างกันขนาดนี้?”
“บุคลิกแตกต่างเหรอ? เรียกได้ว่าอยู่คนละชั้นกันเลยด้วยซ้ำ!”
“นับจากวันนี้ไป ปรมาจารย์จางจะเป็นไอดอลของผม ใครก็ตามที่จะหาเรื่องเขาจะต้องผ่านผมไปก่อน!”
“เดี๋ยว ปรมาจารย์จางไม่ใช่ของคุณคนเดียวนะ เขาเป็นไอดอลของผมเหมือนกัน”
ได้ยินคำพูดของจางเซวียน คลื่นความนิยมชมชอบก็แผ่ไปทั่วฝูงชน
แม้แต่ปรมาจารย์เหยาก็พยักหน้าอย่างยอมรับ
ไม่สงสัยแล้วว่าทำไมจางเซวียนถึงมาไกลได้ขนาดนี้ทั้งที่อายุยังน้อย นอกจากความปราดเปรื่องแล้ว ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือหัวใจของเขา
“แม้ปรมาจารย์จางจะมีน้ำใจและไม่ถือโทษ แต่ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าปรมาจารย์ซ่งได้ปฏิบัติภารกิจล้มเหลวในฐานะผู้แทนจากทางสำนักงานใหญ่ เขาตัดสินซุนฉางและกูรูยาพิษคนอื่นๆ โดยปราศจากการสืบสวนอย่างเหมาะสม เกือบทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องได้รับความอยุติธรรม” ปรมาจารย์เหยาพูด “ไม่ว่าอย่างไร เขาก็จะต้องแสดงความรับผิดชอบในการกระทำของตัวเอง ฉันจะรายงานเรื่องนี้ไปทางสำนักงานใหญ่และให้พวกเขาตัดสิน”
การที่จางเซวียนละเว้นโทษของปรมาจารย์ซ่งเป็นเพียงผลจากชัยชนะของเขาในการเผชิญหน้าระหว่างปรมาจารย์เท่านั้น ยังมีส่วนที่นอกเหนือจากนั้นอีก ไม่ต้องสงสัยว่าปรมาจารย์ซ่งได้กระทำการไม่เหมาะสมต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ ดังนั้นเขาจึงยังต้องถูกลงโทษอันเนื่องมาจากความย่อหย่อนในหน้าที่
นี่คือกฎเกณฑ์ของสภาปรมาจารย์ซึ่งจะต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ขอบคุณปรมาจารย์จาง ขอบคุณปรมาจารย์เหยา” ได้ยินคำตัดสิน ปรมาจารย์ซ่งถอนหายใจอย่างโล่งอก เขามองจางเซวียนดวงตาที่บ่งบอกถึงอารมณ์อันซับซ้อน
ก่อนหน้านี้ ตอนที่ชายหนุ่มใช้ของล้ำค่าจัดการเขาจนหมดสมรรถภาพนั้น เขาโมโหเสียจนแทบจะสังหารอีกฝ่าย แต่เมื่อได้เห็นความอ่อนโยนและการอุทิศตนของเขาให้กับความรับผิดชอบในฐานะปรมาจารย์ ไม่ลืมบทบาทหน้าที่ของตัวเองแม้สถานการณ์จะพาไป เขาก็อดรู้สึกเคารพอีกฝ่ายอย่างล้ำลึกไม่ได้
บางที นี่คงเป็นสิ่งที่ปรมาจารย์ที่แท้จริงควรกระทำ
“ไม่ต้องมีพิธีรีตองไปหรอก” เมื่อเห็นเรื่องราวคลี่คลายแล้ว จางเซวียนถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าอีกครั้ง จากนั้นก็ชี้นิ้วไปที่ตัวอักษรมากมายที่เรียงรายกันอยู่และเคาะเบาๆ
วิ้ง!
ตัวอักษรตัวแรกสลายตัวไป และพลังจิตวิญญาณเข้มข้นก็แผ่ออกมาโดยรอบ ปกคลุมไปทั่วทั้งเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิฉิงหย่วน
ในชั่วพริบตา สิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่อยู่ในเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิฉิงหย่วนก็ได้ยินเสียงซึ่งดังมาจากส่วนลึกในจิตวิญญาณ เป็นเพียงแค่คำคำเดียว แต่เจตจำนงอันเข้มข้นที่อยู่ในนั้นก็ทำให้ตกอยู่ในภวังค์
บึ้ม บึ้ม บึ้ม!
ตัวอักษรระเบิดออกทีละตัวๆ และเสียงเหล่านั้นก็ดังขึ้นเรื่อยๆ
“ในวิถีทางของการฝึกฝนวรยุทธ ร่างกายคือโลก จิตวิญญาณคือหยิน-หยาง”
เมื่อได้ยินคำนั้น ปรมาจารย์เหยากับปรมาจารย์ซ่งต่างก็ตกอยู่ในภวังค์
นับตั้งแต่วินาทีที่พวกเขาได้เห็นตัวอักษรที่เรียงรายอยู่ ก็รู้ดีว่าความรู้ที่พวกเขามีนั้นแสนจะธรรมดาสามัญ แต่เมื่อได้ยินกับหู ถึงได้เข้าใจว่าแท้ที่จริงแล้วมันลึกซึ้งขนาดไหน
เมื่อเปรียบเทียบกับเนื้อหาที่อยู่ในตัวอักษรเหล่านั้น เทคนิควรยุทธที่พวกเขาฝึกฝนอยู่ดูช่างเชื่องช้าและไร้ประสิทธิภาพราวกับหอยทากคลาน ไม่ควรค่าแม้แต่จะพูดถึง
ปรมาจารย์เหยาตาโตและกดข่มความอยากฝึกฝนวรยุทธเอาไว้ “ปรมาจารย์จางกำลังเปลี่ยนตัวอักษรของการถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ของลายมือบ่มเพาะจิตวิญญาณให้กลับคืนเป็นการถ่ายทอดลิขิตสวรรค์!”
มองดูจัตุรัสที่อยู่ด้านล่าง นักรบทุกคนที่เธอเห็นต่างทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิกับพื้น ต่างคนต่างขับเคลื่อนพลังปราณตามกรรมวิธีที่ได้ยิน
ไม่ช้าไม่นานหลังจากนั้น ราวกับไฟป่าได้ถูกจุดขึ้น เสียงดังสนั่นที่บ่งบอกถึงการฝ่าด่านวรยุทธก็ดังขึ้นทั่วท่ามกลางฝูงชน
นี่คือ
เป็นที่เข้าใจได้ว่าเทคนิควรยุทธอันล้ำลึกที่จางเซวียนบรรยายออกมานั้นจะสามารถทำให้เหล่านักรบฝ่าด่านวรยุทธได้อย่างรวดเร็ว แต่ที่อยู่เหนือฝูงชน ยังมีฝูงไก่ป่า ฝูงนกที่กำลังโบยบิน และสัตว์อื่นๆ อีกมากมาย พวกมันพากันแข็งแกร่งขึ้นและฝ่าด่านวรยุทธได้เช่นกัน
นี่เราไม่ได้ฝันไปจริงๆ ใช่ไหม?
ปรมาจารย์เหยาใช้การรับรู้จิตวิญญาณตรวจสอบพื้นที่โดยรอบ เธอเห็นฝูงลา ห่าน และไก่นับไม่ถ้วน ดูราวกับพวกมันกำลังฝึกฝนวรยุทธเช่นกัน มีรังสีแผ่ออกมาไปพร้อมๆ กับคำบรรยายของจางเซวียน
ไม่ใช่เฉพาะฝูงนกที่กำลังบินแล้ว แม้แต่สัตว์เลี้ยงทั่วไปก็ฝ่าด่านวรยุทธได้เช่นกัน!
เธอตกตะลึงกับคำพูดเหล่านั้น และกำลังจะถอนการรับรู้จิตวิญญาณออก ก็พอดีกับสิ่งที่เห็นอีกด้านหนึ่งแทบจะทำให้เธอเข่าอ่อนด้วยความประหลาดใจ
เอ๊ะ? ท่อโลหะพวกนั้น เมื่อครู่นี้ยังงออยู่ไม่ใช่หรือ? ทำไมถึงยืดตรงด้วยตัวเองได้?
มีท่อโลหะซึ่งงออยู่หน้าลานประหาร แต่ตอนนี้มันกลับยืดตรงอย่างไม่น่าเชื่อ ราวกับทหารกล้าที่คอยฟังคำสั่ง แผ่รังสีของผู้เป็นวีรบุรุษออกมา
ไม่น่าเชื่อว่าคำพูดของเขาจะทำให้ท่อโลหะถึงกับยืดตรงได้
ปรมาจารย์เหยากลืนน้ำลายและหันไปมองจางเซวียน เธอรู้สึกราวกับจะเป็นบ้า
สิ่งนี้ไปไกลเกินกว่าความสามารถของการถ่ายทอดลิขิตสวรรค์แล้ว!
มันคือหัวใจของครูบาอาจารย์ ปรมาจารย์เหยาคิดขณะตาโตด้วยความตื่นเต้น
มีแต่ผู้ที่เข้าถึงหัวใจของครูบาอาจารย์เท่านั้นที่จะมีความสามารถแบบนี้!
ใครจะไปคิดว่าชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเธอจะเข้าถึงหัวใจครูบาอาจารย์ตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่แปลกใจแล้วที่เขามอบของขวัญล้ำค่าให้กับฝูงชนและมองผลประโยชน์ของสภาปรมาจารย์กับมวลมนุษยชาติเป็นสิ่งสำคัญในทุกการกระทำ
ความคิดหนึ่งเกิดขึ้นในสมองของปรมาจารย์เหยา
ถ้าเราได้รับอัจฉริยะผู้ไร้เทียมทานขนาดนี้เป็นลูกศิษย์
ความปราดเปรื่องอันโดดเด่นของจางเซวียนนั้นปฏิเสธไม่ได้ แต่ศักยภาพของเขายังถูกจํากัดไว้ด้วยสภาพแวดล้อม ในบรรดาจักรวรรดิอันทรงเกียรติ จักรวรรดิฉิงหย่วนนั้นจัดว่าล้าหลังเกินไป และไม่ใหญ่โตพอสำหรับเขาที่จะสยายปีก
หากเธอได้รับเขาเป็นศิษย์และพาเขาไปยังสภาปรมาจารย์แห่งสมาพันธ์นานาจักรวรรดิ และมอบทรัพยากรที่ดีที่สุดของที่นั่นให้ เขาจะสามารถหลีกเลี่ยงอุปสรรคต่างๆ ในการฝึกฝนวรยุทธและก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อความสามารถของเขาเปล่งประกาย ในฐานะอาจารย์ของเขา ชื่อเสียงของเธอก็จะระบือลือลั่นไปไกลด้วย
เราจะต้องถามเขาในภายหลัง
ปรมาจารย์เหยามองตัวหนังสือบนท้องฟ้าที่ค่อยๆ หายไป และนักรบมากมายนับไม่ถ้วนรอบตัวเธอที่พากันฝ่าด่านวรยุทธได้สำเร็จ เธอกดข่มความตื่นเต้นของตัวเองไว้และเฝ้ารอคอยอย่างอดทนให้การถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ของเขาสิ้นสุดลง
…..
ในเวลาเดียวกัน ที่บ้านของนายช่างคนหนึ่งซึ่งอยู่ชานเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิฉิงหย่วน
ในห้องขนาดกะทัดรัด ชายชราผู้หนึ่งซึ่งเป็นช่างหลอมโลหะกำลังหลอมก้อนเหล็กโดยใช้ค้อนของเขา
ผู้อาวุโสคนหนึ่งเดินเข้ามาหาชายชราผู้นั้นและยิ้มให้ “ตาเฒ่าจ้าว ยังขาดหม้อโลหะอีก 18 ใบนะ คุณต้องทำให้เสร็จภายในวันนี้ล่ะ!”
ชายชราซึ่งเป็นนายช่างผู้นั้นไม่ใช่ทั้งช่างตีเหล็กหรือนักออกแบบสวรรค์สร้าง เป็นเพียงช่างหลอมโลหะธรรมดาๆ คนหนึ่งซึ่งหลอมของใช้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน
“ไม่ต้องเร่งผมหรอกน่ะ ไม่เชื่อใจกันแล้วหรือ? ผมจะทำตามคำสั่งของคุณให้เสร็จภายในวันนี้แหละ!” ช่างหลอมโลหะตอบยิ้มๆ
ราวกับเวทมนตร์ ด้วยการใช้ค้อนในมือทุบลงไปเพียง 2-3 ครั้ง ก้อนโลหะก็เปลี่ยนรูปร่างกลายเป็นหม้อ
“ผมรู้จักคุณมาหลายทศวรรษแล้ว เรื่องเชื่อใจน่ะเป็นของแน่อยู่แล้วล่ะ” ผู้อาวุโสอีกคนหนึ่งพูด
ทั้งสองเป็นเพื่อนกันมาหลายทศวรรษ และต่างก็สนิทสนมกันดี
ทั้งหม้อ ช้อน และของใช้จำเป็นอื่นๆ ที่หลอมโดยช่างหลอมโลหะผู้นี้มีความสวยงามและคงทน ทุกครั้งที่เขานำผลงานไปตั้งโชว์ ก็จะถูกขายออกไปอย่างรวดเร็ว แม้แต่ขุนน้ำขุนนางในเมืองก็พากันมาสั่งงานกับเขาโดยเสนอจ่ายเงินให้ในราคางาม ด้วยเหตุนี้เขาจึงหมั่นแวะเวียนมาเยี่ยมและซื้อหาสินค้าของอีกฝ่ายบ่อยๆ
ช่างหลอมโลหะชี้ไปที่เก้าอี้แล้วพูดว่า “เอาล่ะ รอผมตรงนั้น ผมจะทำให้เสร็จเร็วๆ นี้ ดื่มชาไปพลางๆ ก่อนก็แล้วกัน”
จากนั้นก็มีบางสิ่งเกิดขึ้น ซึ่งทำให้ค้อนของช่างโลหะถูกตรึงอยู่กับที่
เคร้งงงงง!
ถ้วยชามรามไหที่แขวนไว้กับผนังเคลื่อนไหวได้ด้วยตัวเองทั้งที่ปราศจากลม พวกมันกระโจนลงสู่พื้นอย่างลิงโลด ก่อนจะเดินเรียงกันเป็นแถว
“เฮ้ย” ช่างหลอมโลหะขยี้ตา แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง
หม้อไหเหล่านี้เป็นเพียงสินค้าธรรมดา ไม่มีจิตวิญญาณ ทำไมถึงหนีไปด้วยตัวเองได้?
เขามองดูซ้อนจำนวนหนึ่งเดินแถวออกจากห้อง ผู้อาวุโสที่พูดกับนายช่างชราอยู่เมื่อครู่นี้ก็ถึงกับอึ้งไป เขารีบถามว่า “เกิดอะไรขึ้น?”
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน” ช่างหลอมเหล็กจ้องดูภาพประหลาดตรงหน้าเหมือนคนตกอยู่ในภวังค์
ไม่ช้า อาการเข้าภวังค์ของเขาก็เปลี่ยนเป็นความพรั่นพรึง
พวกนั้นคือสินค้าที่เขาหลอมขึ้นมาด้วยความยากลำบาก ถ้าพวกมันหนีไป ความพยายามของเขาที่ลงทุนลงแรงไปมิสูญเปล่าหรือ?
ดังนั้น เขาจึงรีบวิ่งไปที่ประตูเพื่อกั้นการเดินแถวของโลหะทั้งหลายเอาไว้ แต่ตอนนั้นเอง ก็รู้สึกเจ็บแปลบที่ฝ่ามือ ทำให้ต้องปล่อยมือออก ค้อนโลหะที่เขาถืออยู่ใช้โอกาสนี้กระโจนลงสู่พื้นและพุ่งออกไปจากห้องเช่นกัน
“อย่าวิ่ง!”
ค้อนนั้นอยู่กับเขามาแล้วหลายทศวรรษ และเป็นสิ่งสำคัญต่อการดำรงชีวิต นายช่างชราวิ่งไล่ตาม แต่ในตอนนั้น ประตูโลหะก็เปิดผางเข้าใส่ศีรษะของเขา ทำให้เขาจังงังไป
ยังไม่ทันที่เขาจะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น บ้านทั้งหลังก็เริ่มสั่นสะท้านก่อนจะวิ่งตามค้อนโลหะไปด้วย
“แม้แต่บ้านของผมก็วิ่งหนีหรือ?” ช่างหลอมโลหะแทบจะเป็นบ้า
การที่ถ้วยชามรามไหของเขาจะวิ่งหนีไปก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่บ้านก็ถึงกับวิ่งหนีด้วย แล้วหลังจากนี้เขาจะอาศัยอยู่ที่ไหน? ต่อไปเขาจะหลอมโลหะได้อย่างไร?
ด้วยความตื่นตระหนก นายช่างชราหันไปหาเพื่อนเก่าและวิงวอน “ตาเฒ่าเหลียง คุณมีอสูรวิเศษบินได้อยู่บ้างไหม ช่วยผมดูทีว่าเกิดอะไรขึ้น ผมจะสูญเสียเครื่องมือกับบ้านไปแบบนี้ไม่ได้!”
“ได้สิ!” ผู้อาวุโสที่พูดกับเขาอยู่เมื่อครู่พยักหน้า เขาผิวปากเสียงดัง แล้วอสูรวิเศษบินได้ตัวหนึ่งก็ร่อนลงมา เขาขึ้นขี่หลังอสูรวิเศษตัวนั้นแล้วบินออกไป
ไม่ช้าก็กลับมาด้วยใบหน้าซีดเผือด ราวกับเพิ่งเห็นบางอย่างที่สุดแสนจะเหลือเชื่อเกิดขึ้นตรงหน้า
“เกิดอะไรขึ้นน่ะ ตาเฒ่าเหลียง? เป็นฝีมือของนักย่องเบาที่ไหนหรือเปล่า?” ชายชราช่างหลอมโลหะถามด้วยความร้อนใจ
เขาได้ยินเรื่องร่ำลือมาว่านักย่องเบาที่เก่งกาจบางคนสามารถขโมยข้าวของจากที่ไกลๆ ได้
หรือว่ามีหนึ่งในนักย่องเบาพวกนี้ใช้เวทมนตร์บางอย่างกับทรัพย์สมบัติของเขา ทำให้มันวิ่งหนีไป?
“ไม่ใช่ฝีมือของนักย่องเบาคนไหนหรอก แต่”
ผู้อาวุโสกลืนน้ำลาย เสียงของเขายังคงแหบพร่า
“ปรมาจารย์จางกำลังเปิดการบรรยาย!”



