ตอนที่ 1392 ความแข็งแกร่งของปรมาจารย์หยาง
จางเซวียนมองร่างกายของเขา สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างจนปัญญา
มองแวบเดียวก็บอกได้แล้วว่าสภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิดนั้นไม่ได้ ‘ประนีประนอม’ อย่างเพลิงพิษทิศเหนือ อย่าว่าแต่รักษาชีวิตของมันเลย คงจะถือเป็นพรจากสวรรค์แล้วถ้ามันไม่แทงข้างหลังขณะที่เขากำลังตกอยู่ในอันตราย!
จางเซวียนตัดสินใจที่จะไม่เสี่ยง หากเขาแก้ไขสภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิดไม่ได้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าต้องเสียชีวิตเพื่อแลกกับมันล่ะก็ คงจะเป็นหายนะครั้งใหญ่
ถึงอย่างไร เขาก็ไม่ได้มีความสามารถแบบไอ้โหดที่จะฟื้นตัวจากสภาพที่ถูกสังหารได้
“นายท่าน…”
พูดถึงไก่ ไก่ก็มา ทันทีที่เขาคิดถึงไอ้โหด เสียงของอีกฝ่ายก็ดังขึ้นในหู
“มีอะไร?” จางเซวียนถามพร้อมกับขมวดคิ้ว
เพราะในปูชนียสถานนักปราชญ์มีผู้เชี่ยวชาญอยู่มากมายนับไม่ถ้วน ไอ้โหดจึงมักหลีกเลี่ยงที่จะสื่อสารกับเขา เว้นเสียแต่จะมีเรื่องสำคัญจริงๆ
“ตอนที่เกิดการทดสอบสายฟ้าเมื่อครู่ก่อน เจตจำนงของปรมาจารย์ขงที่แผ่ซ่านไปทั่วทั้งปูชนียสถานนักปราชญ์ได้เบาบางลงชั่วขณะ ในตอนนั้นเอง ผมรู้สึกได้ถึงโครงกระดูกของผม!” เสียงของไอ้โหดเต็มไปด้วยความร้อนรนและตื่นเต้น ทำเอาหนังสือเทียบฟ้าทั้งเล่มสั่นสะท้านไปด้วยเพราะอารมณ์ของมัน
“โครงกระดูกหรือ? ส่วนไหนล่ะ?” จางเซวียนถาม
ไอ้โหดนั้นถูกแบ่งออกเป็นชิ้นส่วนมากมาย หากเป็นเพียงกระดูกชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่งหรือนิ้วมือนิ้วหนึ่งก็คงไม่ทำให้เกิดความแตกต่างอะไรกับประสิทธิภาพการต่อสู้ที่มันมีอยู่ในตอนนี้
“มันคือโครงกระดูกของร่างกายท่อนบนของผม ผมแน่ใจว่ามัน-มันอยู่ในปูชนียสถานนักปราชญ์!” ไอ้โหดร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น
“โครงกระดูกของร่างกายท่อนบนของแก?” จางเซวียนตาโตด้วยความอัศจรรย์ใจ
เพียงแค่หลอมรวมเอากระดูก 2-3 ชิ้นเข้าด้วยกัน หมอนี่ก็มีพละกำลังเทียบเท่ากับนักรบระดับเซียนขั้น 7 แล้ว ถ้าเขาได้กระดูกของร่างกายท่อนบนมาด้วย มันมิเอาชนะได้แม้กระทั่งนักรบระดับเซียนขั้น 9 หรือ?
ถ้าไอ้โหดมีพละกำลังระดับนั้นจริงๆ เขาก็จะมีไม้ตายที่แข็งแกร่งกว่าเดิมไว้รับมือกับพวกตระกูลจางเมื่อสถานการณ์นั้นมาถึง
“ใช่แล้ว!” ไอ้โหดตอบ
ดูเหมือนว่าแม้แต่ตัวมันก็นึกไม่ถึงว่าจะมีชิ้นส่วนของตัวเองอยู่ในปูชนียสถานนักปราชญ์อันทรงเกียรติแห่งนี้
“แกรู้สึกได้ไหมว่ามันอยู่ทิศทางไหน?” จางเซวียนถาม
ขอแค่ไอ้โหดบอกตำแหน่งที่ชัดเจนได้ เขาก็จะได้เตรียมการเพื่อไปนำมันมา
แต่ก็แน่นอนว่ามันขึ้นอยู่กับว่าโครงกระดูกนั้นมีจิตใต้สำนึกของตัวเองหรือไม่ ถ้ามี ไอ้โหดที่อยู่ในหนังสือเทียบฟ้าก็จะต้องลงเอยด้วยการถูกหลอมรวมเข้ากับไอ้โหดตัวใหม่
“เจตจำนงของปรมาจารย์ขงนั้นแข็งแกร่งมาก ผมจึงไม่อาจรับรู้ได้ถึงตำแหน่งที่ตั้งของมัน เว้นเสียแต่…”
ถึงตอนนี้ ไอ้โหดลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “ถ้าเกิดการทดสอบสายฟ้าที่ใหญ่โตเหมือนอย่างเมื่อครู่ก่อนล่ะก็ มันจะสามารถกดข่มรังสีของปรมาจารย์ขงได้ชั่วขณะหนึ่ง ทำให้ผมมีเวลามากพอที่จะค้นหาตำแหน่งที่แท้จริงของโครงกระดูกของผมได้”
มีลายมือปรมาจารย์ขงติดไว้ทั่วทั้งปูชนียสถานนักปราชญ์ อีกทั้งยังมีเจตจำนงของความเคารพยกย่องของบรรดานักเรียนและผู้อาวุโสอีกนับไม่ถ้วน ปูชนียสถานนักปราชญ์จึงอบอวลไปด้วยเจตจำนงและจิตวิญญาณที่คอยขัดขวางการรับรู้ของไอ้โหด
มีแต่ระหว่างการทดสอบสายฟ้าเท่านั้นที่เจตจำนงทั้งหลายจะวุ่นวายอยู่กับการขับไล่ปีศาจใต้สำนึกที่อยู่ในการทดสอบ ทำให้มันเบาบางลงไปบ้าง
“การทดสอบสายฟ้าที่ใหญ่โตพอๆ กับคราวที่แล้วหรือ?” จางเซวียนส่ายหน้า
เหตุผลเดียวที่การทดสอบการแบ่งแยกมิติเมื่อครู่ก่อนทรงพลังได้ขนาดนั้นก็เพราะการสะสมพลังงานของผู้อาวุโสเลี่ยวและการเข้าโจมตีของอสูรมังกรบาดาลกับผู้เยียวยาสวรรค์ไป๋หยู่ที่เล่นงานการทดสอบสายฟ้าพร้อมๆ กัน ไม่อย่างนั้น ก็ไม่มีทางที่การทดสอบสายฟ้าของการแบ่งแยกมิติจะครอบคลุมพื้นที่ได้ถึง 1,000 หมู่
“ถ้าฉันหาทางทำได้ เมื่อถึงเวลา แกก็ต้องหาโครงกระดูกให้เจอก็แล้วกัน” จางเซวียนสั่งการ
ดูเหมือนเขาจะต้องการการทดสอบสายฟ้าเพื่อฟื้นฟูพละกำลังและยกระดับวรยุทธของตัวเองเช่นกัน และในเมื่อจะได้ประโยชน์ถึง 2 อย่าง จางเซวียนก็ยิ่งกว่าเต็มใจที่จะทำให้ได้
“เข้าใจแล้ว” ไอ้โหดตอบก่อนจะเงียบไป
ทั้ง 2 สื่อสารกันผ่านทางโทรจิต บทสนทนานั้นกินเวลาราวสองอึดใจเท่านั้นก่อนที่จางเซวียนจะกลับสู่ความเป็นจริง พริบตาต่อมา เขาก็เห็นผู้เยียวยาสวรรค์ไป๋หยู่จ้องหน้าเขาอย่างตื่นเต้นและพูดว่า “ปรมาจารย์จาง ในเมื่อคุณรู้เรื่องราวของการรักษาโรคมากมาย คุณสนใจจะมาที่สมาคมนายแพทย์ของเราเพื่อเปิดการบรรยายไหม?”
“เปิดการบรรยาย?”
“ใช่แล้ว ตอนนี้สมาคมของเรากำลังศึกษายาพิษชนิดที่มีความแปลกประหลาดที่เราไม่สามารถทำลายมันได้ แม้จะพยายามมาเป็นเวลากว่า 20 ปี เราได้เชิญนายแพทย์มากมายเพื่อมาหารือกันเรื่องนี้ แต่ก็ยังคงจนปัญญา ในเมื่อคุณแก้ไขเพลิงพิษทิศเหนือในร่างของผู้อาวุโสเลี่ยวได้ ก็ชัดเจนว่าคุณมีความสามารถมาก ถ้าคุณมาเปิดการบรรยายในสมาคมนายแพทย์ของเรา ผมเชื่อว่าคุณจะเปิดมุมมองใหม่ๆ ที่จะทำให้พวกเราสามารถแก้ไขพิษได้เช่นกัน!” ผู้เยียวยาสวรรค์ไป๋หยู่พูดด้วยความตื่นเต้น
“เอ่อ…” จางเซวียนลังเลเล็กน้อย “ผมเป็นแค่นายแพทย์ระดับ 7 ดาว ยังไม่ถึง 8 ดาวด้วยซ้ำ ถ้าผมเปิดการบรรยาย เกรงว่าจะมีนายแพทย์หลายคนไม่เชื่อถือในคำพูดของผม”
วิธีที่รวดเร็วที่สุดที่จะได้รับความเคารพในอาชีพของตัวเองก็คือการแสดงความแข็งแกร่งและความเชี่ยวชาญออกมา ถึงจางเซวียนจะสามารถแก้ไขเพลิงพิษทิศเหนือได้ แต่เขาก็พึ่งพาหอสมุดเทียบฟ้าเป็นหลัก เขายังไม่ได้อ่านหนังสือของนายแพทย์ระดับ 8 ดาวเลย ความรู้จึงคงยังอ่อนด้อยอยู่หากจะเปิดการบรรยายในสมาคมนายแพทย์
“เมื่อพิจารณาจากการที่คุณมองเห็นอาการของเลี่ยวชิงได้ในแวบเดียวและแก้ไขมันได้อย่างง่ายดาย ผมจะรายงานเรื่องนี้ไปยังสำนักงานใหญ่และขอตราสัญลักษณ์นายแพทย์ระดับ 8 ดาวให้คุณทันที!” ผู้เยียวยาสวรรค์ไป๋หยู่ตอบยิ้มๆ
สมาคมนายแพทย์สาขาของเขาได้ศึกษาอาการของเพื่อนเก่าคนนี้มาหลายปีแล้ว แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ การที่ชายหนุ่มวินิจฉัยและรักษาได้อย่างง่ายดายก็เป็นหลักฐานเพียงพอที่จะบ่งบอกถึงความสามารถของเขาแล้ว
“ก็ได้ ถ้าอย่างนั้นผมจะขอเข้าหอสมุดของคุณเพื่อปัดฝุ่นความรู้ของผมเสียก่อน” จางเซวียนพูดพร้อมกับพยักหน้า
เป็นเรื่องดีที่นายแพทย์ไป๋หยู่จะขอตราสัญลักษณ์ให้เขา เขาจะได้ไม่ต้องเข้ารับการทดสอบ
“เรื่องนั้นง่ายมาก ตามผมมา…” เห็นจางเซวียนตอบรับคำขอของเขา ผู้เยียวยาสวรรค์ไป๋หยู่ถอนหายใจอย่างโล่งอก เขารีบเดินนำหน้าและนำทางไป
ก่อนจะจากไป จางเซวียนหันไปมองฟงสืออี้และพูดว่า “ศิษย์น้องฟง ยังมีอะไรที่คุณอยากท้าทายผมอีกไหม ถ้ามีล่ะก็ ไปตามหาผมได้ทุกเวลาที่คุณต้องการนะ”
ฟงสืออี้อ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออกสักคำ
เมื่อเขาท้าทายอีกฝ่ายเข้าสู่การดวลประสิทธิภาพการต่อสู้ ก็ลงเอยด้วยการถูกซ้อมอย่างน่าสังเวชทั้งที่ตัวเองมีระดับวรยุทธเหนือกว่า เมื่อท้าทายอีกฝ่ายเข้าสู่การดวลการถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ ผู้อาวุโสเลี่ยวก็พรวดพราดเข้ามา ร่ำร้องจะขอเป็นศิษย์ของจางเซวียน
ตอนนี้ จางเซวียนเหมือนกับภูเขาสูงใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าเขา เป็นสิ่งที่เขาไม่อาจก้าวข้ามไปได้เลย
…..
ขณะที่จางเซวียนตามผู้เยียวยาสวรรค์ไป๋หยู่เข้าสู่สมาคมนายแพทย์ ในที่พักของเขา ซุนฉางกำลังมองหน้าจางจิ่วเซี่ยวที่อยู่ใกล้ๆ ด้วยความสงสัย
ทั้งคู่ไม่ได้ตามไปดูการดวลระหว่างฟงสืออี้กับจางเซวียน แต่ได้พานายช่างจำนวนหนึ่งมาซ่อมแซมห้องโถงใหญ่ที่เสียหาย
“นายน้อยจิ่วเซี่ยว ก่อนหน้านี้คุณพูดว่าฟงสืออี้กับนายน้อยของเราเป็นศิษย์ของอาจารย์คนเดียวกัน?” ซุนฉางอดถามไม่ได้ “ฟงสืออี้เป็นศิษย์ของนายท่านเหมือนกันหรือ?”
เขาได้ยินอีกฝ่ายพูดคำนี้ทันทีที่นายน้อยก้าวเข้ามา แต่ก็รู้สึกว่ามันออกจะเหลือเชื่อ
ไม่ว่าจะมองฟงสืออี้อย่างไร อีกฝ่ายก็ดูอ่อนแอและสติปัญญาไม่ค่อยจะสูงนัก ทำไมนายท่านถึงเลือกรับคนแบบนี้เป็นลูกศิษย์?
“ใช่ ฟงสืออี้เป็นศิษย์ของปรมาจารย์หยางเหมือนกัน” จางจิ่วเซี่ยวพยักหน้าด้วยความชื่นชม
หากเขาได้เป็นลูกศิษย์ของปรมาจารย์หยาง ก็คงจะได้เป็นหนึ่งในผู้ทรงเกียรติสูงสุดเมื่อกลับสู่ตระกูลจาง เขาคงจะไม่เป็นแค่สมาชิกของครอบครัวสาขาที่มีบทบาทเพียงเล็กน้อยเหมือนเดิม
เมื่อได้ยินคำยืนยันของจางจิ่วเซี่ยว ซุนฉางถามอย่างลังเล “คุณรู้ไหม…ว่าระดับขั้นปรมาจารย์ของนายท่านของเรานั้นคืออะไร?”
ที่ผ่านมา ความแข็งแกร่งของนายท่านดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นไปพร้อมกับวรยุทธของนายน้อย ทำให้เขาออกจะสงสัยว่าอันที่จริงนายท่านอาจจะไม่ได้ทรงพลังอย่างที่คิดไว้ตั้งแต่แรก ในเมื่อจางจิ่วเซี่ยวรู้จักตัวตนที่แท้จริงของนายท่านของเขา จึงถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ตั้งคำถาม
ถ้านายท่านทรงพลังถึงขนาดนั้นจริง เขาก็จะได้ไม่ต้องถ่อมตัวและทำตัวอ่อนน้อมแบบนี้อีกต่อไป อย่างน้อยที่สุด เขาก็จะไม่ต้องอดทนกับท่าทีแย่ๆ ของใครๆ เมื่อไปขอข้อมูลต่างๆ ที่ปูชนียสถานนักปราชญ์
“ผมเองก็ไม่รู้วีรกรรมก่อนหน้านี้ของปรมาจารย์หยาง แต่หลังจากรู้จักฟงสืออี้ ก็ได้ยินสมาชิกบางคนในตระกูลของผมพูดถึงเขา” ถึงตอนนี้ จางจิ่วเซี่ยวพลันตาโต
เขาได้ยินชื่อปรมาจารย์หยางครั้งแรกเมื่อตอนที่อยู่ในจักรวรรดิฉิงหย่วน แต่เพราะอีกฝ่ายอยู่ในระดับขั้นสูงเกินไป เขาจึงไม่รู้ความสำคัญของชื่อนั้น แต่เมื่อมาถึงปูชนียสถานนักปราชญ์และได้ยินใครๆ พูดถึง สุดท้ายเขาจึงได้รู้ว่าปรมาจารย์หยางคนนั้นมีพละกำลังมากมายและอยู่ในสถานภาพสูงส่งแค่ไหน
“เขาเป็นหนึ่งในผู้อาวุโสสูงสุดของสภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่ เป็นผู้กุมอำนาจของสภาปรมาจารย์ นอกเหนือจากตัวประธานสภาปรมาจารย์เอง ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเป็นปรมาจารย์ระดับ 9 ดาว มีพละกำลังล้ำลึกเกินหยั่ง เทียบเท่ากับบรรพบุรุษเก่าแก่ของตระกูลจางของเราเลยทีเดียว!”
“อันที่จริง เขาได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก!”



