Skip to content

Library Of Heaven’s Path 1403

Library Of Heaven's Path
BC

ตอนที่ 1403 ความสงสัยของหูอี้เหว่ย

แต่ครู่ต่อมา ทุกคนก็มีสีหน้าประหลาด เมื่อเห็นปฏิกิริยานั้น จางหยู่รีบหันกลับไปมองท้องฟ้า ภาพที่เขาเห็นทำให้เขาตัวแข็งทื่อไป “อะ-เอ่อ…”

C

ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มซึ่งอยู่กลางอากาศจะได้เคลื่อนไหว สายฟ้าอันทรงพลังก็ฟาดเข้าใส่เขา

เปรี้ยงงงง!

สายฟ้านั้นเรียกได้ว่าย่างสดชายหนุ่ม กลิ่นตลบอบอวลไปทั่ว ดูเหมือนที่ยังขาดอยู่อย่างเดียวก็คือใบยี่หร่าสักกำมือเท่านั้น

“นี่คือ…ความหมายของการกลืนกินสายฟ้าที่คุณพูดถึงหรือ?”

ปรมาจารย์จานกับคนอื่นๆ มองเหล่าบรรดาผู้ชื่นชมจางเซวียน ต่างคนต่างพูดไม่ออก

ก่อนที่สายฟ้าจะฟาดลงมา พวกเขาถูกคนอื่นๆ ป้ายยาว่าจางเซวียนเหมือนกับเทพเจ้าเดินดินที่ไม่มีอะไรในโลกนี้ทำอันตรายเขาได้ ถึงขนาดที่แม้แต่การทดสอบสายฟ้าก็ยังหวาดกลัว แต่ภาพที่เห็นตรงหน้าบ่งบอกชัดว่าพวกเขาถูกหลอก

ชายหนุ่มพุ่งเข้าสู่หมู่เมฆและตั้งใจจะทำให้การทดสอบสายฟ้าตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวใช่ไหม?

แต่แล้วทำไมเขาถึงลงเอยด้วยการถูกสายฟ้าฟาด? และเท่าที่เห็น ดูเหมือนเขาไม่เหลือพละกำลังที่จะต่อสู้กับการทดสอบสายฟ้าอีกแล้ว

“บางที…เขาอาจจะอยู่ในช่วงปรับตัวหรือเปล่า? ต่อไปอาจจะดีขึ้น…” จางหยู่ตั้งข้อเสนอแนะ

แม้สถานการณ์จะพลิกผันไปจากที่เขาคาดไว้ แต่เขาก็ยังเชื่อมั่นอย่างล้ำลึกในความสามารถของจางเซวียน

เพราะถึงอย่างไร สิ่งที่เขาได้เห็นกับตาก่อนหน้านี้ก็เหนือกว่าที่เหตุผลใดๆ จะอธิบายได้

แต่ก็อีกครั้ง ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ จางเซวียนก็ถูกสายฟ้าฟาดอีกครั้ง คราวนี้พลังของสายฟ้านั้นหนักหน่วงเสียจนทำให้เขาร่วงลงมากองกับพื้น ร่างของเขาชักกระตุกไม่หยุดด้วยฤทธิ์ของสายฟ้า

เปรี้ยงงง! เปรี้ยงงงง!

ยิ่งสายฟ้าฟาดลงมาเท่าไหร่ อาการกระตุกของเขาก็ยิ่งรุนแรงขึ้น

ผู้อาวุโสเก่ออดถามไม่ได้ “พวกเรา…ไม่ควรจะเข้าไปช่วยเขาหรือ?”

แม้แต่ตัวเขาก็ยังทนไม่ไหวที่จะยืนมองดูเหตุการณ์นั้น หลังจากความชื่นชมที่ทุกคนมอบให้ชายหนุ่ม หมอนั่นก็กลับพลิกผันทุกอย่างให้กลายเป็นเรื่องน่าผิดหวัง

“คุณคิดจะช่วยเขาอย่างไร?” ปรมาจารย์จานถามด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ

การทดสอบสายฟ้านั้นทรงพลังมาก หากพวกเขาเข้าไปขัดขวางก็มีแต่จะทำให้มันแข็งแกร่งขึ้นอีก สถานการณ์มีแต่จะเลวร้ายกว่าเดิมหากพวกเขากระโจนเข้าไปอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง!

“ถ้าอย่างนั้น…เราจะยืนดูเจ้าหนุ่มนั่นถูกไฟช็อตตายหรือไง?” ผู้อาวุโสขมวดคิ้ว

“เอ่อ…ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน…” ปรมาจารย์จานส่ายหัว สีหน้าของเขาแสดงความสับสน

ตัวเขาในฐานะรองหัวหน้าปูชนียสถานนักปราชญ์มีหน้าที่ต้องปกป้องบรรดานักเรียน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาต้องเผชิญกับการทดสอบสายฟ้าอันทรงพลังขนาดนี้ เขาไม่รู้ว่าจะสามารถต้านทานมันได้อย่างไร

ขณะที่ทุกคนจ้องมองภาพตรงหน้าอย่างจนปัญญา บุคคลที่เดือดร้อนเพราะความดุเดือดของสายฟ้า คือจางเซวียน ก็กำลังง่วนอยู่กับการส่งโทรจิตเร่งไอ้โหด “แกหาเจอหรือยัง? เร็วๆ เข้า!”

ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากพุ่งเข้าสู่หมู่เมฆที่ก่อตัวเป็นพายุเพื่อซึมซับพลังสายฟ้า แต่มันไม่ง่ายเลยที่จะสร้างพายุขนาดใหญ่ระดับนี้ขึ้นได้ และเขาคงไม่ได้รับอนุญาตให้ทำอีก ดังนั้นจึงต้องใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้เพื่อให้ไอ้โหดหาตำแหน่งของร่างกายส่วนบนของมันให้ได้ก่อน

ยากที่จะบอกได้ว่าการทดสอบสายฟ้าจะหนีไปเมื่อไหร่หากเขาเริ่มซึมซับพลังงานของมัน จึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องปล่อยให้สายฟ้าฟาดใส่เขา

โชคดีที่กายเนื้อและจิตวิญญาณต้นกำเนิดของเขาได้รับการบ่มเพาะจากสายฟ้ามาหลายครั้ง ทำให้เขามีภูมิต้านทาน ต่อให้หมู่เมฆที่ก่อตัวเป็นพายุปล่อยสายฟ้าใส่เขาไม่หยุด ก็คงต้องใช้เวลาระยะหนึ่งกว่าที่ชีวิตของเขาจะตกอยู่ในความเสี่ยง

“นายท่าน ผมรู้สึกได้ถึงร่างกายของผม มันอยู่ที่นี่จริงๆ ! แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง ผมระบุตำแหน่งที่ชัดเจนไม่ได้ ดูเหมือนมันถูกซ่อนอยู่ในมิติลี้ลับสักแห่ง” ไอ้โหดตอบอย่างเคร่งเครียด

ตัวมันเองก็ร้อนใจเมื่อเห็นนายท่านถูกสายฟ้าฟาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อยื้อเวลาให้มันได้ระบุตำแหน่งของร่างกายส่วนบน แต่ทั้งๆ ที่พยายามค้นหาจนทั่วแล้ว ก็ยังระบุตำแหน่งที่ชัดเจนไม่ได้ มันแน่ใจว่าร่างกายของตัวเองอยู่ที่นี่ ส่วนการที่ระบุตำแหน่งไม่ได้นั้น เป็นไปได้ว่ามันอยู่ในอีกมิติหนึ่งที่ไม่ใช่ปูชนียสถานนักปราชญ์

“มิติลี้ลับ?” จางเซวียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะนึกได้ “ผมเคยได้ยินว่าปูชนียสถานฝ่ายในนั้นอยู่ในมิติลี้ลับ เป็นไปได้ไหมว่าร่างส่วนบนของแกอยู่ที่นั่น?”

จางเซวียนไม่เคยสำรวจปูชนียสถานนักปราชญ์อันกว้างใหญ่มาก่อน แต่เขาได้เห็นภาพมุมสูงจากท้องฟ้า สิ่งหนึ่งที่เขาพบว่ามันออกจะประหลาดก็คือเขาไม่พบร่องรอยของปูชนียสถานฝ่ายใน ซึ่งหลังจากถามใครๆ ไปทั่ว ก็ได้รู้ว่ามันอยู่ในมิติลี้ลับเหมือนกับอาณาจักรโบร่ำโบราณที่นักปราชญ์โบราณชิวอู๋ทิ้งไว้

ไอ้โหดรับรู้ได้อย่างชัดเจนถึงร่างกายของมัน แต่หาไม่พบ นั่นหมายความว่ามีโอกาสที่ร่างนั้นจะถูกซ่อนอยู่ในมิติลี้ลับ ทำให้มันไม่อาจระบุตำแหน่งที่ชัดเจนออกมา

“มีความเป็นไปได้” ไอ้โหดตอบ

“เอาล่ะ ผมจะซึมซับการทดสอบสายฟ้าล่ะนะ เราจะค้นหาต่อไปเมื่อผมได้เข้าสู่ปูชนียสถานฝ่ายในแล้ว”

รู้ดีว่าเขาต้องถูกช็อตตายแน่หากยังปล่อยให้การทดสอบสายฟ้าโจมตีอยู่แบบนี้ จางเซวียนจึงเลิกครุ่นคิดและโผขึ้นสู่กลางอากาศ มุ่งหน้าไปยังหมู่เมฆที่ก่อตัวหนาแน่น

ก่อนหน้านี้ เขาได้ไปที่สมาคมนายแพทย์ตามคำเชิญของผู้เยียวยาสวรรค์ไป๋หยู่เพื่อเปิดการบรรยายเรื่องยาพิษ แต่เมื่อเห็นว่าผู้ที่เข้าฟังการบรรยายล้วนแต่เป็นนักรบระดับเซียนขั้น 7 สูงสุดที่อีกเพียงก้าวเดียวก็จะฝ่าด่านวรยุทธได้แล้ว จึงอดไม่ไหวที่จะใช้โอกาสนี้ช่วยคนเหล่านั้นให้ฝ่าด่านวรยุทธให้สำเร็จ

เขาไม่มีหนังสือวรยุทธที่จะทำให้ฝ่าด่านจากระดับเซียนขั้น 7 ไปเป็นขั้น 8 ได้ แต่ด้วยการให้คำชี้แนะและแก้ไขข้อบกพร่องในวรยุทธของคนเหล่านั้น บวกกับความช่วยเหลือของเถาวัลย์ ก็ไม่ยากเกินไปที่จะทำให้คนเหล่านั้นประสบความสำเร็จ

สุดท้าย ก็นำมาสู่เหตุการณ์ต่างๆ ที่ทำให้ผู้อาวุโสเก่อแทบลมจับ

สมกับเป็นการทดสอบสายฟ้าที่เกิดจากการรวมตัวกันของนักรบสิบกว่าคนที่กำลังจะเข้ารับการทดสอบการแบ่งแยกมิติพร้อมๆ กัน พลังงานของมันนั้นจัดว่าน่าทึ่งมาก ด้วยการดำดิ่งเข้าสู่หมู่เมฆที่ก่อตัวเป็นพายุและกลืนกินพลังสายฟ้าอย่างดุเดือด จางเซวียนก็ใช้เวลาไม่นานในการเติมเต็มมิติวงแหวนในจุดตันเถียนของเขา ในเวลาเดียวกัน ก็สามารถยกระดับวรยุทธจนถึงจุดที่อีกเพียงก้าวเดียวก็จะฝ่าด่านวรยุทธได้แล้ว

ไม่ช้า การทดสอบสายฟ้าก็รู้สึกได้ว่ามีใครบางคนพยายามขโมยพลังงานของมัน จึงรีบหนีไปด้วยความหวาดกลัว

ตอนนี้เราสำเร็จวรยุทธขั้นกึ่งสุดยอดการควบคุมแล้ว จางเซวียนคิด

ถึงการทดสอบสายฟ้าจะหนีไปอย่างรวดเร็ว แต่จางเซวียนก็ยังสามารถก้าวข้ามด่านสุดท้ายและทำลายคอขวดได้ เข้าถึงวรยุทธขั้นกึ่งสุดยอดการควบคุม

เท่าที่เห็น ดูเหมือนจะได้เวลาแล้วที่เขาจะต้องเริ่มตามหาหนังสือเทคนิคขั้นสุดยอดการควบคุมเพื่อจะได้ผลักดันวรยุทธให้สูงขึ้นอีก

หลังจากเข้าสู่การทดสอบสายฟ้า จางเซวียนก็รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าและจัดแจงตัวเองให้เรียบร้อย จนเมื่อการทดสอบสายฟ้าจากไป เขาก็อยู่ในสภาพที่ดูดี ไม่ยับเยินอย่างเมื่อตอนก่อนหน้าที่ร่วงลงมาจากท้องฟ้า ซึ่งในตอนนั้นเองที่เขาเห็นว่าฝูงชนด้านล่างพากันงงงัน

จางเซวียนประหลาดใจที่เห็นซุนฉางอยู่ในหมู่คนเหล่านั้นด้วย

“นายน้อย!” เมื่อเห็นจางเซวียนไม่เป็นอะไร ยังคงน่ายำเกรงเหมือนอย่างที่เคย ซุนฉางถอนหายใจอย่างโล่งอก

เขารีบเดินเข้าไปหา จากนั้นก็สะบัดข้อมือและยื่นกล่องหยกให้ “นี่คือหินวิเศษขั้นสูงสุดที่ผู้อาวุโสเก่อเตรียมไว้เพื่อเป็นค่าชดใช้ให้คุณ!”

“ค่าชดใช้? หินวิเศษขั้นสูงสุด?” จางเซวียนถึงกับงง

เขาต้องใช้ความพยายามแสนสาหัสกว่าจะได้หินวิเศษขั้นสูงสุดมาสักก้อน – อ้อ เมื่อมาคิดดูก็นึกได้ จางชุนยังเป็นหนี้เขาอยู่ถึง 5 ก้อน – ในขณะที่พ่อบ้านซึ่งยังไม่ได้เป็นนักรบระดับเซียนด้วยซ้ำสามารถหามาได้ถึง 5 ก้อนอย่างสบายๆ

แต่ซุนฉางพูดว่า ‘ค่าชดใช้’ …มันเรื่องอะไรผู้อาวุโสถึงต้องมาชดใช้ให้เขา?

“คุณคือศิษย์สายตรงของปรมาจารย์หยางหรือ?” ขณะที่จางเซวียนกำลังจะซักไซ้เรื่องราว เสียงหนึ่งที่แสดงความสงสัยก็ดังขึ้น

จางเซวียนหันกลับไป และเห็นชายชราคนหนึ่งเดินเข้ามาหาพร้อมกับรอยย่นบนหน้าผาก

“เขาคือพ่อบ้านของฟงสืออี้ ลูกน้องของปรมาจารย์หยาง” เห็นความสงสัยของจางเซวียน ซุนฉางรีบแนะนำชายชราพร้อมกับยิ้มร่า “เขาอยู่ใต้คำสั่งของผม”

“ลูกน้องของปรมาจารย์หยาง? อยู่ใต้คำสั่งของคุณ?” จางเซวียนถึงกับหัวหมุนเมื่อได้ยิน

คำว่า ‘ปรมาจารย์หยาง’ ที่ออกจากปากของเขาเป็นของปลอม ถือเป็นโชคดีอย่างยิ่งแล้วที่เขาสามารถหว่านล้อมให้ฟงสืออี้เชื่อเขาได้ แต่ทำไมลูกน้องของปรมาจารย์หยางถึงมาอยู่ที่นี่ด้วย แถมยังอยู่ใต้คำสั่งของซุนฉางเสียอีก?

รู้ดีว่าพ่อบ้านของเขาเชื่อถือไม่ค่อยจะได้ จางเซวียนจึงหันไปถามผู้อาวุโส “คุณคือ…”

“ผมคือหูอี้เหว่ย พ่อบ้านของปรมาจารย์หยาง” หูอี้เหว่ยแนะนำตัวก่อนจะประเมินชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าอย่างถี่ถ้วน

ครู่ต่อมาเขาก็อดถามด้วยความสงสัยไม่ได้ “ปรมาจารย์จาง ขออภัยด้วยที่ต้องถาม แต่คุณมาจากตระกูลจางหรือเปล่า?”

“ไม่” จางเซวียนส่ายหน้า

“คุณไม่ได้มาจากตระกูลจางหรือ?” หูอี้เหว่ยดูเหมือนจะประหลาดใจเล็กน้อยกับคำตอบ “ปรมาจารย์จาง ถ้าไม่เป็นการขอมากเกินไป ผมขอดูมือของคุณได้ไหม? ผมมีความคิดบางอย่างอยู่ในใจที่ต้องหาคำตอบ”

“คุณอยากดูมือของผมหรือ?” จางเซวียนงงๆ กับท่าทีแปลกประหลาดของหูอี้เหว่ย แต่หลังจากชะงักไปครู่หนึ่ง เขาก็ยื่นมือให้

ชายชราทาบนิ้วลงบนชีพจรของเขาอย่างแผ่วเบา ดูเหมือนจะพยายามตรวจสอบสัญญาณชีพหรืออะไรบางอย่าง เมื่อเวลาผ่านไป รอยย่นบนหน้าผากของเขาก็ยิ่งลึกขึ้นเรื่อยๆ “นี่มันประหลาดมาก คุณไม่ได้มาจากตระกูลจางจริงๆ หรือ?”

“คุณหมายถึงสายเลือดของผมใช่ไหม? ผมไม่ได้มาจากตระกูลจาง จึงไม่มีสายเลือดของตระกูลจางอย่างแน่นอน” จางเซวียนอธิบายขณะชักมือกลับ

ก่อนหน้านี้ เขาเคยขอหยดเลือดของจางจิ่วเซี่ยวมาเพื่อตรวจสอบ และข้อเท็จจริงที่ได้ก็คือไม่มีความเกี่ยวพันของสายเลือดระหว่างทั้งคู่เลย จึงชัดเจนว่าเขาไม่ใช่ทายาทตระกูลจาง

“ถ้าอย่างนั้น หรือว่าตระกูลจางได้รับผลกระทบจาก…” หูอี้เหว่ยกำลังจะถามอะไรบางอย่าง แต่ก็หยุดพูดไปดื้อๆ ครู่ต่อมาเขาก็ส่ายหน้าและพูดว่า “ช่างมันเถอะ มันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร ผมยังมีภารกิจอื่นที่ต้องทำ ขอตัวก่อนนะ!”

หลังจากพูดจบ หูอี้เหว่ยก็หันหลังกลับ และด้วยการสะบัดเบาๆ ร่างของเขาก็หายวับไปจากจุดนั้น

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!