ตอนที่ 1479 ไกลเกินไป
“ให้โอกาสผมได้ทำความเข้าใจศาสตร์แห่งการหยั่งรู้ขั้นที่ 5 ?” จางเซวียนชะงักไปเล็กน้อย
“ใช่แล้ว ศาสตร์แห่งการหยั่งรู้ขั้นที่ 5 มีชื่อว่าการสร้างภาพลวงตา โลกแห่งภาพลวงตาจะถูกสร้างขึ้นผ่านดวงตา เทคนิคนี้จะทำให้แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญที่เหนือกว่าระดับเซียนขั้น 9 รู้สึกเหมือนตกอยู่ในนรกทั้งเป็น อยู่ในฝันร้ายที่พวกเขาไม่มีวันตื่นขึ้นมาได้ ในครั้งนั้น ท่านอาจารย์ของผม,นักปราชญ์โบราณโป๋ช่างได้ใช้เทคนิคนี้กำจัดเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นมากกว่าล้านตัวด้วยการมองเพียงแวบเดียว สร้างตำนานที่ไม่มีใครเทียบชั้นได้!”
“ภายใต้สถานการณ์ทั่วไป เป็นไปไม่ได้ที่ใครสักคนจะทำความเข้าใจวรยุทธขั้นนี้ได้โดยไม่ได้อยู่ในพื้นดินเบื้องล่าง แต่เมื่อคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่าคุณจะต้องไปช่วยเหลือลูกศิษย์ของคุณ ผมก็จะยกเว้นให้ ตราบใดที่คุณทำความเข้าใจศาสตร์แห่งการหยั่งรู้ขั้นที่ 4, ผู้พิชิตปีศาจ ได้สำเร็จและถอดรหัสฉนวนชั้นสุดท้ายของตราสัญลักษณ์หัวหน้าปูชนียสถานได้ ผมก็จะให้โอกาสคุณเข้ามาทำความเข้าใจศาสตร์แห่งการหยั่งรู้ขั้นที่ 5” นักปราชญ์ขุยพูด
“ขอบคุณผู้อาวุโส!” จางเซวียนประสานมือและโค้งคำนับอย่างงามให้นักปราชญ์ขุย
ใช่ว่าเขาจะอยากเชี่ยวชาญเคล็ดวิชาดวงตาสวรรค์แห่งเก้าพื้นดินเบื้องล่าง แต่ถึงอย่างไร เขาก็ยังรู้สึกสำนึกในบุญคุณที่นักปราชญ์ขุยเมตตาและให้โอกาส
ความเป็นศิษย์เป็นอาจารย์นั้นเป็นเรื่องสำคัญมากในทวีปแห่งปรมาจารย์ และผู้ที่ปรารถนาความเจริญก้าวหน้าก็จะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก
เพื่อลูกศิษย์ของเขา จางเซวียนพร้อมจะละทิ้งโอกาสอันล้ำค่าที่จะได้เชี่ยวชาญเคล็ดวิชาดวงตาสวรรค์แห่งเก้าพื้นดินเบื้องล่างซึ่งนำไปสู่การเป็นหัวหน้าปูชนียสถานนักปราชญ์ นี่เป็นการเสียสละครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อเขาออกจากดินแดนเบื้องล่างนี้ไป ก็มีโอกาสสูงที่เขาจะไม่มีวันทำความเข้าใจศาสตร์แห่งการหยั่งรู้ขั้นที่ 4 ได้ และพลาดโอกาสที่จะได้เป็นหัวหน้าปูชนียสถานนักปราชญ์ตัวจริง
“ไม่จำเป็นต้องขอบคุณผมหรอก การออกจากพื้นที่นี้ไม่ใช่เรื่องยาก คุณแค่กลับไปที่แผ่นหินรูปกลมที่คุณทะลุมิติมา และเพ่งสมาธิว่าจะออกจากพื้นที่นี้พร้อมกับถือตราสัญลักษณ์หัวหน้าปูชนียสถานไว้ในมือ คุณก็จะทะลุมิติออกไปโดยอัตโนมัติ” นักปราชญ์ขุยพูด
“ขอบคุณ!” จางเซวียนถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาหันหลังกลับโดยไม่ลังเลและเดินไปที่แผ่นหินรูปกลม จากนั้นก็นำตราสัญลักษณ์หัวหน้าปูชนียสถานออกมากำไว้แน่น
พละกำลังมหาศาลฉุดร่างของเขา และด้วยการกระตุกเล็กน้อย เขาก็หายวับไปจากจุดนั้น
นักปราชญ์ขุยเห็นจางเซวียนจากไปโดยไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย เขาพึมพำ “อาจารย์ควรจะต้องมีหัวใจที่เปี่ยมด้วยความเมตตากรุณา การพร้อมที่จะเสียสละขนาดนี้เพื่อลูกศิษย์ของเขา ถ้าเขาได้เป็นผู้นำปูชนียสถานนักปราชญ์ คงจะนำพาไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน…”
ความเมตตากรุณานั้นอาจดูเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเพียงเล็กน้อยสำหรับผู้ที่มีตำแหน่งใหญ่ ดูเหมือนจะเป็นรองความสามารถ แต่อันที่จริงเป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงความเป็นผู้นำที่แท้จริง เพราะความเมตตากรุณาจะทำให้เอาชนะใจผู้อื่นได้ง่าย ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเขามีความเชื่อมั่นไม่หวั่นไหว พร้อมที่จะสละทุกอย่างเพื่อปกป้องสิ่งที่เขาเห็นว่าสำคัญ ในอนาคตเขาคงจะเจริญก้าวหน้าไปอีกมาก
บางที อาจจะเหนือชั้นกว่าหัวหน้าปูชนียสถานมากมายหลายรุ่นที่มีมาก่อนหน้าเขาก็ได้!
ฟึ่บ!
จางเซวียนไม่รู้ว่านักปราชญ์ขุยประเมินตัวเขาอย่างไร ไม่ช้าก็พบว่าตัวเองตกลงมากองอยู่กับพื้นอีกครั้ง
คราวนี้ เป็นไปได้ว่าระยะทางของการทะลุมิตินั้นสั้นกว่า เขาจึงไม่ได้รู้สึกไม่สบายตัวเหมือนอย่างครั้งแรก และความไม่สัมพันธ์กันระหว่างกายเนื้อกับจิตวิญญาณต้นกำเนิดที่เคยรู้สึกก็ไม่ปรากฏอีก เขาส่ายหัวเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนช้าๆ เมื่อเห็นสภาพแวดล้อมที่คุ้นตาปรากฏอยู่โดยรอบ ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกโดยไม่รู้ตัว
เป็นอย่างที่คิดไว้ เขากลับมาถึงปูชนียสถานนักปราชญ์แล้ว
ตอนนี้เขาอยู่ที่ปูชนียสถานฝ่ายใน ไม่ไกลจากรูปปั้นของนักปราชญ์ขุยซึ่งมีร่างกายส่วนบนของไอ้โหดอยู่
เป็นไปได้ไหมว่า…พื้นที่ที่เรียกว่าเก้าพื้นดินเบื้องล่างนั้นอยู่ในรูปปั้นของนักปราชญ์ขุย?
จางเซวียนขมวดคิ้ว
ในเมื่อเขาปรากฏตัวที่นี่ มิติลี้ลับที่เขาจากมาก็คงอยู่ไม่ไกลนัก เป็นไปได้ไหมว่ามันจะซ่อนอยู่ในรูปปั้นเหมือนกับร่างกายส่วนบนของไอ้โหด?
ลืมมันไปก่อนเถอะ! เราต้องตามหาเฉิงเล่อเหยาเพื่อให้รู้สถานการณ์ของจ้าวหย่าก่อน!
รู้ดีว่าไม่ใช่เวลาจะมาคิดอะไรเรื่อยเปื่อย จางเซวียนรีบนำตราสัญลักษณ์ปูชนียสถานฝ่ายในออกมาแล้วเดินไปยังทางออก ก่อนจะแกว่งมันกลางอากาศอย่างแผ่วเบา
วิ้ง!
เกิดรอยแยกขึ้น จางเซวียนเดินออกจากรอยแยกนั้นและออกจากปูชนียสถานฝ่ายในไป
ข้างนอกพระอาทิตย์ตกแล้ว ทั้งปูชนียสถานนักปราชญ์ต่างเงียบเชียบ ความเงียบสงบนี้ให้ความรู้สึกที่แปลกประหลาดกับจางเซวียน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าเขาเพิ่งเข้าไปที่ตระกูลจางมา
เขารีบตรงไปยังบ้านพักของเฉิงเล่อเหยา
“ปรมาจารย์จาง, คุณ…” เฉิงเล่อเหยาถึงกับอัศจรรย์ใจใจที่เห็นจางเซวียนมาถึงอย่างปุบปับ
ตอนที่เธอส่งข้อความไปนั้น ชายหนุ่มยังอยู่ไกลจากที่นี่ไปหลายล้านลี้ แล้วมาอยู่ตรงหน้าเธอได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที…แม้แต่คนที่สุขุมเยือกเย็นอย่างเธอก็ยังอดประหลาดใจไม่ได้
“เกิดอะไรขึ้นกับจ้าวหย่า?” จางเซวียนถามอย่างร้อนใจ
“ฉันก็ไม่รู้” เฉิงเล่อเหยาส่ายหัวอย่างเคร่งเครียด “ฉันกำลังฝึกฝนวรยุทธอยู่ ก็พอดีกับที่ได้ข้อความจากหัวหน้าน้อย ฉันรู้ว่าคุณไม่ได้อยู่ในปูชนียสถานนักปราชญ์ จึงทำได้แค่ส่งข้อความของเธอไปหาคุณโดยผ่านทางค่ายกล แต่โชคไม่ดีที่การสื่อสารถูกตัดขาดไปตอนที่เธอพูดออกมาได้เพียงไม่กี่คำ”
เท่าที่ดู ดูเหมือนเฉิงเล่อเหยาก็งงงันกับเรื่องนี้เช่นกัน
จางเซวียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามต่อ “นอกจากข้อความจากจ้าวหย่า มีข่าวอื่นๆ จากศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็งบ้างไหม?”
“ทันทีที่ข้อความจากหัวหน้าน้อยสิ้นสุดลง ฉันก็ส่งข้อความไปหาบรรดาพี่น้องของฉันที่ศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็ง แต่คำตอบที่ฉันได้รับมาก็คือทุกอย่างปกติดีและหัวหน้าน้อยก็ไม่ได้ออกจากศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็งไปที่ไหน” เฉิงเล่อเหยาตอบ “เป็นไปได้ไหมว่าสัญญาณผิดพลาด?”
“ไม่มีทาง!” จางเซวียนปฏิเสธการคาดเดาของเฉิงเล่อเหยาทันที
เขารู้จักจ้าวหย่าดี เธอจะไม่มีวันร้องขอความช่วยเหลือ เว้นเสียแต่จะอยู่ในสถานการณ์ที่คับขันจริงๆ
ดูเหมือนจะมีบางอย่างผิดปกติ
“แล้ว…คุณวางแผนจะทำอย่างไร?” เฉิงเล่อเหยาถามพร้อมกับขมวดคิ้ว
พูดตามตรง เธอออกจะเชื่อว่าหัวหน้าน้อยน่าจะยังปลอดภัยดี เพราะถึงอย่างไร ตำแหน่งของอีกฝ่ายก็เป็นรองเพียงแค่หัวหน้าใหญ่เท่านั้น จึงไม่มีทางที่ทางศาลาว่าการที่ราบน้ำแข็งจะนิ่งเฉยอยู่ได้ถ้าหัวหน้าน้อยตกอยู่ในอันตราย
แต่ในเมื่อคำร้องขอความช่วยเหลือถูกส่งมาแล้ว หากจะไม่ใส่ใจก็ดูจะเป็นเรื่องโง่เง่าเต็มที
จางเซวียนครุ่นคิดอย่างเงียบงันก่อนจะสั่งการพร้อมกับหรี่ตา “พาผมไปที่ศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็ง!”
“คุณจะไปศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็ง?” เฉิงเล่อเหยาถึงกับผงะ “เดี๋ยวนี้เลยหรือ?”
“ใช่แล้ว!” จางเซวียนพยักหน้าอย่างมุ่งมั่น
“แต่ศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็งอยู่ห่างจากที่นี่หลายล้านลี้นะ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 เดือน ต่อให้คุณขี่อสูรระดับเซียนขั้น 9 ก็เถอะ ถ้าหัวหน้าน้อยตกอยู่ในอันตรายจริงๆ กว่าเราจะไปถึง ก็คงสายเกินไปแล้ว” เฉิงเล่อเหยาพูด
ระยะทางจากปูชนียสถานนักปราชญ์ไปยังศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็งนั้นไกลกว่าระยะทางที่ไปตระกูลจางเสียอีก มันคงจะใช้เวลามากกว่า 1 เดือน และหากเกิดอะไรขึ้นกับหัวหน้าน้อยจริงๆ กว่าพวกเขาจะไปถึง ทุกอย่างก็คงสายไปแล้ว
“1 เดือน?” จางเซวียนกำหมัดแน่นเมื่อได้ยินคำนั้น
1 เดือนเป็นระยะเวลาที่นานเกินไปจริงๆ
ในเมื่อจ้าวหย่าส่งข้อความมาอย่างเร่งด่วน ก็ไม่มีทางที่เธอจะรอได้ขนาดนั้น แต่ก็ไม่มีทางเช่นกันที่เขาจะเดินทางเป็นระยะทางหลายล้านลี้ได้อย่างรวดเร็ว เว้นเสียแต่…
“ที่ปูชนียสถานนักปราชญ์นี่มีค่ายกลทะลุมิติที่ตรงไปศาลาว่าการที่ร่างธารน้ำแข็งหรือเปล่า?” จางเซวียนเงยหน้าขึ้นและตั้งคำถาม
เพราะได้ใช้ค่ายกลทะลุมิติมาก่อน เขาจึงรู้ว่ามันเป็นไปได้ที่จะเดินทางโดยใช้เวลาเพียง 2-3 อึดใจกับการเดินทางที่โดยปกติต้องใช้เวลาเป็นเดือน ถ้ามีค่ายกลทะลุมิติอยู่ในปูชนียสถานนักปราชญ์ที่พุ่งตรงไปสู่ศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็ง เขาก็จะแก้ปัญหานี้ได้
“ฉันเกรงว่าจะไม่มี” เฉิงเล่อเหยาส่ายหน้า “ศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็งมีค่ายกลทะลุมิติเพื่อเดินทางไปยังกลุ่มอำนาจ 2-3 กลุ่มที่มีความสนิทสนมกันเท่านั้น และนั่นไม่ได้รวมเอาปูชนียสถานนักปราชญ์ไว้ด้วย อันที่จริง บรรดาพี่น้องของฉันและตัวฉันก็ใช้แต่อสูรระดับเซียนบินได้มาตลอด”
ค่ายกลทะลุมิตินั้นทำให้นักรบสามารถเดินทางทะลุมิติจากสถานที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้ในทันที แต่หาก 2 กลุ่มอำนาจไม่ได้มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ก็ไม่มีทางที่ทั้งคู่จะสร้างค่ายกลทะลุมิติเพื่อเดินทางหากันอย่างแน่นอน
ไม่อย่างนั้น อีกฝ่ายก็ย่อมใช้ประโยชน์จากค่ายกลทะลุมิติเพื่อสร้างความเดือดร้อนเสียหายได้
“ถ้าอย่างนั้น ค่ายกลทะลุมิติที่จะเดินทางไปยังศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็งที่อยู่ใกล้ปูชนียสถานนักปราชญ์ที่สุดคือที่ไหน?” จางเซวียนถาม
“นั่นคงจะเป็นตระกูลหยวน แต่ก็นั่นแหละ ยังต้องใช้เวลาถึงครึ่งเดือนจากตระกูลหยวนเพื่อจะไปที่นั่น” เฉิงเล่อเหยาตอบอย่างลังเล
เธอรู้ดีว่าชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้ารู้สึกอย่างไร แต่ศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็งตั้งอยู่ในดินแดนที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งซึ่งอยู่เหนือสุดของทวีป ไม่มีทางที่ใครจะไปถึงที่นั่นได้โดยง่าย!
“ครึ่งเดือน…ก็นานเกินไป! ในเมื่อคุณรู้ตำแหน่งที่แน่ชัดของศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็ง จะเป็นไปได้ไหมที่เราจะสร้างค่ายกลทะลุมิติขึ้นมาเพื่อพาเราไปถึงที่นั่นได้โดยตรง?” จางเซวียนถามพร้อมกับขมวดคิ้ว



