Skip to content

Library Of Heaven’s Path 1514

Library Of Heaven's Path
BC

ตอนที่ 1514 การกลับมาของทายาทยอดขุนพล (2)

“ทายาทยอดขุนพลกำลังจะออกมาแล้ว คุณคิดจะรายงานเรื่องนั้นให้เขาฟังอย่างไร?”

C

ผู้อาวุโสคนหนึ่งโพล่งขึ้นท่ามกลางความเงียบ

“ก็รายงานเขาไปตามตรง มีอะไรให้ต้องลังเลล่ะ?” ชายวัยกลางคนท่าทางแข็งแกร่งคนหนึ่งที่สวมชุดเกราะเต็มยศพูดพร้อมกับโบกมือ

“รายงานเขาไปตามตรง? คุณพูดอย่างกับไม่รู้นิสัยของทายาทยอดขุนพลของพวกเราอย่างนั้นแหละ ก่อนหน้านี้ ทั้งๆ ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการท้าทายค่ายกลประตูมังกร เขาก็ยังกัดฟันเพื่อจะสั่งการประกาศยอดขุนพลข้อแรกที่ให้เหล่ายอดขุนพลทุกคนปฏิบัติตัวต่อท่านอาจารย์ของเขาด้วยความเคารพสูงสุด” ผู้อาวุโสพูดพร้อมกับขมวดคิ้ว “ลองคิดดูสิว่าจะเกิดความวุ่นวายขนาดไหนถ้าเรารายงานเขาไปตามตรง เขาเคารพท่านอาจารย์ถึงขนาดนั้น คุณคิดว่าเขาจะมัวนิ่งเฉยและใช้เหตุผลอยู่ได้หรือ? หากเขาเอาเรื่องขึ้นมา จะต้องกลายเป็นหายนะแน่!”

“ปูชนียสถานนักปราชญ์เป็นหน่วยงานหนึ่งในสังกัดของสภาปรมาจารย์ จึงไม่น่ากังวลเท่าไหร่ ปัญหาอยู่ที่ตระกูลจางกับศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็ง ทั้งสองเป็นกลุ่มอำนาจใหญ่ของทวีปแห่งปรมาจารย์ แต่สภายอดขุนพลของเราก็ไม่ได้อ่อนแอถึงขั้นที่ต้องยำเกรงและอธิบายการกระทำของเราให้พวกเขาฟัง!” ชายวัยกลางคนที่สวมชุดเกราะเต็มยศคำราม “กลุ่มอำนาจพวกนั้นเริ่มจะเคยชินกับความสงบสุข และภายในองค์กรก็เริ่มอ่อนแอ ถ้าไม่ใช่เพราะหยาดเหงื่อและหยดเลือดของพวกเราเหล่ายอดขุนพล พวกนั้นจะได้เจริญรุ่งเรืองและสงบสุขอย่างทุกวันนี้หรือ?”

“ผู้อาวุโสเหมิงพูดถูก! ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่สภายอดขุนพลต้องอธิบายการกระทำของเราให้ใครๆ ฟัง?” ชายวัยกลางคนอีกผู้หนึ่งตั้งข้อสังเกตพร้อมกับสะบัดแขนเสื้อ “เราใช้พละกำลังแทนคำพูดของเราเสมอ! ในครั้งนั้น สมาคมผู้พยากรณ์จิตวิญญาณได้สั่งการหุ่นโลหะไร้วิญญาณมากมายให้เข้าโจมตี แต่ก็ถูกกองกำลังของพวกเรากำจัดไปหมด ถ้าผมจะต้องพูดล่ะก็ อยากจะบอกว่าสภาปรมาจารย์น่ะอ่อนแอเกินไป เป็นเพราะพวกเราเปิดทางให้ พวกเขาถึงกล้าตั้งคำถามถึงการตัดสินใจของสภาปรมาจารย์ ถ้าเป็นผม ผมจะสั่งการให้พวกเขาล่าถอย และถ้าพวกนั้นบังอาจฝ่าฝืนคำสั่ง ผมก็จะใช้กำลังบังคับให้ยอมจำนน!”

ผู้อาวุโสส่ายหน้าและพูดว่า “พวกเขาเป็นปรมาจารย์นะ ไม่ใช่พวกข้างถนน เหตุผลที่สภาปรมาจารย์ยังยืนหยัดมั่นคงมาได้นับหมื่นปีก็เพราะคุณค่าของพฤติกรรมของพวกเขาและการไม่ตัดสินเรื่องต่างๆ โดยใช้พละกำลัง ถ้าเราใช้พละกำลังบีบบังคับให้ทุกคนยอมจำนน แล้วจะได้ความเคารพที่แท้จริงจากใครๆ ได้อย่างไร?”

ชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ไม่ห่างออกไปนักคำราม “ความเคารพ? คุณคิดว่าพวกเราต้องการความเคารพจากพวกเขาจริงๆ หรือ? ผู้คนสมัยนี้น่ะเคยชินกับความสงบสุขจนสูญเสียสัญชาตญาณการป้องกันอันตรายที่อยู่ในสายเลือดของพวกเขาไป พวกเขาหลงลืมความทุกข์ทรมานที่เหล่าบรรพบุรุษของเราได้รับจากเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นจนหมดแล้ว”

“สิ่งที่พวกเขาสนใจตอนนี้ก็คือจับจ้องสภาปรมาจารย์เพื่อหาจุดอ่อนในทุกการกระทำของพวกเขา และเมื่อไหร่ก็ตามที่ค้นพบจุดอ่อนแม้เพียงเล็กน้อย ก็จะทำให้เป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นมา ราวกับสิ่งเหล่านั้นจะนำพาไปสู่จุดจบของโลก และในทำนองเดียวกัน เมื่อไหร่ก็ตามที่สภาปรมาจารย์ตัดสินใจในสิ่งที่ขัดแย้งกับความคิดของตัวเอง ก็จะเหมาเอาว่าสภาปรมาจารย์สูญเสียคุณค่าของตัวเองไปแล้วและมีแนวโน้มที่จะเกิดความไม่เป็นธรรม”

“ดูเรื่องของปรมาจารย์จางเป็นตัวอย่าง มันไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย แต่เพราะอยู่ในอำนาจการจัดการของสภาปรมาจารย์ ผู้คนก็จะพากันตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือและหลักการ หากปรมาจารย์จางไม่ถูกลงโทษอย่างหนัก ข่าวลือที่ว่าสภาปรมาจารย์ไม่ใช่องค์กรที่น่าเชื่อถืออีกต่อไปก็เริ่มจะแพร่กระจายออกไปเรื่อยๆ พวกเขาพากันหลงลืมคุณงามความดีที่ปรมาจารย์จางได้ทำให้มวลมนุษยชาติ อย่างการที่เขาทำลายวงศ์ตระกูลของเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น เพียงแค่เรื่องนั้นก็เกินพอที่จะชดเชยความผิดทั้งหมดของเขาแล้ว!”

โลกก็เป็นอย่างนี้ ผู้คนทั่วไปมักละเลยและไม่สนใจว่าคนคนหนึ่งจะทำคุณงามความดีให้กับโลกสักแค่ไหน ทั้งหมดที่เขาที่พวกเขาสนใจก็คือความผิดพลาด และหากเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ก็จะกระพือมันจนเกินความเป็นจริงไปเพื่อให้ได้สนุกสนานกับการเสพดราม่า

ยกตัวอย่าง เท่าที่พวกเขารู้ อย่างเรื่องที่เกิดขึ้นกับ 3 กลุ่มอำนาจใหญ่ ทั้งหมดที่จางเซวียนทำก็แค่ทำลายตึกรามบ้านช่องและค่ายกลเท่านั้น เขาไม่ได้สังหารใครเลยด้วยซ้ำ

แต่ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง ข่าวที่แพร่สะพัดออกมานั้นกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง มันถูกเผยแพร่ไปในทำนองว่าจางเซวียนจงใจใช้พละกำลังสร้างความวุ่นวายและกำจัดทุกสิ่งที่เข้ามาขวางทางของเขา

ซึ่งถ้าสภาปรมาจารย์ไม่อาจลงโทษแกะดำในหมู่พวกเขาได้ บางทีก็อาจจะไม่คู่ควรกับการที่จะได้เป็นผู้นำของทวีปแห่งปรมาจารย์ต่อไป

ผู้อาวุโสคนหนึ่งแทรกคำพูดของชายวัยกลางคน “ผมเข้าใจสิ่งที่คุณพูด แต่สภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่ได้ประกาศการตัดสินใจของพวกเขาออกไปแล้ว ซึ่งไม่ว่าพวกเขาจะตัดสินใจอย่างไร ก็ไม่ใช่เรื่องของเราที่จะตั้งคำถาม ทั้งหมดที่เราต้องคิดก็คือเราจะรายงานเรื่องนี้กับทายาทยอดขุนพลอย่างไรต่างหาก!”

เขาเองก็รู้ แต่จะให้ทำอย่างไร?

วัตถุประสงค์ของสภาปรมาจารย์คือปกป้องมวลมนุษย์ เพราะฉะนั้น ต่อให้คนส่วนใหญ่ในโลกไม่เข้าใจพวกเขา แต่พวกเขาก็ไม่อาจเฝ้าดูโลกทั้งโลกล่มสลายได้!

นี่คือความรับผิดชอบและภาระหน้าที่ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ของสภาปรมาจารย์

ทุกคนพากันเงียบกริบ

แม้จะได้ใช้เวลาร่วมกันไม่นาน แต่ทุกคนก็รู้ดีว่าทำยาทยอดขุนพลมีความรู้สึกต่อท่านอาจารย์ของเขาอย่างไร หากเขาได้รู้ว่าสภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่ออกประกาศจับท่านอาจารย์ ก็คงจะโมโหเดือดแน่ ถึงตอนนั้น ก็ไม่มีใครเดาออกว่าเขาจะแสดงท่าทีและตอบโต้อย่างไร!

ไม่ใช่เรื่องง่ายกว่าที่สภายอดขุนพลของพวกเขาจะมีทายาทยอดขุนพลขึ้นมาสักคน เพราะฉะนั้น จะปล่อยให้เกิดอะไรขึ้นกับเขาไม่ได้!

“ผู้อาวุโสเฉิง คุณบอกว่าคุณหาทางออกได้แล้วไม่ใช่หรือ?” ชายวัยกลางคนอีกคนหนึ่งตั้งคำถามกับผู้อาวุโส

ทุกคนรีบหันไปมอง

“ทางออกของผมก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบนักหรอก คือในเมื่อข่าวปรมาจารย์จางแพร่สะพัดไปทุกหนทุกแห่งแล้ว ก็ไม่มีทางที่เราจะปกปิดเรื่องนี้จากทายาทยอดขุนพลได้นาน ในเมื่อเป็นอย่างนั้น เราก็ควรจะชิงรายงานให้เขารับรู้เสียก่อน เพื่อที่เราจะได้กำหนดขอบเขตและทิศทางของข่าวนั้นได้” ผู้อาวุโสเฉิงพูด

ประกาศจับของสภาปรมาจารย์นั้นมีอยู่ทั่วทุกมุมของทวีปแห่งปรมาจารย์ ถึงตอนนี้ทายาทยอดขุนพลจะยังไม่รู้เรื่องเพราะเขากำลังอยู่ระหว่างการปลีกวิเวก แต่ไม่ช้า เมื่อเขาออกมาเขาก็จะต้องรู้เรื่องอยู่ดี

แทนที่จะปล่อยให้ทายาทยอดขุนพลตำหนิพวกเขาที่ปกปิดเรื่องสำคัญแบบนี้ไว้ คงจะดีกว่าหากพวกเขาชิงรายงานเสียก่อน ด้วยวิธีนี้ อย่างน้อยก็พอจะโน้มน้าวให้เขามีมุมมองที่ถูกต้องได้

ยอดขุนพลคนอื่นๆ เข้าใจตรรกะข้อนี้ พวกเขาต่างพยักหน้า

พูดกันตามตรง หากปกปิดเรื่องนี้จากทายาทยอดขุนพลได้ พวกเขาก็คงจะทำไปแล้ว เพื่อป้องกันเรื่องปวดหัวที่จะเกิดขึ้นตามมา

ผู้อาวุโสเฉิงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “ตอนที่เรารายงานเรื่องนี้ให้เขารับรู้ เราควรจะมุ่งไปที่ความขัดแย้งระหว่างประมาจารย์จางกับสามกลุ่มอำนาจนั้น ส่วนเรื่องประกาศจับและเรื่องอื่นๆ ก็ควรจะพูดเพียงผ่านๆ ผมเชื่อว่าทำยาทยอดขุนพลคงจะเข้าใจความร้ายแรงของเรื่องนี้ และไม่แสดงออกอย่างหุนหันพลันแล่นนัก!”

ในเมื่อพวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากต้องรายงานเรื่องนี้ต่อทายาทยอดขุนพล สิ่งเดียวที่จะทำได้ก็คือปรับปรุงรูปแบบของข้อมูลข่าวสารเสียใหม่

“ผมก็คิดว่าทำอย่างนั้นคงดีที่สุดแล้วล่ะ”

คนอื่นๆ พยักหน้ารับ

แอ๊ดดด!

ทันทีที่ทุกคนตัดสินใจได้ ประตูห้องก็เปิดออก ชายหนุ่มคนหนึ่งถือหอกเดินออกมา

แม้เขาจะอายุยังน้อย แต่ก็มีรังสีคมกริบราวกับจะพุ่งทะลุถึงสวรรค์ ทุกคนรู้สึกได้อย่างเลือนรางถึงพลังปราณท่วมท้นที่ไหลเวียนอยู่ในร่างของเขา พร้อมที่จะพุ่งออกมาทำลายล้างคู่ต่อสู้ได้ทุกขณะ

“ขอแสดงความยินดีด้วยที่คุณสำเร็จการฝึกฝนวรยุทธแล้ว!”

ฝูงชนพากันประสานมือและแสดงความยินดีกับชายหนุ่ม

“อือ” ชายหนุ่มโบกมือ แม้จะเป็นท่าทีธรรมดา แต่เขาก็แผ่รังสีของความทรงอำนาจที่ทำให้ทุกคนไม่กล้าพูดเสียงดังต่อหน้าเขา

“พวกคุณมารวมตัวกันแบบนี้ มันเกิดอะไรขึ้น?” ชายหนุ่มกวาดสายตาไปยังฝูงชนที่อยู่ตรงหน้า เขาเลิกคิ้ว

“รายงานทายาทยอดขุนพล ก่อนหน้านี้คุณสั่งการให้พวกเราคอยเฝ้าดูปรมาจารย์จาง เมื่อคืนนี้เอง พวกเราได้ข่าวว่าเขาสร้างความปั่นป่วนที่ตระกูลจางและทำให้ผู้อาวุโสหลายสิบคนได้รับบาดเจ็บ จากนั้นเขาก็มุ่งหน้าไปยังปูชนียสถานนักปราชญ์ ทำให้รองหัวหน้าปูชนียสถาน, ปรมาจารย์จานและผู้อาวุโสอีกหลายคนได้รับบาดเจ็บเช่นกัน และเท่านั้นยังไม่พอ เขายังมุ่งหน้าไปศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็ง ทำลายตึกรามบ้านช่องและถึงกับลักพาตัวหัวหน้าน้อยของพวกเขาด้วย…” ผู้อาวุโสเฉิงก้าวเข้ามาและรีบรายงานสิ่งที่เขาเตรียมไว้ล่วงหน้าอย่างระมัดระวัง

เขาพยายามพูดถึงเฉพาะการกระทำของปรมาจารย์จาง เพื่อที่ทายาทยอดขุนพลจะได้ไม่โมโหมากนักหากได้รู้ถึงการตัดสินใจของสภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่

แต่ยังไม่ทันที่จะพูดจบ ทายาทยอดขุนพลก็ขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา “คุณรู้เรื่องนี้ด้วยตัวเอง หรือนี่เป็นข่าวที่คุณได้รับจากสภาปรมาจารย์?”

“เอ่อ…” ผู้อาวุโสเฉิงชะงักกับคำถามปุบปับของทายาทยอดขุนพล “นี่เป็นข่าวที่ผมได้รับจากสภาปรมาจารย์”

“ป้ายความผิดและข้อกล่าวหาให้คนอื่น นี่เป็นวิธีดำเนินงานของสภาปรมาจารย์หรือ?” ชายหนุ่มพึมพำก่อนจะส่งสายตาเย็นเยียบใส่ผู้อาวุโสเฉิง “คุณพูดว่าท่านอาจารย์ของผมลักพาตัวหัวหน้าน้อยของศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็ง แต่คุณรู้หรือเปล่าว่าหัวหน้าน้อยที่คุณพูดถึงนั้นเป็นใคร ถึงกล้ารายงานข่าวผิดๆ แบบนั้นออกมา?”

“ผะ-ผม…ได้โปรดให้อภัยกับความโง่เง่าของผมด้วย!” ผู้อาวุโสเฉิงหัวใจเต้นโครมครามขณะรีบก้มศีรษะขออภัย

“ทั้งหมดที่ท่านอาจารย์ของผมทำก็แค่พูดคำเดียว แล้วหัวหน้าน้อยก็เต็มใจละทิ้งตำแหน่งของเธอและจากมาพร้อมกับเขา แต่คุณกล้าบรรยายการกระทำของเขาโดยใช้คำที่ชั่วร้ายอย่างคำว่า ‘ลักพาตัว’ บังอาจ!” ชายหนุ่มโบกมืออย่างเกรี้ยวกราด

“เอ่อ…ขออภัยที่ต้องถาม แต่ทายาทยอดขุนพลรู้ได้อย่างไร?” ผู้อาวุโสเฉิงถามอ้อมแอ้ม

“นั่นก็เพราะหัวหน้าน้อยของศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็ง…”

ชายหนุ่มถือหอกกระชับมั่นไว้ในมือและใช้อีกมือหนึ่งไพล่หลังไว้ เขาเชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจและพูดต่อ “…เป็นศิษย์พี่ของผม!”

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!