ตอนที่ 294 ลอบโจมตี
เป็นไปได้ไหมว่าเขาคือ…ท่านอาจาง?
ลู่ฉวินซวนเซ และอยากกระอักเลือดเต็มที
นับตั้งแต่ความพ่ายแพ้ของเขาที่อาณาจักรเทียนเซวียน เขาก็ต้องทนทุกข์ทรมานตลอดมา เมื่อมาถึงอาณาจักรเทียนหวู่ ลู่ฉวินคิดว่าอย่างน้อยที่สุดก็ได้เดินออกมาจากเงาของอีกฝ่าย และจะได้สร้างชื่อเป็นของตัวเองเสียที แต่เมื่อมาถึงก็ต้องเจอความทุกข์ทรมานอีกระลอกหนึ่ง
คุณเป็นศัตรูคู่อาฆาตของผมหรือ?
มันเรื่องอะไรถึงต้องตามไปหลอกหลอนทุกที่ที่ผมไปอย่างกับวิญญาณอาฆาต แถมยังแย่งซีนเสียหมด…
ลู่ฉวินข่มความท้อแท้ไว้และเอ่ยถาม “บรมครูจางคนนี้หน้าตาเป็นอย่างไร?”
“เขาสูงพอๆกับผม ตัวผอม ผิวพรรณขาวหมดจด…” พนักงานต้อนรับในเสื้อคลุมสีเขียวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะบรรยายลักษณะของจางเซวียนให้ฟัง
ยังไม่ต้องฟังจนจบ ลู่ฉวินก็รู้แล้วว่านั่นต้องเป็นจางเซวียน
“เลิกคิดเถอะ เราเคยชินกับความทรมานนี้เสียแล้ว…”
เมื่อแน่ใจแล้วว่านั่นคือบุคคลที่เขากำลังนึกถึง แม้ลู่ฉวินจะรู้สึกแย่อย่างไร แต่เขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
เพราะปีศาจตนนี้ไม่ใช่แค่ทำตัวเหลือเชื่อเท่านั้น ลูกศิษย์ของเขาก็น่าทึ่งและเหลือเชื่อพอๆกัน การต้องประลองกับเด็กพวกนั้นมีแต่จะทำให้เขาโมโหและอายุสั้น ลู่ฉวินครุ่นคิดเรื่องนี้มาตลอดทาง และตัดสินใจว่าคงต้องยอมรับโชคชะตา
ในตอนแรกที่ได้ยินเรื่องราวอันเป็นตำนานของบรมครูคนนี้ เขานึกว่ามีปีศาจร้ายอีกตนหนึ่งที่เหมือนกับจางเซวียนปรากฏขึ้นในอาณาจักรเทียนหวู่ แต่เมื่อรู้แล้วว่าเป็นคนเดียวกัน อย่างน้อยที่สุดก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าจางเซวียนนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตประหลาด อีกอย่าง ถ้าเกิดทุกคนพากันเหมือนเขาขึ้นมา ลู่ฉวินคงไม่เหลือที่ยืนแน่
“เราจะเข้าทดสอบเป็นผู้ช่วยจิตรกรก่อน เมื่อสอบผ่านแล้วก็จะแจ้งให้อาจารย์ เจิ้งหยาง และคนอื่นๆรู้ พวกเขาคงจะต้องดีใจกับข่าวของเรา!”
เมื่อปรับสภาพจิตใจแล้ว ลู่ฉวินก็ตัดสินใจจะไม่จมดิ่งอยู่กับเรื่องนั้นอีก เขาตามพนักงานต้อนรับในเสื้อคลุมสีเขียวเข้าไปยังห้องสอบ
…..
จางเซวียนไม่รู้ว่าลู่ฉวินเข้ามาที่สมาคมจิตรกรหลังจากที่เขาออกไป ตอนนี้เขากำลังเดินทอดน่องอย่างสบายไปตามถนน
เพื่อจะให้หน้าหนังสือสีทองปรากฏขึ้น เขาจะต้องหาลูกศิษย์และทำให้คนเหล่านั้นเกิดความกตัญญูต่อเขาให้ได้
แต่ว่าจางเซวียนจะไปหาลูกศิษย์มาจากไหน?
เขาไม่อาจคว้าใครก็ไม่รู้ที่ผ่านไปมา และออกคำสั่งให้คนเหล่านั้นยอมรับเขาเป็นอาจารย์ได้ ขืนทำแบบนั้นก็คงถูกตีตายเสียก่อน
“โรงเรียนเทียนหวู่!”
จางเซวียนตาโตขึ้นมาทันใด
ขืนเขาคว้าตัวผู้คนที่ผ่านไปมาแบบมั่วซั่วและขอร้องให้มาเป็นศิษย์ของเขา ก็คงถูกซ้อมจนน่วมตายเสียก่อน แต่…ถ้าเป็นในโรงเรียน สถานการณ์ย่อมแตกต่างไป
เหตุผลที่นักเรียนเข้ามาในโรงเรียนก็เพื่อเแสวงหาความรู้ และพวกเขาก็จะให้ความไว้วางใจอาจารย์โดยปราศจากเงื่อนไข
การที่จางเซวียนจะปลอมตัวเป็นอาจารย์นั้นไม่ยากเลย และตราบใดที่เขาหาลูกศิษย์ได้สักคน การจะทำให้เด็กคนนั้นรู้สึกกตัญญูต่อเขาก็ไม่ยากเหมือนกัน
อีกอย่าง เขารู้ตั้งแต่เมื่อแรกมาถึงแล้วว่า โรงเรียนที่ดีที่สุดในอาณาจักรเทียนหวู่ก็ตั้งอยู่ในเมืองหลวงนี่เอง
“ไม่เลว เราควรจะไปที่นั่น!”
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว จางเซวียนก็คิดจะถามทางไปโรงเรียนเทียนหวู่กับคนที่ผ่านไปมา แต่ตอนนั้นเองที่เขารู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง จางเซวียนเลิกคิ้ว
“มีคนตามเรามา!”
เขาเป็นนักรบขั้นกึ่งจงซรือแล้ว ถึงแม้ไม่ใช้หอสมุดเทียบฟ้า ก็สัมผัสได้ถึงเจตนาก้าวร้าวในตัวผู้อื่น ถึงฝูงชนจะอยู่กันคลาคล่ำ แต่เขาก็รู้สึกได้ถึงความประสงค์ร้ายที่ลอยอยู่ในอากาศ
แม้ว่าเจตนานี้จะถูกปกปิดไว้อย่างมิดชิดจนนักรบจงซรือคนอื่นก็แทบจะไม่รู้สึก แต่สำหรับจางเซวียนที่มีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่ 5.0 เขาสัมผัสถึงมันได้อย่างง่ายดาย
“หรือว่าจะเป็นคุณชายจี้โม่?”
เขาเพิ่งมาถึงอาณาจักรเทียนหวู่ และยังไม่รู้จักใครเลยสักคน ศัตรูคนเดียวที่เขาสร้างไว้ก็คือจี้โม่ ซึ่งก็เพิ่งจะสั่งสอนบทเรียนกันไปหยกๆ ไม่คิดว่าฝ่ายนั้นจะส่งคนมาตามเขาเร็วขนาดนี้
เขาชำเลืองมองไปรอบๆด้วยวิสัยทัศน์แบบรอบด้านของตัวเอง
พวกนั้นมีกันทั้งหมด 5 คน ทุกคนล้วนเป็นนักรบขั้น 7-ทงฉวน และ 2 ใน 5 คนก็เป็นนักรบทงฉวนขั้นสูงสุด
ดูเหมือนคุณชายจะไม่รู้ระดับวรยุทธของเขา จึงคิดว่าแค่ส่ง 2-3 คนนี้มาก็ฉะกับเขาได้แล้ว
อีกอย่าง อาชีพจิตรกรนั้นแตกต่างกับอาชีพอื่นๆในเก้าสถานะระดับบน
เงื่อนไขแรกของการสอบเข้าเป็นนักฝึกอสูรและนักปรุงยาระดับ 2 ดาวก็คือ ต้องสำเร็จวรยุทธขั้น 8-จงซรือ หากจะสอบระดับ 3 ดาว ก็ต้องสำเร็จวรยุทธขั้น 9-จื้อจุนเสียก่อน
แต่ระดับวรยุทธไม่มีความสำคัญต่อการเป็นจิตรกรอย่างเป็นทางการเลย ไม่ว่าจะเป็นนักรบขั้นทงฉวนหรือพี่เชวี่ย ตราบใดที่สามารถวาดภาพขั้น 5 ได้ ก็มีสิทธิ์จะได้เป็นจิตรกรระดับ 3 ดาว
แต่จะว่าไป ผู้ที่สามารถวาดภาพขั้น 5 ได้ก็มักจะเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในชีวิตมากมาย และส่วนใหญ่ก็อายุล่วงเข้า 70 หรือ 80 ปีแล้ว ด้วยเงินทองมหาศาลที่พวกเขาหาได้จากการวาดภาพ พวกเขาจึงไม่ขาดแคลนทรัพยากร แม้จะยังไม่สำเร็จถึงขั้นจื้อจุน แต่อย่างน้อยก็สำเร็จจงซรือขั้นสูงสุด ดังนั้น หากมองในภาพรวม ความแตกต่างระหว่างจิตรกรกับอาชีพอื่นๆก็มีไม่มากนัก
การที่คนประหลาดอย่างจางเซวียนปรากฏขึ้นมาเป็นเรื่องที่พบได้ยากมาก ด้วยการวาดภาพขั้น 5 ได้ตั้งแต่ยังอายุไม่ถึง 20 ปี เขาได้ฉีกทุกตำราและทุกข้อสันนิษฐานอย่างป่นปี้
ตอนที่อยู่ในสมาคมจิตรกร เขาไม่ได้แสดงพละกำลังออกมา และพลังปราณเทียบฟ้าก็ช่วยปกปิดระดับวรยุทธเอาไว้ จึงไม่มีใครล่วงรู้ว่าเขามีระดับวรยุทธแค่ไหน แต่ด้วยอายุของเขา ก็ทำให้ใครๆคิดว่าไม่น่าจะเกินขั้น 6-พี่เชวี่ย ดังนั้นคุณชายจี้โม่จึงคิดว่านักรบแค่สองสามคนก็เกินพอแล้วที่จะสั่งสอนบทเรียนให้เขา
“แถวนี้มีคนพลุกพล่านเกินไป เราหาที่เงียบๆ ไว้เล่นสนุกกับเจ้าพวกนี้ดีกว่า!” จางเซวียนหัวเราะหึๆ
ตั้งแต่เขาทะลุมิติมา ถึงจะได้พยายามยกระดับวรยุทธของตัวเองมาตลอด แต่ก็ไม่ค่อยมีโอกาสได้ทดลองใช้มันเท่าไร และตอนนี้ก็คันไม้คันมืออยากหาคู่ต่อสู้เต็มที ในเมื่อเจ้าพวกนี้ตั้งใจมาสร้างปัญหา ก็น่าจะใช้เป็นเครื่องทดสอบเทคนิคของเขาเสียหน่อย
จางเซวียนแสร้งทำเป็นไม่รู้ตัว และเหลียวซ้ายแลขวาเพื่อหาที่เปลี่ยว ซึ่งก็ต้องหงุดหงิดเมื่อพบว่าอาณาจักรเทียนหวู่นั้นเจริญรุ่งเรืองเกินไป แถมพระอาทิตย์ก็เพิ่งตกได้ไม่นาน ถนนยังคลาคล่ำไปด้วยผู้คน เขาจึงหาทำเลเหมาะๆไม่ได้
“งั้นต้องออกไปนอกเมือง!”
อีกอย่าง ตอนนี้เขาก็อยู่ชานเมืองและไม่ไกลจากประตูเมืองมากนัก จางเซวียนจึงจ้ำพรวดๆออกไป
“หมอนั่นจะออกจากเมืองทำไม?”
กลุ่มผู้ติดตามมองจางเซวียนที่กำลังก้าวออกจากประตูเมืองอย่างงงงัน
ในเมืองนั้นมีผู้คนอยู่มากเกินไป หากเกิดการปะทะขึ้น ก็เป็นไปได้ว่าจะบานปลาย พวกเขากำลังคิดอยู่ว่าจะชักจูงให้หมอนี่เข้าไปที่เปลี่ยวๆได้อย่างไร ก็พอดีเขาเดินออกจากเมืองไปเสียก่อน
เขาแกล้งทำหรือเปล่า!
“โอ๊ย ใครจะสน! ก็แค่เด็กหนุ่มคนหนึ่ง อย่าบอกนะว่านายกลัวเขา?”
“ก็จริง ต่อให้หมอนั่นฝึกวรยุทธตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ อย่างเก่งที่สุดก็ได้แค่ทงฉวน ไม่มีทางที่พวกเราจะแพ้!”
ชายฉกรรจ์สองสามคนนั้นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างพร้อมเพรียงกัน
ถึงแม้สภาพแวดล้อมและทรัพยากรสำหรับการฝึกวรยุทธที่มีอยู่ในอาณาจักรเทียนหวู่จะดีกว่าในอาณาจักรเทียนเซวียนมาก แต่สำหรับที่นี่ นักรบขั้นทงฉวนก็ยังจัดว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ
ในเมื่อไม่ได้มีแค่หนึ่ง แต่มีผู้เชี่ยวชาญถึงห้าคนที่ถูกส่งมาจัดการเด็กหนุ่มไม่มีหัวนอนปลายเท้าแค่คนเดียว ก็ไม่แปลกที่พวกเขาจะมั่นอกมั่นใจมาก
“ฉันจะย้ำพวกนายอีกครั้งหนึ่ง นายน้อยสั่งไม่ให้พวกเราฆ่าเจ้าหนุ่มคนนั้น เพราะถึงอย่างไร มันก็เป็นจิตรกรระดับ 3 ดาว เกิดมันตายไป ทางสมาคมจิตรกรสำนักงานใหญ่ก็จะต้องเข้ามาสอดส่องเรื่องราว และนั่นจะทำให้นายน้อยต้องเดือดร้อน ทั้งหมดที่เราต้องทำก็คือทำให้มันอับอายเท่านั้น ฉันหวังว่าพวกนายจะรู้ว่าควรทำอะไร!”
นักรบขั้นทงฉวนคนหนึ่งที่ดูจะเป็นหัวหน้ากระซิบกระซาบกำชับคนอื่นๆ
“วางใจได้เลย พวกเรารู้ว่าต้องทำอะไร!”
คนที่เหลือพร้อมใจกันพยักหน้า
ด้วยสถานภาพจิตรกรระดับ 3 ดาว ทางสมาคมจิตรกรสำนักงานใหญ่ย่อมจะต้องส่งคนมาสืบหาข้อเท็จจริงหากเขาหายตัวไป
แม้ว่าตระกูลจี้จะเป็นหนึ่งในสามตระกูลใหญ่ของเมืองหลวงแห่งอาณาจักรเทียนหวู่ แต่พวกเขาก็ไม่มีทางต้านทานแรงกดดันจากสมาคมจิตรกรได้
ดังนั้นคุณชายจี้โม่จึงกำชับไม่ให้พวกเขาฆ่าจางเซวียน ที่ต้องทำก็คือให้เขาอับอายและรู้ซึ้งถึงความหมายของคำว่าตายทั้งเป็น
….
พวกเขาสะกดรอยตามจางเซวียนไปติดๆ เมื่อออกจากเมืองได้ไม่นานก็มาถึงป่าเปลี่ยวแห่งหนึ่ง
“ระวังตัวด้วย ฉันว่าไอ้หมอนั่นคงรู้ตัวแล้วว่าพวกเราตามมา มันคงจงใจพาพวกเรามาที่นี่…”
หัวหน้ากระซิบกระซาบ
“แล้วจะกลัวอะไร? พวกเราก็อยากให้เป็นแบบนั้นอยู่แล้วนี่ ถ้าอยู่ตรงนี้ก็สั่งสอนมันได้เต็มที่!”
คนที่เหลือพูดอย่างย่ามใจ
เท่าที่พวกเขารู้สึกก็คือจางเซวียนรนหาที่ตาย
ในเมื่อรู้อยู่ว่ามีคนสะกดรอยตามมา ก็ยังกล้าออกมาที่เปลี่ยว ก็เห็นๆแล้วว่ามันคงอยากตายเต็มที
ฟึ่บ!
ทุกคนชักอาวุธออกมาอยู่ในท่าเตรียมพร้อม 2-3 คนผลุบหายเข้าป่าไป
พวกเขากำลังนึกสงสัยว่าหมอนั่นอาจอำพรางตัวเอง และกำลังรอคอยพวกเขาอย่างเงียบๆ แต่ทันใดนั้นก็เห็นจางเซวียนนอนอ้าซ่าอยู่บนกิ่งไม้ และยิ้มแฉ่งให้พวกเขา
“จี้โม่ส่งพวกแกมาที่นี่หรือ?”
ในเมื่อไม่มีคนอื่นอยู่ที่นี่ จางเซวียนจึงไม่จำเป็นต้องอ้อมค้อม สำหรับเขา เจ้าพวกนี้ก็เป็นแค่แมลงวันตัวกระจ้อยร่อยสองสามตัว
“จัดการเลย!”
นึกไม่ถึงว่าไอ้หนุ่มนี่จะกล้าเผชิญหน้ากับพวกเขา หัวหน้ากลุ่มคำรามอย่างเลือดเย็นและออกคำสั่ง
“ฉันเอง!”
นักรบทงฉวนขั้นกลางซึ่งมีวรยุทธอ่อนด้อยที่สุดในกลุ่มหัวเราะหึๆ เขากระทืบเท้าและพุ่งทะยานเข้าใส่จางเซวียนด้วยความเร็วอันน่าทึ่ง
ฟิ้วววว!
หมอนั่นลอยตัวอยู่กลางอากาศ พลังปราณอันเข้มข้นที่เขาแผ่ออกมาทำให้หมู่มวลดอกไม้และสัตว์ป่าที่อยู่บริเวณนั้นต้องน้อมคำนับให้ พลังปราณนั้นส่งเสียงกึกก้องไปโดยรอบ
“เทคนิคนี้ก็ไม่เลวนะ ดูจากรังสีที่แผ่ออกมาและพละกำลังในการกระโดดของจางชิง หมอนั่นดูเหมือนใกล้สำเร็จวรยุทธทงฉวนขั้นสูงสุดแล้วล่ะ!”
หัวหน้าพยักหน้าและตวาดกำชับ “ควบคุมพละกำลังของนายด้วย อย่าฆ่าเขา…”
“ไม่ต้องห่วง ผมรู้ว่ากำลังทำอะไร…”
จางชิงตอบ เขากำลังคิดอยู่ว่าจะออกหมัดแรงแค่ไหน ก่อนที่จะเห็นทุกอย่างพร่ามัวไปหมด
เพียะ!
เขาถูกตบหน้าอย่างแรง ความเจ็บปวดแสนสาหัสเข้าปะทะสองแก้ม ก่อนที่จางชิงจะทันได้ตอบโต้ ทั้งร่างก็ถูกจับบิดราวกับโดนัทที่บิดเป็นเกลียว จางชิงกระเด็นไปหลายสิบเมตร เขาไอและกระอักเลือดออกมา เห็นฟันเปื้อนเลือด 2-3 ซี่ร่วงอยู่บนพื้น
“เฮ้ย?”
“อะไรกัน?”
ตอนแรก พวกเขาคิดว่าจางชิงคงจะยำหมอนั่นเสียอยู่หมัด แต่กลับกลายเป็นตรงกันข้าม เขาถูกตบทีเดียวกระเด็น ภาพนั้นทำให้หัวหน้าและสมาชิกที่เหลืออีก 3 คน ถึงกับอึ้งด้วยความประหลาดใจ
“โอ๊ะ เสียใจด้วย ผมฝึกวรยุทธด้วยตัวเองมาตลอด และยังไม่เคยสู้กับใครจริงๆสักที ก็เลยตบแรงไปหน่อย!”
จางเซวียนเกาหัว
ตั้งแต่เขาทะลุมิติมายังโลกใบนี้ก็ไม่เคยสู้กับใครเลย จึงกะไม่ถูกว่าควรจะตบแรงแค่ไหน เขาคิดว่านั่นเป็นแค่การตบเบาๆ อย่างมากหมอนั่นก็แค่เจ็บนิดหน่อย แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายอยู่ในสภาพร่อแร่ จางเซวียนก็ได้แต่ขอโทษอย่างขัดเขิน
“ไอ้หมอนี่ไม่ใช่ขี้ไก่อย่างที่เราคิดเสียแล้ว พวกเรา, เต็มเหนี่ยวเลย!”
เห็นจางเซวียนจัดการได้อย่างง่ายดาย หัวหน้าถึงกับหน้าซีดทันใด
ตอนแรกก็คิดว่านายน้อยทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ด้วยการส่งพวกเขามาตั้งไม่รู้กี่คนเพื่อจัดการกับหมอนี่เพียงคนเดียว แต่พวกเขาก็ทำตาม เพราะเห็นว่าเป็นภารกิจขี้ปะติ๋ว
แต่เมื่อได้เห็นสถานการณ์กับตาแล้วก็รู้ว่า…ไม่ง่ายอย่างที่คิดเลย
ไอ้หมอนั่นต้องแข็งแกร่งกว่าพวกเขาแน่
สำเร็จวรยุทธที่เหนือกว่าทงฉวนขั้นสูงสุดตั้งแต่ยังอายุไม่ถึง 20 หรือ?
คงจะมีแต่อัจฉริยะหมายเลข 1 อย่างโม่หงอีเท่านั้นที่เทียบชั้นกับเขาได้!
บรรลัยสิ!
อีกฝ่ายก็ไม่ได้โง่ มองปราดเดียวพวกเขาก็รู้แล้วว่าไอ้หนุ่มนั่นแข็งแกร่งกว่าที่คาดไว้ ทุกคนถือหอกกระชับมือและเข้ารุมล้อมจางเซวียน แต่ละคนมีสีหน้าเคร่งเครียด
ใน 4 คนนั้น มี 2 คนสำเร็จวรยุทธทงฉวนขั้นสูง และอีก 2 คนสำเร็จวรยุทธทงฉวนขั้นสูงสุด ด้วยความแข็งแกร่งของทั้ง 4 ที่รวมเข้าเป็นหนึ่งเดียว ก็เกิดเป็นพละกำลังมหาศาลที่ทำให้บรรยากาศบริเวณนั้นหนักอึ้งขึ้นมาทันใด
“ลุย!”
เมื่อรู้แล้วว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่ง หัวหน้าก็สั่งการให้ทุกคนพุ่งเข้าใส่ทันทีโดยไม่ลังเล เพื่อจะชิงเปิดฉากก่อน
พรึ่บ!
อาวุธทั้ง 4 ชิ้นทิ่มพรวดออกไปพร้อมๆกัน
คนทั้งสี่ล้วนเป็นองครักษ์ของตระกูลจี้ และอยู่ด้วยกันมากว่า 5 ปีแล้ว จึงทำงานเข้าขากันได้ดี พวกเขารวบรวมพลังปราณและพุ่งเข้าปะทะด้วยความเร็วอันน่าทึ่ง หอกทั้งสี่มีเป้าหมายอยู่ที่ส่วนหัว ส่วนกลางลำตัว และส่วนล่างของจางเซวียน รวมทั้งปัดป้องทางหนีทีไล่อื่นๆที่เป็นไปได้
ด้วยการร่วมมือกันอย่างเข้าขา ประกอบกับเทคนิควรยุทธอันทรงพลัง ก็ไม่ง่ายที่นักรบขั้นกึ่งจงซรือจะเอาอยู่
แต่จางเซวียนไม่ใช่นักรบกึ่งจงซรือธรรมดา เขาเป็นอัจฉริยะที่ยากจะหาใครเทียบได้
ทั้งสี่คนคิดว่าอย่างน้อยหมอนั่นก็น่าจะเจ็บตัวสักแผล แต่วินาทีที่ยื่นหอกออกไป ก็รู้สึกถึงความว่างเปล่าในมือ
เมื่อก้มลงมอง ก็รู้ว่าการโจมตีอย่างดุดันนั้นเปล่าประโยชน์ หอกในมือของพวกเขาอันตรธานไปอยู่ในมือของอีกฝ่ายตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้
“เฮ้ย?”
ทั้งกลุ่มถึงกับตระหนกและตัวสั่นเทิ้มด้วยความกลัว
โว้ยยยย!
นี่มันสะพรึงเกินไปแล้ว!
ฉกหอกของพวกเขาไปได้ด้วยมือเปล่า มันไม่ใช่แค่ระดับวรยุทธที่แตกต่างแล้ว
แต่อีกฝ่ายจะต้องมีความเข้าใจเป็นอย่างดีในเทคนิควรยุทธ พละกำลัง การเคลื่อนไหวของพวกเขา รวมถึงตำแหน่งของหอกที่จะพุ่งไปด้วย จึงจะทำแบบนี้ได้
เพราะหากผิดพลาดเพียงนิดเดียวย่อมหมายถึงการสูญเสียนิ้วมือ!
ขนาดนักรบจงซรือขั้นสูงสุด…ยังทำแบบนี้ไม่ได้เลย!
พวกเขาคิดว่าการสั่งสอนหมอนี่น่าจะเป็นเรื่องกล้วยๆ แต่กลับกลายเป็นต้องเผชิญหน้ากับ…เสือร้ายที่ดุดัน!
“ถอย!”
หัวหน้าหรี่ตา รู้ตัวว่าขืนอยู่ต่อคงไม่รอดแน่ หลังจากตะโกนสั่งการแล้ว เขาก็หันหลังกลับเพื่อจะวิ่งหนีในทันที
อีก 3 คนก็พากันเปิดแน่บโดยไม่ลังเล
พวกเขาไม่มีทางเลือก จำต้องทิ้งจางชิงที่ถูกจางเซวียนตบจนแน่นิ่งอยู่บนพื้น
“ยังไม่ทันได้ทำอะไรเลย พวกแกจะรีบร้อนไปไหน?”
ยังไม่ทันจะได้แลกหมัดกันสักหน่อย พวกนี้ก็เปิดแน่บไปหมด จางเซวียนร้องเรียก
วู้!
ก่อนที่ทั้ง 4 จะทันได้ทำอะไร ก็มองเห็นทุกอย่างดำมืดไปหมด ร่างมหึมาร่างหนึ่งร่อนลงมาจากท้องฟ้า
ตึ้ง!
ราวกับพวกเขากระแทกเข้ากับภูเขาขนาดย่อมๆ ทั้งสี่กลิ้งหลุนๆไปเหมือนเป็นลูกบอลยาง ภาพตรงหน้าพร่าเลือนไปหมด พวกเขากระอักเลือดออกมา
“นี่มัน…อสูรขั้นกึ่งจื้อจุน…”
ทั้ง 4 ใช้ความพยายามอย่างหนักที่จะทำให้ตัวเองหายมึน แต่เมื่อชำเลืองมองร่างเบ้อเร่อเท่อตรงหน้า ก็แทบจะเสียสติไป
ไม่นึกเลยว่ามันคือ…
อสูรขั้นกึ่งจื้อจุน!
มีแต่บรรพบุรุษโบร่ำโบราณของอาณาจักรเทียนหวู่เท่านั้นที่จะมีพละกำลังถึงขั้นกึ่งจื้อจุน เจ้าอสูรตัวนี้คงเป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่มีในอาณาจักรเทียนหวู่! แล้วหมอนั่นเป็นเจ้าของอสูรตัวนี้…
นี่พวกเขามาหาเรื่องปีศาจร้ายชนิดไหนกัน?
เจ้าเขี้ยวเหล็กเหินฟ้ากำลังเดินท่อมๆอยู่ในป่า
เมื่อได้ยินเสียงร้องเรียกของจางเซวียน มันจึงรีบมา
ในสายตาของมัน เจ้าสองสามคนนี้กะจ้อยร่อยเหมือนมด หากมันไม่ออมแรงไว้ คนพวกนี้คงเละไปแล้ว
หลังจากที่ชนทั้ง 4 คนกระเด็นไป ก่อนที่มันจะร่อนลงจอด ร่างมหึมาของเจ้าเขี้ยวเหล็กก็สั่นสะท้านอีกครั้ง มันพุ่งเข้ามาและใช้ปีกตบพวกนั้น
เสียงตบกึกก้องสี่ครั้งดังต่อเนื่องกันไปทั่วทั้งป่าที่เงียบสนิท ทั้ง 4 ร่วงลงไปกองที่พื้น เลือดสดๆพุ่งออกจากปาก แรงปะทะทำให้กระดูกหักเกือบทั้งร่าง
เจ้าเขี้ยวเหล็กเหินฟ้ามีวรยุทธขั้นกึ่งจื้อจุน และในเมื่อเป็นอสูร ก็ย่อมมีพละกำลังแข็งแกร่งกว่านักรบที่มีวรยุทธขั้นเดียวกันอย่างไม่ต้องสงสัย แค่กวาดเบาๆสองสามที กระดูกกระเดี้ยวและพลังปราณของเจ้าพวกนั้นก็แทบไม่เหลือหรอ ต่อให้รักษาหายก็ต้องพิการไปชั่วชีวิต
“ฉันก็บอกแกแล้วไม่ใช่หรือว่าให้ออมแรงหน่อย? ฉันยังมีคำถามต้องถามเจ้าพวกนั้น แล้วจะถามได้อย่างไร ในเมื่อแกจัดการเสียขนาดนั้นแล้ว?” เห็นเจ้าเขี้ยวเหล็กอัด 4 คนนั้นถึงขั้นพิการ จางเซวียนขมวดคิ้ว
คงจะดีกว่าถ้าพวกเขาไม่ได้ยินคำพูดของจางเซวียน เพราะเมื่อได้ยิน ทั้ง 4 ก็ถึงกับกระเสือกกระสน น้ำตาทะลักออกจากนัยน์ตาของพวกเขา
น้องชาย มันเรื่องอะไรถึงหน้าด้านไปตำหนิเจ้าอสูรนั่น ก็แกเองที่เป็นคนอัด
จางชิง และหมอนั่นก็เละกว่าพวกเราเสียอีก จนถึงตอนนี้ยังกระอักเลือดไม่หยุด และหน้าตาก็ถูกตบเสียยับเยินไปหมด ต่อให้แม่มันก็คงจำสารรูปลูกตัวเองตอนนี้ไม่ได้!
ถ้าไม่รีบรักษา การสูญเสียวรยุทธไปยังเป็นเรื่องเล็ก เผลอๆอาจจะอยู่ไม่พ้นคืนนี้เสียด้วยซ้ำ
ตัวเองก็อัดเขาเสียยับเยิน กล้าต่อว่าคนอื่นได้อย่างไร?
โว้ยยยยย!
ใครบอกเราว่ามันเป็นภารกิจขี้ปะติ๋ววะ!
นายน้อย มาที่นี่เถอะ! พวกเราสัญญาว่าจะไม่อัดคุณถึงตาย…



