ตอนที่ 305 โม่หงอีสติแตก
“45 ไม่ผิด!”
“50 ยังไม่ผิด!”
“55 นี่ก็ยังไม่ผิด!”
เสียงประกาศที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องค่อยๆแผ่วและช้าลงราวกับว่าผู้ประกาศเองก็ไม่อยากจะเชื่อ
เมื่อคะแนนขึ้นไปถึง 55 โดยยังไม่มีข้อผิดพลาดแม้แต่ครั้งเดียว ก็หมายความว่าการหลอมยาเดินหน้าไปได้กว่าครึ่งทางแล้ว…
การสอบลุล่วงไปเกินครึ่งแล้ว ก็ยังไม่ผิดเลย?
ขนาดอัจฉริยะผู้ไร้เทียมทานอย่างโม่หงอีก็ยังทำแบบนี้ไม่ได้!
พูดได้เลยว่าไม่มีปรมาจารย์คนไหนในอาณาจักรเทียนหวู่ที่จะทำคะแนนได้ยอดเยี่ยมขนาดนี้
“นี่มัน…เป็นไปไม่ได้! ขนาดนักปรุงยาระดับ 3 ดาวยังให้คำชี้แนะไม่ได้สมบูรณ์แบบอย่างนี้เลย…หมอนั่นเป็นแค่ไอ้บ้านนอกเร่อร่า จะเอาความรู้ที่ไหนไปทำได้ขนาดนั้น?”
เจียงเฉินถึงปากคอสั่นไม่หยุด
แม้ว่าสิ่งที่ผู้เข้าสอบจะต้องทำก็มีแค่ชี้แนะหุ่นจำลองให้หลอมยาเกรด 1 แต่ ‘คำตอบต้นแบบ’ นั้นคือพื้นฐานกระบวนการหลอมยาของนักปรุงยาระดับ 4 ดาว
ความเข้าใจในเรื่องยาเม็ดของนักปรุงยาระดับ 4 ดาวนั้นลึกซึ้งมาก พวกเขาสามารถหลอมยาเกรด 1 ได้อย่างง่ายดาย
ดังนั้น การนำกระบวนการของนักปรุงยาระดับ 4 ดาวมาใช้เป็นคำตอบ จึงยิ่งกว่าเหมาะสมเสียอีก
สำหรับเจ้าหนุ่มคนนั้นที่หลอมยาได้โดยไม่มีข้อผิดพลาดใดเลย มันหมายความว่าอย่างไร? แปลว่าความเข้าใจในเรื่องการหลอมยาของเขาเทียบเท่ากับนักปรุงยาระดับ 4 ดาวหรือ?
มันจะเป็นไปได้อย่างไร?
นักปรุงยาที่เก่งกาจที่สุดในอาณาจักรเทียนหวู่ก็คือประธานสมาคมนักปรุงยา ซึ่งเป็นแค่นักปรุงยาระดับ 3 ดาวขั้นต้นเท่านั้น เช่นเดียวกับนักปรุงยาหงที่เพิ่งผ่านการทดสอบเป็นนักปรุงยาระดับ 3 ดาว ซึ่งก็ยังห่างไกลจากระดับ 4 ดาวอยู่มาก
หรือว่าเจ้าหนุ่มที่ยังอายุไม่ถึง 20 คนนี้มีความรู้ถึงระดับ 4 ดาวแล้ว?
“เป็นไปได้ไหมว่า…ที่องค์หญิงโม่หยู่พูดจะเป็นเรื่องจริง?”
มีเสียงพึมพำท่ามกลางฝูงชน
เมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น หลายคนก็พากันหรี่ตา
ก่อนหน้านี้ โม่หยู่ซึ่งเป็นนักปรุงยาระดับ 2 ดาวพูดว่าจางเซวียนเป็นกึ่งอาจารย์ของเธอ และถ้าไม่ได้เขา เธอคงไม่มีทางสอบผ่าน
ในตอนนั้น ฝูงชนส่วนใหญ่ต่างไม่อยากจะเชื่อ
จากนั้น เมื่อเขาแสดงตราสัญลักษณ์นักปรุงยาระดับ 1 ดาวออกมา ทุกคนก็ยังคิดว่าองค์หญิงคงจะยกยอเขาเกินไป
แค่นักปรุงยาระดับ 1 ดาว…จะมีทักษะและความรู้มากแค่ไหนกัน?
แต่เมื่อได้เห็นผลการทดสอบขั้นนี้ ทุกคนก็รู้ว่านั่นเป็นเรื่องจริง
ถ้าไม่จริง ก็คงไม่มีทางอธิบายสถานการณ์ที่เห็นอยู่ตรงหน้าได้
“อย่าห่วงเลย ไม่ช้าก็ต้องผิดจนได้แหละ ขนาดนักปรุงยาระดับ 4 ดาวยังไม่สามารถหลอมยาเกรด 1 ได้สมบูรณ์แบบทุกครั้งเลย…”
เส้นเลือดที่ขมับของเจียงเฉินปูดโปน แทบจะรับสถานการณ์นี้ไม่ได้ สีหน้าก้าวร้าวดุดันปรากฏขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เขาคิดว่าหมอนี่คงได้อับอายขายหน้าเมื่อการทดสอบเริ่มขึ้น ใครจะไปคิดว่าเขาจะเก่งกาจไร้เทียมทานถึงขนาดทำลายสถิติได้ และไม่มีข้อผิดพลาดแม้แต่ครั้งเดียวในการทดสอบครึ่งแรก!
“60 ยังไม่ผิดเลย!”
ตัวเลขที่อยู่บนผนังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ราวกับมันไม่สนเลยว่าใครจะตะลึงพรึงเพริดสักแค่ไหน
“เขาทำลายสถิติของโม่หงอีแล้ว!”
“ฉันคิดว่าสถิตินั้นคงจะอยู่ยงคงกระพันไปอีกหลายศตวรรษ ไม่นึกเลยว่า 2-3 ปีก็ถูกทำลายแล้ว!”
“ความเข้าใจเรื่องการหลอมยาของจางเซวียนคนนี้ช่างไร้เทียมทานจริงๆ ไม่เพียงแต่คะแนนสูงเท่านั้น ประเด็นหลักก็คือเขายังไม่ผิดพลาดเลยสักครั้ง นี่จะทำสถิติใหม่จริงๆใช่ไหม?”
“ใครจะรู้ล่ะ แต่เท่าที่เห็นนี่ เขาต้องทำสถิติใหม่ได้แน่ ฉันแค่สงสัยว่าเขาจะไปได้ถึงไหน…65? 70? หรือ 75?”
….
พร้อมๆกับคะแนนที่เพิ่มขึ้นไม่หยุด ทุกคนก็ประสาทกินขึ้นทีละหน่อย
ปรมาจารย์อู๋ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการทดสอบ ถึงกับตัวแข็งและเหงื่อไหลซึมจากหน้าผากไม่หยุด
เขาควบคุมการทดสอบมาไม่รู้กี่ครั้งตลอดระยะเวลาหลายปี แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เจอเรื่องแบบนี้
คะแนนสูงเกินกว่า 60 ไปแล้ว แต่จางเซวียนก็ยังไม่ผิดพลาดเลยสักครั้ง คงไม่มีใครเชื่อหากไม่ได้เห็นกับตา
“เดี๋ยว ดูนั่น เขาทำผิดแล้ว!”
วิ้ง!
ทุกคนเริ่มจะคิดว่าชายผู้นี้คงไปได้สุดฉุดไม่อยู่จนจบการทดสอบ แต่แล้วตัวเลขบนผนังก็สั่นขึ้นมา และตกจาก 60 ลงมาอยู่ที่ 59!
ในเมื่อคะแนนลดลง ก็แปลว่ามีคำชี้แนะที่ผิดพลาด
“ในที่สุดก็ผิดจนได้! ผมนึกว่าจะไม่ผิดเลยเสียอีก!”
“อ้าว ก็ผมพูดแบบนั้นจริงๆ ใครบ้างที่จะชี้แนะให้ผู้อื่นหลอมยาได้โดยไม่มีข้อผิดพลาดเลย มันฟังไม่ขึ้นน่ะ…”
….
เห็นคะแนนร่วงลงมา ทุกคนถอนหายใจอย่างโล่งอก
ถ้าเขาได้คะแนนเต็มจริงๆ มันก็น่าสะพรึงเกินไป
เพราะนั่นหมายความว่าชายคนที่อยู่ข้างในเหนือชั้นกว่าทุกคน
พวกเขารู้สึกโล่งอกที่ไม่เป็นแบบนั้น
“เมื่อเวลาล่วงไป อุณหภูมิที่สูงขึ้นและสมุนไพรในหม้อต้มยาที่เพิ่มขึ้นทำให้เกิดความผิดพลาดได้ง่าย ต่อให้เขาไม่ทำพลาดเลยในครึ่งแรก ก็ไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันว่าจะรักษามันไว้ได้ตลอดทั้งกระบวนการ อันที่จริง ข้อผิดพลาดส่วนมากก็มักเกิดขึ้นตอนใกล้จบ!”
ปรมาจารย์คนหนึ่งที่นั่งอยู่ท่ามกลางฝูงชนใช้มือลูบเครา ตัวเขาก็เป็นคนหนึ่งที่ใช้อาชีพนักปรุงยาเข้ารับการทดสอบ
ฝูงชนต่างพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
นั่นคือเหตุผลที่ว่า ทำไมถึงยากนักกว่าจะเป็นนักปรุงยาได้
เนื่องจากมีเปลวไฟอยู่ใต้หม้อต้มยา อุณหภูมิในนั้นจึงสูงขึ้นเรื่อยๆตามเวลาที่ล่วงไป อีกอย่าง แม้ว่าการหลอมรวมสมุนไพร 2 ชนิดเข้าด้วยกันจะเป็นเรื่องง่าย แต่การหลอมรวมเข้าด้วยกันสิบกว่าชนิดในรวดเดียว ก็อาจส่งผลกระทบที่คาดไม่ถึงขึ้นมา
เช่นเดียวกับการเรียงไม้ซ้อนกันเป็นชั้นๆ การจับไม้เพียง 2 ชิ้นมาซ้อนกันย่อมเป็นเรื่องง่าย แต่หากต้องซ้อนกันจำนวนหลายร้อยชิ้น แม้ว่าจะเรียงจนเสร็จแล้ว แต่หากมีความผิดพลาดในตอนต้น ก็จะส่งผลให้รากฐานไม่มั่นคงและเกิดจุดศูนย์ถ่วงที่ไม่สมดุล ซึ่งงานที่ทำมาทั้งหมดก็อาจลงเอยด้วยความสูญเปล่า
ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อย อาจนำมาซึ่งความแตกต่างอย่างมาก
เช่นเดียวกันกับเรื่องอื่นๆ ยิ่งไปได้ไกลเท่าไร ก็ยิ่งยากขึ้นเท่านั้น
ครึ่งแรกของจางเซวียนทำให้พวกเขาตะลึง แต่เมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้นครั้งหนึ่งแล้ว ก็เหมือนกับหยดหมึกลงไปในน้ำใสสะอาด มันอาจนำมาซึ่งผลกระทบต่อเนื่อง
“นึกว่าแกจะไม่มีวันผิดพลาดเสียอีก…”
เจียงเฉินก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก กำลังจะอ้าปากพูดต่อ ก็ต้องหรี่ตาจนเกือบเป็นเส้นตรงอีกครั้ง
ตัวเลขที่อยู่บนประตูซึ่งเพิ่งจะลดลงกลับสั่นสะเทือนอีกครั้ง ก่อนจะพุ่งพรวด
วิ้ง!
62!
…….
ในห้องโถงอันเงียบงัน ภายในสภาปรมาจารย์
ที่นั่งอยู่ข้างในคือโม่หงอีซึ่งกำลังรวบรวมลมหายใจ คลื่นพลังจิตวิญญาณที่มองไม่เห็นระลอกแล้วระลอกเล่าซึมซับเข้าสู่ผิวหนังของเขา ทำให้ระดับวรยุทธของเขาสูงขึ้นอย่างช้าๆทว่าต่อเนื่อง
ตุ้บ!
เขาลืมตากะทันหันและแสดงความไม่พอใจออกมา “ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่ามารบกวนตอนฉันกำลังฝึกวรยุทธ?”
แอ๊ด!
ประตูเปิดออก และคนรับใช้คนหนึ่งเดินเข้ามาอย่างกลัวๆ “ผมไม่ได้ตั้งใจจะขัดจังหวะองค์ชาย แต่ว่า…”
เขาอ้ำอึ้ง
“พูด!” โม่หงอีขมวดคิ้ว
“มีใครคนหนึ่งกำลังเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 1 ดาว!” คนรับใช้ตอบอย่างลนลาน
ปรมาจารย์คืออาชีพอันดับหนึ่งของโลก ผู้คนมากมายยึดถือเป็นความใฝ่ฝันของพวกเขา ในแต่ละวัน ผู้คนนับไม่ถ้วนจากทั่วโลกเดินทางมายังสภาปรมาจารย์ ด้วยความหวังที่จะบรรลุเป้าหมายของตัวเอง แต่ผู้ที่ทำได้มีน้อยกว่าหยิบมือเสียอีก
เพราะคิดว่าจะเป็นเรื่องที่สำคัญกว่านี้ เมื่อได้ยินคำตอบของคนรับใช้ เขาก็ส่ายหน้าและพูดอย่างไม่ยินดียินร้าย “แกขัดจังหวะการฝึกวรยุทธของฉันด้วยเรื่องแค่นี้หรือ? ถ้าแค่นี้ล่ะก็ ไปรับโทษเดี๋ยวนี้ โบย 100 ที อย่าให้ขาดแม้แต่ทีเดียว!”
เขาเกลียดการถูกขัดจังหวะระหว่างการฝึกวรยุทธ ดังนั้นจึงตั้งกฎว่าผู้ที่เข้ามารบกวนเขาระหว่างการฝึกวรยุทธโดยไม่มีเหตุผลที่ดีพอจะต้องถูกลงโทษ
เมื่อได้ยินนายท่านสั่งลงโทษ คนรับใช้ก็ตัวสั่นและลนลานพูดต่อ “ไม่ใช่แค่นั้น…ผู้ที่เข้าทดสอบมีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณอยู่ที่ 5.1!”
“ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่ 5.1? สูงกว่าโม่หยู่อีกหรือ?”
นัยน์ตาของโม่หงอีเป็นประกายวาบ
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าข่าวนี้ทำให้เขาประหลาดใจ
“ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่นี่ ว่าแต่มีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณขนาดนั้นในระหว่างการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 1 ดาว ก็ถือว่าเขาปราดเปรื่องจริงๆ!” ถึงโม่หงอีจะประหลาดใจ แต่ก็ไม่ได้คิดมาก
ในเมื่อตัวเขาเป็นอัจฉริยะที่มีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่ 6.0 แค่ 5.1 ย่อมไม่มีความหมาย
“คนที่มีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่ 5.1 และมาเข้าทดสอบเป็นปรมาจารย์ก็ถือเป็นเรื่องใหญ่ แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่ดีพอจะมาขัดจังหวะการฝึกวรยุทธของฉัน กลับไปรับโทษโบย 50 ที!”
โม่หงอีโบกมือและหันกลับไปฝึกวรยุทธต่อ
“นายท่าน…นายท่าน ผมยังพูดไม่จบ…”
เห็นเจ้านายกำลังจะหันกลับไปฝึกวรยุทธ คนรับใช้ก็ลนลานอีกรอบ
“ยังมีอะไรอีก?” โม่หงอีขมวดคิ้ว
“คนที่เข้าสอบน่ะชื่อจางเซวียน ดูเหมือนจะยังอายุไม่ถึง 20 เลย เมื่อครู่นี้เองเขาพาลูกศิษย์อายุ 16-17 ปีสองสามคนเข้าไปรับการทดสอบขั้นบ้านวัดใจ และได้ระดับความเชื่อใจที่ 85!”
กลัวว่าจะทำให้นายท่านขัดใจที่ต้องเสียเวลา คนรับใช้พูดเร็วปรื๋อ
“บ้านวัดใจ…85 คะแนน?”
โม่หงอีลืมวางมาดไปสนิท เขาลุกพรวด
ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีอาจารย์คนไหนในอาณาจักรเทียนหวู่ที่สามารถทำให้ลูกศิษย์เชื่อใจได้ขนาดนั้น มันเกินความคาดหมายของเขาจริงๆ
“ใช่แล้ว!”
คนรับใช้พยักหน้า ตัวเองก็ไม่อยากจะเชื่อ
“ไม่ใช่แค่นั้น ตอนนี้เขากำลังเข้ารับการทดสอบขั้นที่ 2 ซึ่งในขั้นห้องไขวิชาชีพนี้ เขาได้ 60 คะแนนไปแล้วโดยยังไม่ได้ทำผิดพลาดเลยแม้แต่ครั้งเดียว!”
“60 คะแนน? ปะ…เป็นไปได้อย่างไร?”
โม่หงอีตะลึง
ในการทดสอบขั้นห้องไขวิชาชีพ เขาเป็นคนเดียวที่ได้คะแนนสูงสุดตลอดระยะเวลาของประวัติศาสตร์หลายพันปีที่สภาปรมาจารย์ก่อตั้งขึ้นมา แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังทำผิดพลาดถึง 5 ครั้ง แล้วอีกฝ่ายยังไม่ได้ทำผิดเลยสักครั้งเดียว?
นั่นหมายความว่าฝ่ายนั้นปราดเปรื่องกว่าเขาหรือ?
“เอ่อ…มีบางอย่างแปลกประหลาดเกิดขึ้นด้วย ตอนที่คะแนนแตะที่ 60 เขาทำพลาดหนึ่งครั้ง คะแนนก็ลดลง แต่แล้ว…อีกพริบตาต่อมา คะแนนก็พุ่งไปที่ 62!”
จนถึงตอนนี้ คนรับใช้ก็ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เขายังสงสัยว่ากระดานคะแนนน่าจะทำงานผิดพลาด
“หลังจากที่ทำพลาด คะแนนก็ลดลงเป็น 59 แต่ต่อมาก็พุ่งขึ้นไป 62?” โม่หงอีไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีสถานการณ์แบบนี้ เขาก็งง
“นั่นแหละ!” คนรับใช้ลังเลขึ้นมาอีก “ยิ่งกว่านั้น…”
“ยิ่งกว่านั้น สถานการณ์ก็เป็นแบบนี้ซ้ำๆกันถึง 3 ครั้ง จากนั้นคะแนนก็ร่วงลงไป ก่อนจะเพิ่มขึ้นมาอีก 3 คะแนน…”
“คะแนนร่วงลงมาก่อนจะเพิ่มขึ้นใหม่? มันอะไรกัน? กระดานคะแนนของสภาปรมาจารย์น่ะถูกสร้างขึ้นโดยบรมครูด้านค่ายกลและปรมาจารย์อีกนับไม่ถ้วน มันใช้การได้ดีมาตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา ไม่เคยผิดพลาดสักครั้ง แล้วจู่ๆมาเกิดอะไรขึ้น?”
โม่หงอีงุนงง “มีใครตรวจสอบมันหรือยัง?”
“ปรมาจารย์อู๋ที่เป็นผู้ควบคุมการสอบได้ตรวจสอบกระดานคะแนนทันที และยืนยันว่าไม่มีอะไรขัดข้อง…” คนรับใช้ตอบ
“ถ้าไม่ขัดข้อง แล้วคะแนนจะตีกลับหลังจากที่ลดลงไปแล้วได้อย่างไร? มัน…”
โม่หงอีส่ายหน้า แต่แล้วก็ตัวแข็งไปเมื่อนึกบางอย่างขึ้นได้ เขาหรี่ตา “แกว่าอะไรนะ? เรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากที่คะแนนแตะ 60 และเกิดซ้ำแบบเดิมอยู่สามครั้งหรือ?”
“ใช่!” คนรับใช้พยักหน้า
“ถ้าอย่างนั้น…” โม่หงอีปากสั่น “แล้ว…คะแนนตอนนี้ล่ะ?”
ครั้งแรกที่มันเกิดขึ้น คะแนนของจางเซวียนอยู่ที่ 62 เมื่อมันเกิดซ้ำถึงสามครั้ง ก็หมายความว่าคะแนนของเขาต้องเกิน 62 ไปแล้ว และในเมื่อคะแนนจะเพิ่มขึ้นทีละ 3 คะแนนทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์นั้น คะแนนของเขาในเวลานี้ก็น่าจะอยู่ที่ 68 เป็นอย่างน้อย!
ได้ 68 คะแนนในการทดสอบห้องไขวิชาชีพ?
มันเป็น…ระดับคะแนนที่เกินกว่าใครจะจินตนาการได้!
หรือเจ้าหนุ่มที่ชื่อจางเซวียนจะปราดเปรื่องกว่าเราจริงๆ?
มันจะเป็นไปได้อย่างไร?
“คะแนน…คะแนนปัจจุบันของเขาคือ…”
เมื่อนึกถึงคะแนน คนรับใช้ก็มีสีหน้าพรั่นพรึงขึ้นมาทันใด ราวกับกำลังคิดถึงเรื่องที่แสนจะน่าหวาดกลัว เขาตัวสั่น และอ้าปากสลับกับหุบปากอยู่หลายครั้งกว่าคำพูดจะหลุดออกมา
“101 คะแนน!”



