ตอนที่ 382 พายุตั้งเค้า
พวกเขาไม่อาจอยู่เฉยได้เมื่อรู้ว่าอาจารย์กำลังจะไปฉะพวกตระกูลหลินแทนลูกศิษย์ของตัวเอง
“เอาล่ะ ในเมื่อพวกเราตัดสินใจจะช่วยอาจารย์หลิว ลำพังแค่พละกำลังของเราไม่พอหรอก ฉันรู้ว่าทุกคนในที่นี้มาจากครอบครัวคนใหญ่คนโตกันทั้งนั้น ก็หวังว่าทุกคนจะโน้มน้าวใจคนที่บ้านได้ มีแต่วิธีนี้เท่านั้น ถึงจะช่วยอาจารย์หลิวได้สำเร็จ!”
มู่เสว่คิงร้อนใจอยากช่วยอาจารย์ของเธอเต็มที แต่รู้ว่าหุนหันพลันแล่นไปก็ไร้ประโยชน์ มีแต่จะกลายเป็นภาระ
ถึงเธอจะมีเพื่อนร่วมชั้นไม่มาก แต่ทุกคนก็ล้วนมาจากครอบครัวใหญ่โต
เมิ่งเทาเป็นตัวอย่าง พ่อของเขาคือประธานสมาคมจิตรกร, จิตรกรระดับ 3 ดาว, เมิ่งหยวน
คนอื่นๆก็เหมือนกัน หากพวกเขาโน้มน้าวใจให้ทางบ้านมาผนึกกำลังช่วย ต่อให้เป็นพวกตระกูลหลิน ก็คงลังเลที่จะแตะต้องอาจารย์ของพวกเขา
“ได้เลย!” เมื่อได้ยินคำพูดของศิษย์พี่ ทุกคนก็รู้ว่านี่เป็นวิธีที่ดีที่สุด จึงพร้อมใจกันพยักหน้าอย่างเห็นพ้อง
“ถ้าอย่างนั้นก็เริ่มเลย จำไว้ว่าจะช้าไม่ได้!” เมื่อสั่งการกับทั้งกลุ่มแล้ว มู่เสว่คิงก็พุ่งไปสมาคมนักปรุงยาทันที
……
“จ้าวหย่า ฉันมีข่าวดีมาบอก!”
ในคฤหาสน์ที่นายแพทย์ไป๋จัดหาให้จางเซวียน หยวนเทาวิ่งโร่มาหาจ้าวหย่าด้วยหน้าตาตื่นเต้น
“ข่าวอะไร?” สาวสวยคนหนึ่งหันมามองหยวนเทาด้วยความอยากรู้
ในตอนนี้ รังสีของจ้าวหย่ายิ่งล้ำลึกและเข้มข้นกว่าเดิม ทุกคนสามารถสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งอย่างน่าสะพรึงที่ซ่อนอยู่ แม้จะยืนอยู่นิ่งๆแต่ใครก็รู้สึกได้ว่ามีแรงกดดันมหาศาลแผ่ออกมาจากตัวเธอ
จงซรือขั้นกลาง!
สมกับที่เป็นยาเกรด 4! ยาตรึงพลังหยินที่จ้าวหย่ากินเข้าไปได้ปลุกสภาวะพิเศษของเธอขึ้นมา ทำให้พละกำลังของเธอพุ่งพรวดจากเดิมที่ขั้น 6-พี่เชวี่ย จนมาถึงจงซรือขั้นกลาง
ความก้าวหน้าของเธอนั้นพรวดพราดเสียจนผู้ที่ได้ยินต่างก็กลัวตัวสั่น
หลังจากที่กินยาตรึงพลังหยินเข้าไปแล้ว ปราณหยินบริสุทธิ์ในร่างกายของเธอก็ถูกปลุกให้ใช้การได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์
บุคลิกและท่วงท่าของเธอยิ่งหมดจดกว่าเดิม รูปลักษณ์ภายนอกก็มีเสน่ห์มากกว่าเมื่อก่อน
จากเดิมที่สวยอย่างหาตัวจับยากอยู่แล้ว ตอนนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นเทพธิดา แม้แต่โม่หยู่ก็ยังเป็นรอง ไม่อาจเทียบชั้นกับเธอได้
ผู้ที่มีสภาวะพิเศษแบบนี้จัดว่าเป็นคนที่สวรรค์โปรดปราน เมื่อไรก็ตามที่มันถูกปลุกขึ้นมา คนคนนั้น จะมีทั้งความปราดเปรื่องและความพิเศษในด้านอื่นๆอย่างล้นเหลือ นั่นคือเหตุผลที่ผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนใฝ่ฝันจะได้ครอบครองสภาวะพิเศษนี้
แต่ก็แน่นอนว่าการปลุกสภาวะพิเศษขึ้นมาเป็นเรื่องที่ยากเย็นมาก มีผู้คนมากมายที่ได้ครอบครองสภาวะพิเศษนี้ แต่แม้จะฝึกฝนหนักแค่ไหน ถึงกับยอมให้ความตายมาเคาะประตู ก็ยังไม่อาจปลุกให้มันใช้การได้ จนสุดท้ายก็ได้แต่จากโลกนี้ไปด้วยความเศร้าโศกเสียใจ
แม้ยาปลดปล่อยพลังหยินและยาตรึงพลังหยินจะช่วยกระตุ้นให้ปราณหยินบริสุทธิ์ของจ้าวหย่าใช้การได้ แต่เหตุผลหลักก็เป็นเพราะเธอได้ฝึกฝนเคล็ดวิชาเทียบฟ้าฉบับปรับปรุงให้เรียบง่ายของจางเซวียน ปราณหยินบริสุทธิ์ของเธอจึงสามารถไหลเวียนไปได้ทั่วทั้งร่างกายและทุกจุดชีพจร
ก็เพราะพื้นฐานที่มี จึงทำให้การฝึกวรยุทธของเธอก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ทิ้งความบอบช้ำใดๆไว้
ถ้าเป็นคนอื่น จะต้องเจอปัญหามากมายระหว่างการฝึกฝนวรยุทธอย่างแน่นอน
“อาจารย์หลิวหน้าไม่อายคนนั้นกำลังเดือดร้อน!” หยวนเทาตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น
หลังจากใส่ยาพิษลงไปในกาน้ำชาของอีกฝ่ายแล้ว เขาก็ได้แต่นั่งรอนอนรอว่าเมื่อไหร่ข่าวที่อาจารย์หลิวถูกวางยาจะมาถึง…สุดท้ายก็ไม่ได้ข่าวอะไรเรื่องยาพิษเลย แต่กลับได้ข่าวใหญ่กว่ามาแทน
“เดือดร้อนอะไร?” จ้าวหย่าสงสัย
“มีลูกศิษย์ของเขาคนหนึ่งชื่อลู่ชง ซึ่งพวกเราไม่เคยเจอมาก่อน ด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง ตระกูลของเขามีเรื่องกับตระกูลหลิน และฝ่ายหลังก็สังหารคนในตระกูลของเขาทั้งหมด อาจารย์หลิวทนไม่ได้ที่เห็นนักเรียนต้องทุกข์ทรมานจากความอยุติธรรม จึงตรงไปที่บ้านตระกูลหลินเพื่อสร้างความปั่นป่วนขนานใหญ่!”
หยวนเทาหัวเราะคิกคัก
“ตระกูลหลิน? เธอหมายถึงตระกูลใหญ่หมายเลขหนึ่งของอาณาจักรเทียนหวู่?”
เด็กๆอยู่ที่นี่มาระยะหนึ่งแล้ว จึงรู้เรื่องของกลุ่มอำนาจต่างๆในอาณาจักรดีกว่าเดิมมาก
พวกตระกูลหลินเป็นตระกูลที่น่าสะพรึงขั้นสุด เพราะนอกจากอิทธิพลล้นเหลือแล้ว ยังมีอาณาจักรชวนหยวนหนุนหลังด้วย
ว่ากันว่า แม้แต่ราชวงศ์เทียนหวู่ยังไม่กล้าต่อกรด้วย แล้วอาจารย์หลิวคนนี้กล้าเข้าไปสร้างความวุ่นวายได้อย่างไร?
“นั่นแหละ ตระกูลหลินนั่นแหละ เขาถึงกับไปยืนท้าทายหน้าประตูทีเดียว เรียกร้องให้พวกนั้นออกมาขอโทษ…” หยวนเทาหัวเราะอย่างสาแก่ใจ
ต่อให้น่าทึ่งแค่ไหน คุณก็เป็นแค่อาจารย์ธรรมดาคนหนึ่ง มีวรยุทธแค่ทงฉวนขั้นต้น แต่กล้าไปร้องด่าท้าทายหน้าบ้านตระกูลหลิน ซึ่งผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในตระกูลนั้นก็เป็นถึงนักรบขั้นกึ่งจื้อจุน ถ้าไม่เรียกว่ารนหาที่ตาย แล้วจะเรียกว่าอะไร?
“เธอหมายความว่า…เขาไปที่นั่นเพื่อออกหน้าให้ลูกศิษย์?” จ้าวหย่าไม่สนใจอาการระรื่นของหยวนเทา เธอกลับขมวดคิ้ว
แม้พวกเธอจะเพิ่งมาถึง แต่ก็รู้ดีว่าตระกูลหลิวน่ากลัวแค่ไหน…เป็นไปไม่ได้ที่อาจารย์หลิวจะไม่รู้!
ทั้งๆที่รู้ว่าเสี่ยง แต่ก็เต็มใจบุกน้ำลุยไฟเพื่อช่วยเหลือลูกศิษย์ของตัวเอง…จะต้องกล้าหาญขนาดไหนกัน?
คนที่มีจิตใจสูงส่งขนาดนี้ จะทำอะไรแบบไร้เหตุผลหรือ?
หรือว่าพวกเขาเข้าใจอาจารย์หลิวผิดมาตลอด?
“เอ่อ…ก็ใช่!” หยวนเทานึกไม่ถึงว่าจ้าวหย่าจะสนใจไปอีกเรื่อง เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเกาหัว
“ไปเรียกทุกคนมา เล่าเรื่องนี้ให้พวกนั้นฟังด้วย!” หลังจากนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง จ้าวหย่าก็สั่งการ
เธอคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาลูกศิษย์ทั้ง 5 ของจางเซวียน และเป็นผู้นำกลุ่มกลายๆ โดยเฉพาะในเวลาที่อาจารย์จางไม่อยู่
“ได้สิ!” หยวนเทาเดินออกไป
ไม่นาน เจิ้งหยาง หวังหยิ่ง และหลิวหยางก็เข้ามา
“จ้าวหย่า เธอมองเรื่องนี้อย่างไร?” เมื่อเข้ามา เจิ้งหยางก็เปิดฉากถาม ซึ่งก็แปลว่าหยวนเทาได้เล่าเรื่องให้ทุกคนฟังจนหมดแล้ว
“อาจารย์หลิวคนนั้น…วางตัวในการดวลระหว่างฉันกับมู่เสว่คิงอย่างไม่เป็นกลางก็จริง แต่ความมุ่งมั่นของเขาในการท้าทายผู้มีอำนาจเพื่อประโยชน์ของลูกศิษย์ตัวเอง ทำให้เขาเป็นอาจารย์ที่น่าเคารพ” จ้าวหย่าตอบ
เธอไม่ได้ประทับใจอะไรในตัวอาจารย์หลิว แถมยังรู้สึกไม่ดีกับการกระทำของเขาด้วย แต่ความจริงก็คือความจริง เธอไม่อาจปกปิดมันไว้ และจะทำเป็นมองไม่เห็นก็ไม่ได้
“ก็จริง!” เจิ้งหยางพยักหน้า
“ทำไม…เราไม่ไปดูให้เห็นกับตาล่ะ ถ้าเรามัวนิ่งเฉยเมื่ออาจารย์ดีๆที่เอาใจใส่ลูกศิษย์ของตัวเองคนหนึ่งกำลังเดือดร้อน หากปรมาจารย์จางกลับมาแล้วรู้เข้า เขาจะตำหนิพวกเราได้!”
หลังจากใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง จ้าวหย่าก็เสนอ
ปรมาจารย์จางก็เป็นคนชนิดเดียวกับอาจารย์หลิว ถ้าทั้งคู่ได้เจอกัน คงแทบจะรู้สึกเหมือนเป็นเนื้อคู่ของกันและกันทีเดียว
ในเมื่อปรมาจารย์จางอยู่ระหว่างการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาว ก็เป็นความรับผิดชอบของพวกเขาในฐานะลูกศิษย์ ที่จะต้องใส่ใจ
“ถูกแล้ว ในเมื่อปรมาจารย์จางทำทุกอย่างให้พวกเราได้ อาจารย์หลิวคนนี้ก็คงทำทุกอย่างให้ลูกศิษย์ของเขาได้เหมือนกัน เราจะปล่อยให้เกิดอะไรขึ้นกับอาจารย์ดีๆแบบนั้นไม่ได้ ไม่ว่าอย่างไร พวกเราก็ต้องไปดูเสียหน่อย!”
เจิ้งหยางพยักหน้า
แม้พละกำลังของพวกเขาจะอ่อนด้อยหากเทียบกับพวกตระกูลหลิน แต่พวกเขาก็เป็นตัวแทนของปรมาจารย์จาง ต่อให้อีกฝ่ายคิดจะทำอะไร ก็คงต้องให้เกียรติปรมาจารย์จางบ้าง
“ถ้างั้นก็ไปกันเถอะ!” เมื่อเห็นพ้องต้องกันแล้ว คนอื่นๆที่เหลือก็พยักหน้า
เมื่อเห็นแล้วว่าอาจารย์หลิวยืนหยัดต่อสู้กับตระกูลหลินเพื่อลูกศิษย์ของเขาอย่างไร ก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมมู่เสว่คิงกับคนอื่นๆถึงพร้อมจะสู้ไม่ถอยเหมือนกัน
ช่างเป็นอาจารย์ที่ควรค่าแก่การเคารพ
เขามีบุคลิกและลักษณะเฉพาะตัวที่เหมือนกับปรมาจารย์จางเลยทีเดียว!
…..
“ใจร้อน สะเพร่าเกินไป…” เมื่อได้ฟังรายงานจากบริวาร โม่เทียนเชว่ทั้งหวาดกลัวทั้งตกใจ
ในฐานะฮ่องเต้แห่งราชอาณาจักร ทุกย่างก้าวของเขาเป็นตัวแทนของอาณาจักรเทียนหวู่แห่งนี้ ดังนั้น เมื่อจางเซวียนจากไป เขาจึงไม่อาจไปด้วยได้ ได้แต่สั่งคนให้คอยจับตาความเคลื่อนไหว และเมื่อได้ข่าว ก็แทบจะลมจับด้วยความตกใจ
เขาคิดว่าประธานหลิวแค่ไปหาพวกตระกูลหลินเพื่อเรียกร้องคำอธิบายและคำขอโทษ ใครจะไปคิดว่าประธานหลิวจะถึงกับก่นด่าท้าทายอีกฝ่ายอยู่หน้าประตู ถึงกับตะโกนโหวกเหวกเรียกหัวหน้าตระกูลออกมา
บ้าแล้ว!
จะรนหาที่ตายไปหน่อยไหม?
“พวกเรา จัดเตรียมกองกำลังของอาณาจักรไว้ และรอคำสั่ง!” โม่เทียนเชว่กัดฟันแน่นและสั่งการ
จะปล่อยให้มีอะไรเกิดขึ้นกับประธานหลิวไม่ได้ นอกจากความดีของเขาที่เคยช่วยรักษาอสูรอารักขาแล้ว เพียงแค่สถานภาพประธานสมาคมนายแพทย์เพียงอย่างเดียวก็คุ้มค่าพอที่จะปกป้อง
อีกอย่าง ตอนนี้ตระกูลหลินก็มาถึงจุดต่ำสุดแล้ว หากถึงเวลานั้นเมื่อไร เขาก็จะหาทางคว่ำตระกูลนี้เสีย…
เพราะต่อให้เขาใช้น้ำเย็นเข้าลูบแค่ไหน พวกนั้นก็ไม่มีทางยอมถอย
“ขอรับ!” ผู้ได้รับคำสั่งแวบหายออกไปจากท้องพระโรงอย่างรวดเร็ว
“โม่หยู่ ไปดูที่คฤหาสน์ตระกูลหลินกัน ถ้าพวกนั้นคิดจะแตะต้องประธานหลิวล่ะก็ หาทางยับยั้งไว้ให้ได้…”
หลังจากคิดวกวนอีก 2-3 เรื่อง โม่เทียนเชว่ก็ร้องเรียกโม่หยู่ ทั้งคู่รีบมุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์ตระกูลหลิน
…..
ในฐานะตระกูลใหญ่หมายเลขหนึ่งของอาณาจักร คฤหาสน์ของพวกนั้นไม่ได้อยู่ห่างจากพระราชวังมากเท่าไร ทั้งคู่ใช้เวลาไม่นานก็ไปถึงที่นั่น ที่นอกคฤหาสน์ พวกเขาเห็นคนกลุ่มใหญ่ออกันอยู่
เมื่อเข้าไปมองใกล้ๆ ทั้งคู่ก็ถึงกับใบ้กิน
“นั่นมันมือปีศาจ…เฉินเจียนเจ๋อ? นักรบจงซรือขั้นสูงสุดสติเฟื่องที่ตัดมือของศัตรูมาทำอาหารกิน…นึกว่าเขาจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางโลกแล้วเสียอีก? ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่?”
“นั่น…ท่านประธานสมาคมจิตรกร, เมิ่งหยวน? เขาไม่ได้อยู่ระหว่างการรอนแรมวาดภาพหรือ?”
“ประธานสมาคมนักปรุงยา…นักปรุงยาระดับ 3 ดาวหงหยุ่น…และนักปรุงยามู่หยางเฟิง?”
“ผู้จัดการธนาคารเทียนหวู่…”
เมื่อเห็นกลุ่มคนที่อยู่ตรงหน้า ทั้งโม่เทียนเชว่และโม่หยู่ก็ชะงักไป
ทุกคนล้วนแต่เป็นบุคคลผู้ทรงเกียรติที่สามารถเขย่าทั้งเมืองหลวงให้สะเทือนได้ แม้แต่ทางราชวงศ์ ก็ยังทำให้พวกเขามารวมตัวกันได้ยาก แล้วทำไมจู่ๆถึงมารวมตัวกันแบบนี้?
“หรือว่า…ตระกูลหลินเรียกพวกเขาให้มารวมตัวกันเพื่อสู้กับประธานหลิว? เดี๋ยวนะ…แต่ไม่เห็นจำเป็นจะต้องเรียกคนพวกนี้มาสู้กับประธานหลิวเลยนี่?”
โม่เทียนเชว่เกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา แต่แล้วก็ส่ายหน้า
ด้วยอิทธิพลของตระกูลหลิน การจะเอาชนะประธานหลิวนั้นง่ายนิดเดียว ไม่เห็นจำเป็นต้องใช้เส้นสายทุกวิถีทางแบบนี้
“ท่านพ่อ พวกนั้นมา…ช่วยประธานหลิว!”
โม่หยู่พูดขึ้น
เมื่อได้ยินคำนั้น โม่เทียนเชว่ก็เห็นทันทีว่าคนกลุ่มนั้นยืนอยู่ข้างหลังประธานหลิว ราวกับยอมรับให้เขาเป็นผู้นำ
พูดอีกอย่างก็คือ…คนพวกนี้มาอยู่ที่นี่เพื่อสนับสนุนประธานหลิว!
แต่ว่า…เพราะอะไรล่ะ?
ต่อให้ราชวงศ์แห่งอาณาจักรเทียนหวู่ลุกขึ้นสู้กับตระกูลหลิน ก็ไม่มีทางที่เขาจะรวบรวมผู้คนได้มากขนาดนี้ แล้วอาจารย์คนหนึ่งซึ่งเป็นแค่นักรบทงฉวนขั้นต้น และเพิ่งเข้าสอนในโรงเรียนเทียนหวู่ได้ไม่กี่วัน มีอำนาจขนาดนั้นได้อย่างไร?
ขนาดโม่เทียนเชว่ก็มึนหัวและรู้สึกเหมือนจะเสียสติ
“หรือว่า จะเป็นเพราะ…ความพิเศษของเขา…”
โม่หยู่ถอนหายใจเบาๆ
แม้เธอจะเป็นถึงองค์หญิงผู้เป็นอัจฉริยะและแสนจะภาคภูมิใจในตัวเอง แต่ก็ยังต้องยอมรับว่าจางเซวียนคนนี้เหมือนมีมนต์วิเศษอยู่กับตัว เขาสามารถเอาชนะใจทุกคนที่อยู่รอบข้าง และเหมือนกับลูกบอลหิมะ อิทธิพลของเขาเติบโตยิ่งใหญ่ขึ้นทุกวัน
เป็นไปไม่ได้เลยที่ใครจะเลียนแบบลักษณะเฉพาะตัวนี้ แม้แต่โม่หงอี
“ดูนั่น หัวหน้าหลินออกมาแล้ว!”
“ผู้อาวุโสมากมายขนาดนี้! ดูเหมือนทั้งตระกูลจะออกโรงกันหมด…”
“แต่ก็ไม่แปลก ใครจะอยู่เฉยได้เมื่อมีคนมาก่นด่าท้าดวลอยู่หน้าประตูแบบนี้…”
ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังครุ่นคิดอยู่ ก็มีเสียงอื้ออึงอลหม่านดังขึ้นตรงหน้า โม่เทียนเชว่รีบมองไป และเห็นหัวหน้าหลินโหลวเทียนนำกลุ่มผู้อาวุโสออกมา สีหน้าของเขาบึ้งตึงและเย็นเยือกราวกับน้ำแข็ง



