ตอนที่ 409 การตัดสินใจขององค์รัชทายาท
“ฝ่าบาทต้องชดเชยความสูญเสียของข้านะ ฆ่าไอ้หมอนั่นเพื่อแก้แค้นให้ข้าด้วย!”
ในห้องที่ปิดมิดชิด ผู้หญิงคนหนึ่งที่มีใบหน้าบวมเป่งกำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นและกรีดร้อง
นั่นคือหลินหลงซึ่งเพิ่งจะถูกซ้อมอย่างหนักหน่วงเมื่อหลายวันก่อน
นางได้กินยาบางชนิดจนความเจ็บปวดเริ่มทุเลา แต่อาการบวมนั้นก็ยังไม่ดีขึ้นเท่าไร หน้าตาของเธอยังคงน่าสะพรึงอยู่
ที่นั่งอยู่ตรงหน้านางคือชายหนุ่มอายุราว 34 ปี เขามีใบหน้าคมสันและมีบุคลิกลักษณะอันทรงอำนาจ ซึ่งใครที่เห็นก็บอกได้ว่าเขาจะต้องเป็นผู้ที่มีตำแหน่งสูงส่ง
นั่นคือองค์รัชทายาทแห่งอาณาจักรชวนหยวน, ติงมู่!
“แก้แค้น!”
ติงมู่หน้าแดงก่ำ เขาเตะเปรี้ยงเข้าที่ลำตัวของอีกฝ่าย และตัวสั่นด้วยความโกรธขณะที่ตวาดก้อง “เจ้ารู้หรือเปล่าว่าไปหาเรื่องใครมา กล้าขอให้ข้าแก้แค้นให้ได้อย่างไร?”
ตอนที่หลินหลงออกจากวังตะวันออกไป ติงมู่อยู่ที่อื่น เมื่อได้ข่าว เขาก็รีบกลับมาที่วังทันทีเพื่อจะดูว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ยังช้าไป
หลังจากที่รู้ว่าชายาของตัวเองถูกซ้อมจนอยู่ในสภาพชวนสังเวช เขาก็รีบส่งคนไปสืบสาวราวเรื่อง แต่แล้วก็ต้องกลัวจนแทบขาดใจ
อีกฝ่ายเป็นอัจฉริยะที่ทำลายสถิติมาแล้วนับไม่ถ้วน แถมยังมีอาจารย์ผู้เก่งกาจล้ำลึกจนเกินหยั่ง…
มีผู้คนมากมายให้ตระกูลหลินของคุณไปหาเรื่อง ทำไมถึงต้องเจาะจงหาเรื่องคนที่เก่งกาจขนาดนี้!
แก้แค้นรึ? ข้าจะเอาอะไรไปแก้แค้นให้เจ้า?
มีคนไม่มากนักที่รู้ว่าปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิวไปที่อาณาจักรเทียนหวู่ แม้แต่บรรดาปรมาจารย์ด้วยกันก็ยังไม่อาจล่วงรู้ได้ง่ายๆ แต่ถึงอย่างนั้น ความจริงที่ว่าแม้แต่เหลียงชิงหมิงก็ไม่อาจรับมือกับอีกฝ่ายได้ ก็มากพอแล้ว
การที่อีกฝ่ายใช้แค่เสียงคำราม ก็สามารถปราบนักรบจื้อจุนขั้นสูงและอสูรสายฟ้าสีทองจนอยู่หมัดได้ ก็แปลว่าต่อให้ทางอาณาจักรชวนหยวนมารวมตัวกัน ก็ไม่มีทางเอาชนะเขาได้เลย!
ถ้าข้าพยายามจะแก้แค้นให้เจ้า ทั้งอาณาจักรมิล่มสลายหรือ?
ล้อเล่นแล้ว!
“รู้สิ ข้ารู้ว่าเขาเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวจากสภาปรมาจารย์ ผู้มีอาจารย์ที่น่าจะเป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาว!” ขนาดถูกติงมู่เตะแล้ว หลินหลงก็ยังไม่ตระหนก นางกลับตอบโต้ด้วยเสียงเย็นชา
ก็แน่นอนว่านางต้องส่งคนไปสืบเสาะเรื่องนี้มาก่อนแล้ว
“ในเมื่อเจ้าก็รู้ แล้วจะพล่ามเอาอะไร? การจะได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาว อย่างน้อยผู้นั้นก็จะต้องเป็นนักรบเหนือมนุษย์ แล้วนักรบระดับนั้นน่ะ ขนาดในสมาพันธ์นานาอาณาจักรก็ยังถือว่ามีอำนาจ นับประสาอะไรกับอาณาจักรชวนหยวน เขาไม่ใช่คนแบบที่เจ้าหรือข้าจะไปต่อกรด้วย!”
ติงมู่โบกมืออย่างวางท่าและตัดสินใจ “เอาล่ะ ลืมเรื่องนี้ซะ อย่าพูดถึงมันอีก!”
“อย่าด่วนตัดสินใจแบบนั้นสิ!”
หลินหลงลุกขึ้นยืน “ฝ่าบาท ท่านรู้หรือเปล่าว่าเหตุผลอะไรที่อยู่เบื้องหลังความขัดแย้งระหว่างตระกูลหลินของข้ากับจางเซวียน?”
“ก็ไม่ใช่เพราะเจ้าฆ่าล้างตระกูลของอีกฝ่ายหรือไง?” ติงมู่ขมวดคิ้ว
“ก็ใช่ แต่ท่านรู้ไหมว่าทำไมข้าต้องทำแบบนั้น?” หลินหลงยิ้มอย่างมีเลศนัย
ติงมู่ขมวดคิ้วอีก
เขาแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย
ว่ากันว่าเป็นเพราะความขัดแย้งระหว่างพี่สาวของฉู่ชงกับหลินหลั่ง แต่เท่าที่ดู เรื่องคงไม่ง่ายแบบนั้น
หลินหลงเป็นคนที่เอาจริงเอาจังกับการปกป้องครอบครัวของนาง แต่ก็ใช่ว่าจะมองไม่เห็นภาพรวม ไม่อย่างนั้น ต่อให้เขาลุ่มหลงนางแค่ไหน ติงมู่ก็คงไม่รับนางเป็นชายาแน่
นางเป็นคนที่ใช้เหตุผลอยู่เสมอ ซึ่งก็เป็นเรื่องประหลาดที่หลินหลงฆ่าล้างตระกูลอีกตระกูลหนึ่ง ทั้งที่รู้ดีว่าจะนำความยุ่งยากมาให้มากมายขนาดไหน
หรือว่าเรื่องนี้มีความลับอะไรซุกซ่อนอยู่?
ติงมู่อยากรู้ขึ้นมาทันที เขาหันไปมองหลินหลงด้วยสายตาที่บ่งบอกให้พูดต่อ
“ฝ่าบาท ข้ารู้ว่าท่านอยากจะเข้าไปในสำนักเมฆเหิน และข้าก็จดจำเรื่องนี้ไว้ขึ้นใจมาตลอด…อันที่จริง กุญแจที่จะนำไปสู่เรื่องนั้นน่ะอยู่กับฉู่ชง!” หลินหลงตอบ
“ฮะ?” ติงมู่มองหน้าเธอ
แม้อาณาจักรชวนหยวนจะอยู่ในการปกครองของสมาพันธ์นานาอาณาจักร แต่กลุ่มอำนาจโดยรอบที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือสำนักเมฆเหินนี้
ในการประลองปรมาจารย์ทั้ง 77 ครั้งที่ผ่านมา สำนักเมฆเหินชนะการประลองถึง 36 ครั้ง ซึ่งก็เห็นได้แล้วว่าพวกนั้นทรงพลังแค่ไหน
แต่ในทางกลับกัน อันดับดีที่สุดที่สมาพันธ์นานาอาณาจักรเคยทำได้ก็แค่อันดับที่ 23, หรืออันดับ 5 จากท้าย
ติงมู่เป็นองค์รัชทายาทของอาณาจักรชวนหยวน และสุดท้ายเขาก็จะได้ขึ้นครองบัลลังก์ แต่เป้าหมายของติงมู่ไม่ได้หยุดอยู่ที่นี่ เขาเห็นอาณาจักรชวนหยวนเป็นแค่หินรองฝ่าเท้าเท่านั้น นัยน์ตาของติงมู่จับจ้องไปที่โลกกว้างภายนอก เป้าหมายของเขาตอนนี้คือการได้เข้าเป็นสมาชิกคนหนึ่งของสำนักเมฆเหิน แต่ก็ยังหาโอกาสเหมาะๆ ไม่ได้!
หากเขาทำสำเร็จ ติงมู่ก็จะได้รับการฟูมฟักด้วยทรัพยากรที่ดีที่สุด
และระดับวรยุทธของเขาจะต้องพุ่งพรวด เมื่อถึงตอนนั้น การได้เป็นนักรบเหนือมนุษย์ หรือแม้แต่สูงกว่า ก็คงไม่ใช่แค่ความฝัน
แต่สำนักเมฆเหินเป็นกลุ่มอำนาจที่มีข้อจำกัดมากมาย การจะเข้ากลุ่มไม่ใช่เรื่องง่าย อีกอย่าง ติงมู่ก็เป็นองค์รัชทายาทของอาณาจักรเพื่อนบ้าน ดังนั้น หากไม่ได้การรับรองจากคนใน ก็ไม่มีทางเป็นไปได้
“พวกตระกูลฉู่น่ะ ตอนนี้ดูเหมือนไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร แต่เมื่อหลายหมื่นปีก่อนถือเป็นตระกูลที่ ทรงพลังอย่างไม่มีใครเทียบ! บรรพบุรุษของพวกเขาได้ช่วยชีวิตนักปราชญ์หมิงไว้โดยบังเอิญ!” หลินหลงพูด
“นักปราชญ์หมิง? เจ้าหมายถึง…หนึ่งในนักปราชญ์ทั้ง 72 คนที่เป็นศิษย์ของปรมาจารย์ขง, ปรมาจารย์หมิง?” ติงมู่ถึงกับหรี่ตาและหายใจถี่
ปรมาจารย์ขงมีลูกศิษย์กว่า 3000 คน แต่ผู้ที่เก่งกาจปราดเปรื่องที่สุดในหมู่คนเหล่านั้นก็เป็นที่รู้จักกันในชื่อ 72 นักปราชญ์ พวกเขาได้มีส่วนร่วมในการก่อตั้งสภาปรมาจารย์ และได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง
ช่วยชีวิตเขาไว้โดยบังเอิญ?
แล้วตระกูลฉู่จะไม่เป็นที่จดจำได้อย่างไร?
“ถูกต้อง! ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงได้รับจดหมายที่เขียนด้วยลายมือของปรมาจารย์ขง พวกนั้นถือเป็นมรดกตกทอดของตระกูล และส่งต่อกันมารุ่นต่อรุ่น”
หลินหลงมองหน้าติงมู่และพูดต่อ “แม้ว่าจะเป็นแค่ถ้อยคำ แต่มูลค่าลายมือของปรมาจารย์ขงนั้น เหนือกว่าที่จะจินตนาการได้ ข้าเชื่อว่าฝ่าบาทคงรู้ดี ไม่น่าจะต้องพูดอะไรมาก! ถ้าฝ่าบาทได้จดหมายนี้มาและส่งมอบมันให้กับหัวหน้าสำนักเมฆเหินล่ะก็ การจะได้เป็นคนในก็คงไม่ใช่ปัญหา อันที่จริง ยังอาจได้เป็นถึงศิษย์สายตรงหรือแม้แต่ผู้อาวุโสด้วยซ้ำ!”
“เอ่อ…”
ติงมู่ตัวสั่นด้วยความตื่นเต้น
ปรมาจารย์ขง บรมครูของโลก
ผู้เชี่ยวชาญหมายเลขหนึ่งในประวัติศาสตร์
สิ่งที่อยู่ในลายมือของเขาคือกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้ และบรรดาลูกศิษย์ก็ได้ยึดถือสิ่งเหล่านี้เป็นหลักปฏิบัติ มันถือเป็นทรัพย์สมบัติที่แทบจะไม่มีโอกาสเปิดเผยตัวต่อโลกภายนอก
ต่อให้ปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวก็คงยินดีรับใครสักคนเป็นศิษย์ หากผู้นั้นมอบจดหมายที่เขียนด้วยลายมือของปรมาจารย์ขงให้…
มันช่างล้ำค่าจริงๆ !
ยังไม่ต้องพูดถึงสมาพันธ์นานาอาณาจักร ต่อให้กลุ่มอำนาจอื่นๆ อีก 26 กลุ่มที่อยู่โดยรอบ ก็คงไม่มีโอกาสได้ครอบครองทรัพย์สมบัติล้ำค่าขนาดนี้…แต่พวกตระกูลฉู่กลับได้ครอบครอง!
ติงมู่หายใจหอบ ปากคอแห้งผากไปหมด
“ก็ในเมื่อเจ้าโจมตีตระกูลฉู่ตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อน ก็น่าจะกำจัดไปหมดทุกคนแล้ว ทำไมถึงยังเดือดร้อนกับเรื่องนี้อยู่?”
หลินหลงตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ไอ้หมอนั่นคิดว่า แค่มันเปลี่ยนชื่อเป็นลู่ชงและซ่อนตัวอยู่ในโรงเรียนเทียนหวู่ พวกเราก็จะหามันไม่เจอ ตลกเป็นบ้า! ตระกูลหลินของพวกเรามีหนูไล่ล่า ต่อให้มันปลอมตัวเต็มรูปแบบขนาดไหน เราก็หามันเจอ!”
ลู่ชงได้หลบซ่อนตัวอยู่ในโรงเรียนเทียนหวู่ แทบจะไม่ออกไปเดินตามถนนเลยเพื่อไม่ให้เป็นจุดสนใจ เขาคิดว่าด้วยการทำแบบนั้น พวกตระกูลหลินจะไม่รู้ว่ามีเขาอยู่ แต่กลายเป็นว่าตระกูลหลินรู้ดีว่าเขาอยู่ที่ไหน แต่พวกนั้นตัดสินใจจะไม่ลงมือเอง
เพราะถึงอย่างไร ต่อให้ตระกูลหลินหาตัวลู่ชงไม่เจอ หนูไล่ล่าก็ทำได้ยิ่งกว่าสะกดรอยตามเขาเสียอีก
ตระกูลหลินคงไม่มีทางกุมอำนาจในเมืองหลวงของอาณาจักรเทียนหวู่ได้ หากทำไม่ได้แม้แต่จะสะกดรอยตามเด็กวัยรุ่นที่มีวรยุทธแค่ขั้น 4-ผีกู่
“พวกตระกูลฉู่มันช่างดื้อด้าน เราถามมันเท่าไรๆ มันก็ไม่ยอมบอกว่าจดหมายอยู่ที่ไหน เราจึงตั้งใจเหลือพวกมันไว้หนึ่งคน เพื่อให้มันนำจดหมายมาให้เรา”
นัยน์ตาของหลินหลงฉายความดุดันออกมาขณะที่พูดต่อ “แต่มันก็แสนจะทนทายาด ผ่านมาตั้ง 2 ปีแล้ว มันก็ไม่ทำอะไรเลย ตอนแรกพวกเราวางแผนว่าจะจับตัวมันมาถาม แต่ยังไม่ทันได้ลงมือ มันก็บังเอิญได้เจออาจารย์ดีที่เต็มใจออกรับแทนมันเสียก่อน…”
หลินหลงกำหมัดแน่นด้วยความหงุดหงิด
แม้นางจะแต่งงานและย้ายมาอยู่ที่อาณาจักรชวนหยวน และได้กลับไปบ้านเกิดแค่ไม่กี่ครั้ง แต่นางก็จับตามองความเป็นไปที่นั่นอยู่ตลอด
เป็นเพราะความสำคัญของจดหมายที่ทำให้หลินหลงถึงกับสร้างกำแพงสื่อสารซึ่งมีราคาแสนแพงไว้ที่คฤหาสน์ตระกูลหลิน เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายติดต่อกันได้สะดวก ใครจะรู้ได้ว่า ไม่เพียงแต่กำแพงนี้จะไม่ได้ส่งข่าวเรื่องจดหมายให้นางรู้ แต่มันยังทำลายตระกูลหลินด้วย
“อาจารย์ดี? ข้าก็สงสัยอยู่! เป็นไปได้ว่าจางเซวียนคนนั้นรู้เรื่องจดหมายที่เขียนด้วยลายมือของปรมาจารย์ขงอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้น ก็ไม่มีเหตุผลเลยที่ปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวซึ่งเป็นนักรบจงซรือขั้นสูงสุดจะออกรับแทนลูกศิษย์ ถึงขนาดยอมมีเรื่องกับตระกูลหลินและอาณาจักรชวนหยวน”
เหลียงชิงหมิงขัดขึ้นมา
เขาเป็นคนสนิทขององค์รัชทายาท ติงมู่จึงไม่มีความลับกับเขา
“ใช่เลย ต้องเป็นแบบนั้นแน่ ไม่อย่างนั้น ต่อให้มีปรมาจารย์หยางหนุนหลังก็เถอะ เขาก็ไม่เห็นจำเป็นจะต้องมีเรื่องกับตระกูลหลินและทำตัวกระด้างกระเดื่องกับอาณาจักรชวนหยวนเลย!” หลินหลงพูด
เพราะถ้าไม่ได้เป็นอย่างที่พูดกัน นางก็ไม่มีวันเข้าใจเลยว่าทำไมปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวซึ่งมีอนาคตสดใสรออยู่ข้างหน้า จะยอมบุกน้ำลุยไฟเพื่อออกรับแทนลูกศิษย์ที่เพิ่งพบกันได้แค่ 2-3 วัน แถมยังเหิมเกริมหนักถึงขั้นประกาศสงครามกับตระกูลหลิน และซ้อมนางที่เป็นถึงชายาขององค์รัชทายาทแห่งอาณาจักรชวนหยวน
“เอาล่ะ เรื่องที่สำคัญตอนนี้ไม่ใช่ความเคลื่อนไหวของจางเซวียนแล้ว!”
ติงมู่ยกมือขึ้นเพื่อระงับความร้อนแรงในการหารือของทั้งคู่ ดวงตาของเขาแดงเรื่อด้วยความโลภ “ต่อให้ต้องมีเรื่องกับสมาพันธ์นานาอาณาจักรก็ยังคุ้มค่า หากจะทำให้ได้จดหมายของปรมาจารย์ขงมา นับประสาอะไรกับปรมาจารย์ระดับ 2 ดาว ถ้าสิ่งที่พวกเจ้าพูดเป็นเรื่องจริงล่ะก็ ครั้งนี้ก็คุ้มค่าที่จะเสี่ยง!”
สมาพันธ์นานาอาณาจักรอาจจะมีอำนาจก็จริง แต่ถ้าเปรียบเทียบกับกลุ่มอำนาจอีก 26 กลุ่มที่อยู่โดยรอบ มันก็รั้งท้าย
หากเขามีจดหมายของปรมาจารย์ขงอยู่ในมือ ก็สามารถดึงสำนักเมฆเหินให้มาเป็นพวกได้อย่างง่ายดาย ต่อให้ต้องปะทะกับสมาพันธ์นานาอาณาจักร แต่ก็ยังได้ประโยชน์มหาศาลอยู่ดี
“ถูกแล้วฝ่าบาท ท่านต้องรีบตัดสินใจนะ ข้าได้ส่งคนไปสืบเสาะเรื่องนี้แล้ว ดูเหมือนจางเซวียนกำลังจะออกจากเมืองหลวงของอาณาจักรเทียนหวู่ เขาได้ร่ำลาใครต่อใครในสภาปรมาจารย์แล้ว และเมื่อเช้านี้เอง ก็มีคนเห็นเขามุ่งหน้าไปที่สันเขาเทียนหวู่ สมาพันธ์นานาอาณาจักรอยู่ทางทิศใต้ แต่เขามุ่งหน้าไปทางตะวันตกเฉียงใต้ ถ้าข้าคิดไม่ผิด เขาต้องไปตามหาจดหมายนั่น หากปล่อยให้จดหมายตกอยู่ในมือของพวกนั้น พวกเราลำบากแน่!” หลินหลงพูด
ก่อนหน้านี้ นางได้กระทำการบุ่มบ่ามไปด้วยความโกรธที่ต้องเห็นท่านพ่อกับน้องชายอยู่ในสภาพร่อแร่ แต่เมื่อถูกลู่ชงซ้อม นางก็ได้สติขึ้นมาและคิดเตรียมการต่างๆ ไว้ล่วงหน้า
“หากพวกนั้นได้จดหมายและนำมันไปที่สมาพันธ์นานาอาณาจักรแล้วล่ะก็ เราไม่มีทางทำอะไรได้…” ติงมู่ขมวดคิ้ว “แถมเขายังมีอาจารย์และผู้อาวุโสอีก 2 คนคอยช่วยเหลือด้วย…”
ติงมู่ไม่ได้กังวลอะไรเกี่ยวกับจางเซวียนมากนัก แต่สำหรับอาจารย์ของเขาและ ‘สู่วน้อย’ ที่ทำให้เหลียงชิงหมิงบาดเจ็บนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่
ด้วยการมีนักรบเหนือมนุษย์ขนาบข้าง เขาคงตายเสียก่อนที่จะได้เข้าถึงตัวจางเซวียน
“ไม่ต้องห่วงเลยฝ่าบาท สู่วน้อยและผู้อาวุโสอีกคนหนึ่งออกจากอาณาจักรเทียนหวู่แล้วตั้งแต่เมื่อวาน และเมื่อเช้า ตอนที่จางเซวียนออกมา ปรมาจารย์หยางก็ไม่ได้มาด้วย มีแต่บรรดาลูกศิษย์ของเขากับสัมภาระบางส่วนเท่านั้น!” หลินหลงตอบ
ปรมาจารย์สู่วและปรมาจารย์หลิวไม่ได้ปิดบังการเดินทางของพวกเขา จึงไม่ยากที่จะสืบเรื่องนี้
เมื่อเช้านี้ จางเซวียนและพรรคพวกได้ขึ้นขี่หลังอสูรเขี้ยวเหล็กเหินฟ้า และประธานเจียงก็มาส่งพวกเขา สายสืบของหลินหลงอยู่ปะปนกับบรรดาฝูงชนที่ได้เห็นเขาจากไป และไม่มีใครเห็นปรมาจารย์หยางเลย
“เขาไม่ได้มาด้วย? เยี่ยม…ในสันเขาเทียนหวู่นั้นมีอสูรอยู่มากมาย นักรบจื้อจุนหลายคนต้องเอาชีวิตไปทิ้งที่นั่น หากเราจัดการเรื่องนี้ดีๆ …ก็จะไม่มีใครสืบสาวราวเรื่องกลับมาถึงเราได้!”
ติงมู่ลุกขึ้นยืนด้วยแววตาดุดัน
“เป็นอันว่า…ฆ่าเขา!”
…..
นี่คือลำดับการปกครองของสำนักที่ปรากฏในนวนิยายจีนโดยทั่วไป
ศิษย์คนนอก (ศิษย์ทั่วไป) : มีหน้าที่ทำงานที่ต้องใช้แรงงาน แต่ทางสำนักก็จะมอบทรัพยากรในการฝึกฝนวรยุทธให้ตามสมควร
ศิษย์คนใน : ผู้ที่มีความปราดเปรื่องมากกว่าจะได้รับตำแหน่งนี้ พวกเขามีสถานภาพสูงกว่าศิษย์คนนอก และไม่ต้องใช้แรงงาน ทรัพยากรที่ได้รับก็จะมีปริมาณที่มากกว่าศิษย์คนนอกอย่างชัดเจน
ศิษย์สายตรง : เมื่อไรก็ตามที่ใครสักคนเข้าตาผู้อาวุโสหรือเจ้าสำนัก พวกเขาก็จะรับเข้าเป็นศิษย์สายตรง ศิษย์สายตรงจะมีสถานภาพสูงส่งกว่าศิษย์คนใน เพราะมีอาจารย์หนุนหลัง และบรรดาอาจารย์ก็จะถ่ายทอดศาสตร์ลับต่างๆ ให้พวกเขา
หลังจากนั้น ศิษย์สายตรงก็จะได้รับการสนับสนุนให้มีบทบาทสำคัญในสำนัก



