ตอนที่ 414 ดงอสูรแห่งอาณาจักรชวนหยวน
ลู่ชงถึงกับสละชีวิตเพื่อเขา ในฐานะอาจารย์ มีหรือจางเซวียนจะยอมแพ้ง่ายๆ ?
ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับอาณาจักรอันทรงเกียรติ ก็แล้วไง?
ต่อให้ต้องปะทะกับสภาปรมาจารย์ ก็แล้วไงอีกนั่นแหละ!
ลู่ชง อย่าห่วงนะ! ไอ้หมอนั่นจะใหญ่มาจากไหน หากมันกล้าทำกับเจ้าถึงขนาดนี้ ในฐานะอาจารย์ของเจ้า ข้าจะทำให้มันต้องเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไป!
“เอาเถอะ…”
รู้ดีว่าหว่านล้อมให้ตายก็ไม่มีประโยชน์ โม่หยู่ส่ายหน้าอย่างหมดปัญญา และตัดสินใจจะไม่แตะเรื่องนี้อีก “แล้วตอนนี้เจ้าคิดจะทำอะไร?”
“ข้าจะไปอาณาจักรชวนหยวน!” จางเซวียนตอบ จากนั้นก็ผิวปาก และอากาศโดยรอบก็ปั่นป่วนขึ้นมาทันที เจ้าเขี้ยวเหล็กเหินฟ้าพุ่งฉิวมาแต่ไกลและร่อนลงจอดตรงหน้าเขา
มีแต่ในอาณาจักรชวนหยวนเท่านั้นที่จะมีหนังสือวรยุทธขั้นจื้อจุนมากพอให้
จางเซวียนได้ฝึกฝนจนสำเร็จ
ถ้าเขายังอยู่ที่อาณาจักรเทียนหวู่ ก็ไม่มีทางพัฒนาพละกำลังของตัวเองได้
ก็เหมือนที่โม่หยู่พูด หากปราศจากความแข็งแกร่งที่มากพอ ก็ไม่มีทางทำอะไรสำเร็จสักอย่าง แถมอาจต้องเอาชีวิตไปทิ้งด้วย
“เมืองหลวงแห่งอาณาจักรชวนหยวนอยู่ห่างจากที่นี่ราวสองสามแสนกิโลเมตร ด้วยพละกำลังระดับกึ่งจื้อจุนของเจ้าเขี้ยวเหล็กเหินฟ้า ต่อให้บินเต็มกำลัง ก็ยังต้องใช้เวลาอย่างน้อย 7-8 วัน!” โม่หยู่พูด
ด้วยความที่เป็นอาณาจักรอันทรงเกียรติ อาณาเขตของอาณาจักรชวนหยวนจึงกว้างใหญ่ไพศาลกว่าอาณาจักรเทียนหวู่มาก หากใช้เวลา 7-8 วันจากที่นี่ไปถึงเมืองหลวงของที่นั่น ก็ถือว่าเร็วแล้ว
“7-8 วัน?” จางเซวียนถึงกับชะงัก
นั่นพอๆ กับระยะเวลาที่เขาอยู่ในเมืองหลวงแห่งอาณาจักรเทียนหวู่เลย
โม่หยู่พยักหน้า “ตามนั้นแหละ นี่คือความเร็วสูงสุดของอสูรขั้นกึ่งจื้อจุนแล้วนะ แต่ถ้ามันสำเร็จวรยุทธขั้นจื้อจุนล่ะก็ จะใช้เวลาราว 3 วันเท่านั้น!”
วรยุทธขั้นกึ่งจื้อจุนกับจื้อจุนนั้นมีความต่างกันไม่มาก แต่สำหรับอสูรพาหนะ นั่นหมายถึงความเร็วในการบินที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า
“อสูรขั้นจื้อจุนบินได้เร็วขนาดนั้นเลย? ถ้าอย่างนั้น ข้าก็ต้องยกระดับวรยุทธให้มัน…” จางเซวียนพยักหน้า
“ยกระดับวรยุทธให้มัน?” โม่หยู่ยิ้มแหย
นางเกือบลืมไปแล้ว นอกจากจะเป็นอัจฉริยะปรมาจารย์ หมอนี่ยังเป็นนักฝึกอสูรผู้เก่งกาจอย่างไร้เทียมทานด้วย จนกระทั่งตอนนี้ นางก็ยังไม่เข้าใจใน ‘วิธีฝึกอสูรด้วยการอัดให้เชื่อง’ ที่จางเซวียนคิดค้นขึ้นมา ไม่เข้าใจเลยว่าวิธีนี้ทำให้อสูรร้ายเชื่อฟังได้อย่างไร แล้วทำไมพวกมันถึงฝ่าด่านวรยุทธได้
นางเงยหน้าดูและเห็นจางเซวียนออกโรงอีกครั้ง เขาเดินไปหาเจ้าเขี้ยวเหล็กเหินฟ้าและปล่อยหมัดใส่มันแบบรัวๆ
ปึ้ก ปั้ก ปึ้ก ตุ้บ!
ถ้าเป็นนักฝึกอสูรคนอื่น ไม่มีทางที่พวกเขาจะต่อยอสูรของตัวเองอย่างใจกล้าบ้าบิ่นแบบนั้น ต่อให้ทำสัญญากันแล้วก็ตาม เพราะการกระทำแบบนั้นมีแต่จะทำให้อสูรร้ายไม่พอใจ และมันอาจแสดงพฤติกรรมคุกคามได้ในอนาคต
แต่สำหรับเจ้าเขี้ยวเหล็ก นับตั้งแต่หมัดแรกของจางเซวียนปะทะตัวมัน เจ้ายักษ์ใหญ่นั่นก็ก็กู่ก้องอย่างยินดีปรีดา มันมีสีหน้าเคลิบเคลิ้มถึงขีดสุดขณะที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น
ถูกซ้อมแต่ยังทำหน้าตาแบบนี้ เจ้าเขี้ยวเหล็กนี่ก็ช่าง…
บึ้ม!
หลังจากถูกซ้อมได้สักพัก อสูรเขี้ยวเหล็กเหินฟ้าก็กู่ร้องโหยหวนอย่างดุเดือด มันฝ่าด่านคอขวดไปได้ ในพริบตานั้น รังสีอันคมปลาบก็พุ่งทะลุหมู่เมฆ
ขั้นจื้อจุน!
เมื่อสำเร็จวรยุทธขั้นใหม่ ร่างอันใหญ่โตของเจ้าเขี้ยวเหล็กก็ขยายใหญ่ขึ้นอีก ท่วงท่าและการเคลื่อนไหวของมันก็เฉียบคมกว่าเดิม
ทุกคนปีนขึ้นไปบนแผ่นหลังของมัน และเมื่อยืนยันทิศทางกันแล้ว มันก็พุ่งฉิวไปยังขอบฟ้าที่เห็นอยู่ลิบๆ
จางเซวียนนั่งขัดสมาธิอยู่ในห้องโดยสารบนแผ่นหลังของเจ้าเขี้ยวเหล็ก เขาหวนนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา
จากสถานการณ์เลวร้ายในตอนนั้น
จางเซวียนคิดอยู่อย่างเดียวว่าต้องฆ่าเหลียงชิงหมิงให้ได้ และด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง จู่ๆ หนังสือสีทองก็ปรากฏขึ้น และจากนั้นก็พุ่งเข้าสังหารเหลียงชิงหมิง
หรือว่า…หอสมุดเทียบฟ้าสามารถทับใครตายได้ด้วย?
ครั้งแรกที่เขารู้ตัวว่าได้ครอบครองหอสมุดเทียบฟ้า จางเซวียนคิดว่าในขณะที่คนอื่นๆ มีอุปกรณ์ลึกลับไว้ให้ขว้างออกมามากมาย เขาคงทําได้แค่ขว้างหนังสือใส่พวกนั้น…ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะเป็นเรื่องจริง!
เมื่อนึกถึงพละกำลังของหนังสือสีทอง จางเซวียนก็ให้รู้สึกเกรงขาม
นักรบจื้อจุนขั้นสูงถูกทับทีเดียวเละเป็นเนื้อบด ก็แสดงว่าพละกำลังของการโจมตีนั้นสูงกว่าพละกำลังของนักรบเหนือมนุษย์โดยทั่วไปเสียอีก
พูดอีกอย่างก็คือ ต่อให้ปรมาจารย์สู่วก็ยังต้านทานการโจมตีนั้นไม่ได้
น่าสะพรึงที่สุด!
“แต่ว่า…มันใช้ได้ครั้งเดียว!”
จางเซวียนส่ายหน้าอย่างจนปัญญา
การออกตัวนั้นแข็งแกร่งมากก็จริง แต่มันก็ใช้หน้าหนังสือสีทองที่อยู่ในหอสมุดเทียบฟ้าไป ด้วยเหตุนี้ จางเซวียนจึงไม่เหลือหน้าหนังสือสีทองอีก
ดูเหมือนเขาจะต้องรับลูกศิษย์ให้มากขึ้น เอาชนะใจจนคนเหล่านั้นสำนึกในบุญคุณของเขา และทำให้หน้าหนังสือสีทองเกิดขึ้นอีกสัก 2-3 หน้าเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง
ทั้งถ่ายเทเนื้อหาของหนังสือทั้งหมดในหอสมุดเทียบฟ้ามาเป็นความรู้ของเขาเอง, ยกระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณได้ถึง 5.0 ในทันที, สังหารศัตรูที่มีวรยุทธสูงกว่า…
จางเซวียนค้นพบประโยชน์ของหน้าหนังสือสีทอง 3 อย่างแล้ว แต่ละอย่างก็ล้วนน่าสะพรึงในแบบของมัน
หากเขามีหน้าหนังสือสีทองมากพอ ก็ไม่จำเป็นต้องกลัวใครอีก สามารถขว้างหนังสือใส่ใครหน้าไหนก็ตามที่มาหาเรื่องเขา!
“เท่าที่ดูจากระยะเวลาที่หนังสือสีทองคงรูปร่างอยู่…ก็ราวสิบวินาที!”
จางเซวียนพยายามนึกถึงการปะทะครั้งล่าสุด
ภาพที่ลู่ชงถูกแทงด้วยดาบต่อหน้าต่อตายังฝังอยู่ในหัวของจางเซวียน เขาจึงพยายามจะไม่นึกถึงให้มากนัก แต่เมื่อสงบสติอารมณ์ได้แล้ว การวิเคราะห์สถานการณ์ก็พอจะทำให้สรุปได้บางอย่าง
จางเซวียนสามารถใช้เจตจำนงของเขาเรียกหนังสือสีทองมาสังหารศัตรูได้
แต่เมื่อออกจากหอสมุดเทียบฟ้าแล้ว มันจะคงรูปได้แค่ราวๆ สิบอึดใจ ก่อนจะหายวับไป
ถ้าไม่ใช่เพราะข้อจำกัดเรื่องเวลา ติงมู่ไม่มีทางหนีรอด
หนังสือนี้สังหารได้แม้กระทั่งนักรบเหนือมนุษย์ นับประสาอะไรกับ 2 คนนั้น
“หลังจากได้ผ่านสภาวะลายมือบ่มเพาะจิตวิญญาณ ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของเราก็พุ่งพรวด!”
การมองดูลายมือของปรมาจารย์ขงทำให้จางเซวียนได้เข้าถึงสภาวะพิเศษที่ช่วยฟื้นฟูจิตใจ
หากรวมสิ่งนี้เข้ากับศิลปะการเคลื่อนไหวเทียบฟ้า ต่อให้นักรบจื้อจุนก็สังหารเขาได้ยาก
“ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของเราอยู่ที่ 12.1 มากพอจะเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวแล้ว!”
แม้ลายมือบ่มเพาะจิตวิญญาณจะออกฤทธิ์เพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ แต่เพราะเป็นลายมือของปรมาจารย์ขง จางเซวียนจึงมีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณเพิ่มขึ้นถึง 1.0
การทดสอบเป็นปรมาจารย์จะต้องการระดับความลึกของจิตวิญญาณที่เพิ่มขึ้นครั้งละ 3.0 ในแต่ละขั้น ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของจางเซวียนในตอนนี้จึงสูงพอที่เขาจะเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวแล้ว
“เมื่อระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณสูงขึ้น ดวงตาหยั่งรู้ก็แข็งแกร่งขึ้นอีกมาก ที่ผ่านมาเรามองเห็นถึงแก่นแท้ของการฝึกฝนวรยุทธเฉพาะกับนักรบที่มีวรยุทธขั้นเดียวกับเราหรือต่ำกว่า แต่ตอนนี้ เรามองเห็นแม้กระทั่งข้อบกพร่องและปัญหาของนักรบขั้นกึ่งจื้อจุน!”
เมื่อระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของจางเซวียนอยู่ที่ 12.1 ซึ่งเข้าขั้นของปรมาจารย์ระดับ 4 ดาว ดวงตาหยั่งรู้ของเขาก็มีคุณภาพสูงกว่าเดิมอีกมาก
ด้วยการเป็นแค่นักรบจงซรือขั้นสูงสุด ที่ผ่านมา ไม่มีทางเลยที่จางเซวียนจะมองเห็นข้อบกพร่องของนักรบขั้นกึ่งจื้อจุน
แต่ตอนนี้ ต่อให้นักรบขั้นกึ่งจื้อจุนสักคนมาอยู่ตรงหน้า จางเซวียนก็สามารถมองทะลุข้อบกพร่องทั้งหมดของเขาได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องอาศัยหอสมุดเทียบฟ้า
แม้หอสมุดเทียบฟ้าจะมีความสามารถอย่างไร้เทียมทาน แต่ก็มีข้อบกพร่องอยู่มาก
ตัวอย่างเช่น มันต้องการให้อีกฝ่ายแสดงเทคนิคการต่อสู้หรือสลบไปเสียก่อน จึงจะประมวลหนังสือมาให้ แต่อีกด้านหนึ่ง เพียงแค่ยกระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณให้สูงขึ้น ดวงตาหยั่งรู้ก็จะเปิดทางให้เขาเห็นข้อบกพร่องในตัวอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน ซึ่งจะว่าไปก็ถือว่าใช้การได้ดีกว่าหอสมุดเทียบฟ้า
“ไม่ใช่แค่นั้น ประสิทธิภาพในการถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ของเราก็ล้ำเลิศยิ่งกว่าเดิม!”
ตอนนี้ จางเซวียนเข้าถึงความสามารถพิเศษของปรมาจารย์ได้ถึง 2 อย่าง
คือดวงตาหยั่งรู้และการถ่ายทอดลิขิตสวรรค์
สำหรับการถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ ด้วยระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่สูงขึ้น จางเซวียนจะสามารถทำให้ผู้ฟังเกิดความไว้วางใจในตัวเขาได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งคำพูดของเขาก็สามารถผลักดันระดับวรยุทธของผู้ฟังได้ด้วย
ที่ผ่านมา การถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ของจางเซวียนมีผลกับนักรบที่มีระดับวรยุทธต่ำกว่าตัวเขาเท่านั้น แต่ตอนนี้ แม้แต่นักรบที่มีวรยุทธขั้นเดียวกัน คือจงซรือขั้นสูงสุด ก็ยังได้รับผลดีจากถ้อยคำเหล่านั้น
ซึ่งจะว่าไป ประโยชน์ที่เขาได้รับจากลายมือบ่มเพาะจิตวิญญาณก็ถือว่ายิ่งใหญ่ แต่มันก็จำกัดอยู่แค่ในด้านความสามารถของปรมาจารย์เท่านั้น ไม่มีผลต่อวรยุทธหรือเรื่องอื่นๆ
“พวกเจ้าน่ะ แสดงเทคนิคการต่อสู้ให้ข้าดู!”
เมื่อวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันของตัวเองเสร็จแล้ว จางเซวียนก็หันไปหาบรรดาลูกศิษย์
การชี้แนะครั้งสุดท้ายของเขาก็ผ่านมาระยะหนึ่งแล้ว ถึงเด็กพวกนี้จะพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็เห็นได้ชัดว่ายังตามความเร็วของจางเซวียนไม่ทัน ด้วยเหตุนี้ เขาจึงจำเป็นต้องผลักดันการฝึกฝนวรยุทธให้ เพื่ออย่างน้อยพวกเขาก็จะได้ปกป้องตัวเองได้
“ขอรับ! เจ้าค่ะ!”
บนแผ่นหลังกว้างใหญ่ของเจ้าเขี้ยวเหล็กเหินฟ้า ทั้งกลุ่มพากันแสดงเทคนิคการต่อสู้อย่างขะมักเขม้น โดยมีจางเซวียนชี้แนะให้ตัวต่อตัว
เวลา 3 วันผ่านไปในชั่วพริบตา
ด้วยการชี้แนะของจางเซวียน ลูกศิษย์ของเขาทั้งกลุ่มก็ยกระดับวรยุทธได้อย่างรวดเร็ว หวังหยิ่ง เจิ้งหยาง และหลิวหยางสำเร็จวรยุทธขั้น 6-พี่เชวี่ย และแม้แต่หยวนเทาที่ล้าหลังเพื่อนๆ ก็ยังเปิดจุดชีพจรไปได้ถึง 1 จุด
จากการปลดปล่อยสภาวะพิเศษของเธอออกมา จ้าวหย่าก็สำเร็จวรยุทธจงซรือขั้นสูง
ด้วยปราณหยินบริสุทธิ์และเพลงดาบเทียบฟ้า ต่อให้เป็นนักรบจงซรือขั้นสูงสุด จ้าวหย่าก็รับมือได้
จางเซวียนให้คำชี้แนะกับโม่หยู่ด้วย และนางก็พัฒนาขึ้นอีกมาก
“ทำไมเราถึงไม่มุ่งหน้าไปเมืองหลวงของอาณาจักรชวนหยวน?”
หลังจากเดินทางมาหลายวันและเห็นเมืองหลวงอยู่ลิบๆ จางเซวียนก็ออกคำสั่งอย่างปุบปับให้เจ้าเขี้ยวเหล็กเบนเข็มไปอีกทิศหนึ่ง โดยมุ่งหน้าไปยังสันเขาที่อยู่ไม่ห่างออกไปนัก
“ข้าต้องการสถานที่ยกระดับพละกำลังก่อน!” จางเซวียนตอบอย่างสุขุมและเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง
“ยกระดับพละกำลัง?” โม่หยู่ทำตาปริบๆ อย่างงุนงง
เห็นความแน่วแน่ของจางเซวียนในการแก้แค้นให้ลู่ชง โม่หยู่นึกว่าเขาได้ฝึกฝนวรยุทธอย่างหนักตลอด 3 วันที่ผ่านมา และอย่างน้อยก็คงสำเร็จขั้นกึ่งจื้อจุนแล้ว แต่กลายเป็นว่านอกจากชี้แนะให้พวกนางและดูแลลู่ชง จางเซวียนก็ไม่ได้ฝึกฝนวรยุทธเลย
พอใกล้ถึงเมืองหลวงนี่เองที่เขาเพิ่งพูดออกมาว่าจะยกระดับพละกำลัง…
หมอนี่ต้องการสถานที่พิเศษในการเพิ่มวรยุทธหรือ?
“ดงอสูร!” จางเซวียนตอบ
หลังจากอ่านหนังสือทั้งหมดที่มีในอาณาจักรเทียนหวู่แล้ว แม้จางเซวียนจะยังไม่รู้เรื่องของกลุ่มอำนาจต่างๆ ที่กระจายตัวอยู่ในอาณาจักรชวนหยวนดีนัก แต่อย่างน้อยเขาก็รู้ที่ตั้งของแต่ละสมาคมวิชาชีพ
ก็เหมือนกับดงอสูรที่หุบเขาเชียนหลัว ดงอสูรของอาณาจักรชวนหยวนก็ไม่ได้อยู่ในเมืองหลวงเช่นกัน มันตั้งอยู่ในหุบเขาลึกที่อยู่ห่างจากเมืองหลวงไปหลายสิบกิโลเมตร
“ดงอสูร? เจ้าจะไปยกระดับวรยุทธที่นั่น?”
เมื่อรู้ที่หมายของจางเซวียน โม่หยู่ก็ยิ่งงงหนัก
นางเคยได้ยินแต่ว่าบรรดาอสูรร้ายจะไปที่ดงอสูรเพื่อยกระดับพละกำลังของมัน แต่ไม่เคยได้ยินว่ามนุษย์ก็ทำได้
หรือว่าเทคนิควรยุทธของเขาต้องมีอสูรเป็นส่วนประกอบ?
ขณะที่จางเซวียนกำลังมุ่งหน้าไปยังดงอสูร ในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ขึ้นตรงกับดงอสูรแห่งอาณาจักรชวนหยวน ชาย 3 คนก็กระโดดลงจากหลังของอสูรพาหนะ
ในกลุ่มนั้น มีอยู่ 2 คนที่รู้จักมักคุ้นกับจางเซวียน คือหัวหน้าเฟิงซึ่งเป็นหัวหน้าดงอสูรแห่งหุบเขาเชียนหลัว และนักฝึกอสูรหวัง
ทั้งคู่มีชายหนุ่มอายุราวยี่สิบปลายเดินทางมาด้วย ชายผู้นั้นมีแผงอกที่ผึ่งผายและมีสีหน้าหยิ่งผยองตลอดเวลา
“นักฝึกอสูรหลัว นี่คือดงอสูรแห่งอาณาจักรชวนหยวน การประลองนักฝึกอสูรกำลังจะจัดขึ้นที่นี่!” หัวหน้าเฟิงพูด
“อ๋อ ข้ารู้แล้ว! อย่าห่วงน่ะ การแข่งขันใช่ไหมล่ะ? ข้าจะคว้าอันดับ 1 มาให้พวกเจ้าทุกคน!” นักฝึกอสูรหลัวโบกมืออย่างสบายใจราวกับพูดเรื่องที่ไม่สลักสำคัญ
“เอ่อ…”
ได้ยินคำพูดวางโตแบบนั้น หัวหน้าเฟิงกับนักฝึกอสูรหวังก็ได้แต่มองหน้ากัน ทั้งคู่ยิ้มเจื่อนๆ
นักฝึกอสูรหลัวคือหนึ่งในนักฝึกอสูรชั้นนำของดงอสูรสาขาหุบเขาเชียนหลัว แต่ก็แน่นอนว่าเขาไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด
ถ้าไม่ใช่เพราะการประลองถูกเลื่อนให้เร็วขึ้นถึง 4 เดือน และความจริงที่ว่าพวกเขาหาตัวจางเซวียนที่พวกเขาหมายตาเอาไว้ไม่เจอ จะไม่มีทางพาชายคนนี้มาเด็ดขาด
เพราะอสูรเขี้ยวเหล็กเหินฟ้าไปกับจางเซวียนแล้ว ทั้งกลุ่มจึงต้องเดินทางมาที่นี่ด้วยอสูรพาหนะขั้นจงซรือ ด้วยข้อจำกัดเรื่องความเร็วของมัน กว่าจะมาถึงที่นี่ก็ต้องใช้เวลามากกว่า 1 เดือน ทุกคนเหนื่อยอ่อนเต็มทีกับการเดินทางอันยาวนานครั้งนี้
ย้อนหลังไปราว 1 เดือนที่แล้ว จางเซวียนยังตามหาห้องโถงแห่งยาพิษอยู่ แต่มาตอนนี้ เขาไม่อยู่แม้แต่ในเมืองหลวงของอาณาจักรเทียนหวู่ด้วยซ้ำ ทุกคนจึงหาตัวไม่เจอ
“ทำไม? พวกเจ้าไม่เชื่อมั่นในความสามารถของข้าหรือ?”
“ชิ เอาแต่พูดถึงจางเซวียนคนนั้นอยู่ได้ เขาเป็นนักฝึกอสูรระดับ 2 ดาว ข้าก็เหมือนกัน เขาสอบผ่านตั้งแต่ครั้งแรก ข้าก็ผ่านเหมือนกัน แถมยังทำได้ดีกว่าด้วยซ้ำ มันเรื่องอะไรพวกเจ้าถึงเอาแต่มั่นอกมั่นใจในตัวเขาและสงสัยข้าอยู่ได้?”
เห็นสีหน้าของทั้งคู่ นักฝึกอสูรหลัวสะบัดมือด้วยอาการฟึดฟัด



