ตอนที่ 415 กรงสิบอสูร
พูดแบบนั้นหมายความว่าอย่างไร
จางเซวียนที่พวกเจ้าเอาแต่พูดถึงอาจจะเป็นอัจฉริยะ แต่ข้าก็เป็นอัจฉริยะเหมือนกันไม่ใช่หรือ
มันเรื่องอะไรถึงคาดหวังในตัวเขามากมายเหลือเกิน แต่ทีกับข้ากลับไม่สนใจ?
ทั้งข้าและจางเซวียนก็เป็นนักฝึกอสูรระดับ 2 ดาวเหมือนกัน ข้าไม่ได้เป็นรองเขาสักหน่อย!
“พวกเราไม่ได้คิดแบบนั้น คืออย่างนี้…”
หัวหน้าเฟิงยิ้มเจื่อนๆ “การประลองนักฝึกอสูรเป็นการรวมตัวของอัจฉริยะทุกคนในเขตปกครองของอาณาจักรชวนหยวน พวกเราจึงประมาทไม่ได้ ด้วยเหตุนี้จึงต้องทำอะไรๆ อย่างละเอียดถี่ถ้วน!”
“ละเอียดถี่ถ้วน? จะมาละเอียดมาระวังเรื่องอะไร! ข้าศึกษาการประลองครั้งก่อนมาแล้ว ทั้งหมดที่ข้าต้องทำก็คือฝึกอสูรจื้อจุนขั้นต้นให้เชื่อง แม้ระดับวรยุทธของข้าตอนนี้จะยังไม่ถึงขั้นจื้อจุนก็เถอะ ข้าก็มั่นใจว่าทำได้!”
ชายหนุ่มกำหมัดแน่นและขับเคลื่อนพลังวรยุทธของเขาออกมา
จงซรือขั้นสูงสุด!
เขาสำเร็จวรยุทธจงซรือขั้นสูงสุดตั้งแต่อายุไม่ถึงสามสิบ เรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะคนหนึ่งในอาณาจักรเทียนหวู่ ก็ไม่น่าแปลกใจที่เขาจะมั่นอกมั่นใจในตัวเองมาก
“รูปแบบการประลองจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ในแต่ละครั้ง ข้าจึงไม่แน่ใจว่าครั้งนี้จะเป็นแบบไหน แต่ก็ได้ยินมาว่าดงอสูรของอาณาจักรชวนหยวนนั้นจับอสูรที่ทรงพลังมากมาได้ตัวหนึ่ง และพวกเขาพยายามฝึกมันให้เชื่องหลายต่อหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่สำเร็จ เพื่อให้ปัญหานี้คลี่คลายโดยเร็ว และป้องกันเหตุยุ่งยากอันไม่จำเป็น
พวกเขาจึงตัดสินใจเลื่อนการประลองให้เร็วขึ้น เพื่อที่อัจฉริยะจากทั่วทุกสารทิศจะได้มารวมตัวกันที่นี่!”
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หัวหน้าเฟิงก็ตัดสินใจเปิดเผยข่าวที่เขาเพิ่งรู้มา
“ข้าคิดว่ามีความเป็นไปได้มากทีเดียวที่การประลองครั้งนี้จะใช้อสูรอันทรงพลังที่พวกเขาเพิ่งจับได้ตัวนั้น”
“ข้าก็คิดเหมือนเจ้า การประลองนักฝึกอสูรจะจัดขึ้นทุกๆ 5 ปี และมีกำหนดเวลาที่ระบุไว้ชัดเจน ไม่มีเหตุผลเลยที่พวกเขาจะเลื่อนการประลองให้เร็วขึ้นอย่างกะทันหันแบบนี้” นักฝึกอสูรหวังพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
เพื่อนของพวกเขาจากดงอสูรของอาณาจักรชวนหยวนได้แอบส่งข่าวนี้มาให้ แต่ก็ยังต้องดูกันต่อไปว่าเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า
ซึ่งจากการวิเคราะห์ของพวกเขา เรื่องนี้น่าจะเป็นความจริง
เพราะไม่อย่างนั้น ก็ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่พวกเขาจะต้องเลื่อนการประลองให้เร็วขึ้นอย่างปุบปับ จนผู้เข้าร่วมการประลองทุกคนแทบไม่มีเวลาตั้งตัว
“ดงอสูรจับอสูรทรงพลังได้ตัวหนึ่ง แล้วระดับวรยุทธของมันล่ะ?”
นักฝึกอสูรหลัวตั้งคำถามด้วยความประหลาดใจ
“เรื่องนั้นข้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน!” หัวหน้าเฟิงส่ายหน้า
เขาเป็นหัวหน้าดงอสูรสาขาหุบเขาเชียนหลัวก็จริง แต่ก็ยังไม่มีคุณสมบัติถึงขั้นที่จะได้ล่วงรู้ความลับของดงอสูรแห่งอาณาจักรชวนหยวน
“ขนาดนักฝึกอสูรระดับ 3 ดาวยังฝึกมันให้เชื่องไม่ได้ แล้วนักฝึกอสูรรุ่นหลังๆ จะทำสำเร็จได้อย่างไรกัน? อีกอย่าง ก่อนที่จะฝึกมันให้เชื่อง ผู้นั้นยังจะต้องศึกษานิสัยใจคอ ความชอบและความไม่ชอบของอสูรเสียก่อน เพื่อนำมาใช้ในกระบวนการฝึก”
นักฝึกอสูรหลัวเชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจและประกาศ “ถึงอย่างนั้นก็เถอะ แต่ข้าก็จะไม่ยอมแพ้ใคร!”
ผู้เข้าร่วมการประลองนักฝึกอสูรจะต้องมีอายุต่ำกว่าสามสิบปีเท่านั้น นักฝึกอสูรหลัวอาจไม่ใช่นักฝึกอสูรที่มีประสบการณ์มากนัก แต่ด้วยข้อจำกัดของอายุ เขาก็มั่นใจว่าสำหรับการฝึกอสูรทั่วทั้งเขตปกครองของอาณาจักรชวนหยวน มีน้อยคนที่จะเอาชนะเขาได้
“ข้ารู้จักความสามารถของเจ้าดี แต่ก็ได้ยินมาว่าปีนี้มีนักฝึกอสูรเก่งๆ ปรากฏตัวขึ้นหลายคน ทั้งเว่ยโหย่วเต้าจากอาณาจักรจี๋เป่ย เจียงหนานผิงจากอาณาจักรไค่ฉง
จี๋อู่ฉิงจากคฤหาสน์หงฉวน ซึ่งทุกคนล้วนได้เป็นนักฝึกอสูรระดับ 2 ดาวขั้นสูงสุดตั้งแต่ยังอายุไม่ถึงสามสิบ…”
เห็นหน้าตามั่นอกมั่นใจของนักฝึกอสูรหลัว หัวหน้าเฟิงกับนักฝึกอสูรหวังก็ได้แต่มองหน้ากัน
ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเขาเป็นนักฝึกอสูรที่เก่งกาจพอตัว ซึ่งถ้าไม่มีจางเซวียน เขาก็จะเป็นนักฝึกอสูรหมายเลข 1 ในบรรดานักฝึกอสูรรุ่นหลังๆ ของหุบเขาเชียนหลัว
แต่เขาก็มีข้อบกพร่องรุนแรง คือความหยิ่งผยอง
ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเขาติดต่อจางเซวียนไม่ได้ล่ะก็ พูดกันตามตรงก็คือ จะไม่มีทางพาหมอนี่มาร่วมการประลองเด็ดขาด
สำหรับนักฝึกอสูร ความมั่นใจเป็นเรื่องดี แต่ความหยิ่งผยองถือเป็นหายนะ เพราะความหยิ่งผยอง มีแต่จะทำให้อสูรร้ายที่พวกเขาต้องฝึกมันกริ้วโกรธและเกลียดชัง
หัวหน้าเฟิงเป็นหัวหน้าดงอสูรมานานหลายปี ได้เห็นนักฝึกอสูรผู้เก่งกาจหลายต่อหลายคนต้องถูกอสูรฉีกร่างเป็นชิ้นๆ ด้วยเหตุนี้
“พวกเขาก็เก่งจริง ข้าเคยประลองกับพวกเขามาแล้ว และในครั้งนั้นข้าก็สู้ไม่ได้ แต่นับจากนั้นมา ข้าก็ได้ศึกษาเทคนิคการฝึกอสูรในแบบใหม่ๆ มาตลอด เพราะฉะนั้น การที่พวกเขาจะเอาชนะข้าได้ในตอนนี้ก็ไม่ง่าย…” นักฝึกอสูรหลัวพูดโดยเอาสองมือไพล่หลังไว้
แต่ยังพูดไม่ทันจบ เสียงคำรามเยาะหยันก็ดังขึ้นข้างหลัง
“ช่างอวดเก่งนัก กำลังสงสัยอยู่ว่าเป็นใคร ที่แท้ก็ไอ้ขี้โม้นี่เอง!”
ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามา
“ฟางจิ้น? ทำไม, เจ้าจะแข่งกับข้าไหมล่ะ?” เมื่อเห็นหน้าอีกฝ่าย นักฝึกอสูรหลัวก็ขมวดคิ้ว
“แข่ง? หลัวถัง เจ้าคิดว่าเจ๋งพอจะแข่งกับข้าหรือ?”
ฟางจิ้นหัวเราะหึๆ และขับเคลื่อนพลังวรยุทธของเขา รังสีอันทรงพลังนั้นแผ่ออกมาโดยรอบ
“กะ-กึ่งจื้อจุน?”
นักฝึกอสูรหลัวตาค้างด้วยความตกตะลึง และถอยกรูดไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัว
เขาคิดว่าการที่ตัวเองเป็นนักรบจงซรือขั้นสูงสุดก็ไร้เทียมทานแล้ว ไม่นึกเลยว่าฟางจิ้นจะสำเร็จวรยุทธขั้นกึ่งจื้อจุน!
ยิ่งนักฝึกอสูรมีพละกำลังแข็งแกร่งมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้อสูรเกิดความยำเกรงและเชื่องได้ง่ายขึ้นเท่านั้น
“2 ปีที่แล้ว พวกเราทุกคนยังเป็นนักรบจงซรือขั้นสูงสุด ด้วยความสามารถในการฝึกอสูรของเจ้า ก็จัดว่าเป็นหนึ่งในนักฝึกอสูรแถวหน้า แต่ว่าหลังจากนั้น เว่ยโหย่วเต้า, เจียงหนานผิง และพวกเราที่เหลือก็ฝ่าด่านวรยุทธได้ ถ้าเจ้ามีวรยุทธแค่นี้ล่ะก็ ข้าขอแนะนำว่าถอนตัวไปเงียบๆ จะดีกว่า อย่าทำให้ตัวเองอับอายขายหน้าเลย!”
ฟางจิ้นมองหน้านักฝึกอสูรหลัวอย่างเฉยเมย
“เจ้า…” นักฝึกอสูรหลัวหน้าซีดเผือด “เจ้าหมายความว่า…เว่ยโหย่วเต้าและคนอื่นๆ ก็สำเร็จวรยุทธขั้นกึ่งจื้อจุนเหมือนกัน?”
ระหว่างจงซรือขั้นสูงสุดกับกึ่งจื้อจุนนั้นห่างกันคนละโลก มีผู้คนมากมายที่ต้องติดแหง็กอยู่ที่จงซรือขั้นสูงสุดจนชั่วชีวิต ไม่อาจขยับไปไหนได้ แล้วเวลาแค่สองปี คนพวกนี้ฝ่าด่านวรยุทธได้อย่างไร?
“ไม่ใช่แค่นั้นนะ เว่ยโหย่วเต้าน่ะเป็นนักรบจื้อจุนขั้นต้นแล้ว!” ฟางจิ้นตอบ
“จื้อจุนขั้นต้น?”
นักฝึกอสูรหลัวกำหมัดแน่น “พวกเจ้าแข็งแกร่งกว่า ก็แล้วไงล่ะ? เราประลองกันในเรื่องทักษะการฝึกอสูรและความรู้ความเข้าใจที่มีในตัวอสูร ถึงเจ้าจะแข็งแกร่งกว่า ก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะทุบตีอสูรให้ยอมจำนนได้เสียหน่อย…”
แก๊ง!
ขณะที่นักฝึกอสูรหลัวอ้าปากเถียง จู่ๆ พื้นดินก็สั่นสะท้าน เกิดเสียงระฆังที่ดังก้องราวกับสายฟ้าฟาด
“ระฆัง? บรรลัยสิ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”
หัวหน้าเฟิงหน้าถอดสี
ทั้งหลัวถังและฟางจิ้นที่กำลังเถียงกันอยู่ก็หยุดกึก ทั้งคู่หรี่ตา
มีอสูรอยู่หลายตัวที่นี่ และเพื่อไม่ให้พวกมันแตกตื่น ทุกคนจึงรักษาความสงบเสมอ ถ้าไม่มีเรื่องใหญ่จริงๆ เกิดขึ้น ระฆังจะไม่มีวันดัง
เสียงระฆังนี้หมายถึง นักฝึกอสูรทุกคนจะต้องมารวมตัวกันทันทีเพื่อเผชิญหน้ากับใครหรืออะไรก็ตามที่บุกรุกเข้ามาในดงอสูร
จู่ๆ ระฆังก็ดังขึ้นมา เกิดเหตุอะไร?
แก๊ง แก๊ง แก๊ง!
เสียงระฆังดังต่อเนื่อง
“เร็วเข้า นับจำนวนเสียงระฆัง!” หัวหน้าเฟิงสั่งการ
จำนวนเสียงระฆังจะบ่งบอกถึงข้อความที่ทางดงอสูรพยายามแจ้งกับนักฝึกอสูรทุกคน
ไม่ช้าเสียงระฆังก็หยุดลง หลัวถังประกาศ “มีเสียงระฆังทั้งหมด…เจ็ดครั้ง!”
ฟางจิ้นหันขวับไปทางหัวหน้าเฟิง แม้พวกเขาจะเป็นนักฝึกอสูรเหมือนกัน แต่เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นน้อยครั้งมาก และความรู้ในเรื่องเก่าแก่ของพวกเขาก็ไม่อาจเทียบได้กับความรู้ของผู้อาวุโสที่เป็นถึงหัวหน้าดงอสูรสาขาหุบเขาเชียนหลัว
“เสียงระฆังเจ็ดครั้ง มันคือ…”
หัวหน้าเฟิงถึงกับหน้าซีดและตัวสั่นไม่หยุดเมื่อนึกได้ว่ากฎเกณฑ์ของเสียงระฆังคืออะไร เขาพึมพำออกมา “มีใครคนหนึ่งกำลังเข้าท้าทายกรงสิบอสูร? ปะ-เป็นไปได้อย่างไรกัน?”
“กรงสิบอสูร?”
หลัวถังกับฟางจิ้นมองหน้ากันอย่างงุนงง
เป็นครั้งแรกที่ทั้งคู่ได้ยินคำนี้
“กรงสิบอสูรคือกรงโลหะที่มีลักษณะแคบและยาว มีอสูรร้าย 10 ตัวอยู่ในนั้น ยิ่งเข้าไปลึกเท่าไหร่ อสูรที่ได้เจอก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น หากจะผ่านการทดสอบ ผู้นั้นจะต้องฝ่าด่านจากตัวแรกของกรงไปจนสิ้นสุดอีกฝั่งหนึ่งภายใน 2 ชั่วโมง…”
หัวหน้าเฟิงปากสั่น
“อสูร 10 ตัว? เข้าไปคนเดียว…แบบนี้จริงๆ หรือ?”
“สัญชาตญาณพื้นฐานของอสูรร้ายคือการเข้าโจมตีคนแปลกหน้าในทันทีที่เห็น ซึ่งถ้าไม่เป็นอย่างนั้น อาชีพนักฝึกอสูรก็คงไม่เป็นที่น่าเกรงขามขนาดนี้ ผู้เข้าท้าทายจะต้องฝ่าด่านจากฝั่งหนึ่งไปจนสิ้นสุดอีกฝั่งของกรง โดยจะต้องเผชิญหน้ากับอสูร 10 ตัวภายใน 2 ชั่วโมง?”
หลัวถังและฟางจิ้นอุทานออกมาอย่างตกตะลึง แม้แต่นักฝึกอสูรหวังก็อึ้งไป
ธรรมชาติของอสูรจะมีความช่างสงสัยและเป็นปฏิปักษ์กับมนุษย์ หากไม่มีวิธีการเฉพาะตัวล่ะก็ ทันทีที่เจอกับอสูร ผู้เข้ารับการทดสอบย่อมจะถูกโจมตี ยิ่งกว่านั้น กรงนี้ก็แคบ ทำให้ไม่มีทางหลบเลี่ยงการปะทะได้เลย
การจะทำให้อสูรตัวหนึ่งยอมจำนนภายในเวลา 2 ชั่วโมงก็เป็นเรื่องที่ทำได้อยู่ แต่หากต้องเจอกับพวกมันติดต่อกันถึง 10 ตัว จะเอาชนะได้อย่างไร?
ทันทีที่นึกได้ หลัวถังก็รีบตั้งคำถาม “แล้วอสูรพวกนั้นแข็งแกร่งแค่ไหน?”
หากความแข็งแกร่งของอสูรพวกนั้นด้อยกว่าผู้เข้าท้าทายมากๆ ต่อให้มีถึง 10 ตัวและแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ การจะฝ่าไปให้ได้ก็ยังพอมีโอกาสอยู่
“อสูร 4 ตัวแรกจะมีระดับวรยุทธด้อยกว่าผู้เข้าท้าทายเล็กน้อย, 3 ตัวต่อไปจะมีวรยุทธระดับเดียวกันกับผู้เข้าท้าทาย, อีก 2 ตัวหลังจากนั้นจะมีวรยุทธสูงกว่าผู้ท้าทาย 1 ขั้นย่อย, ส่วนตัวสุดท้ายจะมีวรยุทธสูงกว่าถึง… 2 ขั้นย่อย!”
หัวหน้าเฟิงตอบเสียงสั่น
“อะไรนะ?”
อีก 3 คนพร้อมใจกันหน้าซีด
ด้วยความที่เป็นนักฝึกอสูร พวกเขารู้ดีว่าอสูรร้ายนั้นน่าพรั่นพรึงแค่ไหน
พวกมันมีทั้งร่างกายขนาดมหึมาและพละกำลังที่แข็งกล้าจนน่าสะพรึง ในระดับวรยุทธเดียวกัน ไม่มีทางที่มนุษย์จะรับมือกับอสูรได้ แต่ในขั้นสุดท้าย ผู้นั้นจะต้องเผชิญหน้ากับอสูรที่มีวรยุทธแข็งแกร่งกว่าตัวเองถึง 2 ขั้นย่อย?
เอาจริงๆ สิ?
“แน่นอนว่าใครก็ตามที่พยายามเข้าท้าทายกรงสิบอสูรจะต้องตายแหงแก๋…แล้วใครกันที่ทำเรื่องโง่เง่าแบบนั้น? ทำแล้วได้อะไรขึ้นมา?”
ฟางจิ้นอดตั้งคำถามไม่ได้
หลัวถังกับคนอื่นๆ ก็หันไปมองหัวหน้าเฟิงด้วยความอยากรู้
เป็นไปไม่ได้ที่ใครสักคนจะยอมเอาชีวิตเข้าเสี่ยงขนาดนี้หากไม่มีผลตอบแทน กรงสิบอสูรเป็นกับดักสังหารชัดๆ …แล้วเข้าไปท้าทายมันเพื่ออะไร?
รนหาที่ตายจริงๆ !
“แน่นอนว่ามีผลประโยชน์!”
หัวหน้าเฟิงกำหมัดแน่นจนเล็บจิกลงไปในเนื้อ “ผู้ที่ทำสำเร็จจะได้รับรางวัลเป็น…”
“เลือดอสูรวิเศษ!”



