ตอนที่ 416 ใครกัน?
ฮะ?
หลัวถังกับฟางจิ้นตาโต
เลือดอสูรวิเศษนั้นมีพละกำลังเทียบเท่านักรบเหนือมนุษย์ และไม่เพียงแต่จะทำให้อสูรมีวิวัฒนาการทางสายเลือด มันยังสามารถฟื้นฟูและเพิ่มพละกำลังให้กับร่างกายของมนุษย์ด้วย
พูดได้ว่าล้ำค่ากว่าหินวิเศษเสียอีก
ซึ่งรางวัลในการฝ่าด่านกรงสิบอสูรก็คือสิ่งนี้!
แต่…ถึงพวกเขาจะรู้แล้วว่ารางวัลคืออะไร ก็ไม่มีทางที่จะเข้าท้าทาย
เพราะถ้าต้องตาย ต่อให้ได้เลือดอสูรวิเศษมา แล้วจะเอาไปทำอะไร!
“แค่จะเอาชนะอสูรที่มีวรยุทธขั้นเดียวกันก็ยากเอาการอยู่แล้ว นี่ยังต้องสู้กับมัน ถึง 10 ตัว…รีบไปดูกันเถอะว่าใครที่อยากตายเสียขนาดนั้น” หลัวถังพูดเสียงลอดไรฟัน
ถึงจะแสนมั่นใจว่าตัวเองจะได้เป็นผู้ชนะการประลองนักฝึกอสูร แต่ตัวเขาก็ไม่กล้าพอที่จะเข้าไปเผชิญหน้ากับอสูรทั้ง 10 ตัวนั้น
จะเป็นใครกัน?
ใครกันที่บุกพรวดพราดเข้าไปจนถึงกับทำให้ระฆังลั่น…หมอนั่นคงอยากตายจริงๆ !
“ไปดูกัน!”
หัวหน้าเฟิงพยักหน้า
นักฝึกอสูรหวังกับฟางจิ้นก็อยากรู้ว่าผู้นั้นเป็นใคร
ทั้งกลุ่มจึงรีบไปที่ดงอสูร ไม่ช้าก็มาถึงพื้นที่โล่งขนาดใหญ่ มีหลุมมหึมาที่กว้างราว 700-800 เมตรอยู่ตรงหน้า
มีกรงเหล็กขนาดใหญ่อยู่ในหลุมนั้น และอสูร 10 ตัวก็ถูกแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม พวกมันกำลังเดินด้อมๆ มองๆ ไปมาอยู่บริเวณนั้น
ตอนนี้คนกลุ่มใหญ่ที่มาตามเสียงระฆังก็กำลังยืนอยู่รอบๆ ปากหลุม และจ้องมองสถานการณ์ในกรงที่อยู่ด้านล่าง ทุกคนขมวดคิ้วและอ้าปากหวอกับภาพที่เห็น
ในฝูงชนกลุ่มนั้น มีนักฝึกอสูรผู้เก่งกาจอยู่หลายคน แต่ภาพของอสูรอันทรงพลัง 10 ตัวที่อยู่ตรงหน้าก็ยังทำให้พวกเขาพรั่นพรึงจนขนลุกขนชัน
“ตัวสุดท้ายน่ะเป็นอสูรจื้อจุนขั้นต้น…”
“ต่อให้นักรบจื้อจุนขั้นกลางก็ยังทำให้มันยอมจำนนได้ยาก แล้ว…จะจบการทดสอบได้อย่างไร?”
“เท่าที่เห็นน่ะ อสูรที่มีวรยุทธขั้นต่ำสุดในนั้นเป็นอสูรจงซรือขั้นกลาง…ก็หมายความว่าผู้ที่เข้าท้าทายกรงสิบอสูรจะต้องเป็นนักรบจงซรือขั้นสูงสุด! จะเป็นเว่ยโหย่วเต้า เจียงหนานผิง จี๋อู่ฉิง ฟางจิ้น หรือหลัวถังนะ? เท่าที่ผมรู้ ระดับวรยุทธของพวกเขาก็อยู่ประมาณนั้น และทักษะการฝึกอสูรของพวกเขาก็สูงกว่านักฝึกอสูรทั่วไป!”
“ไปมุดอยู่หลังเขาที่ไหนมา! เจียงหนานผิงกับพรรคพวกน่ะสำเร็จวรยุทธกึ่งจื้อจุนแล้ว แถมเว่ยโหย่วเต้ายังสำเร็จวรยุทธจื้อจุนขั้นต้นเสียด้วยซ้ำ ไม่ใช่พวกเขาหรอกน่ะ!”
“ไม่ใช่พวกนั้น? แล้วจะเป็นใครล่ะ ใครกันที่กล้าเข้าท้าทายอสูร 10 ตัว?”
พละกำลังของอสูร 10 ตัวนั้นทำให้ฝูงชนอื้ออึงเซ็งแซ่กันอย่างหนัก
อสูรที่อยู่ปลายสุดอีกด้านหนึ่งของกรงเป็นอสูรจื้อจุน…การเผชิญหน้ากับมันก็เท่ากับตีตั๋วลงนรก
ใครกันที่บุ่มบ่ามแบบนั้น?
เขาไม่กลัวตาย หรือว่าอยากตายเต็มที?
“เอาชีวิตของตัวเองไปทิ้งเพื่อเลือดอสูรวิเศษ หมอนั่นคงเสียสติไปแล้ว!”
หลัวถังอดแสดงความเห็นไม่ได้
เลือดอสูรวิเศษมีค่ามากก็จริง แต่ไม่มีสิ่งไหนที่มีค่ามากกว่าชีวิต
ยอมทิ้งชีวิตของตัวเองเพื่อเข้าท้าทายด่านการทดสอบที่ไม่มีหวังจะชนะ…เขาเป็นบ้าไปแล้วหรือเปล่า?
“ข้ารู้จักนักฝึกอสูรดังๆ ที่มีวรยุทธจงซรือขั้นสูงสุดเกือบทุกคนในเขตปกครองของอาณาจักรชวนหยวน…แล้วจะเป็นใครกัน? เท่าที่จำได้ ก็ไม่มีใครทำตัวไร้เหตุผลแบบนี้” ฟางจิ้นขมวดคิ้วและครุ่นคิด
เมื่อดูจากพละกำลังของอสูร ก็ไม่น่าจะเป็นเว่ยโหย่วเต้าและคนอื่นๆ แต่นอกจากพวกเขาแล้ว จะมีใครที่มีความสามารถถึงขนาดเข้าท้าทายกรงสิบอสูรได้?
เพราะถ้าไม่ใช่นักฝึกอสูรกลุ่มนี้ จะไม่มีใครกล้าเข้ารับการทดสอบที่แทบไม่มีหวังว่าจะชนะ!
“เข้าท้าทายกรงสิบอสูร? บ้าไปแล้ว! สงสัยอยากตายเต็มที ไม่อย่างนั้นก็คงอยากสร้างชื่อให้ตัวเองสักครั้งก่อนตาย!”
ชายหนุ่มคนหนึ่งในหมู่ฝูงชนยืนกอดอกและจ้องลงไปยังกรงอสูรที่อยู่ด้านล่างด้วยสายตาดูถูก
เขาคืออัจฉริยะผู้เป็นที่ยำเกรงของหลัวถังและคนอื่นๆ , เว่ยโหย่วเต้า!
“จริงด้วย เห็นคนแบบนี้มาไม่รู้เท่าไหร่แล้ว ตอนนี้สิ่งเดียวที่ผมอยากรู้ก็คือ แค่ด่านแรก หมอนั่นจะผ่านได้หรือเปล่า!”
ชายอีกคนที่ยืนข้างเขาพึมพำออกมา
นั่นคืออัจฉริยะของอีกคนหนึ่งของอาณาจักรชวนหยวน, เจียงหนานผิง
ทั้งคู่เป็นอัจฉริยะผู้เจิดจรัสที่สุด และยังเป็นเพื่อนรักกันด้วย
เมื่อได้ยินว่ามีใครคนหนึ่งเข้าท้าทายกรงสิบอสูร พวกเขาก็รีบมาดู
อยากรู้เหลือเกินว่าใครกันที่กล้าหาญขนาดนั้น
ไม่ว่าจะผ่านการทดสอบไปได้หรือไม่ พวกเขาก็ยังคิดว่าเรื่องนี้ไม่เข้าท่า
ยังไม่ต้องพูดถึงอสูรขั้นจื้อจุนที่อยู่ตรงปลายสุดอีกด้านหนึ่งของกรง ซึ่งมีวรยุทธสูงกว่าผู้เข้าท้าทายถึง 2 ขั้นย่อย, ลำพังแค่ด่านแรก ผู้เข้าท้าทายก็จะต้องเผชิญหน้ากับอสูรถึง 4 ตัวซึ่งมีวรยุทธต่ำกว่าเขาเพียงเล็กน้อย แค่ด่านแรกด่านเดียวก็แทบหมดหวังแล้ว
“ด่านแรกจะมีหมาป่าลมกรดซึ่งมีวรยุทธจงซรือขั้นสูง 4 ตัว! อสูรชนิดนี้เคลื่อนไหวได้เร็วมาก และคุ้นเคยกับการโจมตีร่วมกันเป็นทีม สำหรับนักรบจงซรือขั้นสูงสุด จะทำให้ตัวหนึ่งยอมจำนนก็ยากแล้ว นี่มีตั้งสี่…พวกมันเอาชนะได้แม้แต่นักรบกึ่งจื้อจุน จงซรือขั้นสูงสุดน่ะหรือ? ฝันไปเถอะ!”
เว่ยโหย่วเต้าส่ายหน้า
“จริง แค่ด่านเดียว หมอนั่นก็เละแล้ว!”
เจียงหนานผิงก็ส่ายหน้า
“ก็รนหาที่เอง ก่อนจะเข้าท้าทายกรงสิบอสูร ผู้นั้นจะต้องเซ็นสัญญายินยอมรับความเป็นความตาย ว่าจะไม่มีสิทธิ์โทษใครหากตัวเขาต้องตายระหว่างการทดสอบ เพราะฉะนั้น ต่อให้ตายจริง ก็ช่วยไม่ได้!”
เว่ยโหย่วเต้าทำเสียงดูถูก ขณะที่เขากำลังจะพูดต่อ ก็พลันเห็นบางอย่าง “ดูสิ เขาออกมาแล้ว!”
เมื่อได้ยินคำนั้น ฝูงชนก็หันขวับไปมอง ในสนามประลองเบื้องล่าง พวกเขาเห็นชายหนุ่มคนหนึ่ง เดินเอื่อยๆ ไปยังด่านแรกของกรงสิบอสูร
“ดูเด็กมาก น่าจะอายุยังไม่ถึงยี่สิบ…”
“อายุน้อยขนาดนี้ แต่สำเร็จวรยุทธจงซรือขั้นสูงสุดแล้ว คงจะเก่งจริงๆ แต่ทำไมถึงรีบร้อนหาที่ตายแบบนี้?”
เมื่อเห็นหน้าตาของชายหนุ่มที่อยู่ด้านล่าง ฝูงชนก็พากันผงะ
“พี่เว่ยรู้จักเขาหรือเปล่า?”
เจียงหนานผิงก็ชะงักไป
เขารู้จักอัจฉริยะทุกคนที่อยู่ในเขตปกครองของอาณาจักรชวนหยวน แต่ไม่เคยเห็นเจ้าหนุ่มคนนี้เลย
“ข้าไม่เคยเห็น!” เว่ยโหย่วเต้าส่ายหน้า
“กล้าเข้าท้าทายกรงสิบอสูรตั้งแต่อายุแค่นี้ คุณคิดว่าเขาซ่อนไม้ตายไว้หรือเปล่า?”
เจียงหนานผิงขมวดคิ้ว
“ซ่อนไม้ตายหรือ? กรงสิบอสูรมีมากว่าพันปีแล้ว ยังไม่มีใครฝ่าด่านได้สำเร็จสักคน ต่อให้ซ่อนไม้ตายไว้มากแค่ไหน ก็ไม่มีทางทำได้หรอก อย่างมากก็แค่ไอ้ขี้โม้อีกคนที่พยายามจะทำให้ใครต่อใครชื่นชม!” เว่ยโหย่วเต้าโบกมืออย่างไม่แยแส
“เจ้าพูดถูก ดงอสูรแห่งอาณาจักรชวนหยวนตั้งขึ้นมากว่าพันปีแล้ว มีอัจฉริยะมากมายนับไม่ถ้วนที่เข้าท้าทายกรงสิบอสูร แต่ก็ยังไม่เคยมีใครทำสำเร็จ หมอนี่ก็คงอยากสร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง” เจียงหนานผิงแสดงความเห็นด้วย
“ข้าก็แค่สงสัยว่า ตอนสิ้นสุดการทดสอบ เขาจะยังมีลมหายใจเหลือพอจะฉลองชื่อเสียงของตัวเองหรือเปล่า…”
“นะ-นะ-นั่นมันเขา?”
“ลงไปได้อย่างไร? บ้าหรือเปล่า?”
ท่ามกลางสายตางุนงงของฝูงชน เมื่อเห็นคนที่อยู่ด้านล่าง หัวหน้าเฟิงกับนักฝึกอสูรหวังก็หน้าถอดสี ทั้งคู่แทบกัดลิ้นด้วยความตกใจ
“เจ้าสองคนรู้จักเขา?” หลัวถังหันขวับมาถามอย่างประหลาดใจ
“เขา…ก็คือคนที่ข้าพูดถึงบ่อยๆ นั่นแหละ…นักฝึกอสูรจาง!”
หัวหน้าเฟิงถึงกับผงะ เขากัดลิ้นอย่างแรงเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้ฝันไป
กำลังสงสัยอยู่ว่าคนชนิดไหนกันที่จะเข้าไปท้าทายกรงสิบอสูรที่แทบไม่มีทางเอาชนะได้ นึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็นเด็กหนุ่มที่เขาเพิ่งพบเมื่อเดือนก่อน…จางเซวียน!
ก็เขาไปอาณาจักรเทียนหวู่ไม่ใช่หรือ?
ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่?
แถมยังเข้าท้าทายกรงสิบอสูรด้วย!
รู้หรือเปล่าว่ามันอันตรายแค่ไหน?
ว่าแต่…เขาเป็นนักรบทงฉวนขั้นสูงสุดไม่ใช่หรือ? กลายเป็นนักรบจงซรือขั้นสูงสุดตั้งแต่เมื่อไหร่?
หัวหน้าเฟิงเกิดความสงสัยมากมาย ความคิดตีกันจนเวียนหัวไปหมด
จะบ้าตาย นี่มันอะไรกัน?
“เขาคือจางเซวียน?”
หลัวถังอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะพึมพำอย่างดูถูก “พวกเจ้าก็พร่ำพูดถึงเขาเสียราวกับเป็นเทวดา นึกว่าจะไร้เทียมทานขนาดไหน…สุดท้าย ก็แค่ไอ้ขี้โม้โง่เง่า!”
ทั้งหัวหน้าเฟิงและนักฝึกอสูรหวังต่างยกย่องจางเซวียนให้เขาได้ยินครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้ความภาคภูมิใจในตัวเขาต้องมัวหมองไป
เห็นผู้อาวุโสทั้งสองชื่นชมเสียขนาดนั้น หลัวถังจึงคิดว่าจางเซวียนต้องเป็นนักฝึกอสูรที่ไร้เทียมทานจริงๆ แต่แล้วอีกฝ่ายก็กลับกลายเป็นแค่ไอ้ขี้โม้โง่เง่าคนหนึ่งที่บุกเข้าไปในกรงสิบอสูรโดยขาดความยั้งคิด
อัจฉริยะ? ชิ!
เข้าท้าทายกรงสิบอสูร คงรู้ดีเฉพาะเรื่องยกหางตัวเองเท่านั้นแหละ! ข้าจะรอดูแกถูกอสูรฉีกเป็นชิ้นๆ …
เมื่อคิดแบบนั้น นัยน์ตาของหลัวถังก็เปล่งประกายเหยียดหยาม
“อัจฉริยะ? เจ้าหมายถึงอัจฉริยะเรื่องรนหาที่ตายน่ะสิ ใช่ไหม?”
เมื่อได้ยินบทสนทนาระหว่างพวกเขา ฟางจิ้นก็ตั้งคำถามอย่างดูถูกอีกคนหนึ่ง
ต่อให้อัจฉริยะสักคนจะมั่นใจในตัวเองแค่ไหน ถึงอย่างไรก็ต้องมีขอบเขต เพียงเพื่อหยดเลือดของอสูรวิเศษ การเข้าท้าทายกรงสิบอสูรที่ไม่มีทางเอาชนะได้ถือเป็นการตัดสินใจที่งี่เง่าสุดๆ
“จางเซวียน ระวังตัวด้วยนะ…”
โม่หยู่ จ้าวหย่า และคนอื่นๆ จ้องมองลงมาจากด้านบนอย่างกระวนกระวาย
โม่หยู่กำลังสงสัยอยู่ว่า การที่จางเซวียนเข้ามาที่ดงอสูรนี้จะเกี่ยวข้องกับการยกระดับวรยุทธของเขาอย่างไร แต่เมื่อเห็นเขาเข้าท้าทายกรงสิบอสูร ก็รู้ในทันทีว่าเป็นเพราะ…หยดเลือดอสูรวิเศษ!
ถึงเลือดอสูรวิเศษจะเพิ่มพละกำลังได้จริง…แต่มันคุ้มค่ากับการเสี่ยงแล้วหรือ?
มีอสูรอยู่ถึง 10 ตัว และทุกตัวก็สังหารนักรบคนหนึ่งได้อย่างง่ายดาย ต่อให้เจ้าใช้ความสามารถในการฝึกอสูรอันเหนือชั้นของเจ้าฝ่าด่าน 2 ขั้นแรกไปได้ แล้วที่เหลือล่ะ?
อสูรขั้นกึ่งจื้อจุนกับอสูรจื้อจุนขั้นต้น…ขนาดนักรบจื้อจุนขั้นกลางยังไม่อยากแตะต้องมันเลย
“ท่านอาจารย์จะต้อง…ทำได้แน่ๆ” จ้าวหย่าพูด
นางเชื่อมั่นในตัวอาจารย์จนหมดหัวใจ แต่อันตรายที่เห็นอยู่ตรงหน้าก็ยังทำให้อดห่วงไม่ได้
“เขาจะต้องทำได้…”
โม่หยู่ก็พยักหน้า แต่ดูเหมือนปลอบใจตัวเองเสียมากกว่า
ตรงกันข้ามกับความตึงเครียดและการดูถูกเหยียดหยามของผู้ชมด้านบน
จางเซวียนดูผ่อนคลายมาก
เพื่อการล้างแค้นให้ลู่ชง เขาจะต้องแข็งแกร่งกว่านี้ แม้จางเซวียนจะได้รวบรวมหนังสือเทคนิควรยุทธขั้นจื้อจุนไว้มากพอที่จะประมวลเป็นเคล็ดวิชาเทียบฟ้าขั้นจื้อจุนแล้ว แต่ก็ยังต้องการหินวิเศษอีกมากเพื่อยกระดับวรยุทธ ดังนั้น จึงเหลือแค่วิธีเดียวที่จะทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างรวดเร็ว…เลือดอสูรวิเศษ!
ตราบใดที่เขามีเลือดอสูรวิเศษมากพอ ด้วยเคล็ดวิชาร่างนวโลหะขั้น 2, เขาจะสามารถยกระดับพละกำลังของร่างกายให้เทียบเท่ากับนักรบจื้อจุนขั้นสูงสุดได้อย่างรวดเร็วมาก
เลือดอสูรวิเศษนั้นล้ำค่าอย่างไม่มีสิ่งใดเทียบ ทางดงอสูรจึงแทบไม่เคยขายให้คนนอก แต่ต่อให้ขาย จางเซวียนก็ไม่มีปัญญาซื้ออยู่ดี
และด้วยความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ก็ไม่อาจใช้กำลังแย่งชิงมันมาได้ ดังนั้น วิธีเดียวที่ยังเหลืออยู่ก็คือการเข้าท้าทายกรงสิบอสูร
ตามที่หนังสือว่าไว้ หากเขาทำสำเร็จ ก็จะได้รับเลือดอสูรวิเศษ 1 หยด
เฮ่อ!
จางเซวียนถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขามองหมาป่าลมกรดทั้ง 4 ตัวที่เป็นการทดสอบด่านแรก และยิ้มน้อยๆ
“เข้ามา!”
จากนั้นก็เดินตรงเข้าหาหมาป่าลมกรด 4 ตัวนั้น
“พุ่งเข้าใส่เลย?”
“หมอนั่นคิดจะใช้กำลัง?”
“เขาต้องเพี้ยนแน่! อันที่จริงในการเข้าฝ่าด่านต่างๆ ของกรงสิบอสูร ควรจะใช้ทักษะการฝึกอสูรประกอบกับพละกำลัง อย่างน้อยที่สุดก็น่าจะโยนอาหารหรืออะไรสักอย่างให้เพื่อเอาชนะใจอสูร ก่อนจะพยายามทำอย่างอื่น นี่จะบุกเข้าไปดื้อๆ เพื่อให้มันโกรธน่ะหรือ?”
“เละแน่ หมาป่าลมกรดโมโหแล้ว…”
กรงสิบอสูรไม่ใช่แค่การวัดความสามารถในการต่อสู้ แถมยังไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่ใครสักคนจะเอาชนะอสูรอันทรงพลังจำนวนมากขนาดนั้นได้ภายใน 2 ชั่วโมง!
วิธีการทั่วไปที่ใช้ในการฝึกอสูรก็คือการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับอสูร เพื่อให้ผ่านอาณาเขตของพวกมันไปได้โดยสวัสดิภาพ
แต่นี่ยังไม่พูดไม่จาสักคำ หมอนั่นก็พุ่งเข้าไปดื้อๆ ราวกับไม่มีสมอง
นี่จะเชิญหมาป่าลมกรดให้มาฉีกเนื้อตัวเองเป็นชิ้นๆ หรือไง?



