ตอนที่ 421 ข้าอยากท้าทายกรงสิบอสูร (2)
แม้จางเซวียนจะได้ศึกษาเทคนิควรยุทธที่ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้ร่างกาย ทำให้เขามีพละกำลังถึง 10000 ติ่ง และสามารถรับมือกับผู้ที่มีวรยุทธสูงกว่าได้
แต่วานรแขนเหล็กสีทองก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่จะเอาชนะได้ง่ายๆ เลย!
ความได้เปรียบของมันอยู่ที่การมีความสามารถรอบด้าน ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็ปราศจากข้อบกพร่อง แม้ไอ้หนุ่มคนนั้นจะเก่งพอตัว แต่ก็ไม่น่าจะมีโอกาส
ยิ่งสู้กันยาวไป ข้อบกพร่องก็ปรากฏขึ้นในท่วงท่าของชายหนุ่มทีละอย่าง ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้วานรแขนเหล็กเข้าโจมตีได้
ในความเห็นของหัวหน้าเซี่ยจิ๋วเฉิน ถ้าจางเซวียนไม่ได้มีไม้ตายอื่นซ่อนไว้ ถึงอย่างไรก็ต้องแพ้
“น่าเสียดายจริงๆ …”
ผู้อาวุโสสูงสุดเว่ยยู่ฉิงก็ได้ข้อสรุปแบบเดียวกัน เขาถอนหายใจ แต่ขณะที่กำลังจะพูดต่อ ก็หน้าตาตื่นขึ้นมาทันที “หัวหน้า…”
ไม่จำเป็นต้องพูดต่อ เพราะหัวหน้าเซี่ยจิ๋วเฉินก็เห็นภาพนั้น เขาหน้าซีดเผือด ตาถลนจนแทบปะทุออกมา
ด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง ยังไม่ทันที่ใครจะรู้ตัว จู่ๆ บรรยากาศระหว่างชายหนุ่มกับวานรแขนเหล็กสีทองที่เพิ่งจะสู้กันอย่างดุเดือดอยู่เมื่อครู่ ก็แปรเปลี่ยนเป็นความสัมพันธ์ฉันมิตร ราวกับเป็นเพื่อนรักกันมาหลายสิบปี
วานรแขนเหล็กสีทองที่แสนจะดุร้าย
ที่เมื่อครู่ก่อนยังตั้งหน้าตั้งตาจะฉีกจางเซวียนเป็นชิ้นๆ ตอนนี้มันกำลังตบไหล่เขาด้วยสีหน้าของพี่ชายที่พยายามจะบอกว่า ‘เราจะปกป้องนายเอง’
ไม่ใช่แค่ทั้งคู่ที่ตกตะลึง ผู้ชมคนอื่นๆ ก็ถึงกับไปไม่เป็น
นี่…นี่มันอะไร?
กำลังจะฆ่ากันอยู่หยกๆ แต่อีกพริบตาเดียว…ก็กลายเป็นแบบนี้?
ต่อให้เจ้าทั้งคู่รู้จักกันมาก่อน อย่างน้อยก็น่าจะมีสัญญาณอะไรบ้าง ไอ้การเปลี่ยนแปลงท่าทีปุบปับขนาดนี้มันคืออะไร?
“ตอนที่กำลังปะทะกันน่ะ ข้าเห็นเขากระซิบอะไรสักอย่างกับวานรแขนเหล็กสีทอง แล้วท่าทีของเจ้านั่นก็เปลี่ยนไปทันที! เขาพูดอะไรนะ ถึงทำให้มันเปลี่ยนไปได้ขนาดนั้น?” เจียงหนานผิงพูดอย่างสงสัย
ตั้งแต่เขาพลาดการจับตาดูจางเซวียนสู้กับหมาป่าลมกรด เขาก็ตั้งใจเฝ้าดูสถานการณ์ต่อจากนั้นอย่างถี่ถ้วน ไม่กล้าละสายตาแม้แต่น้อย เพราะกลัวจะพลาดรายละเอียด
ดังนั้น แม้การเปลี่ยนแปลงท่าทีระหว่างจางเซวียนกับวานรแขนเหล็กสีทองจะเกิดขึ้นรวดเร็วมาก แต่เขาก็ยังจับรายละเอียดได้บางอย่าง…
ตอนที่วานรแขนเหล็กกำลังได้เปรียบ ริมฝีปากของชายหนุ่มก็สั่นเล็กน้อย ดูเหมือนเขาสื่อสารคำพูดบางอย่างหามันทางโทรจิต
และจากนั้น…ท่าทีของอสูรร้ายก็เปลี่ยนไปทันที
“ข้าก็เห็น แต่ว่า…แค่ประโยคเดียว จะทำให้วานรแขนเหล็กสีทองเปลี่ยนท่าทีได้ขนาดนั้นเลยหรือ? ไม่น่าเป็นไปได้นะ”
เว่ยโหย่วเต้าก็สงสัย
“ข้าก็คิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่…เจ้าเคยเห็นใครทำให้หมาป่าลมกรดกลายเป็นหมาบ้านน่าเอ็นดูด้วยการอัดมันหรือเปล่าล่ะ? เคยเห็นใครที่ใช้แค่หมัดเดียวก็ทําให้อสูรหัวเสือแกล้งตายไหม?” เจียงหนานผิงแย้ง
“เอ่อ…” เว่ยโหย่วเต้ามีสีหน้าครุ่นคิด
เอาจริงๆ ก็คือ ถ้าเขาไม่ได้เห็นกับตา จะไม่เชื่อเลยสักนิด
แต่ถึงเห็นกับตาก็ยังสงสัย เขาเริ่มไม่แน่ใจว่าอสูรอาจจงใจออมมือให้หมอนั่นหรือเปล่า แม้จะรู้ดีว่า ไม่มีทางที่ดงอสูรจะทำอะไรที่ไม่แฟร์แบบนั้น
“พูดก็พูดเถอะ ต่อให้หมอนั่นเอาชนะใจวานรแขนเหล็กสีทองได้ มันก็ไม่ปล่อยเขาไปหรอก! เพราะเจ้าตัวนี้เป็นอสูรของผู้อาวุโสโหย่ว และในเมื่อมันได้ให้สัญญาไว้แล้วว่าจะปกป้องด่านสุดท้ายโดยไม่ยอมให้ผู้เข้าท้าทายคนไหนผ่านไปได้ มันก็น่าจะรับผิดชอบคำพูดของมัน…”
เว่ยโหย่วเต้ามองลงไปด้านล่าง ถึงอย่างไรก็ยังไม่เข้าใจสถานการณ์
ต่อให้ชายหนุ่มคนนั้นใช้เล่ห์กลบางอย่างที่ทำให้อสูรตัวอื่นๆ ยอมอ่อนข้อให้ แต่ไม่มีทางที่เขาจะใช้วิธีเดียวกันกับวานรแขนเหล็กสีทองได้
เพราะวานรแขนเหล็กสีทองเป็นอสูรของผู้อาวุโสโหย่วแห่งดงอสูร และมันได้ให้สัญญาแล้วว่าจะปกป้องด่านนี้จนกระทั่งลมหายใจเฮือกสุดท้ายของมัน หมอนั่นอาจหว่านล้อมวานรแขนเหล็กในเรื่องการต่อสู้ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะยอมปล่อยให้เขาไป!
เว่ยโหย่วเต้ายังพูดไม่ทันจบ เสียงก้องกังวานของชายหนุ่มก็ดังขึ้น
“พี่วานร ช่วยหลบไปหน่อยเถอะ ข้าจะได้ผ่านไปได้!”
วานรแขนเหล็กสีทองพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น มันเปิดทางให้โดยไม่ลังเล แถมยังยกมือเบ้อเร่อเท่อของมันขึ้นโบกอำลาชายหนุ่มด้วย
“ข้าว่า…มันคงเลือกที่จะไม่ทำหน้าที่แล้ว…” เจียงหนานผิงพูด
“….” เว่ยโหย่วเต้า
จางเซวียนกล่าวอำลาวานรแขนเหล็กสีทอง
ไม่มีข้อบกพร่องไหนที่จะถูกซุกซ่อนจากหอสมุดเทียบฟ้าได้ วานรแขนเหล็กสีทองเกิดมาพร้อมกับข้อบกพร่องบางอย่าง และจางเซวียนได้บอกวิธีแก้ปัญหาให้มัน อย่าว่าแต่จะขอเปิดทางเลย ต่อให้เขาสั่งให้มันมาเป็นอสูรของตัวเอง มันก็คงตกลงโดยไม่รีรอ
ตราบใดที่อสูรตัวหนึ่งยังไม่ได้ถูกฝึกให้เชื่องอย่างสมบูรณ์และยังไม่ได้ทำสัญญา การที่มันจะเปลี่ยนเจ้าของก็ไม่ใช่ปัญหา
เรื่องนี้ก็เหมือนกับกรณีนกอินทรีสีเขียวอ่อน แม้ว่าโม่หยู่จะหมดเงินทองไปมากมายกับการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจในตัวมัน มันก็ยังผละจากเธอมาหาจางเซวียนได้หลังจากที่โดนซ้อม
ไม่ช้า จางเซวียนก็เดินมาถึงสุดปลายอีกด้านหนึ่งของกรงสิบอสูร เขายกมือขึ้นสัมผัสกำแพงที่อยู่ปลายสุดของทางเดินนั้น และแสงเจิดจ้าก็เรืองรองออกมา
การฝ่าด่านกรงสิบอสูร สำเร็จ!
“เขาผ่าน…ผ่านฉลุยแบบนี้เลย? ใช้เวลาแค่ไหน?” หัวหน้าเซี่ยจิ่วเฉินตั้งคำถาม
“เอ่อ…” ผู้อาวุโสสูงสุดเว่ยยู่ฉิงปากสั่นขณะที่ตอบว่า “ราว…ครึ่งเวลาน้ำชา!”
“ครึ่งเวลาน้ำชา?” หัวหน้าเซี่ยจิ่วเฉินขมวดคิ้ว
โดยปกติ การเข้าท้าทายกรงสิบอสูรจะต้องใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง
หนึ่งเวลาน้ำชา คือ 1 ใน 4 ส่วนของ 1 ชั่วโมง
ดังนั้น ครึ่งเวลาน้ำชาก็คือ 1 ใน 8 ส่วนของ 1 ชั่วโมง เขาทำให้อสูรทั้งสิบตัวยอมจำนนและผ่านทั้ง 4 ด่านได้โดยใช้เวลา 7 นาทีกว่าๆ เท่านั้น…
“ที่สำคัญ…เวลาส่วนใหญ่ก็เสียไปกับการเดิน ถ้าจะนับเฉพาะเวลาที่เขาเผชิญหน้ากับอสูรล่ะก็… รวมแล้วก็ไม่กี่สิบอึดใจเท่านั้น!” ผู้อาวุโสสูงสุดเว่ยยู่ฉิงพูดต่อ
การฝ่าด่านกรงสิบอสูรได้ในครึ่งเวลาน้ำชาก็อัศจรรย์พอแล้ว แต่เขาใช้เวลากับอสูรจริงๆ แค่ไม่กี่สิบอึดใจเท่านั้น…
ถ้าลูกน้องของเขามารายงานเรื่องแบบนี้ให้ฟังโดยที่เขาไม่ได้เห็นกับตา เขาคงจะสั่งลงโทษอีกฝ่ายโทษฐานโป้ปดมดเท็จ
“หัวหน้าเซี่ย ข้าผ่านไหม?”
ขณะที่ยังตาค้างอยู่ ชายหนุ่มก็เดินเข้ามาหา
“ผ่านสิ เจ้าผ่าน…” หัวหน้าเซี่ยจิ่วเฉินรีบพยักหน้า
ถ้าแบบนี้ไม่เรียกว่าผ่าน แล้วแบบไหนถึงจะผ่าน?
“ถ้าอย่างนั้นก็…เลือดอสูรวิเศษของข้าล่ะ?”
ชายหนุ่มจ้องหน้าเขา
“ไปที่เฉลียงด้านบนดีกว่า ข้าอยากประกาศตัวคุณต่อหน้าฝูงชนด้วย!” หัวหน้าเซี่ยจิ่วเฉินยิ้ม
ช่างเป็นเรื่องน่ายินดีนักที่มีคนฝ่าด่านกรงสิบอสูรได้ขณะที่เขาเป็นผู้นำ จึงเป็นธรรมดาที่เขาอยากประกาศให้โลกรู้
“ก็ได้!”
จางเซวียนพยักหน้า
ไม่ช้าทั้งคู่ก็มาถึงเฉลียง
“เหล่านักฝึกอสูรและบรรดามิตรสหายแห่งดงอสูรของเรา ข้าเชื่อว่าพวกเจ้าคงได้เห็นการเข้าท้าทายกรงสิบอสูรอย่างอาจหาญของชายหนุ่มคนนี้แล้ว”
เมื่อไปถึงเฉลียง หัวหน้าเซี่ยจิ่วเฉินก็รับกล่องหยกมาจากมือของผู้อาวุโสคนหนึ่ง เขากวาดสายตามองฝูงชนที่อยู่ด้านล่างและประกาศด้วยเสียงดังฟังชัด
“น่าทึ่งจริงๆ !”
“อยากรู้เหลือเกินว่านักฝึกอสูรคนนั้นชื่ออะไร เพราะจากนี้ไปเขาจะเป็นไอดอลของข้า! ข้าจะตั้งใจฝึกฝนอย่างหนักโดยมีเขาเป็นเป้าหมาย”
“โดยมีเขาเป็นเป้าหมาย? นี่ไม่คิดว่าตัวเองจะใฝ่สูงไปหน่อยหรือไง? ถึงอย่างไรก็ไปไม่รอด ข้าว่า…เจ้าน่ะ มองแค่เจียงหนานผิงกับเว่ยโหย่วเต้าเป็นเป้าหมายก็พอ หรือไม่อย่างนั้นก็หลัวถัง ฟางจิ้น หรือคนอื่นๆ ก็ได้!”
“…ก็ถูกนะ!”
เกิดเสียงอื้ออึงเซ็งแซ่อยู่ด้านล่าง
เมื่อได้ยินการถกเถียงนั้น ทั้งหลัวถัง, ฟางจิ้น, เว่ยโหย่วเต้า, และเจียงหนานผิงซึ่งเพิ่งจะเป็นจุดสนใจอยู่เมื่อครู่ก็พากันหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย ถ้ามีร่องมีรูให้มุดก็คงจะมุดลงไปแล้ว
พวกเขาคิดว่าตัวเองเป็นจุดสูงสุดของอาณาจักรชวนหยวน เพิ่งจะรู้ตัวเดี๋ยวนี้เองว่าอีกฝ่ายทิ้งห่างไปไกลสุดกู่ เรียกได้ว่าคนละชั้น!
ผ่านทุกด่านของกรงสิบอสูรได้ในครึ่งเวลาน้ำชา แค่ผลการทดสอบนี้ก็มากพอจะทำให้พวกเขาสิ้นหวังแล้ว
“ตามกฎของดงอสูร รางวัลสำหรับการผ่านด่านกรงสิบอสูรได้คือเลือดอสูรวิเศษหนึ่งหยด ในเมื่อนักฝึกอสูรจางทำสำเร็จ ผมก็จะมอบรางวัลให้เดี๋ยวนี้!”
เสียงของหัวหน้าเซี่ยจิ่วเฉินดังกังวานไปโดยรอบ
เขาเปิดกล่องหยก และขวดใบหนึ่งที่มีหยดเลือดกลิ้งอยู่ภายในก็ปรากฏแก่สายตาของทุกคน ดูเหมือนมันจะขับให้รัศมีของความเป็นผู้เชี่ยวชาญอันไร้เทียมทานเปล่งประกายออกมา สร้างความกดดันให้กับทุกคนที่อยู่บริเวณนั้น
เลือดอสูรวิเศษ!
“นักฝึกอสูรจาง ยินดีด้วย!”
หัวหน้าเซี่ยจิ่วเฉินมอบกล่องหยกให้จางเซวียนพร้อมกับยิ้มกว้าง
“อือ!” จางเซวียนรับกล่องหยกไว้
เขามาที่ดงอสูรก็เพื่อสิ่งนี้ เมื่อเป้าหมายแรกสำเร็จแล้ว จางเซวียนจึงรู้สึกดีมาก
“นับจากวันนี้ไป ข้าหวังว่าทุกคนจะขยันหมั่นเพียรฝึกฝนวรยุทธโดยถือเอานักฝึกอสูรจางเป็นตัวอย่าง ด่านกรงสิบอสูรพร้อมเปิดรับให้นักฝึกอสูรทุกคนมาพิสูจน์ความสามารถเสมอ!”
รู้ดีว่านี่เป็นโอกาสงามในการผลักดันเรื่องนี้ หัวหน้าเซี่ยจิ่วเฉินลูบเคราและหัวเราะหึๆ “ไม่ว่าจะเป็นใคร ขอให้ผ่านด่านนี้ไปได้ ทางดงอสูรของเราก็จะมอบหยดเลือดอสูรวิเศษให้!”
“ข้าเชื่อว่าคงไม่ต้องอธิบายประโยชน์ของมัน ฝึกฝนให้หนักเข้าไว้ ตราบใดที่พวกเจ้าทุ่มเท ก็มีแต่ท้องฟ้าเท่านั้นที่จะกั้นเจ้าไว้ได้…” หัวหน้าเซี่ยจิ่วเฉินประกาศอย่างภาคภูมิใจ
ถ้าจะว่ากันตามตรง คำพูดของเขาสร้างแรงบันดาลใจได้มาก
เมื่อได้เห็นรางวัล พวกเขาก็มองเห็นโอกาสที่จะได้ไปยืนในจุดเดียวกับจางเซวียน…
สิ้นเสียงนั้น ความชุลมุนก็เกิดขึ้นด้านล่าง นักฝึกอสูรรุ่นหลังๆ หลายคนพากันหน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น พวกเขากำหมัดแน่น
เลือดอสูรวิเศษมีประโยชน์อย่างยิ่งทั้งกับมนุษย์และอสูร ทุกหยดล้วนคุ้มค่าต่อความพยายาม ไม่มีนักฝึกอสูรคนไหนจะปฏิเสธรางวัลนี้
ก็ในเมื่อมีคนผ่านด่านกรงสิบอสูรได้ แล้วทำไมเราจะทำไม่ได้ล่ะ?
คลื่นของความตื่นเต้นร้อนรนแผ่ซ่านไปทั่วฝูงชน
“หัวหน้า ข้าอยากเข้าท้าทายกรงสิบอสูรด้วย!”
“ข้าก็อยากลอง…”
ในช่วงเวลาแค่ 2-3 อึดใจ นักฝึกอสูรมากกว่า 12 คนก็ลุกฮือขึ้นมา
เห็นใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจอยู่ด้านล่าง หัวหน้าเซี่ยจิ่วเฉินพยักหน้าอย่างพอใจ ขณะที่เขากำลังจะพูดต่อ ชายหนุ่มที่ยืนข้างๆ ก็เก็บหยดเลือดอสูรวิเศษเข้าไปในแหวนเก็บสมบัติ และจ้องหน้าเขาอย่างมีความนัยบางอย่าง
“หัวหน้า ในเมื่อทุกคนก็สามารถเข้าท้าทายกรงสิบอสูรได้ ถ้าข้าจะเข้าไปใหม่ก็คงไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม?”
เลือด 2 หยดที่เขาได้มาจากหลินโหลวเทียนทำให้เขามีพละกำลังแค่ 9999 ติ่ง ยังไม่ถึงขั้นจื้อจุนด้วยซ้ำ
ต่อให้หยดที่เพิ่งได้มาใหม่จะทำให้เขาฝ่าด่านคอขวดไปได้ แต่ก็ยังห่างไกลนักกับจื้อจุนขั้นสูงสุด
หากต้องการล้างแค้นให้ลู่ชง อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีพละกำลังระดับนั้น
ด้วยเหตุนี้ จางเซวียนจึงต้องการหยดเลือดอสูรวิเศษมากขึ้นอีก
“เจ้าว่าอะไรนะ?”
หัวหน้าเซี่ยจิ่วเฉินชะงักกับคำถามของจางเซวียน เขาทำอะไรไม่ถูกไปครู่หนึ่ง
“ข้าพูดว่า…ข้าอยากท้าทายกรงสิบอสูรอีกครั้ง!” จางเซวียนตอบ
“เจ้าจะเข้าท้าทายมันอีก?” หัวหน้าเซี่ยจิ๋วเฉินถึงกับหน้าตาเหยเก “ก็เจ้าเพิ่งจะผ่านมันมาได้ไม่ใช่หรือ?”
“ก็ถูก แต่ท่านก็เพิ่งพูดไปนี่ว่า ‘ไม่ว่าจะเป็นใคร ตราบใดที่ผ่านด่านนี้ไปได้ ดงอสูรก็จะมอบหยดเลือดอสูรวิเศษให้’ ข้าอยากได้เลือดอสูรวิเศษมากกว่านี้ เพราะฉะนั้นก็ต้องท้าทายมันอีก!” จางเซวียนตอบอย่างเอาจริง
“ท้าทายอีก?”
หัวหน้าเซี่ยจิ่วเฉินถึงกับเซ
นี่เจ้าเพิ่งผ่านด่านไปได้โดยใช้เวลาแค่ครึ่งเวลาน้ำชา ขืนเราปล่อยให้เจ้าเข้าไปซ้ำแล้วซ้ำอีก ดงอสูรของเรามิล้มละลายหรือไง?
หยดเลือดอสูรวิเศษนี้มีค่าขนาดไหน ดูสิว่าขนาดดงอสูรแห่งอาณาจักรชวนหยวนยังมีไม่มากเลย…
“ใช่สิ!” จางเซวียนพยักหน้าอย่างจริงจังสุดๆ เขาชูมือขึ้นมาและตั้งต้นนับนิ้ว “อย่าห่วงน่ะ ข้าไม่โลภมากหรอก แค่ให้ข้าเข้าท้าทายมันอีก 20 ครั้งก็พอ!”
“….”
หัวหน้าเซี่ยจิ่วเฉินยืนโงนเงน เขาแทบร่วงลงมาจากเฉลียง



