Skip to content

Library Of Heaven’s Path 445

Library Of Heaven's Path
BC

ตอนที่ 445 ยกระดับวรยุทธให้โม่หยู่

โม่เทียนเชว่, ผู้เป็นฮ่องเต้แห่งอาณาจักรเทียนหวู่ได้ฟูมฟักลูกสาวของเขามาเป็นอย่างดี เพื่อให้ได้เป็นจักรพรรดินีของอาณาจักร แม้โม่หยู่จะอายุยังน้อย แต่เธอก็คุ้นเคยกับขั้นตอนและกระบวนการดูแลบ้านเมืองเป็นอย่างดี

C

ฮ่องเต้คิดว่าเธอจะต้องเป็นผู้ปกครองอาณาจักรเทียนหวู่ได้ดีกว่าตัวเขาแน่

“เธอ?”

จ้าวเฟยอู่ถึงกับงง แต่ก็อดแย้งไม่ได้ “เธอมีวรยุทธแค่ขั้นจงซรือเท่านั้น…”

อาณาจักรชวนหยวนเต็มไปด้วยนักรบจื้อจุน หากเป็นแค่นักรบขั้นจงซรือ ก็ไม่แข็งแกร่งพอที่จะกุมอำนาจของทั้งอาณาจักรได้

“ระดับวรยุทธของเธอยังอ่อนด้อยก็จริง แต่ด้วยอายุเพียงเท่านี้ ก็ถือว่าเป็นอัจฉริยะแถวหน้าแล้วหากเธอได้รับทรัพยากรในการฝึกฝนวรยุทธอย่างเพียงพอ การที่ในอนาคตเธอจะก้าวขึ้นเป็นนักรบผู้แข็งแกร่งพอที่จะครอบครองอาณาจักร ก็ไม่ใช่เรื่องยาก!”

แม้จะมาจากอาณาจักรขั้น 1,แต่ด้วยวัยเพียงเท่านี้ โม่หยู่ก็ถือว่ามีระดับวรยุทธสูงแล้ว หากเธอมีสิทธิ์ในการเข้าถึงทรัพยากรของอาณาจักรชวนหยวนเมื่อไหร่ วรยุทธของเธอจะต้องพุ่งพรวดอย่างแน่นอน ต่อไป การจะสำเร็จวรยุทธจื้อจุนขั้นสูงสุดหรือแม้แต่ได้เป็นนักรบเหนือมนุษย์ก็ไม่ใช่แค่ความฝัน

“ผมก็เชื่อมั่นในความปราดเปรื่องของเธอ แต่ในเวลานี้ล่ะ? ผู้คนต่างจิตใจระส่ำระสายเต็มที หากไม่มีผู้ปกครองที่แข็งแกร่งพอ ผมกลัวว่าจะเกิดความปั่นป่วนโกลาหลขึ้น!”

จ้าวเฟยอู่ถึงกับใบ้กินเมื่อเห็นว่าจางเซวียนไม่รู้ประสีประสาเอาเสียเลย

ไม่ใช่ทุกคนที่จะขึ้นเป็นผู้ครองอาณาจักรได้ อย่างน้อยๆก็จะต้องมีระดับวรยุทธที่เหนือชั้นกว่าคนอื่น เพราะใครเล่าจะอยากเชื่อฟังคนอ่อนแอ?

หากไม่มีพละกำลังที่แข็งแกร่งพอ ต่อให้โม่หยู่ได้ขึ้นครองบัลลังก์โดยมีสมาพันธ์นานาอาณาจักรหนุนหลัง เธอก็คงจะถูกคู่แข่งลอบสังหารแน่

อีกอย่าง บัลลังก์ของผู้ครอบครองอาณาจักรอันทรงเกียรตินั้นถือว่ามีเกียรติยศและศักดิ์ศรีล้นฟ้า ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างหมายตาตำแหน่งนี้

การเลือกผู้อ่อนแอขึ้นมาเป็นจักรพรรดินีก็มีแต่จะนำความเดือดร้อนโกลาหลมาให้ อาณาจักรอาจลุกเป็นไฟ และถึงกาลล่มสลายในที่สุด

“ถ้าอย่างนั้นก็…” เมื่อรู้แล้วว่าความคิดของตัวเองช่างตื้นเขินนัก จางเซวียนก็ได้แต่เกาหัวอย่างขัดเขิน จากนั้นก็หันไปตั้งคำถามกับโม่หยู่ “คุณอยากสำเร็จวรยุทธจื้อจุนขั้นสูงสุดไหม?”

“ต้องอยากอยู่แล้วล่ะ!”

โม่หยู่ไม่รู้ว่าจางเซวียนคิดอะไร แต่ก็พยักหน้า

ใครกันที่ไม่อยากจะแข็งแกร่งกว่าเดิม?

ว่าแต่…วรยุทธจื้อจุนขั้นสูงสุดมันสำเร็จกันง่ายๆแบบนั้นเลยหรือ?

ในบรรดานักรบมากมายนับไม่ถ้วนทั่วโลก มีแค่ไม่ถึงหนึ่งในหมื่นที่สำเร็จวรยุทธถึงขั้นอันเป็นตำนานนั้น ความยากของมัน…เรียกได้ว่าเกินจะบรรยาย

จ้าวเฟยอู่ก็งงกับคำพูดของจางเซวียน

มาพูดอะไรกันตอนนี้?

“ดีแล้ว ถ้างั้นก็อ้าปาก!”

ไม่สนใจสายตางุนงงของใครทั้งนั้น จางเซวียนกระดิกนิ้ว

ยังไม่ทันที่โม่หยู่จะได้ตอบโต้ เมล็ดบัวแดงเดือดก็ถูกดีดเข้าไปในปากของเธอ

มันละลายทันที พร้อมกับพลังงานแผดเผารุนแรงที่ซึมซาบเข้าสู่ทางเดินพลังปราณ แต่วรยุทธของโม่หยู่ยังอ่อนด้อยเกินกว่าจะรับมือกับพลังหนักหน่วงขนาดนั้น ร่างของเธอจึงอ่อนปวกเปียกและแทบทรุดลงไปกองกับพื้น

“นั่งลง!” จางเซวียนออกคำสั่งทันที

“ได้!”

โม่หยู่รีบทรุดตัวลงนั่งโดยไม่กล้าอิดออด จากนั้นก็รู้สึกได้ว่ามีฝ่ามือขนาดใหญ่วางลงบนกระหม่อมของเธอ

บึ้ม!

พลังปราณอันบริสุทธิ์และเข้มข้นซึมซาบเข้าไปทั่วร่าง และควบคุมอานุภาพของพลังงานแผดเผาที่มาจากเมล็ดบัวแดงเดือดเอาไว้ มันควบคุมพลังเดือดพล่านนั้นให้ไหลเวียนอย่างสมบูรณ์แบบไปทั่วร่างของเธอ

ป๊อก ป๊อก ป๊อก!

เกิดเสียงดังป๊อกขึ้นอย่างต่อเนื่อง โม่หยู่รู้สึกตัวเบาขึ้นมาทันใด ด่านคอขวดที่เคยขวางเธอไว้สลายตัวไปในทันที

จงซรือขั้นกลาง!

จงซรือขั้นสูง!

จงซรือขั้นสูงสุด!

กึ่งจื้อจุน!

…..

รังสีของโม่หยู่เข้มข้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“เฮ้ย ไม่…”

จ้าวเฟยอู่จ้องตาแทบถลน

นึกแล้วว่าชายหนุ่มคนนี้ต้องมีอะไรสักอย่าง และเธอก็คิดถูก!

ทำให้คนคนหนึ่งฝ่าดานวรยุทธได้อย่างต่อเนื่องในชั่วพริบตา แม้แต่ปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวขั้นสูงสุดที่สมาพันธ์นานาอาณาจักรก็ยังทำแบบนี้ไม่ได้!

คุณ…ยังเป็นมนุษย์อยู่หรือเปล่า?

ไม่สงสัยแล้วว่าทำไมซุนฉางถึงจ้องหน้าเธออย่างเหยียดหยาม เมื่อได้เห็นวิธีการของจางเซวียนแล้ว ก็รู้เลยว่านอกเหนือจากสมาพันธ์นานาอาณาจักรแล้ว โลกภายนอกยังกว้างใหญ่กว่าที่เธอรู้จักอีกมาก

“ทำให้คนอื่นฝ่าด่านวรยุทธได้ง่ายขนาดนี้…”

จินชงไห่ถึงกับปากคอแห้งผาก

ตัวเขาเป็นนักรบเหนือมนุษย์ แต่ก็ทำแบบนี้ไม่ได้ แถมยังไม่เคยเห็นใครทำได้มาก่อนด้วย แต่ชายหนุ่มคนนี้ทำได้อย่างง่ายดายราวกับเดินเล่นชมสวน…

อยากรู้เหลือเกินว่ามีอะไรบ้างที่คุณทำไม่ได้?

มีปีศาจพรรค์นี้ปรากฏตัวขึ้นในอาณาจักรเทียนหวู่ตั้งแต่เมื่อไร น่าสะพรึงเหลือเกิน…

ประธานหลัวเฉียนหงก็หน้าตาบูดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัว ถ้าไม่ใช่เพราะสภาพจิตใจที่ยังเข้มแข็งอยู่ เขาคงเป็นบ้าไปเสียแล้ว

ในฐานะปรมาจารย์ เขารู้ดีว่าการจะทำแบบนี้ได้มันยากเย็นแค่ไหน

แค่ฝ่าด่านวรยุทธของตัวเองได้ทีละหลายๆขั้น ก็ถือว่าอัจฉริยะสุดๆแล้ว แต่ถึงกับทำแบบเดียวกันให้คนอื่นได้ด้วย นี่มัน…เทพไปกว่าอัจฉริยะธรรมดาเสียอีก

“นี่มัน…การถ่ายทอดวรยุทธ?”

คำคำหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของหลัวเฉียนหงทั้งที่ยังตัวสั่นอยู่

ว่ากันว่า ปรมาจารย์ผู้เก่งกาจไร้เทียมทานจะสามารถคิดค้นเทคนิควรยุทธซึ่งมีพื้นฐานจากสภาพร่างกายของลูกศิษย์ และใช้พลังปราณของตัวเองถ่ายทอดพลังงานเข้าสู่ร่างกายของอีกฝ่ายเพื่อยกระดับวรยุทธให้พวกเขาได้

แต่การจะทำแบบนั้นได้สำเร็จก็มีเงื่อนไขหลายอย่าง

อย่างแรก ผู้นั้นจะต้องเป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาว, อย่างที่สอง จะต้องมีความเข้าใจอย่างถี่ถ้วนในตัวของลูกศิษย์ ไม่ว่าจะเป็นสภาวะของทางเดินพลังปราณ ขีดจำกัดของร่างกาย และปัจจัยอื่นๆอีกนับไม่ถ้วน, และอย่างสุดท้าย เทคนิควรยุทธที่ผู้นั้นคิดค้นขึ้นมาจะต้องเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์แบบกับสรีระของอีกฝ่าย…

จะมีความผิดพลาดไม่ได้แม้แต่น้อยในเงื่อนไขทั้ง 3 ข้อ ไม่อย่างนั้น ทางเดินพลังปราณของลูกศิษย์ ก็จะล่มสลาย ทำให้ถึงแก่ความตายได้ทันที แต่ชายหนุ่มคนนี้ทำได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องเตรียมการอะไรเลย แถมยังดูเหมือนจะไม่มีผลข้างเคียงแม้แต่น้อย…

นี่คุณเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวจริงๆหรือเปล่า?

แน่ใจนะว่ายังอายุไม่ถึงยี่สิบ?

ในตอนนั้น หลัวเฉียนหงรู้สึกขึ้นมาทันทีว่าระยะเวลายาวนานที่เขาใช้ในการทุ่มเทศึกษาเล่าเรียน ตลอดจนความเข้าใจในวิชาชีพปรมาจารย์ที่เขามีนั้นไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง สุดท้าย ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน ก็ดูเหมือนจะไม่ได้อะไรขึ้นมาเลย…

“ยกระดับวรยุทธให้คนอื่นได้ง่ายดายขนาดนั้น…สวรรค์โปรด ใครก็ได้ช่วยบอกเราหน่อยเถอะว่านี่ไม่ใช่ความฝัน”

“ไอดอล เขาเป็นไอดอลของผมจริงๆ ผมจะต้องขอให้เขามาเป็นอาจารย์ให้ได้!”

“น่าทึ่งที่สุด! นี่มันวิถีทางของเทพเจ้า…”

…..

เหล่าทหารหาญที่เห็นเหตุการณ์นี้ต่างก็อึ้งไป

พวกเขาเคยเห็นอัจฉริยะมาก็หลายคน แต่ไม่เคยเห็นอัจฉริยะคนไหนที่เก่งกาจขนาดนี้

อันที่จริง คำว่า ‘อัจฉริยะ’ ก็ดูจะเบาไป

ฟิ้ววววว!

ท่ามกลางสายตาตกตะลึงทุกคู่ รังสีของโม่หยู่ก็เข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่สุดท้ายก็หยุด โม่หยู่ลืมตาขึ้น มีประกายคมปลาบเปล่งออกมาจากภายใน

จื้อจุนขั้นสูงสุด, สำเร็จแล้ว!

เธอฝึกฝนวรยุทธมาตั้งแต่อายุหกขวบ และใช้เวลาถึง 17 ปีกว่าจะสำเร็จวรยุทธขั้นจงซรือ โม่หยู่คิดว่าคงต้อง 20 ปีเป็นอย่างน้อยกว่าที่เธอจะสำเร็จวรยุทธขั้นจื้อจุน

ไม่นึกเลยว่าจะสำเร็จได้ในชั่ว 2 – 3 อึดใจ

ขั้นตอนเหล่านี้เป็นเหมือนความฝัน

“ขอบคุณปรมาจารย์จาง!”

รู้ดีว่าตัวเองไม่มีทางทำสำเร็จหากไม่ได้อีกฝ่ายช่วยเหลือ โม่หยู่รีบลุกขึ้นยืนและโค้งคำนับด้วยความคารวะสูงสุด

เธอเปลี่ยนคำเรียกขานจากจางเซวียนมาเป็นปรมาจารย์จาง

ตอนแรก โม่หยู่ยังคงคิดที่จะประชันขันแข่งกับชายหนุ่มคนนี้ หวังจะให้ได้การยอมรับจากอีกฝ่ายในสักวัน

แต่มาตอนนี้ก็รู้แล้วว่าเธอกับเขาอยู่กันคนละโลก และนับวันช่องว่างนั้นก็ยิ่งจะห่างออกไป ไม่มีทางที่เธอจะตามจางเซวียนได้ทัน

นอกจากการประชันขันแข่งและความต้องการการยอมรับจากเขา แค่จะเป็นลูกศิษย์ เธอก็ยังมีคุณสมบัติไม่เพียงพอเสียด้วยซ้ำ ทั้งคู่เป็นเพียงคนที่ผ่านมาเจอกันในโลกอันกว้างใหญ่ใบนี้

“ไม่มีปัญหา!”

จางเซวียนไม่รู้ว่าโม่หยู่คิดอะไร เขาโบกมืออย่างสบายใจ และจากนั้นก็หันไปตั้งคำถามกับคุณชาย “คราวนี้ใช้ได้หรือยัง?”

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จ้าวเฟยอู่ตอบ “ถึงเธอจะเป็นนักรบจื้อจุนขั้นสูงสุด มีคุณสมบัติเพียงพอจะเป็นจักรพรรดินีแล้ว แต่ว่า…การจะทำให้ทุกคนไว้วางใจน่ะ ยังต้องการมากกว่านั้น…”

แม้นักรบจื้อจุนขั้นสูงสุดจะถือว่าเป็นผู้ทรงพลังในอาณาจักรชวนหยวน แต่ที่นี่ก็มีนักรบในวรยุทธขั้นเดียวกันอีกมากมาย ลำพังแค่วรยุทธเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะทำให้โม่หยู่กุมอำนาจของทั้งอาณาจักรได้ อย่างน้อยที่สุด เธอก็น่าจะได้เป็นนักรบกึ่งเหนือมนุษย์เสียก่อน

อีกอย่าง ทุกคนที่มีรายชื่อในบอร์ดใบเขียวก็ล้วนแต่เป็นนักรบจื้อจุนขั้นสูงสุดกันทั้งนั้น

“ถ้างั้น…ก็ได้!”

จางเซวียนถูมือ และหันไปทางมังกรบินหลังเหล็กที่ยังตัวสั่นอยู่ เขาสั่งการ “ยอมรับโม่หยู่เป็นเจ้านายของแกซะ และนับจากวันนี้ไป แกต้องปกป้องเธอ ทำตามคำสั่งของเธอทุกอย่าง!”

“ฮะ?”

ได้ยินคำพูดนั้น ทุกคนก็ถึงกับเซ่อไป

แม้แต่โม่หยู่กับจ้าวเฟยอู่ก็งงงัน

นี่พูดเพ้อเจ้อไปไหม?

เจ้าตัวนี้เป็นอสูรอารักขาของราชวงศ์แห่งอาณาจักรชวนหยวนนะ แถมยังมีสายเลือดมังกรอันหยิ่งผยองด้วย จะให้มันยอมจำนนให้โม่หยู่ตั้งแต่เจอกันครั้งแรกได้อย่างไร…

ขณะที่ทุกคนคิดว่าเจ้ายักษ์ใหญ่นั่นไม่มีทางยินยอม มังกรบินหลังเหล็กก็ยิ้มร่าด้วยความดีใจขณะที่ลนลานตะเกียกตะกายขึ้นมา มันตั้งต้นใช้หัวใหญ่เบ้อเร่อเท่อถูไถโม่หยู่ ราวกับกำลังพยายามประจบเธอ

“เว้ย…”

“แก…จะหน้าไม่อายไปหน่อยไหม?”

ทุกคนตัวสั่นสะท้านอย่างหนักจนแทบกระอักเลือดออกมา

ด้วยสายเลือดมังกรอันหยิ่งผยอง มังกรบินหลังเหล็กมีท่าทีเป็นปฏิปักษ์กับมนุษย์เสมอ แต่เมื่อจางเซวียนเรียก มันก็ร่วงลงมาจากท้องฟ้าและเมินนายเก่าอย่างสิ้นเชิง แถมยังเชื่อฟังคำสั่งของเขาแต่โดยดี…

อย่างน้อย แกก็ควรจะเหลือศักดิ์ศรีของมังกรไว้บ้างไหม?

ทำตัวไม่ต่างอะไรกับหมาปั๊ก อสูรร้ายอันทรงพลังแบบแกทำตัวน่าไม่อายได้แบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่!

“อสูรตัวนี้มีพละกำลังแข็งแรงในแบบที่ทุกคนต้องพรั่นพรึง…” เว่ยยู่ฉิงที่เพิ่งจะปีนลงมาจากหลังของอสูรพาหนะได้แต่ถอนหายใจ

ด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง เจ้าหนุ่มคนนี้ก็ทำในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้ให้สำเร็จได้อย่างง่ายดาย บางครั้ง…ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเขาเป็นปรมาจารย์ระดับสูงปลอมตัวมาหรือเปล่า

“ในเมื่อสะสางเรื่องของอาณาจักรเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่ผมจะต้องสะสางกับทางสภาปรมาจารย์!”

จางเซวียนหันไปมองหลัวเฉียนหงด้วยสีหน้าเรียบเฉย

การที่สภาปรมาจารย์เข้าข้างพฤติกรรมชั่วร้ายของติงมู่ที่มีต่อสมาชิกของสภาปรมาจารย์คนหนึ่ง ก็ถือว่าถึงเวลาที่ต้องสะสาง

ที่สำคัญกว่านั้น หากจางเซวียนไม่จัดการเรื่องนี้ให้ใสสะอาด พฤติกรรมของเขาที่เข้าปะทะกับปรมาจารย์ระดับ 3 ดาวคนหนึ่งจะต้องเป็นมลทินในประวัติของเขาตลอดไป ซึ่งหากเป็นอย่างนั้น การที่เขาจะเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ในระดับต่อๆไปก็ย่อมเป็นเรื่องยาก

เพราะเหล่าปรมาจารย์ภาคภูมิใจในคุณธรรมของตัวเองเป็นอย่างมาก

การที่ปรมาจารย์คนหนึ่งละเลยระบบอาวุโส และทำตัวกระด้างกระเดื่องกับปรมาจารย์ระดับสูงกว่า คงไม่มีใครเต็มใจให้เขาได้ก้าวหน้าแน่

“คุณแน่ใจหรือว่า…จะเข้าท้าชนสภา?” จ้าวเฟยอู่ถามอย่างกังวลใจ

หากการท้าชนสภาหมายถึงการต่อสู้กับปรมาจารย์ทุกคนในสภาปรมาจารย์แห่งนี้ ก็ไม่มีอะไรที่จางเซวียนจะต้องกลัว เพราะเขาสามารถปราบได้แม้แต่นักรบเหนือมนุษย์ และแม้แต่ประธานหลัวเฉียนหงที่แข็งแกร่งที่สุดก็เป็นแค่นักรบกึ่งเหนือมนุษย์เท่านั้น จึงไม่มีใครรที่จางเซวียนจะต้องยำเกรง

“การท้าชนสภา คือการท้าทายปรมาจารย์ทุกคนในสภาปรมาจารย์ของอาณาจักรชวนหยวนแห่งนี้นับตั้งแต่ที่มันก่อตั้งมา แม้ว่าตำแหน่งที่ตั้งของมันจะอยู่ห่างไกล แต่ด้วยประวัติศาสตร์ที่มีมายาวนานหลายพันปี จากสถิติที่มีการบันทึกไว้ ปรมาจารย์ระดับ 5 ดาวหนึ่งคนและระดับ 4 ดาวอีกสามคนก็เคยอยู่ที่นี่…”

จ้าวเฟยอู่กำหมัดแน่น “แม้พวกเขาจะตายไปแล้ว แต่ก็ยังมีเจตจำนงหลงเหลืออยู่ภายในสภาปรมาจารย์แห่งนี้ การท้าชนสภาก็เท่ากับการท้าทายพวกเขาด้วย คุณแน่ใจหรือว่าจะไม่ทบทวนสักหน่อย?”

ถ้าการท้าชนสภาหมายถึงการท้าทายปรมาจารย์ทุกคนเท่าที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ไม่ใช่เรื่องที่จางเซวียนต้องกังวลนัก แต่เรื่องใหญ่ก็คือบรรดาปรมาจารย์รุ่นก่อนๆที่จากโลกนี้ไปแล้ว

บางคนเป็นถึงระดับ 4 ดาว และแม้แต่สูงกว่าก็มี ตัวคุณเป็นแค่ปรมาจารย์ระดับ 2 ดาว จะเอาอะไรไปรับมือพวกเขา?

“ผมตัดสินใจแล้ว!” จางเซวียนตอบ

ไม่มีอะไรที่เขาต้องกังวล คนเหล่านั้นก็เหลือแค่เจตจำนงที่ตกค้างอยู่เท่านั้น ถ้าคิดว่าตัวเขาจะเป็นหมูให้ขยี้ได้ง่ายๆล่ะก็ คิดผิดแล้ว!

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!